This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释283 行1 个版本

สมจิตตวรรคที่ ๔ อรรถกถาสูตรที่ ๑

สมจิตตวรรค สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อสปฺปุริสภูมึ ได้แก่ ฐานะที่ดำรงอยู่ของพวกอสัตบุรุษ. แม้ในภูมิของสัตบุรุษก็นัยนี้แหละ.

บทว่า อกตญฺญู ได้แก่ ไม่รู้บุญคุณที่ผู้อื่นกระทำแก่ตน.

บทว่า อกตเวที ได้แก่ ไม่รู้บุญคุณที่ผู้อื่นกระทำแก่ตนโดยทำให้ปรากฏ.

บทว่า อุปญฺญาตํ แปลว่า ยกย่อง ชมเชยสรรเสริญ.

บทว่า ยทิทํ แปลว่า นี้ใด (หมายความว่า คือ).

บทว่า อกตญฺญุตา อกตเวทิตา ได้แก่ ความไม่รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำ และความไม่รู้อุปการะที่ผู้อื่นกระทำโดยทำให้ปรากฏ (ไม่ตอบแทนคุณเขา).

บทว่า เกวลา แปลว่า ทั้งสิ้น.

แม้ในธรรมฝ่ายขาว ก็พึงทราบเนื้อความตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๑

อรรถกถาสูตรที่ ๒

ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า มาตุ จ ปิตุ จ ได้แก่ มารดาผู้บังเกิดเกล้า ๑ บิดาผู้บังเกิดเกล้า ๑.

บทว่า เอเกน ภิกฺขเว อํเสน มาตรํ ปริหเรยฺย ความว่า บุตรพึงปรนนิบัติมารดาแบกไว้บนจะงอยบ่าข้างหนึ่ง.

บทว่า เอเกน อํเสน ปิตรํ ปริหเรยฺย ความว่า บุตรพึงปรนนิบัติบิดาแบกไว้บนจะงอยบ่าข้างหนึ่ง.

บทว่า วสฺสสตายุโก วสฺสสตาชีวี ความว่า มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ทรงชีพอยู่ ๑๐๐ ปี. มีคำอธิบายว่า ถ้าบุตรคิดว่าจักตอบแทนคุณบิดามารดา กระวีกระวาดให้มารดานั่งบนจะงอยบ่าข้างขวา ให้บิดานั่งบนจะงอยบ่าข้างซ้าย มีอายุถึง ๑๐๐ ปี ทรงชีพแบกอยู่ ๑๐๐ ปี.

บทว่า โส จ เนสํ อุจฺฉาทนปริมทฺทนนฺหาปนสมฺพาหเนน ความว่า บุตรนั้นแลพึงบำรุงบิดามารดาผู้นั่งอยู่บนจะงอยบ่านั่นเอง ด้วยการอบกลิ่นให้ตัวหอม เพื่อบรรเทากลิ่นเหม็น ด้วยการนวดมือเท้า เพื่อบรรเทาเมื่อยขบ เวลาหนาวให้อาบน้ำอุ่น เวลาร้อนให้อาบน้ำเย็น ด้วยการดัดคือ ดึงมือและเท้าเป็นต้น.

บทว่า เต จ ตตฺเถว ความว่า บิดามารดาทั้งสองก็นั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนนั้นแหละ คือบนจะงอยบ่าทั้งสองของบุตรนั้น.

บทว่า น เตฺวว ภิกฺขเว ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยอาการปรนนิบัติถึงเพียงนี้ จะเป็นอันบุตรนั้นได้ทำคุณหรือได้ตอบแทนคุณแก่บิดามารดาแล้ว หามิได้เลย.

บทว่า อิสฺสราธิปจฺเจ รชฺเช พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทีเดียว.

บทว่า อาปาทกา แปลว่า เป็นผู้ให้เติบโต เป็นผู้ดูแล. เพราะบุตรทั้งหลาย บิดามารดาทำให้เติบโตและดูแลแล้ว.

บทว่า โปสกา ได้แก่ เป็นผู้เลี้ยงดูโดยให้มือเท้าเติบโต ให้ดื่มโลหิตในหทัย. เพราะบิดามารดาเลี้ยงบุตรอย่างดี ประคบประหงมด้วยข้าวน้ำเป็นต้น.

บทว่า อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตาโร ความว่า ถ้าในวันที่บุตรเกิด บิดามารดาจะจับเท้าบุตรเหวี่ยงไปในป่าหรือในเหว บุตรก็จะไม่ได้เห็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในโลกนี้ แต่เพราะท่านไม่ทำอย่างนี้ ฟูมฟักเลี้ยงดู บุตรจึงเห็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ในโลกนี้ เพราะอาศัยบิดามารดา ฉะนั้น บิดามารดาจึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร.

บทว่า สมาทเปติ ได้แก่ ให้เชื่อถือ.

ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ผสมกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ.

ภิกษุเช่นพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ พึงทราบว่าชื่อว่ายังบิดามารดาให้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมเหล่านั้น. จบอรรถกถาสูตรที่ ๒

อรรถกถาสูตรที่ ๓

ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์นั้นทราบมาว่า พระสมณโคดมตรัสตอบคำที่คนถาม พระองค์ไม่ทรงเบื่อหน่ายคำถาม จำเราจักแต่งปัญหาชนิดมีเงื่อนงำ จึงบริโภคโภชนะอันประณีตแล้วปิดประตูห้อง นั่งเริ่มคิด (แต่งปัญหา).

ลำดับนั้น พราหมณ์ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ในที่นี้มีเสียงอึกทึกกึกก้อง จิตไม่สงบ เราจักให้ทำเรือนติดพื้นดิน ให้ทำเรือนติดพื้นดินแล้วเข้าไปในเรือนนั้น คิดว่า เราถูกถามอย่างนี้แล้ว จักตอบอย่างนี้ เขาผูกปัญหาข้อหนึ่ง เมื่อจะวิสัชนาปัญหาข้อหนี่ง ไม่สามารถจะเห็นคำตอบอะไรๆ สิ้นทั้งวัน. เขาคิดอยู่โดยทำนองนี้ล่วงไป ๔ เดือน. พอล่วงไป ๔ เดือน เขาจึงได้พบปัญหา ๒ เงื่อน

เล่ากันมาว่า พราหมณ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม ทูลถามว่า พระโคดมผู้เจริญเป็นวาทีอะไร ถ้าพระสมณโคดมกล่าวว่าเราเป็นกิริยวาที เราจักข่มพระสมณโคดมว่า พระองค์สอนให้คนทำชั่วทุกอย่าง ถ้าพระสมณโคดมกล่าวว่าเราเป็นอกิริยวาที เราจักข่มพระสมณโคดมว่า พระองค์สอนไม่ให้คนทำดี. พระสมณโคดมถูกถามปัญหา ๒ เงื่อนแล้ว จักกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เราก็จักชนะ พระสมณโคดมก็จักแพ้ด้วยอาการอย่างนี้

เขาลุกขึ้นปรบมือออกจากเรือนติดพื้นดิน คิดว่า ผู้ถามปัญหาขนาดนี้ไม่ควรไปคนเดียว จึงให้โฆษณาทั่วเมือง แวดล้อมไปด้วยชาวเมืองทั้งสิ้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.

บทว่า กึวาที แปลว่า มีลัทธิอะไร.

ด้วยบทว่า กิมกฺขายติ พราหมณ์ทูลถามว่า พระองค์สอนปฏิปทาแก่สาวกอย่างไร.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณ์แต่งปัญหาอยู่ ๔ เดือน มาด้วยถือตัวว่า เราเห็นปัญหาที่ทำให้พระสมณโคดมแพ้แล้ว เมื่อจะทรงทำลายปัญหานั้นด้วยบทเดียวเท่านั้น จึงตรัสว่า กิริยวาที จาหํ พฺราหฺมณ อกิริยวาที จ ดังนี้.

ลำดับนั้น พราหมณ์ถอนมานะของตนได้แล้ว เมื่ออาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวเป็นคำต้นว่า ยถากถํ ปน ดังนี้.

คำที่เหลือในที่นี้ง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสูตรที่ ๓

อรรถกถาสูตรที่ ๔

ในสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ทกฺขิเณยฺยา ความว่า ทาน ท่านเรียกว่าทักษิณา.

ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีถามว่า บุคคลกี่เหล่าที่ควรรับทานนั้น.

ด้วยบทว่า เสกฺโข นี้ ท่านแสดงพระเสขบุคคล ๗ จำพวก.

แลในบทนี้ ท่านสงเคราะห์แม้ปุถุชนผู้มีศีล ด้วยพระโสดาบันนั่นแล.

บทว่า อาหุเนยฺยา ยชมานานํ โหนฺติ ความว่า เป็นผู้ควรแก่ของที่นำมาบูชาของผู้ถวายทาน คือเป็นผู้รับทาน.

บทว่า เขตฺตํ ได้แก่ เป็นพื้นที่ คือที่ตั้ง. อธิบายว่า เป็นที่งอกงามแห่งบุญ.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๕

ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปุพฺพาราเม ได้แก่ ณ อารามทางทิศตะวันออกกรุงสาวัตถี.

บทว่า มิคารมาตุปาสาเท ได้แก่ เป็นปราสาทของอุบาสิกาชื่อวิสาขา.

ก็อุบาสิกาวิสาขานั้น เรียกกันว่า มิคารมารดา เพราะท่านมิคารเศรษฐี (พ่อผัว) ตั้งไว้ในฐานะมารดาด้วย เพราะมีชื่อเหมือนชื่อของเศรษฐีผู้เป็นปู่ [วิสาขเศรษฐี] ซึ่งเป็นบุตรคนหัวปีด้วย. ปราสาทที่นางวิสาขาสร้างมีห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง ชื่อว่าปราสาทมิคารมารดา.

พระเถระพักอยู่ในปราสาทนั้น.

บทว่า ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ความว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระพักอยู่ในปราสาทนั้น.

บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ความว่า พระเถระเรียกเวลาไหน. เพราะสูตรบางสูตรกล่าวว่าก่อนภัตก็มี บางสูตรว่าหลังภัต บางสูตรว่ายามแรก บางสูตรว่ายามกลาง บางสูตรว่ายามท้าย.

ก็ปฏิปทาสูตรในสมจิตตวรรคนี้ กล่าวว่าหลังภัต ฉะนั้น พระเถระจึงเรียกภิกษุทั้งหลายเวลาเย็น. ความจริงสูตรนี้ พระเถระมิได้กล่าวองค์เดียวเท่านั้น แม้พระตถาคตก็ตรัส.

ถามว่า ประทับนั่งที่ไหน. ตอบว่า ประทับนั่ง ณ รัตนปราสาทของนางวิสาขา.

จริงอยู่ ๒๐ พรรษาตอนปฐมโพธิกาล พระตถาคตมิได้ประทับอยู่ประจำ ที่ใดๆ มีความผาสุก ก็เสด็จไปประทับอยู่ ณ ที่นั้นๆ นั่นแล.

พรรษาแรก ทรงประกาศธรรมจักร ณ ป่าอิสิปตนะ ให้มหาพรหม ๑๘ โกฏิดื่มน้ำอมฤต ทรงอาศัยกรุงพาราณสีประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะ

พรรษาที่ ๒ ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร

พรรษาที่ ๓ และที่ ๔ ก็ประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหารนั้นแหละ

พรรษาที่ ๕ ทรงอาศัยกรุงเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน

พรรษาที่ ๖ ประทับอยู่ ณ มกุลบรรพต

พรรษาที่ ๗ ประทับอยู่ (ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์) บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

พรรษาที่ ๘ ทรงอาศัยสุงสุมารคิรนคร แคว้นภัคคะ ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน

พรรษาที่ ๙ ประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี

พรรษาที่ ๑๐ ประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์ปาลิเลยยกะ

พรรษาที่ ๑๑ ประทับอยู่ ณ พราหมณคาม เมืองนาลา

พรรษาที่ ๑๒ ประทับอยู่ ณ เมืองเวรัญชา

พรรษาที่ ๑๓ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพต

พรรษาที่ ๑๔ ประทับอยู่ ณ เชตวันวิหาร

พรรษาที่ ๑๕ ประทับอยู่ ณ ณ กรุงกบิลพัสดุ์

พรรษาที่ ๑๖ ทรงโปรดอาฬวกยักษ์ ให้สัตว์แปดหมื่นสี่พันดื่มน้ำอมฤต ประทับอยู่ ณ เมืองอาฬวี

พรรษาที่ ๑๗ ประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์อีก

พรรษาที่ ๑๘ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพตอีก

พรรษาที่ ๑๙ ประทับอยู่ ณ จาลิยบรรพตเหมือนกัน

พรรษาที่ ๒๐ ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์นั่นแล ประทับอยู่.

๒๐ พรรษาแรก พระตถาคตมิได้ประทับอยู่ประจำดังกล่าวมานี้ ที่ใดๆ มีความผาสุก ก็ประทับอยู่ ณ ที่นั้นๆ นั่นแล.

ต่อจากนั้น ทรงใช้เสนาสนะ ๒ แห่งเป็นประจำ.

๒ แห่ง คือที่ไหนบ้าง. คือ เชตวัน ๑ บุพพาราม ๑.

เพราะเหตุไร. เพราะ ๒ ตระกูลมีคุณมาก.

พระศาสดาทรงใช้สอยเสนาสนะ ๒ แห่งนั้นเป็นประจำ เพราะทรงอาศัยคุณ ซึ่งหมายถึงคุณของท่านอนาถบิณฑิกะและนางวิสาขา. แม้เสด็จจาริกไปในฤดูฝน. เมื่อวันเข้าพรรษาก็ประทับอยู่ ณ เสนาสนะ ๒ แห่งนั่นแล.

พระองค์ประทับอยู่อย่างนี้ กลางคืนประทับอยู่ ณ พระเชตวัน รุ่งขึ้นแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีทางประตูทิศใต้ แล้วเสด็จออกทางประตูทิศตะวันออก ทรงพักผ่อนกลางวัน ณ บุพพาราม กลางคืนประทับอยู่ ณ บุพพาราม. รุ่งขึ้นเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีทางประตูทิศตะวันออก แล้วเสด็จออกทางประตูทิศใต้ ทรงพักผ่อนกลางวัน ณ พระเชตวัน.

ก็ในวันนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันนั่นเอง.

พระพุทธเจ้าเมื่อประทับอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมไม่ทรงเว้นพุทธกิจ ๕ ประการเลย.

พุทธกิจ ๕ ประการนั้นกล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง.

บรรดากิจเหล่านั้น เวลาของกิจในปัจฉิมยาม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นว่า ชาวกรุงสาวัตถีและเหล่าสัตว์หาประมาณมิได้รอบๆ กรุงสาวัตถี ในพื้นที่คาวุตหนึ่งและกึ่งโยชน์จะได้ตรัสรู้ ต่อจากนั้นทรงตรวจดูว่า เวลาไหนหนอจักมีการตรัสรู้ ทรงเห็นว่าเวลาเย็น ทรงตรวจดูว่า เมื่อเรากล่าวจักมีการตรัสรู้ หรือว่าเมื่อสาวกกล่าวจักมีการตรัสรู้ ทรงเห็นว่าเมื่อพระสารีบุตรเถระกล่าวจักมีการตรัสรู้ ครั้นแล้วทรงตรวจดูว่า นั่งกล่าวที่ไหนจักมีการตรัสรู้ ทรงเห็นว่านั่งที่รัตนปราสาทของนางวิสาขา.

ได้ทรงทราบว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมมีประชุมสาวก ๓ ครั้ง พระอัครสาวกทั้งหลายมีประชุมครั้งเดียว บรรดาประชุมเหล่านั้น วันนี้จักมีประชุมสาวกของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ ครั้นทรงทราบแล้ว ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าทีเดียว ทรงนุ่งสบง ห่มสุคตจีวร ทรงถือบาตรเสลมัยบาตรหิน แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าเมืองทางประตูทิศใต้ เสด็จบิณฑบาตอยู่ ทรงทำให้ภิกษุสงฆ์หาบิณฑบาตได้ง่าย เสด็จหวนกลับออกทางประตูทิศใต้ เหมือนเรือที่ต้องลม ประทับยืนอยู่นอกประตู.

ลำดับนั้น พระอสีติมหาสาวก ภิกษุณีบริษัท อุบาสกบริษัท อุบาสิกาบริษัท รวมเป็นบริษัท ๔ แวดล้อมพระศาสดา. พระศาสดาตรัสเรียกพระสารีบุตรเถระมารับสั่งว่า สารีบุตร เธอควรจะไปบุพพาราม จงพาบริษัทของเธอไป.

พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แวดล้อมด้วยภิกษุบริวารของตนประมาณ ๕๐๐ รูป ได้ไปยังบุพพาราม.

พระศาสดาทรงส่งพระอสีติมหาสาวกไปยังบุพพารามเหมือนกันโดยทำนองนี้แหละ พระองค์เองเสด็จไปพระเชตวันกับพระอานนทเถระองค์เดียวเท่านั้น. แม้พระอานนทเถระก็กระทำวัตรแด่พระศาสดา แล้วถวายบังคมกราบทูลว่า ข้าพระองค์จะไปบุพพาราม พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ไปเถิดอานนท์. พระอานนทเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้วได้ไปในบุพพารามนั้นทีเดียว.

พระศาสดาทรงคอยอยู่ที่พระเชตวันพระองค์เดียวเท่านั้น.

ก็วันนั้น บริษัท ๔ ประสงค์จะฟังธรรมกถาของพระเถระเท่านั้น.

แม้พระเจ้าโกศลมหาราชก็แวดล้อมไปด้วยพลนิกาย เสด็จไปยังบุพพารามเหมือนกัน. ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีมีอุบาสก ๕๐๐ คนเป็นบริวารก็ได้ไปเหมือนกัน. ฝ่ายมหาอุบาสิกาวิสาขาแวดล้อมไปด้วยหญิง ๑,๐๐๐ คนได้ไปแล้ว. ในกรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นที่อยู่ของตระกูลที่องอาจ ๕,๗๐๐,๐๐๐ ตระกูล ชนทั้งหลายนอกจากเด็กเฝ้าบ้าน ต่างพากันถือจุรณของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังบุพพารามกันทั้งนั้น. และมนุษย์ทุกหมู่เหล่าในที่คาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์และโยชน์หนึ่ง ในหมู่บ้านที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ได้ถือจุรณของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังบุพพาราม. ทั่วทั้งวิหารได้เป็นเหมือนเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย.

แม้พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระก็ได้ไปยังวิหาร ยืนอยู่ ณ ที่เป็นเนินในบริเวณวิหาร. ภิกษุทั้งหลายช่วยกันปูลาดอาสนะถวายพระเถระ.

พระเถระนั่งบนอาสนะนั้น เมื่อพระเถระผู้อุปัฏฐากกระทำวัตรแล้ว ให้โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ เข้าไปยังคันธกุฎี นั่งเข้าสมาบัติ. ได้เวลาตามกำหนด ท่านออกจากสมาบัติ ไปยังแม่น้ำอจิรวดี ชำระเหงื่อไคลระงับความกระวนกระวาย แล้วขึ้นจากน้ำทางท่าที่ลงนั่นแหละ ครองสบงจีวรแล้วยืนห่มสังฆาฏิ. แม้ภิกษุสงฆ์ก็ลงสรงน้ำพร้อมกัน ชำระเหงื่อไคลแล้วกลับขึ้นมาแวดล้อมพระเถระ. แม้ภายในวิหารก็ได้จัดปูลาดธรรมาสน์ไว้สำหรับพระเถระ. บริษัททั้ง ๔ รู้โอกาสของตนๆ จึงนั่งเว้นทางไว้.

พระสารีบุตรเถระแวดล้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมายังธรรมสภา นั่งผินหน้าไปทางทิศตะวันออก จับพัดวีชนีอันวิจิตร บนรัตนบัลลังก์ที่ยกเศวตฉัตรขึ้น ซึ่งประดิษฐานอยู่บนหัวสิงห์ [รูป]. ครั้นนั่งแล้วแลดูบริษัท คิดว่าบริษัทนี้ใหญ่เหลือเกิน การแสดงธรรมเบ็ดเตล็ดมีประมาณน้อย ไม่สมควรแก่บริษัทนี้ แสดงธรรมข้อไหนจึงจักสมควรหนอ เมื่อนึกถึงพระไตรปิฏกจึงได้เห็นธรรมเทศนาว่าด้วยสังโยชน์นี้.

ครั้นกำหนดธรรมเทศนาอย่างนี้แล้ว ประสงค์จะแสดงข้อนั้น จึงเรียกภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโส ภิกฺขโว ดังนี้.

คำว่า ภิกฺขโว ไม่กล่าวว่า อาวุโส พระพุทธเจ้าทรงใช้เรียกภิกษุทั้งหลาย.

ก็ท่านพระสารีบุตรนี้คิดว่า เราจักไม่เรียกเหมือนพระทศพล เมื่อจะเรียกสาวก จึงกล่าวว่า อาวุโส ภิกฺขเว ดังนี้ด้วยความเคารพในพระศาสดา.

บทว่า เอตทโวจ ความว่า ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ คือบทธรรมเทศนาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายในและบุคลลผู้มีสังโยชน์ภายนอก ดังนี้.

ก็ที่รัตนปราสาทนั้น มีเทพบุตรเป็นพระโสดาบันสิงอยู่องค์หนึ่ง พอพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกทั้งหลายเริ่มเทศนาเท่านั้น เทพบุตรองค์นั้นก็ทราบว่า เทศนานี้จักตื้น เทศนานี้จักลึก เทศนานี้จักพาดพิงฌาน เทศนานี้จักพาดพิงวิปัสสนา เทศนานี้จักพาดพิงมรรค เทศนานี้จักพาดพิงผล เทศนานี้จักพาดพิงถึงพระนิพพาน.

แม้ในวันนั้น พอพระเถระเริ่มเทศนาเท่านั้น เทพบุตรองค์นั้นก็ทราบได้ว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระผู้เป็นเจ้าของเราเริ่มเทศนาโดยทำนองใดๆ ก็ตาม เทศนานี้จักหยั่งลงถึงวิปัสสนา พระเถระจักกล่าววิปัสสนาโดยมุขทั้ง ๖ เวลาจบเทศนา เทวดาพันโกฏิจักบรรลุพระอรหัต ส่วนเทวดาและมนุษย์ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นกำหนดไม่ได้ เราจักถวายสาธุการแด่พระผู้เป็นเจ้าของเราให้สมควรแก่เทศนา จึงใช้เทวานุภาพเปล่งเสียงดังกล่าวว่า สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้.

เมื่อเทวราชให้สาธุการ เหล่าเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ปราสาท ๑,๐๐๐ องค์ซึ่งเป็นบริวาร ก็พากันให้สาธุการพร้อมกันทั้งหมดทีเดียว. ด้วยเสียงสาธุการของเทวดาเหล่านั้น เหล่าเทวดาที่อยู่ในบุพพารามได้ให้สาธุการ. ด้วยเสียงของเทวดาที่อยู่ในบุพพารามเหล่านั้นเหล่าเทวดาที่อยู่ในพื้นที่ประมาณคาวุตหนึ่งได้ให้สาธุการ ต่อจากนั้น เหล่าเทวดาผู้อยู่ในพื้นที่กึ่งโยชน์ เหล่าเทวดาผู้อยู่ในพื้นที่โยชน์หนึ่ง เหล่าเทวดาในจักรวาลหนึ่ง สองจักรวาล สามจักรวาล ฯลฯ รวมเป็นเหล่าเทวดาในหมื่นจักรวาลได้ให้สาธุการโดยอุบายนี้ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเสียงสาธุการของเทวดาเหล่านั้น เหล่านาคที่อยู่ในแผ่นดินและเหล่าเทวดาที่อยู่ในอากาศได้ให้สาธุการ ต่อจากนั้น เทวดาเมฆหมอก เทวดาเมฆร้อน เทวดาเมฆหนาว เทวดาเมฆฝน มหาราชทั้ง ๔ ชั้นจตุมหาราชิกา ท้าวสักกเทวราช ชั้นดาวดึงส์ สุยามเทวราช เทวดาชั้นยามาสันตุสิตเทวราช เทวดาชั้นดุสิต นิมมานรดีเทวราช เทวดาชั้นนิมมานรดี วสวัตดีเทวราช เทวดาชั้นวสวัตดี พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา มหาพรหม พวกปริตตาภา พวกอัปปมาณาภา พวกอาภัสสรา พวกปริตตสุภา พวกอัปปมาณสุภา พวกสุภกิณหา พวกเวหัปผลา พวกอวิหา พวกอตัปปา พวกสุทัสสา พวกสุทัสสี และเทวดาพวกอกนิฏฐา รวมเทวดาทั้งปวงในที่ที่พอจะฟังเสียงได้ นอกจากพวกอสัญญีและพวกอรูปวาจร ได้ให้สาธุการ.

ต่อจากนั้น เหล่ามหาพรหมผู้เป็นพระขีณาสพรำพึงว่า เสียงสาธุการนี้ดังจริงหนอ มาจากพื้นแผ่นดินจนถึงชั้นอกนิฏฐา นี่เรื่องอะไรกันหนอ คิดว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระนั่งที่รัตนปราสาทของนางวิสาขา ในบุพพาราม เริ่มแสดงธรรมว่าด้วยสังโยชน์ แม้พวกเราก็ควรจะเป็นกายสักขีในที่นั้น จึงได้พากันไปในที่นั้น.

บุพพารามจึงเต็มไปด้วยเทวดาทั้งหลาย. ที่รอบๆ บุพพารามคาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์ โยชน์หนึ่ง ขยายไปทั่วจักรวาล ด้านขวางใต้แผ่นดิน จดขอบจักรวาล เนืองแน่นไปด้วยเหล่าเทวดาหมื่นจักรวาลมาประชุมกัน. เทวดา ๖๐ โกฏิเบื้องบนได้ยืนเนรมิตอัตภาพให้ละเอียด ในที่เท่าปลายเหล็กแหลมจดลง.

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรรำพึงว่า โกลาหลนี้ใหญ่จริงหนอ นี่เรื่องอะไรกัน ได้เห็นเทวดาที่อยู่ในหมื่นจักรวาลมารวมกันอยู่ในจักรวาลเดียว.

อนึ่ง เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีความจำเป็นเรื่องอธิษฐาน ทรงเห็นและให้ได้ยินเสียงโดยประมาณบริษัทเท่านั้น แต่เหล่าสาวกควรอธิษฐาน ฉะนั้นพระเถระจึงเข้าสมาบัติ ออกจากสมาบัติแล้วจึงอธิษฐานด้วยมหัคคตจิตว่า ขอบริษัททั่วถึงขอบจักรวาลทั้งหมดจงเห็นเรา และเมื่อเราแสดงธรรมจงได้ยินเสียง.

จำเดิมแต่เวลาที่พระเถระอธิษฐาน ผู้ที่นั่งอยู่ข้างเข่าขวาพระเถระก็ตาม ที่ขอบปากจักรวาลก็ตาม ไม่มีเรื่องที่จะต้องพูดว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระเป็นเช่นไร สูงต่ำ ดำขาวอย่างไร. พระเถระได้ปรากฏเฉพาะหน้าของบริษัททั้งหมดที่นั่งอยู่ทุกทิศ เหมือนดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางนภากาศ.

แม้เมื่อพระเถระกำลังแสดงธรรมอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหมดที่นั่งอยู่ข้างเข่าขวาพระเถระก็ตาม ที่ขอบปากจักรวาลก็ตาม ต่างได้ฟังเสียงพร้อมกันเลยทีเดียว.

ครั้นอธิษฐานแล้ว พระเถระจึงเริ่มแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายใน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ กามภพ.

บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ รูปภพและอรูปภพ.

จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายมีเวลาอยู่ในกามภพน้อยเป็นส่วนที่ ๔ ของกัปเท่านั้น เวลา ๓ ส่วนนอกนี้กามภพว่างเปล่า. สัตว์ทั้งหลายมีเวลาอยู่ในรูปภพมากก็จริง ถึงอย่างนั้น เพราะสัตว์เหล่านั้นมีจุติและปฏิสนธิในกามภพมาก ในรูปภพและอรูปภพน้อย และภพใดมีจุติภพและปฏิสนธิมาก ภพนั้นย่อมมีอาลัยบ้าง ปรารถนาบ้าง รำพึงรำพันบ้างมาก ภพใดมีจุติและปฏิสนธิน้อย ภพนั้นก็มีอาลัย ปรารถนาหรือรำพึงรำพันน้อย ฉะนั้น กามภพจึงชื่อว่าภายใน รูปภพและอรูปภพจึงชื่อว่าภายนอกแล. ฉันทราคะในกามภพกล่าวคือภายใน ชื่อว่าสังโยชน์ภายใน. ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพกล่าวคือภายนอก ชื่อว่าสังโยชน์ภายนอก.

อีกอย่างหนึ่ง สังโยชน์ ๕ ที่เป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ ชื่อว่าสังโยชน์ภายใน. สังโยชน์ ๕ ที่เป็นไปในส่วนเบื้องบน ชื่อว่าสังโยชน์ภายนอก.

ในข้อนั้นมีเนื้อความของคำดังต่อไปนี้

กามธาตุ ท่านเรียกว่าเบื้องต่ำ เหล่าสัตว์ย่อมเกี่ยวข้องเรื่องต่ำๆ นั้น เพราะให้สำเร็จการเกิดในกามธาตุนั้น ฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นไปในส่วนเบื้องต่ำ. รูปธาตุและอรูปธาตุ ท่านเรียกว่าเบื้องบน เหล่าสัตว์ย่อมเกี่ยวข้องในเบื้องบนนั้น เพราะให้สำเร็จการเกิดในรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น ฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นไปในส่วนเบื้องบน.

บุคคลผู้ประกอบด้วยสังโยชน์ภายในมีประเภทดังกล่าวแล้ว ชื่อว่าผู้มีสังโยชน์ภายใน บุคคลผู้ประกอบด้วยสังโยชน์ภายนอก ชื่อว่าผู้มีสังโยชน์ภายนอกด้วยประการฉะนี้.

ทั้งสองนี้จะเป็นชื่อของโลกิยชนส่วนมากที่ยังอาศัยวัฏฏะอยู่ ก็หามิได้. แต่ทั้งสองนี้เป็นชื่อของพระอริยสาวกชั้นโสดาบัน สกทาคามีและอนาคามีเหล่านั้นที่กำหนดเป็น ๒ พวก.

เหมือนอย่างว่า ป่าตะเคียนและป่าสาละเป็นต้น ย่อมไม่ได้ชื่อว่าเสา ว่าขื่อ ว่าเต้า ย่อมได้ชื่อว่าป่าตะเคียน ป่าสาละเท่านั้น แต่เมื่อใดคนใช้ขวานคมตัดต้นไม้จากป่านั้นแล้วถากโกลนรูปเป็นเสาเป็นต้น ย่อมได้ชื่อว่าเสา ว่าขื่อ ว่าเต้าเมื่อนั้นฉันใด ปุถุชนผู้มีกิเลสหนายังกำหนดตัดภพไม่ได้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังไม่ได้ชื่อนั้น พระโสดาบันเป็นต้นเท่านั้นที่กำหนดตัดภพได้ ทำกิเลสให้เบาบางดำรงอยู่จึงจะได้

อนึ่ง เพื่อให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้ง พึงทราบอุปมาคอกลูกวัวดังต่อไปนี้.

เรื่องมีว่า ชาวบ้านทำคอกลูกวัว ตอกหลักข้างในหลายหลัก ใช้เชือกผูกลูกวัวแล้วเข้าไปผูกไว้ที่หลักเหล่านั้น เมื่อเชือกไม่พอ จึงจับที่หูทั้งสองให้ลูกวัวทั้งหลายเข้าคอก พื้นที่ภายนอกไม่เพียงพอ จึงตอกหลักไว้ข้างนอกหลายหลัก แล้วทำ (ผูก) อย่างนั้นเหมือนกัน.

ที่คอกนั้น ลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในบางตัวนอนข้างนอก บางตัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างใน บางตัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างใน บางตัวที่ผูกไว้ข้างนอกก็นอนข้างนอกนั่นเอง บางตัวไม่ได้ผูกไว้ก็เที่ยวอยู่ข้างในนั่นเอง บางตัวไม่ได้ผูกไว้เที่ยวออกข้างนอกก็มี.

บรรดาลูกวัวเหล่านั้น ลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างนอก เชือกที่ผูกยาว. เพราะลูกวัวตัวนั้นถูกความร้อนเป็นต้นเบียดเบียน จึงออกไปนอนรวมกับลูกวัวทั้งหลายข้างนอก. แม้ในลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกเข้าไปนอนข้างในก็นัยนี้เหมือนกัน. ส่วนลูกวัวตัวใดผูกไว้ข้างใน นอนข้างในนั่นเอง เชือกที่ผูกลูกวัวตัวนั้นสั้น. แม้ในลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างนอกก็นัยนี้แหละ.

ลูกวัวทั้งสองพวกนั้นคงวนเวียนหลักอยู่ในคอกนั้นเองตลอดวัน. แต่ลูกวัวตัวใดไม่ได้ผูกไว้ข้างใน ย่อมเที่ยวอยู่ในกลุ่มลูกวัวทั้งหลายในคอกนั้นเอง. ลูกวัวตัวที่นอนนี้ ถูกดึงหูปล่อยเข้าไปในกลุ่มลูกวัวทั้งหลาย ก็ไม่ไปที่อื่น คงเดินอยู่ในกลุ่มนั้นเอง. ลูกวัวที่ไม่ได้ผูกไว้ข้างนอกก็ตาม ที่เที่ยวอยู่ในคอกนั้นเองก็ตาม ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

ในอุปมานั้น พึงทราบว่า ภพ ๓ เหมือนคอกลูกวัว. อวิชชาเหมือนหลักในคอกลูกวัว. สังโยชน์ ๑๐ เหมือนเชือกผูกลูกวัวที่หลัก. เหล่าสัตว์ที่เกิดในภพ ๓ เหมือนลูกวัว. พระโสดาบันและพระสกทาคามีในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างนอก. พระอริยบุคคลเหล่านั้นอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น สังโยชน์ก็ยังเข้าไปพัวพันท่านเหล่านั้นไว้ในกามาวจรภพ. แม้ปุถุชนในรูปภพและอรูปภพ ก็สงเคราะห์เข้าในกามาวจรภพนั้นเหมือนกัน เพราะอรรถว่ายังละสังโยชน์อะไรไม่ได้.

จริงอยู่ แม้ปุถุชนนั้นอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น สังโยชน์ก็ยังเข้าไปพัวพันเขาไว้ในกามาวจรภพเหมือนกัน.

พระอนาคามีในกามาวจรภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างใน. ด้วยว่า พระอนาคามีนั้นอยู่ในกามาวจรภพก็จริง ถึงอย่างนั้น สังโยชน์ก็ยังเข้าไปพัวพันท่านไว้ในรูปภพและอรูปภพเหมือนกัน. พระโสดาบันและพระสกทาคามีในกามาวจรภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างในนอนข้างใน. ด้วยว่า ท่านเหล่านั้นอยู่ในกามาวจรภพเองบ้าง สังโยชน์เข้าไปพัวพันท่านไว้ในกามาวจรภพบ้าง. พระอนาคามีในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ผูกไว้ข้างนอกนอนข้างนอก. ด้วยว่า ท่านอยู่ในรูปภพและอรูปภพนั้นเองบ้าง สังโยชน์เข้าไปพัวพันท่านไว้ในรูปภพและอรูปภพบ้าง.

พระขีณาสพในกามาวจรภพ เหมือนลูกวัวที่ไม่ได้ผูกไว้ข้างใน ท่องเที่ยวอยู่ข้างใน. พระขีณาสพในรูปภพและอรูปภพ เหมือนลูกวัวที่ไม่ได้ผูกไว้ข้างนอก เที่ยวอยู่ข้างนอก.

ก็บรรดาสังโยชน์ทั้งหลาย สังโยชน์ ๓ เหล่านี้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ไม่ห้ามบุคคลผู้กำลังไปไม่ได้ ผู้ไปแล้วก็นำกลับมาไม่ได้. แต่สังโยชน์ ๒ เหล่านี้ คือ กามฉันทะ พยาบาท อันบุคคลไม่ข่มไว้ด้วยสมาบัติ หรือไม่ถอนออกด้วยมรรค ย่อมไม่อาจเพื่อให้เกิดในรูปภพและอรูปภพได้.

บุรุษวางถุงรัตนะ ๒ ถุงไว้ข้างตัว แบ่งรัตนะ ๗ ประการให้แก่บริษัทที่มาหาเต็มคนละ ๒ มือ ครั้นให้รัตนะถุงแรกอย่างนี้แล้ว แม้ถุงที่ ๒ ก็ให้อย่างนั้นเหมือนกันแม้ฉันใด พระสารีบุตรเถระก็ฉันนั้นเหมือนกัน ตั้งบท ๒ บทเหล่านี้ว่า อชฺฌตฺตสํโยชนํ จ อาวุโส ปุคฺคลํ เทเสสฺสามิ พหิทฺธาสํโยชนญฺจ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักแสดงบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายใน และบุคคลผู้มีสังโยชน์ภายนอก ดังนี้ เป็นหัวข้อไว้ก่อน บัดนี้ เพื่อจะแสดงรายละเอียดแก่บริษัท ๘ เหล่า จึงเริ่มกถาอย่างพิสดารนี้ว่า กตโม จาวุโส ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสังโยชน์ภายในเป็นอย่างไร ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ แปลว่า ในศาสนานี้.

บทว่า สีลวา โหติ ความว่า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยจตุปาริสุทธิศีล.

พระสุธรรมเถระผู้อยู่ทีปวิหารกล่าวว่า พระเถระยกจตุปาริสุทธิศีลขึ้นแสดงด้วยคำเพียงเท่านี้ แล้วแสดงเชฏฐกศีลในบาลีประเทศนั้นอย่างพิสดาร ด้วยบทนี้ว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต สำรวมโดยปาติโมกขสังวร ด้วยประการฉะนี้.

ฝ่ายพระจูฬนาคเถระผู้ทรงพระไตรปิฎกอันเตวาสิกของพระสุธรรมเถระกล่าวว่า พระสารีบุตรเถระกล่าวถึงปาติโมกขสังวร แม้ด้วยบททั้งสอง เพราะปาติโมกขสังวรนั่นแหละเป็นศีล ส่วน ๓ อย่างนอกนี้ ย่อมมีฐานะที่เรียกได้ว่าศีล ดังนี้. เมื่อไม่คล้อยตาม ท่านยังกล่าวยิ่งขึ้นไปว่า เพียงรักษาทวาร ๖ เท่านั้นก็ชื่อว่าอินทริยสังวร เพียงให้ปัจจัยเกิดขึ้นโดยธรรมโดยสม่ำเสมอ ก็ชื่อว่าอาชีวปาริสุทธิศีล เพียงพิจารณาปัจจัยที่ได้มาว่านี้มีประโยชน์ดังนี้แล้วบริโภค ก็ชื่อว่าปัจจยสันนิสสิตศีล แต่ปาติโมกขสังวรเป็นศีลโดยตรง.

ภิกษุผู้มีปาติโมกขสังวรแตก ไม่ควรจะกล่าวว่าจักรักษาข้อที่เหลือไว้ได้ เหมือนคนศีรษะขาด ก็ไม่ควรกล่าวว่าจักรักษามือเท้าไว้ได้ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีปาติโมกขสังวรไม่ด่างพร้อย ย่อมสามารถรักษาข้อที่เหลือให้เป็นปกติได้อีก เหมือนคนศีรษะยังไม่ขาด ย่อมรักษาชีวิตไว้ได้ฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงแสดงปาติโมกขสังวร ด้วยบทว่า สีลวา เมื่อจะให้ปาติโมกขสังวรนั้นพิสดาร จึงกล่าวว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต ความว่า ผู้ประกอบด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์.

บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺโน ความว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร.

บทว่า อณุมตฺเตสุ แปลว่า มีประมาณน้อย.

บทว่า วชฺเชสุ ได้แก่ ในอกุศลธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ภยทสฺสาวี แปลว่า เห็นเป็นภัย.

บทว่า สมาทาย แปลว่า ถือเอาโดยชอบ.

บทว่า สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า สมาทานศึกษาสิกขาบทนั้นๆ.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ ความว่า บรรดาสิกขาบททั้งหลาย คือบรรดาส่วนแห่งสิกขาบททั้งหลาย สิกขาบทข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นไปทางกายก็ตาม ทางวาจาก็ตามที่ควรศึกษา ถือเอาสิกขาบทนั้นๆ ทั้งหมดโดยชอบศึกษา. ในเรื่องนี้มีความย่อดังนี้.

ก็บททั้งหลายมีปาฏิโมกขสังวรเป็นต้นเหล่านี้ทั้งหมด กล่าวไว้อย่างพิสดารแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค และจตุปาริสุทธิศีลก็แสดงแยกแยะไว้แล้วโดยอาการทั้งปวง.

บทว่า อญฺญตรํ เทวนิกายํ ความว่า หมู่เทพจำพวกใดจำพวกหนึ่ง ในบรรดาหมู่เทพชั้นกามาพจร ๖.

บทว่า อาคามี โหติ ความว่า เป็นผู้มาเกิดในเบื้องต่ำ.

บทว่า อาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ความว่า เป็นผู้มาสู่ความเป็นอย่างนี้ คือความเป็นขันธ์ของมนุษย์นี่แหละ.

พระเถระแสดงว่า เป็นผู้เกิดในภพนั้นหรือเกิดในภพสูงขึ้นไปก็หามิได้ ย่อมเป็นผู้มาเกิดในภพเบื้องต่ำอีกนั่นเอง. ด้วยองค์นี้ ท่านกล่าวถึงมรรคเบื้องต่ำทั้ง ๒ และผลทั้ง ๒ ของภิกษุที่เจริญธาตุกัมมัฏฐาน ผู้เป็นสุกขวิปัสสก.

บทว่า อญฺญตรํ สนฺตํ เจโตวิมุตฺตึ ความว่า จตุตถฌานสมาบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในสมาบัติ ๘. ด้วยว่า จตุตถฌานสมาบัตินั้น เรียกว่าสงบ เพราะกิเลสที่เป็นข้าศึกสงบ และเรียกว่าเจโตวิมุตติ เพราะใจพ้นจากกิเลสเหล่านั้นนั่นแล.

บทว่า อญฺญตรํ เทวนิกายํ ได้แก่ เทพนิกายจำพวกใดจำพวกหนึ่งในเทพนิกายชั้นสุทธาวาส ๕.

บทว่า อนาคนฺตา อิตฺถตฺตํ ความว่า ไม่มาสู่ความเป็นปัญจขันธ์นี้อีก.

พระเถระแสดงว่า ไม่เกิดในภพเบื้องต่ำ จะเกิดในภพสูงขึ้นไปเท่านั้น หรือปรินิพพานในภพนั้นเอง. ด้วยองค์นี้ ท่านกล่าวถึงมรรค ๓ และผล ๓ ของภิกษุผู้ประกอบการบำเพ็ญสมาธิ.

บทว่า กามานํเยว นิพฺพิทาย ได้แก่ เพื่อต้องการหน่าย คือเบื่อกามทั้งสอง.

บทว่า วิราคาย ได้แก่ เพื่อต้องการคลายกำหนัด.

บทว่า นิโรธาย ได้แก่ เพื่อต้องการทำให้เป็นไปไม่ได้.

บทว่า ปฏิปนฺโน โหติ ได้แก่ เป็นผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติ.

ด้วยคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนา เพื่อต้องการให้ความกำหนัดที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและของพระสกทาคามีสิ้นไป.

บทว่า ภวานํเยว ได้แก่ ซึ่งภพ ๓. ด้วยบทนี้ ย่อมเป็นอันพระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนาเพื่อต้องการให้ความกำหนัดในภพของพระอนาคามีสิ้นไป.

ด้วยบทว่า โส ตณฺหกฺขยาย ปฏิปนฺโน โหติ เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นตัณหา แม้นี้เป็นอันพระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนา เพื่อทำให้ตัณหาที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและพระสกทาคามีนั้นแลสิ้นไป.

ด้วยบทว่า โส โลภกฺขยาย เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นโลภะ แม้นี้เป็นอันพระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนา เพื่อต้องการให้ความโลภในภพของพระอนาคามีสิ้นไป.

บทว่า อญฺญตรํ เทวนิกายํ ได้แก่ เทพนิกายจำพวกใดจำพวกหนึ่งในชั้นสุทธาวาสทั้งหลายนั่นแหละ.

บทว่า อนาคนฺตา อิตฺถติตํ ความว่า ไม่มาสู่ความเป็นขันธปัญจกนี้. เป็นผู้ไม่เกิดในภพเบื้องต่ำ เป็นผู้เกิดในภพสูงขึ้นไปเท่านั้น หรือปรินิพพานในภพนั้นเอง.

พระเถระกล่าวมรรคและผล ๒ เบื้องต่ำของภิกษุผู้เจริญธาตุกัมมัฏฐานผู้สุกขวิปัสสก ด้วยองค์แรก กล่าวมรรคและผล ๓ ของภิกษุผู้ประกอบการบำเพ็ญสมาธิ ด้วยองค์ที่ ๒ ด้วยประการฉะนี้.

ด้วยบทว่า โส กามานํ เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อดับเสียซึ่งกามทั้งหลายนี้ พระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนาเบื้องสูงเพื่อให้ความกำหนัดที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและพระสกทาคามีทั้งหลายสิ้นไป.

ด้วยบทว่า โส ภวานํเยว เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อตัดเสียซึ่งภพทั้งหลายนั่นเทียว นี้พระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนาเบื้องสูง เพื่อต้องการให้ความกำหนัดในภพของพระอนาคามีสิ้นไป.

ด้วยบทว่า โส ตณฺหกฺขยาย เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นตัณหา นี้พระเถระกล่าวอนาคามิมรรควิปัสสนาเบื้องสูง เพื่อให้ตัณหาที่เป็นไปในกามคุณ ๕ ของพระโสดาบันและพระสกทาคามีทั้งหลายสิ้นไป.

ด้วยบทว่า โส โลภกฺขยาย เธอเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความสิ้นโลภะ นี้พระเถระกล่าวอรหัตมรรควิปัสสนาเบื้องสูง เพื่อให้โลภะของพระอนาคามีสิ้นไป.

พระเถระกล่าววิปัสสนาด้วยหัวข้อทั้ง ๖ เทศนาไปตามลำดับอนุสนธิอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้.

เวลาจบเทศนา เทวดาพันโกฏิบรรลุพระอรหัต และที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นนับไม่ถ้วน. เมื่อตรัสมหาสมยสูตรก็ดี มงคลสูตรก็ดี จูฬราหุโลวาทสูตร เทวดาพันโกฏิบรรลุพระอรหัต เหมือนในสมาคมนี้. เทวดาและมนุษย์ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้นนับไม่ถ้วน.

บทว่า สมจิตฺตา เทวตา ความว่า เทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าเหล่าสมจิตตา เพราะความที่มีจิตละเอียดเสมอกัน. ด้วยว่า เทวดาเหล่านั้นทั้งหมดเนรมิตอัตภาพของตนให้ละเอียดคล้ายจิต เหตุนั้นจึงชื่อว่าสมจิตตา.

ชื่อว่าสมจิตตา ด้วยเหตุอื่นๆ ก็มี. พระเถระกล่าวสมาบัติก่อน แต่มิได้กล่าวถึงกำลังของสมาบัติ เทวดาทั้งปวงได้มีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า พวกเราจักอัญเชิญพระทศพลให้ตรัสกำลังของสมาบัติ เหตุนั้นจึงชื่อว่าสมจิตตา.

เหตุอีกอย่างหนึ่ง พระเถระกล่าวทั้งสมาบัติ ทั้งกำลังของสมาบัติ โดยปริยายหนึ่ง. เทวดาทั้งหลายตรวจดูว่า ใครบ้างหนอมาสมาคมนี้ ใครไม่มา ทราบว่าพระตถาคตไม่เสด็จมา ทั้งหมดได้มีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า พวกเราจักอัญเชิญพระตถาคต ทำบริษัทให้บริบูรณ์ เหตุนี้บ้างจึงชื่อว่าสมจิตตา.

เหตุอีกอย่างหนึ่ง เทวดาทั้งหลายทั้งปวงทีเดียวได้มีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า ใครๆ ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ตาม เทวดา มนุษย์ก็ตาม จะไม่เคารพ เพราะคิดว่าเทศนาเรื่องนี้เป็นสาวกภาษิต (ไม่ใช่พุทธภาษิต) พวกเราจักอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำเทศนาเรื่องนี้ให้เป็นสัพพัญญูภาษิต เทศนาเรื่องนี้จักเป็นที่ตั้งแห่งความเคารพในอนาคตด้วยอาการอย่างนี้ เหตุนี้บ้างจึงชื่อว่า สมจิตตา.

เหตุอีกอย่างหนึ่ง เทวดาเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ได้สมาบัติอย่างเดียวกันบ้าง ได้อารมณ์อย่างเดียวกันบ้าง เหตุนั้นจึงชื่อว่าสมจิตตา อย่างนี้ก็มี.

บทว่า หฏฺฐา ได้แก่ ยินดี รื่นเริง บันเทิงใจ.

บทว่า สาธุ เป็นนิบาต ในอรรถว่า วิงวอน.

บทว่า อนุกมฺปํ อุปาทาย ความว่า อาศัยความอนุเคราะห์ กรุณาเอ็นดูพระเถระ. ความจริงในฐานะแม้นี้ ไม่มีกิจที่จะต้องอนุเคราะห์พระเถระ. ในวันที่พระศาสดากำลังตรัสเวทนากัมมัฏฐานแก่ทีฆนขปริพาชกผู้เป็นหลาน ที่ประตูถ้ำสูกรขาตะ พระเถระยืนถือก้านตาลถวายงานพัดพระศาสดาอยู่ ได้สำเร็จสาวกบารมีญาณ โดยไม่ต้องชี้แจง เหมือนคนบริโภคโภชนะที่เขาคดไว้เพื่อผู้อื่น บรรเทาความหิว และเหมือนคนเอาเครื่องประดับที่เขาจัดไว้เพื่อผู้อื่น มาสวมศีรษะตน ในวันนั้นแหละ ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์แล้ว.

เทวดาทั้งหลายทูลวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดเสด็จไปอนุเคราะห์เหล่าเทวดาและมนุษย์ที่เหลือ ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น.

บทว่า พลวา ปุริโส ความว่า คนกำลังน้อยไม่สามารถจะคู้แขนเข้าหรือเหยียดแขนออกได้ฉับพลัน คนมีกำลังเท่านั้นสามารถ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวดังนี้

บทว่า สมฺมุเข ปาตุรโหสิ ความว่า ได้ปรากฏในที่พร้อมหน้า คือต่อหน้าที่เดียว.

บทว่า ภควา เอตทโยจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ คือเหตุที่พระองค์เสด็จมา โดยนัยว่า อิธ สารีปุตฺต เป็นต้น.

เล่ากันมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า ถ้าคนพาลอกตัญญูบางคน ไม่ว่าเป็นภิกษุ ภิกษุณีก็ตาม เป็นอุบาสก อุบาสิกาก็ตาม จะพึงคิดอย่างนี้ว่า พระสารีบุตรเถระได้บริษัทมากมายเหลือเกิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อาจจะทรงอดกลั้นเรื่องอย่างนี้ได้ จึงเสด็จมาทรงตั้งบริษัทด้วยความริษยา ผู้นั้นคิดประทุษร้ายเรา ดังนี้จะพึงบังเกิดในอบาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสถึงเหตุที่พระองค์เสด็จมา ได้ตรัสพระพุทธดำรัสว่า อิธ สารีปุตฺต เป็นต้น.

ครั้นตรัสถึงเหตุที่พระองค์เสด็จมาอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะตรัสกำลังแห่งสมาบัติ จึงตรัสพระพุทธดำรัสว่า ตา โข ปน สารีปุตฺต เทวตา ทสปิ หุตฺวา เป็นต้น.

ในบาลีประเทศนั้น ควรจะนำเนื้อความมาด้วยอำนาจยศบ้าง ด้วยอำนาจสมาบัติบ้าง. จะกล่าวด้วยอำนาจยศก่อน เทวดาพวกเป็นใหญ่มากได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๑๐ องค์. เทวดาพวกเป็นใหญ่น้อยกว่าพวกนั้น ได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๒๐ องค์. เทวดาพวกเป็นใหญ่น้อยกว่าพวกนั้น ฯลฯ ได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๖๐ องค์.

ส่วนด้วยอำนาจสมาบัติ พึงทราบดังนี้ เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติชั้นประณีต เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๖๐ องค์. เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติต่ำกว่านั้น เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๕๐ องค์. เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติต่ำกว่านั้น ฯลฯ เทวดาเท่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๑๐ องค์.

อีกอย่างหนึ่ง เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติขั้นต่ำ เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๑๐ องค์ เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติประณีตกว่านั้น เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๒๐ องค์ เทวดาเหล่าใดเจริญสมาบัติประณีตกว่านั้น ฯลฯ เทวดาเหล่านั้นได้ยืนอยู่ในที่แห่งละ ๖๐ องค์.

บทว่า อารคฺคโกฏินิตุทนมตฺเต แปลว่า ในที่ว่าง พอจดปลายเข็มลงได้.

บทว่า น จ อญฺญมญฺญํ พฺยาพาเธนฺติ ความว่า ถึงยืนอยู่ในที่แคบอย่างนี้ ก็ไม่เบียดกัน ไม่สีกัน ไม่กดกัน ไม่ดันกันเลย มิได้มีเหตุที่จะต้องพูดว่า มือท่านบีบเรา เท้าท่านเบียดเรา ท่านยืนเหยียบเราดังนี้.

บทว่า ตตฺถ นูน ได้แก่ ในภพนั้นเป็นแน่.

บทว่า ตถา จิตฺตํ ภาวิตํ ความว่า จิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมด้วยอาการนั้น.

บทว่า เยน ตา เทวตา ความว่า จิตที่เทวดาอบรมด้วยอาการนั้น จึงเป็นเหตุให้เทวดาเหล่านั้นแม้มีจำนวน ๑๐ ฯลฯ ก็ยืนอยู่ได้และไม่เบียดกันและกัน.

บทว่า อิเธว โข ได้แก่ ในศาสนา หรือในมนุษยโลก. เป็นสัตตมีวิภัตติ ความว่า ในศาสนานี้แหละ ในมนุษยโลกนี้แหละ.

จริงอยู่ จิตอันเทวดาเหล่านั้นอบรมแล้วในมนุษยโลกนี้แหละ และในศาสนานี้แหละ ซึ่งเป็นเหตุที่เทวดาเหล่านั้นบังเกิดในรูปภพที่มีอยู่ ก็แลเทวดาเหล่านั้นมาจากรูปภพนั้นแล้ว เนรมิตอัตภาพละเอียดยืนอยู่อย่างนี้.

บรรดาเทวดาเหล่านั้น แม้เทวดาที่ทำมรรคและผล ๓ ให้บังเกิดในศาสนาของพระกัสสปทศพลจะมีอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย มีอนุสนธิตามต่อเนื่องอย่างเดียวกัน ศาสนาคำสอนอย่างเดียวกัน เมื่อทรงทำศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ เป็นพระพุทธศาสนานี้แล จึงตรัสว่า อิเธว โข สารีปุตฺต ดังนี้ พระตถาคตตรัสกำลังแห่งสมาบัติ ด้วยพระพุทธดำรัสเพียงเท่านี้.

บัดนี้ เมื่อจะตรัสอนุสาสนีตามระบบ ปรารภพระสารีบุตรเถระ จึงตรัสว่า ตสฺมาติห สารีปุตฺต ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่เทวดาเหล่านั้นทำสมาบัติที่มีอยู่ในภพนี้แหละให้บังเกิดแล้วจึงได้บังเกิดในภพที่มีอยู่.

บทว่า สนฺตินฺทฺริยา แปลว่า มีอินทรีย์สงบ เพราะอินทรีย์ทั้ง ๕ สงบ เย็น ประณีต.

บทว่า สนฺตมานสา แปลว่า มีใจสงบ เพราะใจสงบ เย็น ประณีต.

บทว่า สนฺตํเยวุปหารํ อุปหริสฺสาม ความว่า พวกเราจักเสนอความนับถือบูชา ด้วยกายและใจ ซึ่งเป็นความนับถือบูชาอันสงบ เย็น ประณีตทีเดียว.

บทว่า สพฺรหฺมจารีสุ ได้แก่ ในสหธรรมิกทั้งหลายผู้ประพฤติธรรมชั้นสูงที่เสมอกัน มีเป็นผู้มีอุเทศอันเดียวกันเป็นต้น.

ด้วยพระพุทธดำรัสนี้ว่า เอวญฺหิ เต สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำเทศนาให้เป็นภาษิตของพระสัพพัญญูพุทธะโดยฐานเพียงเท่านี้.

บทว่า อนสฺสุํ แปลว่า เสีย เสียหาย.

บทว่า เย อิมํ ธมฺมปริยายํ นาสฺโสสุํ ความว่า พวกนักบวชผู้นับถือลัทธิอื่น อาศัยทิฏฐิของตนที่ลามก เปล่าสาระ ไร้ประโยชน์ ไม่ได้ฟังธรรมเทศนานี้ เห็นปานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาตามอนุสนธิ ด้วยประการฉะนี้.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------

อรรถกถาสูตรที่ ๖

ในสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปรณายํ วิหรติ ความว่า เมืองมีชื่อว่าปรณา ท่านพระมหากัจจานะเข้าไปอาศัยเมืองนั้นอยู่.

____________________________

บาลีเป็น วรณาย วิหรติ.

บทว่า กามราควินิเวสวินิพนฺธปลิเคธปริยุฏฺฐานชฺโฌสานเหตุ ความว่า เพราะเวียนเข้าไปหากามราคะ เป็นเหตุ ตกอยู่ในอำนาจกามราคะเป็นเหตุ มีความกำหนิดยินดีในกามราคะเป็นเหตุ เพราะกามราคะกลุ้มรุมอยู่เป็นเหตุ และท่วมทับอยู่เพราะกามราคะเป็นเหตุ. มีคำอธิบายดังนี้ เพราะกามราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ ๕ นั้นยึดไว้เป็นต้นเป็นเหตุ เพราะถูกกามราคะพัวพัน ผูกพันไว้เพราะละโมบ คือตะกรามเพราะกามราคะนั้นแหละ ซึ่งเป็นเหมือนหล่มใหญ่ เพราะกลุ้มรุมอยู่เพราะกามราคะนั้นแหละ คือถูกกามราคะจับไว้ และเพราะจดจ่อเพราะกามราคะ คือถูกกามราคะกลืนสำเร็จเสร็จสิ้นยึดไว้.

แม้ในบทว่า ทิฏฺฐิราค เป็นต้นก็นัยนี้แหละ.

แต่ในบทว่า ทิฏฺฐิราโค นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ได้แก่ราคะที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ ๖๒.

บทว่า ปุรตฺถิเมสุ ชนปเทสุ ความว่า จากที่ที่พระเถระอยู่ไปทางทิศตะวันออก มีสาวัตถีชนบท. พระเถระเมื่อนั่งก็นั่งหันหน้าไปทางทิศนั้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แปลว่า เปล่งอุทาน.

เหมือนอย่างว่า น้ำมันไม่อาจขังเครื่องตวงได้ไหลล้นไป เขาเรียกว่าล้นเหลือ และน้ำที่ไม่อาจขังเหมืองน้ำได้ไหลล้นไปนั้น เขาเรียกว่าน้ำหลากฉันใด คำที่เกิดแต่ปีติก็ฉันนั้นเหมือนกัน ขังหทัยไม่ได้ คือเก็บไว้ข้างในไม่อยู่ ก็ล้นออกข้างนอกนั้น ท่านเรียกว่าอุทาน.

อธิบายว่า พราหมณ์อารามทัณฑะเปล่งคำที่เกิดแต่ปีติเห็นปานนี้. จบอรรถกถาสูตรที่ ๖

อรรถกถาสูตรที่ ๗

ในสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า คุนฺทาวเน ได้แก่ ณ ป่าซึ่งมีชื่ออย่างนี้.

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า กัณฑรายนพราหมณ์ได้ทราบข่าวเล่ากันมาว่า พระมหากัจจานะเถระเห็นคนคราวพ่อของตนก็ตาม คราวปู่ก็ตาม คราวทวดก็ตาม ไม่กราบไหว้ไม่ลุกต้อนรับ ไม่เชื้อเชิญให้นั่งดังนี้ คิดว่า ไม่มีใครสามารถแก้เรื่องเพียงเท่านี้ให้สำเร็จได้ เราจักเข้าไปข่มท่าน ดังนี้ รับประทานอาหารเช้าแล้ว เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่.

บทว่า ชิณฺเณ ได้แก่ ผู้คร่ำคร่า เพราะชรา.

บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ ผู้เจริญโดยวัย.

บทว่า มหลฺลเก ได้แก่ ผู้แก่โดยชาติ (เกิดมานาน).

บทว่า อทฺธคเต ได้แก่ ผู้ผ่านเวลายาวนาน.

บทว่า วโยอนุปฺปตฺเต ได้แก่ ผู้อยู่ถึงปัจฉิมวัย.

บทว่า ตยิทํ โภ กจฺจาน ตเถว ความว่า ท่านกัจจานะผู้เจริญ ข้อใดที่พวกข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างชัดเจน ข้อนั้นก็สมกับเรื่องที่ข้าพเจ้าได้เห็นนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น.

คำว่า น หิ ภวํ กจฺจาโน พฺราหฺมเณ นี้ กัณฑรายนพราหมณ์กล่าวหมายถึงตนเอง.

นัยว่า ข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ท่านกัจจานะผู้เจริญเห็นพวกเราผู้เป็นคนแก่ขนาดนี้ ก็ไม่มีแม้เพียงการกราบไหว้ แม้เพียงการลุกต้อนรับ แม้เพียงการเชื้อเชิญให้ที่นั่ง.

บทว่า น สมฺปนฺนเมว แปลว่า ไม่เหมาะเลย คือไม่สมควรทีเดียว.

พระเถระฟังคำของพราหมณ์แล้ว คิดว่าพราหมณ์นี้ไม่รู้จักคนแก่ ไม่รู้จักเด็ก จำเราจักบอกคนแก่และเด็กแก่เขาดังนี้ เมื่อจะขยายเทศนาจึงกล่าวคำว่า อตฺถิ พฺราหฺมณ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานตา ได้แก่ ผู้รู้นัยทั้งปวง.

บทว่า ปสฺสตา ได้แก่ ผู้เห็นนัยนั้นนั่นแหละ เหมือนเห็นผลมะขามป้อมที่วางไว้ในมือ.

บทว่า วุฑฺฒภูมิ ได้แก่ เหตุที่ทำให้เป็นคนแก่.

บทว่า ทหรภูมิ ได้แก่ เหตุที่ทำให้เป็นเด็ก.

บทว่า อสีติโก ได้แก่ มีวัย ๘๐ ปี.

บทว่า กาเม ปริภุญฺชติ ความว่า ยังต้องการบริโภคกามทั้ง ๒ คือ วัตถุกามและกิเลสกาม.

บทว่า กามมชฺฌาวสติ ความว่า ยังอยู่คือครองกามทั้ง ๒ อย่างเหมือนเจ้าของเรือนอยู่ครองเรือน.

บทว่า กามปริเยสนาย อุสฺสุโก ความว่า ยังขวนขวายเพื่อแสวงหากามทั้ง ๒ อย่าง.

บทว่า โส พาโล น เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลนั้นไม่นับว่าเป็นเถระ นับว่าเป็นเด็ก คือคนปัญญาอ่อนโดยแท้

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

น เตน จ เถโร โหติ เยนสฺส ปลิตํ สิโร ปริปกฺโก วโย ตสฺส โมฆชิณฺโณติ วุจฺจติ บุคคลจะเป็นเถระ เพราะเหตุที่มีผมหงอกบน

ศีรษะก็หามิได้ ผู้นั้นมีวัยหง่อมแล้ว เรียกว่า

คนแก่เปล่า.

บทว่า ทหโร แปลว่า เด็กรุ่น.

บทว่า ยุวา ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นหนุ่ม.

บทว่า สุสูกาฬเกโส แปลว่า มีผมดำสนิท.

บทว่า ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ความว่า บุคคลชื่อว่าเป็นคนหนุ่ม เพราะประกอบด้วยความเป็นหนุ่มใด ท่านแสดงความเป็นหนุ่มนั้นว่า ภทฺรก กำลังเจริญ.

บทว่า ปฐเมน วยสา ความว่า อายุ ๓๓ ปี ชื่อว่าปฐมวัย ประกอบด้วยปฐมวัยนั้น.

บทว่า ปณฺฑิโต เถโรเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ความว่า บุคคลนั้น คือเห็นปานนี้ นับว่าเป็นบัณฑิตด้วย เป็นเถระด้วยแล.

สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า

ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ อหึสา สํยโม ทโม สเว วนฺตมโล ธีโร โส เถโรติ ปวุจฺจติ ผู้ใดมีสัจจะ เที่ยงธรรม ไม่เบียดเบียน สำรวม

ฝึกฝน ผู้นั้นแหละเป็นผู้คายกิเลสดุจธุลีแล้ว

เป็นปราชญ์ เราเรียกว่าเถระ. จบอรรถกถาสูตรที่ ๗

อรรถกถาสูตรที่ ๘

ในสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า โจรา พลวนฺโต โหนฺติ ความว่า พวกโจรพรักพร้อมด้วยพรรคพวก พรักพร้อมด้วยบริวาร พรักพร้อมด้วยสถานที่อยู่ พรักพร้อมด้วยพาหนะ.

บทว่า ราชาโน ตสฺมึสมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ความว่า ในสมัยนั้น ฝ่ายเจ้าทั้งหลายเป็นฝ่ายอ่อนกำลัง เพราะไม่มีสมบัติเหล่านั้น.

บทว่า อติยาตุํ ความว่า เพื่อเที่ยวตรวจตราชนบทภายนอกแล้วประสงค์จะเข้าพระนครในขณะที่ต้องการ.

บทว่า นิยฺยาตุํ ความว่า ไม่มีความผาสุก ที่จะเสด็จออกไปไม่ว่าในปฐมยาม มัชฌิมยามหรือปัจฉิมยาม ด้วยมีพระดำรัสว่า พวกโจรปล้นย่ำยีชนบทจำจักป้องกันพวกมัน. จำเดิมแต่นั้น พวกโจรเที่ยวตีแย่งชิงผู้คน.

บทว่า ปจฺจนฺติเม วา ชนปเท อนุสญฺญาตุํ ความว่า แม้จะปกครองชนบทชายแดนเพื่อสร้างบ้านที่อยู่ สร้างสะพาน ขุดสระโบกขรณีและสร้างศาลาเป็นต้น ก็ไม่สะดวก.

บทว่า พฺราหฺมณคหปติกานํ ได้แก่ พวกพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลายที่อยู่ภายในพระนคร.

บทว่า พาหิรานิ วา กมฺมนฺตานิ ได้แก่ งานสวนงานนานอกบ้าน.

บทว่า ปาปภิกฺขู พลวนฺโต โหนฺติ ความว่า พวกภิกษุชั่วเป็นฝ่ายมีกำลัง พรั่งพร้อมด้วยอุปัฏฐากชายหญิงเป็นอันมาก และได้พึ่งพิงพระราชาและราชมหาอำมาตย์.

บทว่า เปสลา ภิกฺขู ตสฺมึ สมเย ทุพฺพลา โหนฺติ ความว่า ในสมัยนั้น พวกภิกษุที่มีศีลเป็นที่รัก (เรียบร้อย) เป็นผู้อ่อนกำลัง เพราะไม่มีสมบัติเหล่านั้น.

บทว่า ตุณฺหีภูตา ตุณฺหีภูตา สงฺฆมชฺเฌ สงฺกสายนฺติ ความว่า เป็นผู้เงียบเสียงนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ไม่อาจเงยหน้าอ้าปากกล่าวอะไรๆ แม้แต่คำเดียว นั่งประหนึ่งซบเซาอยู่.

บทว่า ตยิทํ ได้แก่ เหตุนั่นนั้น.

ในฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสูตรที่ ๘

อรรถกถาสูตรที่ ๙

ในสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า มิจฺฉาปฏิปตฺตาธิกรณเหตุ ความว่า เพราะกระทำคือปฏิบัติข้อปฏิบัติผิดเป็นเหตุ.

บทว่า ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ได้แก่ มรรคพร้อมทั้งวิปัสสนา.

ด้วยว่าบุคคลเห็นปานนี้ย่อมไม่อาจทำมรรคพร้อมทั้งวิปัสสนาให้สำเร็จ คือให้ถึงพร้อมได้. ในฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

ในสูตรนี้ ตรัสมรรคพร้อมวิปัสสนา จบอรรถกถาสูตรที่ ๙

อรรถกถาสูตรที่ ๑๐

ในสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ทุคฺคหิเตหิ ได้แก่ ที่ถือมาผิดระเบียบ.

บทว่า พฺยญฺชนปฏิรูปเกหิ ได้แก่ ที่มีพยัญชนะงดงาม คือที่ได้มาด้วยมีอักขระวิจิตร.

บทว่า อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ปฏิวาหนฺติ ความว่า ย่อมค้านทั้งอรรถกถาและบาลีแห่งสุตตันตะทั้งหลายที่ถือมาถูก.

ภิกษุเหล่านั้นแสดงทั้งอรรถทั้งบาลีของสุตตันตะที่ตนถือมาผิด ยิ่งยวดกว่า.

ฝ่ายขาวก็พึงทราบตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

ในสูตรนี้ ตรัสทั้งความเจริญและความเสื่อมแห่งพระศาสนาแล.

จบอรรถกถาสูตรที่ ๑๐ จบสมจิตตวรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร