๒
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถามงคลสูตรที่ ๔ คาถาที่ ๑ (มี ๓ มงคล)
มงคลสูตร มีคำเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้.
ถามว่า พระสูตรนี้ มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร.
ตอบว่า พระสูตรนี้ มีเหตุเกิดขึ้นดังต่อไปนี้.
ดังได้สดับมา ในชมพูทวีป มหาชนประชุมกันในที่ทั้งหลายมีประตูพระนคร สันถาคาร (ห้องโถง) และที่ประชุมเป็นต้น ในที่นั้นๆ แม้ให้เงินและทองแล้ว ก็ชวนกันและกันกล่าวพาหิรกถา มีเรื่องการลักนางสีดาเป็นต้นมีประการต่างๆ เรื่องหนึ่งๆ กว่าจะจบลงก็ใช้เวลาถึง ๔ เดือน.
ในบรรดาพาหิรกถาเหล่านั้น มงคลกถาก็ตั้งขึ้นว่า อะไรหนอแลชื่อว่า มงคล. สิ่งที่เห็นแล้วหรือ ชื่อว่ามงคล. สิ่งที่ฟังแล้วหรือ ชื่อว่ามงคล. สิ่งที่ได้ทราบแล้วหรือชื่อว่า มงคล. ใครเล่ารู้จักมงคล.
ครั้งนั้น ชายคนหนึ่งชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกะ พูดว่า ข้าพเจ้าย่อมรู้จักมงคล สิ่งที่เห็นแล้ว ชื่อว่าเป็นมงคลในโลก รูปที่สมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่ง ชื่อว่าสิ่งที่เห็นแล้ว คือ คนบางคนในโลกนี้ตื่นแต่เช้าตรู่ เห็นนกแอ่นลมบ้าง, เห็นต้นมะตูมหนุ่มบ้าง, หญิงมีครรภ์บ้าง, กุมารทั้งหลายซึ่งประดับตกแต่งแล้วบ้าง, หม้อน้ำที่เต็มบ้าง, ปลาตะเพียนสดบ้าง, ม้าอาชาไนยบ้าง, รถเทียมม้าอาชาไนยบ้าง, โคอุสภะบ้าง, แม่โคบ้าง, สีแดงบ้าง ก็หรือว่าเห็นรูปแม้อื่นใดที่สมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่งเห็นปานนี้ นี้เขาเรียกกันว่า ทิฏฐมงคล.
คำของชายคนนั้น บางพวกก็ยอมรับ บางพวกก็ไม่ยอมรับ. ชนพวกใดไม่ยอมรับ ชนพวกนั้นก็ถกเถียงกับนายทิฏฐมังคลิกะนี้.
ครั้งนั้น ชายคนหนึ่งชื่อว่า สุตมังคลิกะ กล่าวว่า แน่ะผู้เจริญ ชื่อว่าจักษุนี้ เห็นรูปที่ดีบ้าง ที่งามบ้าง ไม่งามบ้าง ที่ชอบใจบ้าง ที่ไม่ชอบใจบ้าง ถ้าหากว่ารูปที่ตานั้นเห็นแล้วจักพึงเป็นมงคลไซร้ แม้รูปทุกชนิดก็พึงเป็นมงคล รูปที่เห็นแล้วจึงไม่ใช่เป็นมงคล แต่อีกอย่างหนึ่งแล เสียงที่ฟังแล้ว (ต่างหาก) เป็นมงคล (เพราะว่า) เสียงที่สมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่ง ชื่อว่าสิ่งที่ได้ฟังแล้ว คือ คนบางคนในโลกนี้ลุกขึ้นแต่เช้าแล้ว ย่อมฟังเสียงว่า วัฑฒะ เจริญบ้าง, ว่า วัฑฒมานะ เจริญอยู่บ้าง, ปุณณะ เต็มบ้าง, ปุสสะ ขาวบ้าง, สุมนา ดอกมะลิบ้าง, สิริ มิ่งขวัญบ้าง, สิริวัฒน์ เจริญด้วยมิ่งขวัญบ้าง, หรือว่า วันนี้ฤกษ์ดี, ยามดี, วันดี, มงคลดี หรือฟังเสียงที่สมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่งอย่างใดอย่างหนึ่งเห็นปานนี้ นี้เขาเรียกกันว่า สุตมงคล
คำแม้ของสุตมังคลิกะนั้น บางพวกก็ยอมรับ บางพวกก็ไม่ยอมรับ. พวกใดไม่ยอมรับ พวกนั้นก็ถกเถียงกับนายสุตมังคลิกะนั้น.
ครั้งนั้น ชายคนหนึ่งชื่อว่า มุตมังคลิกะ พูดว่า ท่านผู้เจริญ สิ่งที่ได้ฟังนี้ บุคคลย่อมได้ฟังสิ่งที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง ถ้าหากสิ่งที่ได้ฟังนั้นเป็นมงคลไซร้ แม้ทุกสิ่งที่ได้ฟังก็เป็นมงคลหมด เพราะฉะนั้น สิ่งที่ได้ฟังหาเป็นมงคลไม่ แต่อีกประการหนึ่งแล สิ่งที่ได้ทราบ จัดว่าเป็นมงคล กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่สมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่ง ชื่อว่าสิ่งที่ได้ทราบเป็นมงคล คือบุคคลบางคนในโลกนี้ ตื่นแต่เช้าสูดกลิ่นดอกไม้มีกลิ่นดอกปทุมบ้าง เคี้ยวไม้ชำระฟันสีขาวบ้าง จับต้องแผ่นดินบ้าง จับต้องข้าวกล้าที่เขียวสดบ้าง จับต้องโคมัยสดบ้าง จับต้องเต่าบ้าง จับต้องเกวียนบรรทุกงาบ้าง ดอกไม้บ้าง ผลไม้บ้าง หรือว่าย่อมลูบไล้ร่างกายอย่างดีด้วยดินขาว (ดินสอพอง) นุ่งผ้าสาฎกสีขาวบ้าง โพกผ้าขาวบ้าง. ก็หรือว่าสูดกลิ่นแม้อื่นอย่างใดอย่างหนึ่งที่สมมติกันว่าเป็นมงคลยิ่งเห็นปานนี้ หรือว่าลิ้มรส…. หรือว่าถูกต้องโผฏฐัพพะ…. นี้เขาเรียกกันว่า มุตมงคล.
คำของนายมุตมังคลิกะแม้นั้น บางพวกก็เชื่อถือ บางพวกไม่เชื่อถือ.
ในบรรดาคนเหล่านั้น นายทิฏฐมังคลิกะไม่อาจจะให้นายสุตมังคลิกะและนายมุตมังคลิกะยินยอมได้ นายสุตมังคลิกะก็ไม่อาจจะให้นายทิฏฐมังคลิกะและนายสุตมังคลิกะยินยอมได้ นายทิฏฐมังคลิกะและนายสุตมังคลิกะนอกนี้ก็ไม่อาจให้นายมุตมังคลิกะยินยอมได้.
ก็ในบรรดามนุษย์เหล่านี้ มนุษย์เหล่าใดเชื่อถือคำของนายทิฏฐมังคลิกะ มนุษย์เหล่านั้นก็ลงสันนิษฐานกันว่า สิ่งที่เห็นแล้วเท่านั้นเป็นมงคล. มนุษย์เหล่าใดเชื่อคำของนายสุตมังคลิกะและนายมุตมังคลิกะ มนุษย์เหล่านั้นก็ลงสันนิษฐานว่าสิ่งที่ได้ฟังแล้วเท่านั้นเป็นมงคล (หรือว่า) สิ่งที่ได้ทราบแล้วเท่านั้นเป็นมงคล.
ถ้อยคำปรารภมงคลนี้ปรากฏไปทั่วแล้วในชมพูทวีปทั้งสิ้นด้วยประการฉะนี้.
ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายในชมพูทวีปทั้งสิ้นรวมกันเป็นพวกๆ คิดมงคลทั้งหลายกันว่า “อะไรหนอแล เป็นมงคล” แม้อารักขเทวดาทั้งหลายของพวกมนุษย์เหล่านั้นฟังถ้อยคำนั้นแล้ว ก็คิดมงคลทั้งหลายกันเหมือนกัน ภุมมเทวดาทั้งหลายที่เป็นมิตรของเทวดาเหล่านั้นมีอยู่.
ครั้งนั้น ภุมมเทวดาทั้งหลายฟังจากเทวดาเหล่านั้นแล้ว ก็คิดมงคลทั้งหลายเหมือนกัน อากาสัฏฐเทวดาที่เป็นมิตรของภุมมเทวดาแม้เหล่านั้นก็มีอยู่... ฯลฯ เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกาที่เป็นมิตรของอากาสัฏฐเทวดาก็มีอยู่ โดยอุบายนี้นั้นแล จนถึงอกนิษฐเทวดาที่เป็นมิตรของสุทัสสีเทวดาก็มีอยู่ ครั้งนั้น แม้อกนิษฐเทวดาฟังจากสุทัสสีเทวดานั้นแล้วก็รวมกันเป็นพวกๆ เหมือนอย่างนั้นคิดมงคลทั้งหลาย การคิดเรื่องมงคลเกิดขึ้นในที่ทุกแห่งจนถึงหมื่นจักรวาลด้วยประการฉะนี้. ก็การคิดเรื่องมงคลนั้นซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว แม้อันนักคิดทั้งหลายวินิจฉัยกันอยู่ว่า สิ่งนี้เป็นมงคลๆ ก็ไม่ถึงการตกลงกันได้เลย คิดกันอยู่สิ้นเวลา ๑๒ ปี. พวกมนุษย์พวกเทวดาและพวกพรหมทั้งปวง เว้นพระอริยสาวกทั้งหลายแตกกันเป็น ๓ พวก คือ พวกทิฏฐมังคลิกะพวก ๑ พวกสุตมังคลิกะพวก ๑ พวกมุตมังคลิกะพวก ๑. ไม่มีใครแม้คนเดียวที่ชื่อว่าถึงการตัดสินใจได้ตามความเป็นจริงว่า สิ่งนี้เท่านั้นเป็นมงคล.
ความโกลาหลเรื่องมงคลเกิดขึ้นแล้วในโลก.
โกลาหลมี ๕ อย่าง
ชื่อว่าโกลาหลมี ๕ อย่าง คือ กัปปโกลาหล ๑ จักกวัตติโกลาหล ๑ พุทธโกลาหล ๑ มังคลโกลาหล ๑ โมเนยยโกลาหล ๑.
ในบรรดาโกลาหลเหล่านั้น พวกเทพชั้นกามาวจรสนานเกล้า สยายผม ร้องไห้น้ำตานองหน้า ใช้มือเช็ดน้ำตา นุ่งห่มผ้าสีแดง ถือเพศที่แปลกๆ อย่างยิ่ง เที่ยวบอกไปในถิ่นมนุษย์ว่า โดยกาลล่วงไปแสนปี กัปจักสิ้น โลกนี้จักพินาศ และมหาสมุทรจักเหือดแห้ง มหาปฐพีนี้และภูเขาสิเนรุราช จักไหม้พินาศ ความพินาศแห่งโลกจักมีถึงพรหมโลก แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตาและเจริญอุเบกขาเถิด ท่านทั้งหลายจงบำรุงเลี้ยงมารดาบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล จงตื่นอย่าประมาท. นี้ชื่อว่า กัปปโกลาหล.
เทวดาชั้นกามาวจรนั้นแหละเที่ยวบอกไปในถิ่นมนุษย์ว่า โดยกาลล่วงไป ๑๐๐ ปี พระเจ้าจักรพรรดิจักทรงอุบัติขึ้นในโลก. นี้ชื่อว่า จักกวัตติโกลาหล.
ส่วนเทพเจ้าชั้นสุทธาวาสทั้งหลาย ประดับประดาด้วยพรหมาภรณ์ กระทำผ้าโพกศีรษะสำหรับพรหมไว้บนเศียร เกิดปีติโสมนัสระลึกถึงพุทธคุณ เที่ยวบอกไปในถิ่นมนุษย์ว่า โดยกาลล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี พระพุทธเจ้าจักทรงอุบัติขึ้นในโลก. นี้ชื่อว่า พุทธโกลาหล.
พวกเทพเจ้าชั้นสุทธาวาสนั้นเองทราบวาระจิตของมนุษย์แล้ว ก็เที่ยวบอกไปในถิ่นมนุษย์ว่า โดยกาลล่วงไป ๑๒ ปี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักตรัสมงคล. นี้ชื่อว่า มังคลโกลาหล.
เทพเจ้าทั้งหลายชั้นสุทธาวาสนั้นแล เที่ยวบอกไปในถิ่นมนุษย์ว่า โดยกาลล่วงไป ๗ ปี ภิกษุรูปหนึ่งจักประชุมพร้อมกันกับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามโมเนยยปฏิปทา. นี้ชื่อว่า โมเนยยโกลาหล.
ในบรรดาโกลาหลทั้ง ๕ ประการเหล่านี้ มังคลโกหาหลนี้เกิดขึ้นแล้วในโลก ในเมื่อพวกเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายแตกกันเป็น ๓ พวกด้วยสามารถแห่งทิฏฐมงคลเป็นต้น.
ครั้งนั้น เมื่อเทพเจ้าทั้งหลายและมนุษย์ทั้งหลายค้นหากันแล้วๆ ไม่ได้มงคลทั้งหลายอยู่ โดยล่วงไป ๑๒ ปี เทวดาทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ก็มาประชุมพร้อมกัน คิดร่วมกันอย่างนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เจ้าของเรือน (พ่อเจ้าเรือน) ย่อมบอกเนื้อความแก่พวกชนในเรือน, นายบ้าน ย่อมบอกเนื้อความแก่ชนทั้งหลายผู้อยู่ในบ้าน, พระราชาย่อมตรัสบอกเนื้อความแก่พวกมนุษย์ทั้งปวงแม้ฉันใด ท้าวสักกะจอมเทพนี้ซึ่งเป็นผู้เลิศและประเสริฐ คือเป็นอธิบดีแห่งเทวโลกทั้งสอง ด้วยบุญ ด้วยเดช ด้วยความเป็นใหญ่ (และ) ด้วยปัญญา ไฉนหนอ พวกเราจะพึงบอกเนื้อความนี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพฉันนั้นเหมือนกัน.
เทวดาเหล่านั้นจึงพากันไปยังสำนักของท้าวสักกะ ถวายบังคมท้าวสักกะจอมเทพผู้มีพระวรกายอันเป็นสิริ ประดับด้วยฉลองพระองค์และอาภรณ์ แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร ๒ โกฏิกึ่ง ผู้ประทับนั่งแล้วบนแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ที่โคนต้นปาริฉัตร ตามสมควรแก่ขณะนั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลเนื้อความนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอเดชะ ขอพระองค์พึงทราบเถิดว่า บัดนี้ มงคลปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว (คือ) เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งกล่าวว่าสิ่งที่เห็นแล้วเป็นมงคล พวกหนึ่งกล่าวว่าสิ่งที่ได้ฟังแล้วเป็นมงคล อีกพวกหนึ่งกล่าวว่าสิ่งที่ได้ทราบแล้วเป็นมงคล. ในบรรดาทั้ง ๓ พวกนั้น พวกข้าพระองค์และพวกอื่นก็ตกลงกันไม่ได้ ดังพวกข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระองค์ทรงพยากรณ์ (มงคลปัญหา) แก่พวกข้าพระองค์ตามความเป็นจริงเถิด.
เทวราชแม้โดยปกติทรงมีปัญญา ตรัสถามว่า มงคลคาถานี้เกิดที่ไหนก่อน.
เทวดาทั้งหลายก็ทูลว่า พวกข้าพระองค์ได้ฟังมงคลปัญหานี้ของพวกเทพชั้นจาตุมมหาราช ต่อจากนั้นเทวดาทั้งหลายก็ทูลว่า พวกเทพเจ้าชั้นจาตุมมหาราชทั้งหลาย (ได้ฟังปัญหา) ของพวกอากาสัฏฐเทวดา พวกอากาสัฏฐเทวดาก็ได้ฟังปัญหาของพวกภุมมเทวดา พวกภุมมเทวดาก็ได้ฟังปัญหาของพวกเทวดาผู้รักษามนุษย์ พวกเทพยดาซึ่งรักษามนุษย์ก็กล่าวว่า ปัญหาตั้งขึ้นแล้วในมนุษย์โลก.
ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพจึงตรัสถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า (ขณะนี้) ประทับอยู่ที่ไหน. พวกเทวดาทั้งหลายก็กราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ประทับอยู่ในมนุษยโลก.
ท้าวสักกะตรัสถามว่า ใครได้ทูลถามปัญหานั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. เทพยดาทั้งหลายทูลว่า ข้าแต่เทวะ ยังไม่มีใครทูลถาม. ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เพราะเหตุไรหนอแล พวกท่านจึงละเลยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้แสดงมงคลที่ไม่มีส่วนเหลือ แล้วสำคัญเราว่าเป็นผู้ควรถาม ชื่อว่าทิ้งไฟเสียแล้ว มาใช้แสงหิ่งห้อย. ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พวกท่านจงไป จงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พวกท่านก็จักได้การตอบปัญหาซึ่งมีสิริ (มีคุณค่า) อย่างแน่นอน.
ท้าวสักกะเทวราชจึงตรัสสั่งเทพบุตรองค์หนึ่งว่า ท่านจงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า. เทพบุตรองค์นั้นประดับองค์ด้วยเครื่องอลังการตามสมควรขณะนั้น โชติช่วงอยู่ประดุจสายฟ้า มีหมู่เทพแวดล้อมมายังพระมหาวิหารเชตวัน กราบถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะทูลถามมงคลปัญหา จึงได้กล่าวด้วยคาถา.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแก้ปัญหานั้นของเทพบุตรนั้น จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
เนื้อความแห่งคำทั้งหลายมีคำว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้นในพระสูตรนั้นแต่โดยย่อ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งกสิภารทวาชสูตร. ส่วนชนทั้งหลายผู้ปรารถนาความพิสดาร พึงถือเอาเนื้อความโดยนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ในอรรถกถามัชฌิมนิกาย ชื่อปปัญจสูทนี.
ก็ในกสิภารทวาชสูตร ท่านกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในบ้านพราหมณ์ชื่อ เอกนาฬา ในทักขิณาคิรีชนบท ในแคว้นมคธ (แต่) ในมงคลสูตรนี้ ท่านกล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี ข้าพเจ้าจักพรรณนาบทที่ไม่เคยพรรณาในมงคลสูตรนี้ เริ่มต้นแต่บทว่า สาวตฺถียํ เป็นต้นไป คือ
บทว่า สาวตฺถิยํ ได้แก่ ในพระนครซึ่งมีชื่ออย่างนี้.
ดังได้สดับมา นครนั้นได้เป็นสถานที่อยู่ของฤาษี ชื่อว่า สวัตถะ นครนั้นชาวโลกเรียกว่า สาวัตถี ด้วยสามารถที่เป็นอิตถีลิงค์ เหมือนที่อยู่ของฤาษีชื่อว่า กุสัมพะ ชาวโลกเรียกว่า โกสัมพี. ที่อยู่ของฤาษีชื่อว่า กากัณฑะ ชาวโลกเรียกว่า กากัณฑี ฉะนั้น แต่พระโบราณาจารย์ทั้งหลายพรรณนาไว้ว่า เพราะเหตุที่เมื่อชนทั้งหลายถามถึงกองเกวียนที่มารวมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่า มีสินค้าอะไรบ้าง ชนทั้งหลายก็ตอบว่ามีสินค้าทุกอย่าง เพราะฉะนั้น สถานที่นี้ชาวโลกจึงเรียกว่า สาวัตถี หมายเอาคำนั้น.
ในพระนครสาวัตถีนั้น ด้วยคำว่า สาวตฺถิยํ นี้ พระอานนทเถระแสดงถึงโคจรคามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น.
ราชกุมารชื่อว่า เชตะ มีอยู่. สถานที่นั้นชื่อว่าเชตวัน เพราะเป็นป่าของเจ้าเชตนั้น เนื่องจากเจ้าเช่นนั้นปลูกบำรุงให้เจริญไว้. ในพระเชตวันนั้น คหบดีชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ เพราะอรรถว่าเป็นผู้มีก้อนข้าวสำหรับคนอนาถาทั้งหลาย. แห่งอนาถบิณฑิกะคหบดีนั้น. อธิบายว่า ในอารามที่คหบดีชื่อว่า อนาถบิณฑิกะ สร้างสำเร็จโดยการบริจาคทรัพย์ ๕๔ โกฏิ ด้วยคำว่า อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม นี้เป็นอันพระอานนท์แสดงถึงที่อยู่อันสมควรแก่บรรพชิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.
ศัพท์ว่า อถ ใช้ในอรรถว่า ไม่กำหนดกาล (แน่นอน)
ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า แสดงถึงระหว่างแห่งอธิการ ด้วยคำว่า อถ โข นั้น พระอานนท์แสดงถึงเวลาที่ไม่กำหนดนั้นแลว่า ในระหว่างอธิการนี้ เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าในวิหารนั้น.
ถามว่า เรื่องนั้นคืออะไร.
ตอบว่า เรื่องนั้นคือ เทวดาองค์ใดองค์หนึ่งเป็นต้น เกิดขึ้นแล้วในระหว่างแห่งอธิการ.
ในบรรดาคำทั้งสองนั้น คำว่า อญฺญตรา เป็นการแสดงถึงสิ่งที่ไม่ได้กำหนดแน่นอน. จริงอยู่ เทวดาองค์นั้นไม่ปรากฏชื่อและโคตร เพราะฉะนั้น พระอานนท์จึงกล่าวว่า อญฺญตรา (เทวดา) องค์ใดองค์หนึ่ง เทวดาก็คือเทพเจ้านั่นเอง คำว่า เทวดา นี้ใช้ทั่วไปทั้งเทวดาผู้หญิงและผู้ชาย แต่ในพระสูตรนี้ เทวดาเป็นผู้ชายเท่านั้น. เทวบุตรองค์นั้น. แต่ท่านกล่าวว่า เทวดา ดังนี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า เทวบุตรที่ท่านเรียกว่า เทวดา ก็ด้วยอำนาจสาธารณนาม.
อภิกฺกนฺต ศัพท์ ในคำนี้ว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา ปรากฏใน อรรถว่าสิ้นไป (ขยะ) ดี (สุนทร) งาม (อภิรูป) น่าชื่นชม (อัพภานุโมทนา) เป็นต้น.
ในบรรดาคำเหล่านั้น อภิกฺกนฺต ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่าสิ้นไป ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีล่วงไปแล้ว ปฐมยามผ่านไปแล้ว ภิกษุสงฆ์ก็นั่งอยู่นานแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด ดังนี้.
อภิกฺกนฺต ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่าดี ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้ดีกว่า ประณีตกว่า บุคคลทั้ง ๔ จำพวกเหล่านี้.
อภิกฺกนฺต ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่างาม ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ใครนะมีผิวพรรณงามยิ่ง รุ่งเรืองอยู่ด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ ส่องทิศทั้งปวงให้สว่างไสวอยู่ ย่อมไหว้เท้าทั้งสองของเรา ดังนี้.
อภิกฺกนฺต ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่าน่าชื่นชม ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าชื่นชม.
แต่ในมงคลสูตรนี้ อภิกฺกนฺต ศัพท์ใช้ในอรรถว่า ขยะ สิ้นไป เพราะเหตุนั้น เมื่อราตรีล่วงแล้ว อธิบายว่า เมื่อราตรีสิ้นแล้ว.
อภิกฺกนฺต ศัพท์ ในคำว่า อภิกนฺตวณฺณา นี้ ใช้ในอรรถว่างาม.
____________________________
วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๔๔๗ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๐๐ ขุ. วิ. เล่ม ๒๖/ข้อ ๕๑
วิ. มหา. เล่ม ๑/ข้อ ๔ องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๒๖๒
ส่วน วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถทั้งหลายมีอรรถว่า ผิวพรรณ (ฉวิ) การชมเชย (ถุติ) สกุลวงศ์ (กุลวัคคะ) เหตุ (การณะ) รูปร่าง (สัณฐานะ) ประมาณ (ปมาณะ) และอายตนะคือสี (รูปายตนะ) เป็นต้น.
ในบรรดาอรรถเหล่านั้น วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ผิวพรรณ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์มีวรรณะเพียงดังทอง.
วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า การชมเชย ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดี การชมเชยพระสมณโคดมเหล่านี้ ท่านรวบรวมไว้ตั้งแต่เมื่อใด.
วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า สกุลวงศ์ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะเหล่านี้มีอยู่ ๔ จำพวก.
วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า เหตุ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไรหนอแล ภิกษุ จึงถูกเรียกว่า เป็นผู้ขโมยกลิ่น.
วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า รูปร่าง ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า นิรมิตรูปแห่งพระยาช้างใหญ่.
วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า ประมาณ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า บาตรมี ๓ ขนาด.
วณฺณ ศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า อายตนะคือสี ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า วรรณะ คันธะ รสะ โอชะ.
แต่ในมงคลสูตรนี้ วณฺณ ศัพท์นั้น พึงเห็นว่า ปรากฏในอรรถว่า ผิวพรรณ.
เพราะเหตุนั้น เทพบุตรนั้นเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่ง อธิบายว่า มีผิวพรรณงาม.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๐๙ ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๗๖
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๘๓ ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๔๗
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๙๗ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๔๒๐
วิ. ปา. เล่ม ๒/ข้อ ๑๑๙
เกวล ศัพท์ ในคำว่า เกวลกปฺปํ นี้ มีอรรถเป็นอเนก คือมีอรรถว่า ไม่มีส่วนเหลือ อนวเสสะ, โดยมาก เยภุยยะ, ไม่เจือกัน อัพยามิสสะ, ไม่ใช่มาก อนติเรกะ, มั่นคง ทัฬหัตถะ, แยกจากกัน วิสังโยคะ เป็นต้น
จริงอย่างนั้น เกวล ศัพท์นั้นมีอรรถว่า ไม่มีส่วนเหลือ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงประกาศ) พรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง (ไม่มีส่วนเหลือ).
เกวล ศัพท์นั้นมีอรรถว่า เป็นไปโดยมาก ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ก็ชาวอังคะและชาวมคธะส่วนมากถือขาทนียะและโภชนียะเป็นอันมากจักเข้าไปหา.
เกวล ศัพท์มีอรรถว่า ไม่เจือกัน ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมมีได้.
เกวล ศัพท์มีอรรถว่า ไม่ใช่มาก ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้จักบรรลุคุณวิเศษ เพราะอาศัยเหตุสักว่าศรัทธาอย่างเดียว แน่แท้.
เกวล ศัพท์มีอรรถว่า มั่นคง ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะผู้มีอายุ ชื่อว่าพาหิกะ ดำรงอยู่เพื่อทำลายสงฆ์อย่างเดียว (มั่นคง).
เกวล ศัพท์มีอรรถว่า การแยกจากกัน ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ท่านผู้อยู่แต่ผู้เดียว ท่านเรียกว่า บุรุษผู้สูงสุด.
แต่ในมงคลสูตรนี้ ท่านประสงค์เอา เกวล ศัพท์นั้นซึ่งมีอรรถว่า ไม่มีส่วนเหลือ (ทั้งสิ้น).
____________________________
วิ. มหาวิ. เล่ม ๑/ข้อ ๑ ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๒๕๕
วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๔๓ วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๓ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๔๓
สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๑๘
ส่วน กปฺป ศัพท์ นี้ มีอรรถเป็นอเนกเป็นต้นว่า ความเชื่อถือ อภิสัททหนะ, โวหาร โวหาระ, กาล กาละ, บัญญัติ บัญญัติ, การตัด เฉทนะ, กำหนด วิกัปปะ, ข้ออ้าง เลสะ, โดยรอบ สมันตภาวะ เป็นต้น.
จริงอย่างนั้น กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า เชื่อถือ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้อนั้นบุคคลพึงน้อมใจเชื่อต่อพระสมณโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นซึ่งเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยประการใดแล.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า โวหาระ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้บริโภคผลไม้ด้วยสมณกัปปะทั้ง ๕.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า กาละ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า โดยสมัยใด เราจักอยู่ตลอดกาลเป็นนิจ.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า บัญญัติ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะเหตุนี้ พระกัปปะ ผู้มีอายุ.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า การตัด ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า เขาประดับตกแต่งแล้ว ตัดผม โกนหนวดแล้ว.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า กำหนด ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า กัปปะว่า ถ้าหากว่าตะวันคล้อยไปชั่ว ๒ องคุลี (ภิกษุวัชชีย่อมบัญญัติว่า) ย่อมควรเพื่อฉันอาหารได้.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า ข้ออ้าง ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้ออ้างเพื่อจะนอนมีอยู่.
กปฺป ศัพท์มีอรรถว่า โดยรอบ ในประโยคทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ทำพระเวฬุวันโดยรอบทั้งสิ้นให้สว่างไสว.
แต่ในมงคลสูตรนี้ ท่านประสงค์เอา กปฺป ศัพท์ ในความหมายว่าโดยรอบ. เพราะเหตุนั้นในคำว่า เกวลกปฺปํ เชตวนํ นี้ พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ยังพระเชตวันทั้งสิ้นโดยรอบ.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๓๐ วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๒๕
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๓๔ ขุ.ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๙๑๑
วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๖๓๐ องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๘๕
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒๕๖
บทว่า โอภาเสตฺวา ความว่า แผ่ไปแล้วด้วยแสงสว่าง อธิบายว่า กระทำแล้วให้สว่างเป็นอันเดียวกัน คือให้โชติช่วงเป็นอันเดียวกัน ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ฉะนั้น.
คำว่า เยน ในคำว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ.
บัณฑิตพึงเห็นเนื้อความในคำว่า ยตฺถ ภควา ตตฺถ อุปสงฺกมิ นี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่ใด ก็เข้าไปเฝ้าแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ในที่นั้น โดยกาลนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในคำว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเหตุใด เทวบุตรก็เข้าเฝ้าด้วยเหตุนั้น ดังนี้
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไปเฝ้าโดยเหตุไร?
ตอบว่า เข้าไปเฝ้าแล้ว. มีคำอธิบายว่า ไปแล้วด้วยความประสงค์ที่จะบรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ ดุจไม้ใหญ่ที่ผลิดอกออกผลอยู่เป็นนิจ อันหมู่นกทั้งหลายเข้าไปหาอยู่ ด้วยประสงค์จะบริโภคผลที่อร่อยฉะนั้น.
คำว่า อุปสงฺกมิตฺวา เป็นการแสดงถึงการสิ้นสุดแห่งการเข้าไปเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง เทวดานั้นไปแล้วอย่างนี้ มีคำอธิบายว่า ไปแล้วสู่สถานที่อันใกล้กว่า คือที่ใกล้ของพระผู้มีพระภาคเจ้าต่อจากนั้น.
คำว่า ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ความว่า ถวายบังคม คือนอบน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า.
คำว่า เอกมนฺตํ เป็นคำแสดงถึงนปุสกลิงค์ มีคำอธิบายว่า ณ โอกาสข้างหนึ่ง คือ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า เอกมนฺตํ เป็นทุติยวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ (แปลว่า ณ, ใน).
คำว่า อฏฺฐาสิ เป็นการปฏิเสธอิริยาบถอื่นมีการนั่งเป็นต้น. อธิบายว่า สำเร็จการยืน ได้แก่ เป็นผู้ยืนอยู่แล้ว.
ถามว่า ก็เทวดานั้นยืนอย่างไร? ชื่อว่า ยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ตอบว่า เทวดาเว้นแล้วซึ่งโทษ (๘ อย่าง) เหล่านี้คือ ไม่ยืนข้างหลัง ๑ ไม่ยืนข้างหน้า ๑ ไม่ยืนใกล้ ๑ ไม่ยืนไกล ๑ ไม่ยืนตรงหน้า ๑ ไม่ยืนเหนือลม ๑ ไม่ยืนต่ำกว่า ๑ ไม่ยืนสูงกว่า ๑. ชื่อว่า ยืนแล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
เทวดายืนไม่นั่ง
ถามว่า ก็เทวบุตรนี้ยืนเท่านั้น ไม่นั่ง เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะเทวดาทั้งหลายประสงค์จะกลับไว. อธิบายว่า จริงอยู่ เทวดาทั้งหลายอาศัยอำนาจประโยชน์บางอย่างเท่านั้น จึงมายังมนุษยโลก ซึ่งเปรียบประดุจส้วมที่เต็มด้วยของไม่สะอาด ก็โดยปกติมนุษยโลกเป็นของปฏิกูลแก่เทวดาเหล่านั้น เพราะเป็นสถานที่มีกลิ่นเหม็นนับจำเดิมแต่ ๑๐๐ โยชน์ พวกเทวดาจึงไม่ยินดีในมนุษยโลกนั้น เพราะเหตุนั้นเทวดานั้นทำธุระที่ตนมาเสร็จแล้ว ก็ไม่ยอมนั่ง เพราะต้องการจะกลับไว ชนทั้งหลายย่อมนั่ง เพื่อจะบรรเทาความอ่อนเพลียแห่งอิริยาบถอันเกิดจากการเดินเป็นต้นอันใด ความเพลียอันนั้นของเทวดาทั้งหลายย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น เทวดาจึงไม่ยอมนั่ง
ก็มหาสาวกทั้งหลายเหล่าใด ยืนแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่แล้ว เทวดาก็นับถือมหาสาวกเหล่านั้น จึงไม่นั่ง.
อีกอย่างหนึ่ง เทวดายืนไม่นั่งเพราะเคารพในพระพุทธเจ้า ด้วยว่าเมื่อเทวดาทั้งหลายจะนั่ง อาสนะก็บังเกิดขึ้น เทวดาไม่ปรารถนาอาสนะนั้นจึงไม่คิดแม้เพื่อจะนั่ง ได้ยืนอยู่แล้ว ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
คำว่า เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ความว่า เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล ด้วยเหตุเหล่านี้อย่างนี้.
คำว่า ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ อธิบายว่า ได้ทูลแล้วกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคำที่นิยมอักขระบท (คือด้วยคาถา).
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า พหู เป็นการแสดงการนับที่ไม่แน่นอน มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายว่า ด้วยคำว่า พหู นั้น ย่อมมีร้อยเป็นอเนก มีพันเป็นอเนก มีแสนเป็นอเนก.
เทวดามี ๓ ประเภท
สัตว์โลกที่ชื่อว่า เทพ เพราะอรรถว่าย่อมเล่น. อธิบายว่า เทวดาทั้งหลายย่อมเล่นด้วยกามคุณ ๕ หรือว่าย่อมโชติช่วงด้วยสิริของตน.
อีกอย่างหนึ่ง เทวดามี ๓ ประเภท ด้วยอำนาจสมมติเทพ อุปัตติเทพ และวิสุทธิเทพ. เหมือนอย่างที่พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า คำว่า เทว ได้แก่เทพ ๓ ประเภท คือ สมมติเทพ ๑ อุปปัตติเทพ ๑ วิสุทธิเทพ ๑.
อธิบายว่า พระราชาทั้งหลาย พระเทวีทั้งหลายและพระราชกุมารทั้งหลาย พระราชกุมารีทั้งหลาย ชื่อว่าสมมติเทพ. เทพในสวรรค์ชั้นนั้นๆ นับตั้งแต่เทพชั้นจาตุมมหาราชไป ชื่อว่าอุปปัตติเทพ. พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่าวิสุทธิเทพ.
ในบรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น อุปปัตติเทพ ท่านประสงค์เอาในพระสูตรนี้.
____________________________
ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๒๑๔ ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๖๕๔
ความหมายของคำว่า มนุษย์
สัตว์โลกที่ชื่อว่า มนุษย์ เพราะอรรถว่าเป็นเหล่ากอแห่งพระมนู ก็พระโบราณาจารย์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า สัตว์โลกทั้งหลายที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะเป็นผู้มีใจสูง.
มนุษย์เหล่านั้นมี ๔ จำพวก คือ พวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ๑ พวกมนุษย์ชาวอมรโคยาน ๑ พวกมนุษย์อุตตรกุรุ ๑ พวกมนุษย์ชาวปุพพวิเทหะ ๑.
มนุษย์ชาวชมพูทวีป ท่านประสงค์เอาในพระสูตรนี้.
____________________________
ในบางแห่งว่า อปรโคยานทวีป.
สัตว์ทั้งหลายย่อมถึงความเจริญด้วยเหตุเหล่านี้ เหตุนั้น เหตุเหล่านี้จึงชื่อว่า มงคล. อธิบายว่า ย่อมถึงความสำเร็จ คือความเจริญ.
คำว่า จินฺตยุํ ได้แก่ คิดกันแล้ว.
คำว่า อากงฺขมานา ได้แก่ ปรารถนาอยู่ คือต้องการอยู่ หวังอยู่.
บทว่า โสตฺถานํ ได้แก่ ความสวัสดี มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ซึ่งความมีอยู่แห่งคำทั้งหลายอันงาม คือดี คือสวย อันเป็นไปในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพทั้งปวง.
คำว่า พฺรูหิ ได้แก่ จงแสดง คือจงประกาศ จงบอก จงเปิดเผย จงจำแนก จงทำให้แจ้ง.
คำว่า มงฺคลํ ได้แก่ เหตุแห่งความสำเร็จ คือเหตุแห่งความเจริญ ได้แก่เหตุแห่งสมบัติทั้งปวง.
คำว่า อุตฺตมํ ได้แก่ ประเสริฐ คือเลิศ ได้แก่นำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่โลกทั้งปวง นี้คือการอธิบายตามลำดับบทแห่งคาถา.
ส่วนการประมวลเนื้อความมีดังต่อไปนี้.
เทพบุตรนั้นเชิญเทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลให้ประชุมกันในจักรวาลอันเดียวนี้ เพื่อต้องการจะฟังมงคลปัญหา ได้เห็นแล้วซึ่งเทวดา มารและพรหมทั้งปวงผู้เนรมิตอัตภาพให้ละเอียด ประมาณเท่าปลายขนทรายเส้นหนึ่งเป็น ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ บ้าง ๓๐ บ้าง ๔๐ บ้าง ๕๐ บ้าง ๖๐ บ้าง ๗๐ บ้าง ๘๐ บ้างผู้ยืนแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้แล้ว ผู้รุ่งโรจน์ก้าวล่วง (เทพ, มาร, และพรหม) เหล่านั้น ด้วยพระสิริและพระเดช และได้ทราบถึงความปริวิตกแห่งใจของพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้ที่ยังไม่ได้มาในสมัยนั้นด้วยใจ เพื่อจะถอนเสียซึ่งลูกศรคือความสงสัยของเทพเจ้าและมนุษย์ทั้งปวง จึงได้ทูลว่า
เทพเจ้าและมนุษย์เป็นอันมากหวังอยู่ซึ่งความสวัสดี คือปรารถนาความสวัสดีแห่งตน จึงพากันคิดมงคลทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นผู้ซึ่งข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ตามความอนุมัติของเทพเจ้าเหล่านั้น และด้วยความอนุเคราะห์ของมนุษย์ทั้งหลาย ขอจงตรัสบอกซึ่งมงคลอย่างสูงสุด คือว่าขอพระองค์ได้อาศัยความอนุเคราะห์ต่อข้าพระองค์ทั้งหลาย โปรดตรัสบอกมงคลอันสูงสุด เพราะจะนำประโยชน์สุขมาให้โดยส่วนเดียวแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายทั้งปวงทีเดียว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับคำของเทพบุตรนี้อย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า อเสวนา จ พาลานํ เป็นต้น. การไม่คบ คือการไม่เข้าไปนั่งใกล้ ชื่อว่า อเสวนา ในพระคาถานั้น. ในคำว่า พาลานํ มีวิเคราะห์ว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดย่อมอ่อนแอ เหตุนั้นชนเหล่านั้นชื่อว่า คนพาล.
ถามว่า ย่อมอ่อนแอ เพราะเหตุไร?
ตอบว่า ชนทั้งหลายย่อมเป็นอยู่สักว่าลมหายใจเข้าออก. อธิบายว่า ไม่ได้เป็นอยู่ด้วยปัญญา. ซึ่งคนพาลทั้งหลายเหล่านั้น.
ในคำว่า ปณฺฑิตานํ มีวิเคราะห์ว่า ชนทั้งหลายเหล่าใด ย่อมดำเนินไปด้วยปัญญา เหตุนั้นชนเหล่านั้นชื่อว่า บัณฑิต. อธิบายว่า ชนทั้งหลายย่อมดำเนินไปด้วยญาณคติในประโยชน์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นไปในปัจจุบัน ทั้งที่เป็นไปในสัมปรายภพ. ซึ่งบัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้น.
การคบ คือการเข้าไปนั่งใกล้ ได้แก่ การมีบุคคลนั้นเป็นสหาย การมีบุคคลนั้นเป็นเพื่อนชื่อว่า เสวนา.
การทำสักการะ การทำความเคารพ การนับถือและการกราบไหว้ ชื่อว่า บูชา.
คำว่า ปูชเนยฺยานํ หมายถึง ผู้ควรแก่การบูชา.
คำว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมการกระทำทั้งหมดคือ การไม่คบคนพาล ๑ การคบบัณฑิต ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑ เข้าด้วยกันแล้วตรัสว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ข้อนั้นเป็นมงคลอันสูงสุด
มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ท่านจงถือเอาในคำที่ท่านถามว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกมงคลอันสูงสุด ทั้ง ๓ นี้ว่า เป็นมงคลอันสูงสุดก่อนดังนี้ก่อน นี้คือการอธิบายบทแห่งพระคาถานี้.
ส่วนการอธิบายเนื้อความแห่งพระคาถานั้น ผู้ศึกษาพึงทราบอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับคำของเทพบุตรนี้อย่างนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า อเสวนา จ พาลานํ การไม่คบคนพาลทั้งหลายดังนี้เป็นต้น.
[กถา(ถ้อยคำที่ควรพูด) ของพระผู้มีพระภาคมีอยู่ ๔ ประการ]
ในข้อนี้มีกถา (ถ้อยคำที่ควรพูด) อยู่ ๔ ประการดังนี้
คือ ปุจฉิตกถา ๑ อปุจฉิตกถา ๑ สานุสันธิกถา ๑ อนนุสันธิกถา ๑.
ในถ้อยคำทั้ง ๔ ประเภทนั้น ถ้อยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อมีผู้ทูลถามในปัญหาทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้มีปัญญาดุจแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า ผู้ฟังทำอย่างไร จึงชื่อว่าเป็นผู้ฟังที่ดี และว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอดังนี้. ตรัสตอบแล้ว ชื่อว่า ปุจฺฉิตกถา.
ถ้อยคำที่พระองค์ซึ่งไม่มีผู้ทูลถาม ปัญหาทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า สิ่งใดที่ชนพวกอื่นกล่าวว่าเป็นสุข สิ่งนั้นพระอริยเจ้ากล่าวว่าเป็นทุกข์ ดังนี้. ตรัสแล้วด้วยสามารถอัธยาศัยของตน (ผู้ฟัง) เท่านั้น ชื่อว่า อปุจฺฉิตกถา.
พระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้ทั้งปวงชื่อว่า สานุสนฺธิกถา. เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงธรรมที่มีเหตุซึ่งผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้.
อนนุสนฺธิกถา (ถ้อยคำที่พูดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล) ไม่มีในศาสนานี้.
ในบรรดากถาทั้งหลายเหล่านี้ มงคลกถานี้ชื่อว่า ปุจฉิตกถา เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเทวบุตรทูลถามแล้วได้ตรัสไว้ ดังพรรณนามานี้.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๓๓ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๒
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๔๐๖ องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๕๖๕
ก็ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยในปุจฉิตกถา ดังต่อไปนี้ :-
ในบรรดาบุคคลทั้งหลายที่ควรคบและไม่ควรคบ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกถึงบุคคลที่ไม่ควรคบก่อน แล้วตรัสบอกถึงบุคคลที่ควรคบในภายหลัง เปรียบเหมือนบุรุษผู้ฉลาด เป็นผู้ฉลาดในหนทางและที่ไม่ใช่หนทาง เมื่อมีผู้ถามถึงทาง จึงได้บอกทางที่ควรละก่อน แล้วบอกทางที่ควรถือเอาในภายหลังนั้นว่า ในสถานที่ชื่อโน้นมีทางอยู่สองแพร่ง ในบรรดาทางทั้งสองนั้น ท่านจงละทางซ้าย แล้วถือเอาทางขวาฉะนั้น.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเช่นกับคนที่ฉลาดในหนทาง สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าหกาจารย์กล่าวไว้ว่า--> ดูก่อนติสสะ คำว่าบุรุษผู้ฉลาดในหนทางนี้แล เป็นชื่อแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยว่าพระองค์ทรงฉลาดในโลกนี้ ฉลาดในโลกอื่น ฉลาดในบ่วงของมัจจุ ฉลาดในธรรมที่ไม่ใช่บ่วงของมัจจุ ฉลาดในบ่วงของมาร ฉลาดในธรรมที่มิใช่บ่วงของมาร.
____________________________
สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๑๙๗ ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๙๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสบอกถึงบุคคลที่ไม่ควรเสพก่อน จึงตรัสว่า อเสวนา จ พาลานํ การไม่คบคนพาลทั้งหลาย และเมื่อตรัสบอกบุคคลที่ควรเสพ จึงตรัสว่า ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา การคบบัณฑิตทั้งหลาย.
ด้วยว่า พวกคนพาลอันบุคคลไม่ควรคบ คือไม่ควรเข้านั่งใกล้ก่อน ราวกะว่าทางที่ควรเว้น ต่อจากนั้นก็ควรคบคือควรเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตทั้งหลาย ดุจทางที่ควรถือเอา.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสมงคลจึงได้ตรัสถึงการไม่คบพวกคนพาลก่อน (ตรัส) ถึงการคบบัณฑิตทั้งหลายในภายหลัง.
ตอบว่า เพราะเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายถือเอาแล้วซึ่งความเห็นอันเป็นมงคล ในมงคลทั้งหลายมีทิฏฐมงคลเป็นต้นนี้ เพราะด้วยการเสพกับคนพาล และมงคลทิฏฐินี้ก็เป็นอัปมงคล ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงติเตียนการคลุกคลีกับอกัลยาณมิตร ซึ่งหักรานประโยชน์ในโลกนี้ ในโลกอื่นนั้น และเมื่อทรงสรรเสริญการคบกัลยาณมิตรผู้ทำประโยชน์ในโลกทั้งสองให้สำเร็จ จึงได้ตรัสการไม่คบพวกคนพาลก่อน และตรัสการคบบัณฑิตทั้งหลายในภายหลัง แก่เทวดาและมนุษย์เหล่านั้น.
สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบแล้วด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ชื่อว่า คนพาล. ในบรรดาคนพาลและบัณฑิตทั้งสองนั้น พวกคนพาลเหล่านั้น บัณฑิตจะพึงทราบได้ด้วยอาการ ๓ อย่าง. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมีพาลลักษณะ ๓ ประการเหล่านี้ ดังนี้.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๔๒
อีกอย่างหนึ่ง ชนทั้งหลายเหล่านี้คือ ครูทั้งหกมีปูรณกัสสปเป็นต้น ชนทั้งหลายมีพระเทวทัต พระโกกาลิกะ พระกฏโมสกติสสะ พระขัณฑเทวีบุตร พระสมุททัตตะและนางจิญจมานวิกาเป็นต้น และพระภาดาของพระเจ้าทีฆวิทในอดีตกาล และสัตว์เห็นปานนี้เหล่าอื่น พึงทราบว่า คนพาล.
ชนเหล่านั้นย่อมทำตนเองและชนทั้งหลายที่ทำตามถ้อยคำของตนให้ถึงความพินาศ ด้วยตนที่ถือเอาผิดประดุจเรือนที่ถูกไฟไหม้ทั่วแล้วฉะนั้น เหมือนอย่างพระภาดาของพระเจ้าทีฆวิทมีอัตภาพประมาณ ๖๐ โยชน์ นอนหงายตกไป อันไฟไหม้อยู่ในมหานรกสิ้น ๔ พุทธันดร และเหมือนอย่างสกุล ๕๐๐ สกุลซึ่งชอบใจทิฏฐิของพระองค์เข้าถึงความเป็นสหายของพระองค์นั้นแหละไหม้อยู่ในมหานรก.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลายไฟพ้นจากเรือนไม้อ้อ และเรือนหญ้าแล้วย่อมติดแม้เรือนยอดซึ่งฉาบทาทั่วแล้ว ลมเข้าไม่ได้ มีกลอนปิดสนิท หน้าต่างปิดแล้วแม้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ภัยทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น ภัยเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเกิดแต่คนพาล หาเกิดแต่บัณฑิตไม่ อุปัทวะทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ อุปสรรคทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น อุปสรรคเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเกิดแต่คนพาล หาเกิดแต่บัณฑิตไม่
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนี้แล คนพาลจึงเป็นผู้มีภัย บัณฑิตไม่มีภัย คนพาลมีอุปัทวะ บัณฑิตไม่มีอุปัทวะ คนพาลมีอุปสรรค บัณฑิตไม่มีอุปสรรคฉันนั้นเหมือนกันแล.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๔๐
อีกอย่างหนึ่ง คนพาลเป็นเช่นกับปลาเน่า บุคคลที่คบคนพาลนั้นเป็นเช่นกับใบไม้ที่ห่อปลาเน่า คนพาลจึงถึงความเป็นผู้ที่วิญญูชนทั้งหลายจะพึงทิ้งเสีย และถึงความเป็นผู้ที่วิญญูชนทั้งหลายจะพึงรังเกียจ
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
นรชนใดย่อมใช้ปลายหญ้าคาผูกซึ่ง
ปลาเน่า แม้หญ้าคาก็เหม็นเน่า มีกลิ่นฟุ้งไป
ฉันใด การคบคนพาลก็ฉันนั้น.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๑๕๒ ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๘๖๒
ก็แม้อกิตติบัณฑิต เมื่อท้าวสักกะจอมเทพประทานพรอยู่ ก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า
บุคคลไม่พึงเห็น ไม่พึงฟังคนพาล และไม่
พึงอยู่ร่วมกับคนพาล ไม่ควรสนทนาปราศรัยกับ
คนพาล และไม่ควรพอใจการสนทนาปราศรัยกับ
คนพาล
(ท้าวสักกะตรัสถามว่า)
ดูก่อนกัสสปะ คนพาลได้ทำอะไรให้แก่
ท่านแลหรือ ท่านจงบอกถึงเหตุ ดูก่อนกัสสปะ
เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ต้องการเห็นคนพาล
(อกิตติดาบสตอบว่า)
(เพราะ) คนพาลมีปัญญาทราม ย่อมแนะ
นำสิ่งที่ไม่ควรแนะนำ ย่อมประกอบในสิ่งที่ไม่ใช่
ธุระ การแนะนำในทางที่ผิดๆ เป็นความประเสริฐ
(ของคนพาล) คนพาลแม้เขาพูดดีๆ ก็โกรธ คน
พาลนั้นย่อมไม่รู้จักอุบายเครื่องแนะนำ การไม่
เห็นคนพาลนั้นเสียได้เป็นการดี.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๘๑๔
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงติเตียนการคบคนพาลโดยประการทั้งปวงอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า การไม่คบพวกคนพาลเป็นมงคล.
บัดนี้ เมื่อจะตรัสสรรเสริญการคบบัณฑิต จึงตรัส ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา ว่าเป็นมงคล.
สัตว์ทั้งหลายที่ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้นจำพวกใดจำพวกหนึ่งชื่อว่า บัณฑิต ในบรรดาการคบคนพาลและบัณฑิตทั้งสองนั้น บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นจะพึงทราบได้โดยอาการ ๓ อย่าง ดังที่ตรัสไว้ในพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตมีบัณฑิตลักษณะอยู่ ๓ ประการเหล่านี้ ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๔๒ ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๑๔๘
อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอสีติมหาสาวกรวมทั้งสาวกของพระตถาคตเจ้าเหล่าอื่น และชนทั้งหลายมีสุเนตตดาบส มหาโควินทพราหมณ์ วิธูรบัณฑิต สรภังคดาบส มโหสถบัณฑิต สุตโสมบัณฑิต พระเจ้านิมิราช อโยฆรกุมาร และอกิตติบัณฑิตเป็นต้น พึงทราบว่า บัณฑิต.
บัณฑิตเหล่านั้นเป็นผู้สามารถกำจัดภัยอุปัทวะและอุปสรรคทั้งปวงของพวกตน ผู้กระทำตามถ้อยคำของตน (บัณฑิต) ดุจการอารักขาในเวลามีภัย ดุจประทีปในที่มืด และดุจการได้ข้าวและน้ำเป็นต้น ในเวลาที่ถูกความทุกข์อันเกิดจากความหิวกระหายเป็นต้นครอบงำฉะนั้น.
จริงอย่างนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนับไม่ถ้วน ไม่มีประมาณ อาศัยแล้วซึ่งพระตถาคตถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ บางพวกดำรงอยู่ในพรหมโลก บางพวกเกิดแล้วในเทวโลก สกุล ๘๐,๐๐๐ สกุลทำใจให้เลื่อมใสในพระสารีบุตรเถระ อุปัฏฐากพระเถระด้วยปัจจัย ๔ บังเกิดแล้วในสวรรค์. สกุลทั้งหลายทำใจให้เลื่อมใสแล้วในพระมหาสาวกทั้งปวงมีพระมหาโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นต้นก็บังเกิดในสวรรค์เหมือนอย่างนั้น ชนทั้งหลายบางพวกซึ่งเป็นสาวกของสุเนตตศาสดาเท่านั้น บังเกิดแล้วในพรหมโลก บางพวกถึงความเป็นสหายของเทพทั้งหลายชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ฯลฯ หรือบางพวกถึงแล้วซึ่งความเป็นสหายของคหบดีมหาศาล.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภัยย่อมไม่มีแต่บัณฑิต อุปัทวะย่อมไม่มีแต่บัณฑิต อุปสรรคย่อมไม่มีแต่บัณฑิต.
อีกประการหนึ่ง บัณฑิตเช่นกับภัณฑะแห่งของหอมมีกฤษณาและดอกไม้เป็นต้น บุคคลที่คบบัณฑิตนั้น เป็นเช่นกับด้วยใบไม้ที่ห่อของหอมมีกฤษณาและดอกไม้เป็นต้น ย่อมถึงความเป็นผู้อันวิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ และความเป็นผู้เป็นที่ฟูใจแห่งวิญญูชนทั้งหลาย
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ก็นรชนใดย่อมใช้ใบไม้ห่อกฤษณา
แม้ใบไม้ทั้งหลาย ก็หอมฟุ้งขจรไปฉันใด
การคบนักปราชญ์ก็ฉันนั้น.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๑๕๒ ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๘๖๒
ก็แม้อกิตติบัณฑิต เมื่อท้าวสักกะจอมเทพประทานพรอยู่ ได้กล่าวอย่างนี้ว่า
บุคคลพึงเห็นนักปราชญ์ พึงฟังนักปราชญ์
พึงอยู่ร่วมกับนักปราชญ์ พึงกระทำการสนทนา
ปราศรัยกับนักปราชญ์นั้น และพึงชอบใจในการ
สนทนากับนักปราชญ์นั้น.
(ท้าวสักกะตรัสถามว่า)
ดูก่อนกัสสปะ นักปราชญ์ได้ทำอะไรให้แก่
ท่านหรือหนอ ท่านจงบอกถึงเหตุ ดูก่อนกัสสปะ
เพราะเหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์.
(อกิตติดาบสทูลว่า)
เพราะนักปราชญ์เป็นผู้มีปัญญา ย่อมแนะนำ
อุบายที่ควรแนะนำ นักปราชญ์นั้นย่อมประกอบใน
สิ่งที่เป็นธุระ การแนะนำดีเป็นความดีของนักปราชญ์
นั้น นักปราชญ์นั้น เขาพูดชอบก็ไม่โกรธ นักปราชญ์
นั้นย่อมรู้จักอุบายเครื่องแนะนำ การสมาคมกับนัก
ปราชญ์นั้นจึงเป็นความดี.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๘๑๙
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงสรรเสริญการคบหาบัณฑิตโดยประการทั้งปวง จึงตรัสว่า การเสพบัณฑิตทั้งหลายเป็นมงคล ดังพรรณนามาฉะนี้. บัดนี้ เมื่อจะทรงสรรเสริญการบูชาปูชนียบุคคลทั้งหลายผู้เข้าถึงแล้วซึ่งภาวะที่ควรบูชาโดยลำดับ ด้วยการไม่เสพคนพาลทั้งหลาย และด้วยการเสพบัณฑิตทั้งหลายนั้น จึงตรัสว่า ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การบูชาปูชนียบุคคลทั้งหลาย นี้เป็นอุดมมงคล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายผู้ชื่อว่าเป็น พุทธะ เพราะเว้นจากโทษทั้งปวง และเพราะประกอบด้วยพระคุณทั้งปวง พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวกทั้งหลายผู้มาในภายหลังแต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ชื่อว่าปูชนียบุคคลในพระคาถานั้น ด้วยว่าการบูชาพระทักขิเณยยบุคคลเหล่านั้นแม้จะน้อย ก็ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขตลอดกาลนาน ก็ในข้อนี้มีนายสุมนมาลาการเป็นต้นเป็นตัวอย่าง. ในเรื่องการบูชาบุคคลที่ควรบูชานำความสุขมาให้ตลอดกาลนานนั้น ข้าพเจ้าจะยกเรื่องเพียงเรื่องเดียวเป็นตัวอย่าง.
ดังได้สดับมา ในเวลาเช้าวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่ง (สบง) เรียบร้อยแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต. ครั้งนั้น นายสุมนมาลาการถือดอกไม้ทั้งหลายเพื่อพระราชาผู้เป็นใหญ่ในแคว้นมคธ กำลังไปอยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังผู้อื่นให้เลื่อมใส ผู้ควรเลื่อมใส ผู้ประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและอนุพยัญชนะ ๘๐ ทรงรุ่งเรืองอยู่ด้วยพุทธสิริ ผู้เสด็จถึงประตูพระนคร (พอดี).
นายสุมนมาลาการนั้น ครั้นเห็นแล้วก็ได้มีความดำริอย่างนี้ว่า พระราชาทรงรับดอกไม้ทั้งหลายแล้วจะพึงประทานทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะหรือ ๑,๐๐๐ กหาปณะ (แก่เรา) ก็ทรัพย์นั้นพึงเป็นความสุขยิ่งกว่าในโลกนี้ แต่การบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้ามีผลประมาณมิได้ นับมิได้ ย่อมนำความสุขมาสิ้นกาลนาน เอาเถิด เราจะบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า.
นายสุมนมาลาการนั้นมีใจเลื่อมใส ถือดอกไม้กำมือหนึ่ง ซัดไปแล้วเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดอกไม้ทั้งหลายไปทางอากาศได้เป็นเพดานดอกไม้ ดำรงอยู่แล้วเบื้องบนของพระผู้มีพระภาคเจ้า นายมาลาการเห็นอานุภาพนั้นแล้วย่อมมีใจเลื่อมใสยิ่งขึ้น ได้ซัดดอกไม้ไปอีกกำมือหนึ่ง ดอกไม้เหล่านั้นไปเป็นเกราะดอกไม้ดำรงอยู่แล้ว นายมาลาการซัดดอกไม้ไปถึง ๘ กำมือด้วยอาการอย่างนี้ ดอกไม้เหล่านั้นไปเป็นเรือนยอด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทับอยู่แล้วภายในเรือนยอด หมู่มหาชนประชุมกันแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงสรรเสริญนายมาลาการ จึงได้ทรงกระทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ. พระอานนทเถระคิดว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทำการแย้มทั้งหลายให้ปรากฏ เพราะเรื่องมิใช่เหตุ มิใช่ปัจจัย ดังนี้แล้ว จึงทูลถามถึงเหตุที่ทำให้แย้มพระโอษฐ์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ นายมาลาการนี้ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายสิ้นแสนกัป ในที่สุดก็จะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า สุมนิสสระ ด้วยอานุภาพแห่งการบูชานี้.
ก็ในที่สุดแห่งพระวาจาเพื่อจะแสดงพระธรรมเทศนา จึงได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
บุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง
กรรมนั้นแลที่บุคคลทำแล้วเป็นกรรมดี
นายสุมนมาลาการเอิบอิ่มแล้วด้วยกรรมใด
ย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมใด (กรรมนั้นแล)
อันบุคคลทำแล้วเป็นกรรมดี ดังนี้.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๕
ในที่สุดแห่งคาถา สัตว์ทั้งหลาย ๘๔,๐๐๐ ได้บรรลุธรรม.
การบูชาปูชนียบุคคลเหล่านั้นแม้จะน้อยอย่างนี้ ก็พึงทราบว่าย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขสิ้นกาลนาน ก็การบูชานั้นเป็นอามิสบูชาเท่านั้น (ยังให้ผลถึงเพียงนี้) จะป่วยกล่าวไยถึงการปฏิบัติบูชา เพราะกุลบุตรเหล่าใดย่อมบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการถึงรัตนะ ด้วยการรับสิกขาบท ด้วยการสมาทานองค์อุโบสถ และด้วยคุณทั้งหลายของตนมีปาริสุทธิศีล ๔ เป็นต้น ใครเล่าจักพรรณนาผลแห่งการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นได้. ก็ชนทั้งหลายเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า ย่อมบูชาพระตถาคตเจ้าด้วยการบูชาอย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า อานนท์ ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี คนใดแลปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมปฏิบัติสมควร มีปกติประพฤติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมสักการะเคารพ นับถือบูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยิ่ง.
____________________________
ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๒๙
แม้การบูชาพระปัจเจกพุทธะและพระอริยสาวกทั้งหลาย ก็พึงทราบว่านำประโยชน์สุขมาให้เช่นกัน โดยทำนองเดียวกับการบูชานี้.
อีกอย่างหนึ่ง (พึงทราบบุคคลผู้ควรบูชาในข้อนี้อย่างนี้ว่า) พี่ชายก็ดี พี่หญิงก็ดี ชื่อว่าเป็นบุคคลที่ควรบูชาของน้องชายหรือน้องหญิง สำหรับคฤหัสถ์ทั้งหลาย, บิดามารดาเป็นบุคคลผู้ควรบูชาสำหรับบุตร, สามี แม่ผัว พ่อผัว เป็นบุคคลผู้ควรบูชาสำหรับหญิงสาวในสกุลทั้งหลาย ด้วยว่าการบูชาแม้ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นมงคลเหมือนกัน เพราะการบูชานั้น ท่านนับว่าเป็นกุศลธรรม และเพราะการบูชานั้นเป็นเหตุแห่งความเจริญแห่งอายุเป็นต้น.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ชนเหล่าใดแลจักเป็นผู้เกื้อกูลแก่มารดา เป็นผู้เกื้อกูลแก่บิดา เกื้อกูลแก่สมณะ เกื้อกูลแก่พราหมณ์ จักสมาทานประพฤติกุศลธรรมนี้อยู่ เพราะเหตุแห่งการสมาทานกุศลธรรมเหล่านั้น ชนเหล่านั้นจักเจริญด้วยอายุบ้าง จักเจริญด้วยวรรณะบ้าง ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๗
ด้วยพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๓ ประการคือ การไม่คบคนพาลทั้งหลาย ๑ การคบบัณฑิตทั้งหลาย ๑ การบูชาบุคคลที่ควรบูชาทั้งหลาย ๑ ด้วยประการฉะนี้.
ในมงคลทั้ง ๓ ประการนั้น การไม่คบคนพาลทั้งหลาย พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะป้องกันอันตรายมีภัยเป็นต้นเสียได้ เนื่องจากการคบคนพาลเป็นปัจจัย และเพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูลในโลกทั้งสอง การคบบัณฑิตทั้งหลาย และการบูชาทั้งหลาย พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งนิพพานและสุคติโดยนัยที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ด้วยการพรรณนาผลและสมบัติของการบูชานั้น.
แต่ว่าต่อจากนี้ไป ข้าพเจ้าจักไม่ได้แสดงมาติกาเลย กำหนดมงคลได้ ณ ที่ใด ก็จักพรรณนาความเป็นมงคล ณ ที่นั้น.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า อเสวนา จ พาลานํ เป็นต้น.
คาถาที่ ๒ (มี ๓ มงคล)
พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้อันเทวดาทูลเชื้อเชิญเพื่อให้ตรัสมงคลเดียวว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกมงคลอันสูงสุดดังนี้อย่างนี้ ก็ตรัสถึง ๓ มงคลด้วยคาถาเดียว เหมือนบุรุษที่มีจิตใจกว้างขวาง เขาขอน้อยก็ให้มากฉะนั้น เพราะเหตุที่พระองค์ทรงปรารถนาจะให้เทวดาทั้งหลายได้สดับแม้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น และเพราะมงคลมีอยู่หลายอย่าง พระองค์จึงเริ่มตรัสถึงมงคลทั้งหลายเป็นอเนกแม้อีก ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ ดังนี้เป็นต้น เพราะความที่พระองค์เป็นผู้ปรารถนาจะชักนำสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นไว้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลนั้นๆ อันเป็นมงคล.
ในพระคาถาที่ ๒ นั้น ข้าพเจ้าจะได้พรรณนาบทคาถาที่ ๑ ก่อน.
คำว่า ปฏิรูโป แปลว่า สมควร. บ้านก็ดี นิคมก็ดี นครก็ดี ชนบทก็ดี หรือโอกาสเป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลายแห่งใดแห่งหนึ่ง ชื่อว่าเทสะ. การอยู่ในประเทศนั้นชื่อว่าวาสะ.
บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ กาลก่อน คือในชาติทั้งหลายที่ล่วงมาแล้ว.
ความเป็นผู้มีกุศลอันสั่งสมไว้แล้วชื่อว่า กตปุญฺญตา.
จิตท่านเรียกว่า อัตตา อีกอย่างหนึ่ง อัตภาพทั้งสิ้น ท่านก็เรียกว่าอัตตา.
การตั้งความปรารถนา อธิบายว่า การประกอบไว้ คือการวางไว้ซึ่งตนนั้นโดยชอบ ชื่อว่า สัมมาปณิธิ.
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นแหละดังนี้แล. นี่คือการพรรณนาเฉพาะบทในคาถานี้ ส่วนการพรรณนาเนื้อความ พึงทราบดังต่อไปนี้.
ที่ชื่อว่า ปฏิรูปเทส ได้แก่ ประเทศใดที่บริษัททั้ง ๔ เที่ยวไป ประเทศที่บุญกิริยาวัตถุทั้งหลายมีทานเป็นต้นย่อมเป็นไป ประเทศที่นวังคสัตถุศาสน์ย่อมรุ่งเรือง การอยู่ในปฏิรูปเทสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นมงคล เพราะเป็นปัจจัยแห่งการบำเพ็ญบุญของสัตว์ทั้งหลาย.
ก็ในข้อนี้มีเรื่องของชาวประมงผู้เข้าไปสู่เกาะสิงหลเป็นต้นเป็นตัวอย่าง.
อีกนัยหนึ่ง ที่ชื่อว่าปฏิรูปเทส ได้แก่ประเทศ คือ (โพธิมณฑล) ควงแห่งต้นโพธิเป็นที่ตรัสรู้แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประเทศที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงพระธรรมจักร ประเทศคือควงแห่งต้นคัณฑามพพฤกษ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ทรงทำลายความมัวเมาของเดียรถีย์ทั้งปวง ในท่ามกลางบริษัท (ซึ่งมาประชุมกันในเนื้อที่) ถึง ๑๒ โยชน์ ประเทศที่เสด็จลงจากเทวโลก (ที่สังกัสสนคร) ก็แม้หรือว่า ประเทศอื่นใดอันเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีเมืองสาวัตถีและเมืองราชคฤห์เป็นต้น การอยู่ในปฏิรูปเทสนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็น มงคล เพราะเป็นปัจจัยให้ได้อนุตตริยะ ๖ ประการ.
อีกนัยหนึ่ง (ที่ชื่อว่าปฏิรูปเทส) ได้แก่ ประเทศในทิศตะวันออก มีนิคมชื่อว่า กชังคละ ต่อจากนิคมนั้นไปเป็นบ้านมหาสาลา ต่อจากบ้านมหาสาลานั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ.
ในทิศอาคเนย์ (ปุรตฺถิมทกฺขิณาย อนุทิสาย) มีแม่น้ำชื่อว่าสัลลวดี ต่อจากแม่น้ำสัลลวดีนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ
ในทิศใต้ (ทกฺขิณาย ทิสาย) มีนิคมชื่อว่าเสตะกัณณิกะ ถัดจากนิคมนั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ
ในทิศตะวันตก (ปจฺฉิมาย ทิสาย) มีบ้านพราหมณ์ชื่อถูนะ ถัดจากบ้านพราหมณ์ชื่อถูนะไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ.
ในทิศอุดร (เหนือ) (อุตฺตราย ทิสาย) มีภูเขาชื่อว่าอุสีรัทธชะ ต่อจากภูเขานั้นไปเป็นปัจจันตชนบท ร่วมในเป็นมัชฌิมประเทศ.
มัชฌิมประเทศนี้ยาว ๓๐๐ โยชน์ กว้าง ๒๕๐ โยชน์ วัดโดยรอบได้ ๙๐๐ โยชน์ มัชฌิมประเทศนี้ ชื่อว่า ปฏิรูปเทส.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๒๓
พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็นอิสริยาธิบดี แห่งทวีปใหญ่ ๔ ทวีปและทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทวีป ก็ทรงอุบัติในมัชฌิมประเทศนี้ พระมหาสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน์เป็นต้น ซึ่งบำเพ็ญบารมีหนึ่งอสงไขยแสนกัป ก็บังเกิดขึ้นในมัชฌิมประเทศนี้ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายบำเพ็ญบารมี ๒ อสงไขยกับแสนกัป ก็อุบัติขึ้นในมัชฌิมประเทศนี้ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้บำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยหรือ ๘ อสงไขยหรือ ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป ก็บังเกิดขึ้นในมัชฌิมประเทศนี้.
ในมัชฌิมประเทศนั้น สัตว์ทั้งหลายรับโอวาทของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วดำรงอยู่ในเบญจศีล ก็มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ดำรงอยู่ในโอวาทของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็เหมือนกัน แต่ดำรงอยู่ในโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายแล้ว มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วย มีนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วย การอยู่ในประเทศนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นปัจจัยแห่งสมบัติทั้งหลายเหล่านี้ด้วย.
การสั่งสมกุศลปรารภพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระขีณาสพทั้งหลายในชาติที่ล่วงมาแล้ว ชื่อว่า ปุพฺเพ กตปุญฺญตา แม้ปุพเพกตปุญญตานั้นก็ชื่อว่าเป็นมงคล.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะคำอธิบายว่า บุคคลย่อมบรรลุพระอรหันต์ได้ ในที่สุดแห่งคาถาแม้ประกอบด้วยบท ๔ อันท่านแสดงแล้วต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งตนฟังแล้วเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือเฉพาะหน้าของพระพุทธสาวก.
ก็มนุษย์ผู้ใดได้สั่งสมบุญไว้ในปางก่อน เป็นผู้มีมูลแห่งกุศลอันหนาขึ้นแล้ว มนุษย์ผู้นั้นเจริญวิปัสสนาแล้วย่อมถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะได้ ด้วยกุศลมูลนั้นนั่นเอง เหมือนอย่างพระเจ้ามหากัปปินะและอัครมเหสีของพระองค์ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา มงฺคลํ.
ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงการตั้งตนไว้ชอบต่อไป คือบุคคลบางคนในโลกนี้ ทำตนซึ่งเป็นผู้ทุศีล ให้ตั้งอยู่ในศีล ทำตนซึ่งไม่มีศรัทธาให้ตั้งอยู่ในศรัทธาสัมปทา ทำตนซึ่งเป็นคนตระหนี่ให้ตั้งอยู่ในจาคะสัมปทา นี้ท่านเรียกว่า อตฺตสมฺมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ. การตั้งตนไว้ชอบนี้จัดว่าเป็นมงคล.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะเป็นเหตุให้ละเวรที่เป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพและให้บรรลุอานิสงส์ต่างๆ ด้วยคาถาแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๓ มงคลเท่านั้น คือ การอยู่ในปฏิรูปเทส ๑ การกระทำบุญไว้ในปางก่อน ๑ การตั้งตนไว้ชอบ ๑ ดังพรรณนามาฉะนี้ ก็ความที่แห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าอธิบายให้แจ่มแจ้งแล้วในมงคลนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้แล.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า ปฏิรูปเทสวาโส จ ดังนี้เป็นต้น
คาถาที่ ๓ (มี ๔ มงคล)
บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบอธิบายในมงคลข้อว่า พาหุสจฺจญฺจ เป็นต้นนี้ดังต่อไปนี้.
ความเป็นผู้ได้สดับมาก ชื่อว่า พาหุสจฺจํ.
ความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งชื่อว่า สิปฺปํ (ศิลปะ)
การฝึกกายวาจาและจิต ชื่อว่า วินโย (วินัย).
บทว่า สุสิกฺขิโต ได้แก่ ศึกษาแล้วด้วยดี.
บทว่า สุภาสิตา ได้แก่ กล่าวแล้วด้วยดี.
บทว่า ยา เป็นการแสดงถึงคำที่ไม่แน่นอน.
คำที่เปล่ง คำที่เป็นทาง ชื่อว่า วาจา.
คำที่เหลือมีนัยดังข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแล นี้คือการพรรณนาเฉพาะบทในพระคาถานี้. ส่วนการพรรณนาเนื้อความ ผู้ศึกษาพึงทราบดังนี้.
ที่ชื่อว่า พาหุสจฺจํ ได้แก่ การทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระศาสดา ที่ทรงพรรณนาไว้โดยนัยว่า ภิกษุเป็นพหูสูต ทรงไว้ซึ่งสุตะ สั่งสมไว้ซึ่งสุตะ ดังนี้เป็นต้น และโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้สดับมาก คือทรงไว้ซึ่งสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ เป็นต้น.
____________________________
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๒๒ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๖
พาหุสัจจะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ละอกุศลธรรม และบรรลุกุศลธรรม และเพราะเป็นเหตุทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะโดยลำดับ.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็อริยสาวกได้สดับแล้วแล ย่อมละอกุศล บำเพ็ญกุศล ละธรรมที่มีโทษ บำเพ็ญธรรมที่ไม่มีโทษ รักษาตนให้บริสุทธิ์อยู่ ดังนี้เป็นต้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แม้อื่นอีกว่า ภิกษุย่อมเข้าไปเพ่งซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลายที่ตนทรงไว้แล้ว เมื่อเธอเข้าไปเพ่งอยู่ซึ่งเนื้อความ ธรรมย่อมทนต่อการเพ่งพินิจ เมื่อมีการอดทนต่อการเพ่งพินิจธรรมอยู่ ความพอใจก็เกิดขึ้น ผู้ที่เกิดความพอใจย่อมอุตสาหะ เมื่ออุตสาหะย่อมไตร่ตรอง เมื่อไตร่ตรองย่อมเพียรพยายาม เมื่อเพียรพยายามก็ย่อมทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา.
____________________________
องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔ ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๖๕๗
อีกอย่างหนึ่ง แม้พาหุสัจจะของฆราวาสที่ไม่มีโทษ พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำประโยชน์สุขในโลกทั้งสองมาให้.
ชื่อว่า ศิลปะ (มี ๒ ชนิด) คือ อาคาริยศิลปะ และอนาคาริยศิลปะ.
ในศิลปะทั้งสองอย่างนั้น อาคาริยศิลปะ ได้แก่ การงานที่เว้นจากการเบียดเบียนสัตว์อื่น เว้นจากอกุศลมีการงานของนายช่างแก้ว และนายช่างทองเป็นต้น. อาคาริยศิลปะนั้น ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์ในโลกนี้.
(ส่วน) การจัดทำสมณบริขารมีการจัดแจงและการเย็บจีวรเป็นต้น ชื่อว่าอนาคาริยศิลปะ ศิลปะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพรรณนาไว้ในที่นั้นๆ โดยนัยว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ขยัน ในกิจที่ควรกระทำทั้งน้อยและใหญ่ของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายดังนี้เป็นต้น (และ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า นี่คือธรรมอันทำที่พึ่ง ดังนี้ พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขในโลกทั้ง ๒ มาให้ตนและชนเหล่าอื่น.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๓๕๗ องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๘
องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๑๗
ที่ชื่อว่า วินัย มี ๒ อย่าง คือ อาคาริยวินัย ๑ อนาคาริยวินัย ๑.
ในสองอย่างนั้น การเว้นอกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่า อาคาริยวินัย. วินัยนั้น ชื่อว่าอันบุคคลศึกษาดีแล้ว ด้วยการไม่ต้องโทษ คือสังกิเลสในวินัยนั้น และด้วยการกำหนดคุณแห่งความประพฤติ ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุขในโลกทั้งสอง.
ส่วนการไม่ต้องอาบัติ ๗ กอง ชื่อว่าอนาคาริยวินัย. แม้อนาคาริยวินัยนั้น ชื่อว่าอันภิกษุศึกษาดีแล้ว โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล.
อีกอย่างหนึ่ง ปาริสุทธิศีล ๔ ชื่อว่าอนาคาริยวินัย. อนาคาริยวินัยนั้นอันภิกษุศึกษาอยู่โดยประการที่ตนดำรงอยู่ในอนาคาริยวินัยนั้นแล้ว บรรลุพระอรหัต ชื่อว่าศึกษาดีแล้ว.
พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้บรรลุโลกิยสุขและโลกุตรสุข.
วาจาที่เว้นจากโทษมีมุสาวาทเป็นต้น ชื่อว่า วาจาสุภาษิต.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย วาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง วาจาที่ไม่เพ้อเจ้อ ก็ชื่อว่าวาจาสุภาษิตเหมือนกัน
เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
สัตบุรุษทั้งหลายกล่าววาจาสุภาษิตว่า
เป็นวาจาสูงสุด เป็นที่หนึ่ง บุคคลพึงกล่าว
วาจาอันเป็นธรรม ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่
เป็นธรรมนั้น เป็นที่สอง พึงกล่าววาจาเป็น
ที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รักนั้น
เป็นที่สาม พึงกล่าววาจาจริง ไม่พึงกล่าว
วาจาเหลาะแหละนั้น เป็นที่สี่ ดังนี้.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๓๘ สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๓๙
แม้วาจาสุภาษิตธรรมนี้ พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลและความสุขในโลกทั้งสอง. ก็เพราะเหตุที่วาจาสุภาษิตนี้นับเนื่องอยู่ในวินัยอยู่แล้วนี้เอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่สงเคราะห์วาจาสุภาษิตนี้ด้วยวินัยศัพท์ สงเคราะห์แต่วินัย (เท่านั้น ด้วยวินัยศัพท์)
อีกอย่างหนึ่ง จะมีประโยชน์อะไรด้วยความลำบากนี้ วาจาเป็นเครื่องแสดงพระธรรมแก่คนเหล่าอื่น ก็พึงทราบว่า เป็นวาจาสุภาษิต ในที่นี้.
จริงอยู่ วาจาสุภาษิตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นปัจจัยให้สัตว์ทั้งหลายได้บรรลุประโยชน์เกื้อกูล และความสุขในโลกทั้งสอง และพระนิพพาน ท่านกล่าวไว้ว่า
พระพุทธเจ้าตรัสวาจาใด อันเกษมเพื่อ
บรรลุพระนิพพาน เพื่อกระทำที่สุดทุกข์
วาจานั้นแล สูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๗๔๐
ด้วยพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๔ ประการ คือ ความเป็นพหูสูต (พาหุสัจจะ) ๑ ศิลปะ ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาสุภาษิต ๑
ด้วยประการฉะนี้ ก็ความที่แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายให้แจ่มแจ้ง ในมงคลนั้นๆ แล้ว ดังนี้แล.
การพรรณนาความแห่งพระคาถานี้ว่า พาหุสจฺจญฺจ เป็นต้นจบ.
คาถาที่ ๔ (มี ๔ มงคล)
บัดนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบวินิจฉัยในบาทคาถานี้ว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ ดังนี้เป็นต้นดังต่อไปนี้.
มารดาด้วย บิดาด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มาตาปิตุ มารดาและบิดา.
การบำรุง ชื่อว่า อุปฏฺฐานํ.
บุตรทั้งหลายด้วย ภรรยาทั้งหลายด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปุตฺตทารสฺส ซึ่งบุตรและภรรยา.
การสงเคราะห์ ชื่อว่า สงฺคโห.
การงานทั้งหลาย เป็นการงานที่อากูลหามิได้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนากุลา.
การงานทั้งหลายนั้นเอง ชื่อว่า กมฺมนฺตา.
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแล.
นี้คือการพรรณนาเฉพาะบท.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความ ผู้ศึกษาพึงทราบดังต่อไปนี้.
สตรีผู้ให้เกิด ท่านเรียกว่า มารดา, บิดาก็เหมือนกัน.
การกระทำอุปการะด้วยการล้างเท้า การนวด การอบ การอาบน้ำและการให้ปัจจัย ๔ ชื่อว่า อุปัฏฐานะ การบำรุง.
พึงทราบอธิบายในการบำรุงเลี้ยงนั้น ดังต่อไปนี้.
เพราะเหตุที่มารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก หวังประโยชน์ เป็นผู้อนุเคราะห์ต่อบุตรทั้งหลาย ซึ่งท่านเห็นบุตรเหล่านั้นเล่นอยู่ข้างนอกมีสรีระเปื้อนฝุ่นมาแล้วก็เช็ดฝุ่นให้ กอดจูบที่ศีรษะและยังความรักให้เกิด. บุตรทั้งหลายเลี้ยงมารดาบิดาด้วยการทูนไว้บนศีรษะแม้สิ้น ๑๐๐ ปี ก็ไม่สามารถที่จะตอบแทนอุปการคุณแห่งการบำรุงเลี้ยงนั้นได้ และเพราะเหตุที่ท่านทั้งสองนั้นเป็นผู้บำรุง เป็นผู้เลี้ยงดู เป็นผู้แสดงโลกนี้ เป็นผู้เสมอกับพระพรหม เป็นบุพพาจารย์ ฉะนั้น การบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาทั้งสองนั้น จึงนำมาซึ่งการสรรเสริญในโลกนี้ ละไปแล้วก็นำความสุขในสวรรค์มาให้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นมงคล.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
มารดาบิดาทั้งหลาย ผู้อนุเคราะห์แก่ปชา (บุตรธิดา)
ท่านเรียกว่าเป็นพรหม ว่าเป็นบุพพาจารย์ ว่าเป็น
อาหุเนยยบุคคลของบุตรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล
บัณฑิตพึงนอบน้อมและสักการะมารดาบิดาเหล่านั้น
ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การอบ การอาบน้ำ และการ
ล้างเท้า ด้วยการปรนนิบัติในมารดาบิดาทั้งสองนั้น
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น ในโลกนี้นั้น
แล เขาละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้.
____________________________
องฺ. ติก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๔๗๐ ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๖. ขุ. ชา. เล่ม ๒๘/ข้อ ๑๖๒
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า การบำรุงมี ๕ อย่างมีการเลี้ยงดู การกระทำหน้าที่และการดำรงวงศ์ตระกูลเป็นต้น การบำรุงนั้นพึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน ๕ อย่างมีการห้ามจากบาปเป็นต้น.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีบุตร มารดาบิดาซึ่งเป็นทิศเบื้องหน้า บุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
๑. เราอันท่านเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงท่านตอบ
๒. เราจักกระทำกิจ ของมารดาบิดาเหล่านั้น
๓. เราจักดำรงวงศ์สกุลของมารดาบิดาเหล่านั้น
๔. เราจักรักษาทรัพย์สมบัติของมารดาบิดาเหล่านั้น
๕. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว เราจักเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา (ทำบุญอุทิศให้) ดังนี้.
ดูก่อนคฤหบดีบุตร มารดาบิดาซึ่งเป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล จักอนุเคราะห์บุตร ด้วยสถาน ๕ คือ
๑. ท่านทั้งสองย่อมห้าม (บุตร) จากบาป
๒. ย่อมให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ย่อมให้ศึกษาศิลปะ
๔. ย่อมหาภรรยาที่สมควรให้
๕. ย่อมมอบทรัพย์สมบัติให้ในสมัย ดังนี้.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๙๙
อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดย่อมบำรุงมารดาและบิดาด้วยการให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย หรือด้วยให้สมาทานศีล หรือด้วยให้บรรพชา ผู้นี้จัดว่าเป็นยอดของชนทั้งหลายผู้บำรุงมารดาบิดาในโลกนี้.
การบำรุงมารดาบิดานั้นของผู้นั้นเป็นการกระทำการตอบแทนต่ออุปการคุณที่มารดาและบิดากระทำไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์ทั้งหลายที่เป็นไปในปัจจุบันและเป็นไปในสัมปรายภพมิใช่น้อย.
ในคำว่า ปุตฺตทารสฺส นี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บุตรทั้งหลายก็ดี ธิดาทั้งหลายก็ดี ที่เกิดแล้วของตน ย่อมถึงการนับว่าบุตรทั้งนั้น. ภรรยาชนิดใดชนิดหนึ่ง ในบรรดาภรรยา ๒๐ จำพวกชื่อว่า ทาระ.
บุตรทั้งหลายด้วย ทาระทั้งหลายด้วย ชื่อว่า ปุตฺตทารา (บุตรและภรรยาทั้งหลาย) ซึ่งบุตรและภรรยานั้น. การกระทำอุปการะด้วยฐานะทั้งหลายมีการยกย่องเป็นต้น ชื่อว่า สังคหะ.
การกระทำอุปการะนั้น พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นไปในปัจจุบัน มีความเป็นผู้จัดการงานดีเป็นต้น.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนคฤหบดี ภรรยาซึ่งเป็นทิศเบื้องหลัง สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ แล คือ
๑. ด้วยการยกย่อง ๒. ด้วยการไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจ ๔. ด้วยการมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ด้วยการให้เครื่องประดับ ดังนี้.
ดูก่อนคฤหบดีบุตร ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลัง อันสามีพึงบำรุงด้วยฐานะ ๕ เหล่านี้แล ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยฐานะ ๕ คือ.
๑. เป็นผู้จัดการงานดี
๒. เป็นคนสงเคราะห์คนข้างเคียง (ของสามี) ดี
๓. เป็นผู้ไม่ประพฤตินอกใจ
๔. ย่อมรักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้
๕. เป็นคนขยันไม่เกียจคร้านในการงานทั้งปวง ดังนี้.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๐๑
เพราะสงเคราะห์ (รวม) บุตรภรรยาที่ทรงแสดงไว้ในสิงคาลสูตรนี้ว่า บุตรและภรรยา พึงทราบว่าเป็นทิศเบื้องหลังดังนี้ ด้วยภริยาศัพท์.
อีกอย่างหนึ่ง นัยอื่นอีกมีดังต่อไปนี้ :-
การสงเคราะห์ด้วยทาน ปิยวาจาและอัตถจริยาที่ประกอบด้วยธรรม ชื่อว่า สังคหะ คือการให้เสบียงในวันอุโบสถทั้งหลาย การให้ดูนักษัตรในวันนักขัตฤกษ์ทั้งหลาย การกระทำมงคลในวันมงคลทั้งหลาย การโอวาทสั่งสอนในประโยชน์ทั้งหลายที่เป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ.
การสงเคราะห์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นไปในปัจจุบัน และสัมปรายภพ โดยนัยก่อนนั่นแล และเพราะเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้แม้อันเทวดาทั้งหลายพึงนอบน้อม.
สมจริงดังคำที่ท้าวสักกะจอมเทพตรัสไว้ว่า
คฤหัสถ์เหล่าใด เป็นผู้กระทำบุญ มีศีล
เป็นอุบาสก ย่อมเลี้ยงภรรยาโดยธรรม
ดูก่อนมาตลี เราย่อมนอบน้อมคฤหัสถ์
เหล่านั้น ดังนี้.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๙๓๐
การงานทั้งหลายมีเกษตรกรรม โครักขกรรม และพาณิชกรรมเป็นต้น พึงเว้นแล้วจากการงานที่อากูล มีการทำเวลาให้ล่วงไป การกระทำที่ไม่สมควรกระทำ และการกระทำย่อหย่อนเป็นต้น เพราะประกอบด้วยความเป็นผู้รู้กาล เพราะมีปกติกระทำเหมาะสม เพราะไม่เกียจคร้าน เพราะถึงพร้อมด้วยความอุตสาหะและความเพียร และเพราะเป็นการงานที่ไม่เสื่อมเสีย ชื่อว่า การงานที่ไม่อากูล.
การงานที่ไม่อากูลนี้อันบุคคลประกอบแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุที่ตนเอง บุตรภรรยา หรือทาสและกรรมกรทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการได้ทรัพย์ ข้าวเปลือก และความเจริญในปัจจุบันนี้เดียว.
สมจริงตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บุคคลผู้มีการงาน กระทำสมควร
เป็นปกติ ขยัน ย่อมหาทรัพย์ได้ ดังนี้.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๔๕
และว่า บุคคลที่ชอบนอนหลับกลางวัน ขี้เกียจลุกขึ้นกลางคืน เมาเป็นนิตย์ เป็นนักเลงไม่อาจจะอยู่ครองเรือนให้ดีได้ ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยบุรุษผู้ทอดทิ้งการงานด้วยอ้างเลสว่า เวลานี้หนาวนัก เวลานี้ร้อนนัก เวลานี้เย็นเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาวและความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า กระทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข ดังนี้.
และว่า เมื่อบุคคลรวบรวมโภคะทั้งหลายอยู่ เหมือนภมรผนวกอยู่ซึ่งรังฉะนั้น โภคะทั้งหลายย่อมถึงการสั่งสม ดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้นฉะนั้น ดังนี้.
ด้วยพระคาถาแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๔ ประการนี้ คือ การบำรุงมารดา ๑ การบำรุงบิดา ๑ การสงเคราะห์บุตรและภรรยา ๑ การงานทั้งหลายที่ไม่อากูล ๑.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๘๕ ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๙๗
อีกอย่างหนึ่ง คาถานี้มี ๕ มงคลเพราะแยกการสงเคราะห์บุตรและภรรยาออกเป็น ๒.
อีกอย่างหนึ่งมี ๓ มงคล เพราะรวมการบำรุงมารดาบิดาเป็นข้อเดียวเท่านั้น ก็ความที่แห่งมงคลเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายให้แจ่มแจ้งแล้วในมงคลนั้นๆ นั่นแล.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า มาตาปิตุอุปฏฺฐานํ เป็นต้น.
คาถาที่ ๕ (มี ๔ มงคล)
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคาถานี้ว่า ทานญฺจ ดังนี้เป็นต้น ดังต่อไปนี้.
ที่ชื่อว่าทาน เพราะอรรถว่าสิ่งของเป็นเครื่องให้. มีคำอธิบายว่า สิ่งของของตนอันบุคคลย่อมมอบให้แก่ผู้อื่น.
การประพฤติธรรม หรือการประพฤติที่ไม่ไปปราศจากธรรม ชื่อว่าธรรมจริยา.
ชนทั้งหลายเหล่านี้อันเราทั้งหลายย่อมรู้จัก เพราะเหตุนั้นชนทั้งหลายเหล่านี้ จึงชื่อว่าญาติ.
การงานทั้งหลายที่มีโทษหามิได้ ชื่อว่าการงานไม่มีโทษ. มีคำอธิบายว่า การงานทั้งหลายที่บัณฑิตไม่ติเตียน คือไม่ครหา.
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแล. นี้คือการพรรณนาเฉพาะบท.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความ ผู้ศึกษาพึงทราบดังต่อไปนี้.
เจตนาเป็นเครื่องบริจาคทานวัตถุ ๑๐ อย่างมีข้าวเป็นต้นซึ่งมีความยินดีในเบื้องต้นเจาะจงผู้อื่น ชื่อว่าทาน.
อีกอย่างหนึ่ง อโลภะที่สัมปยุตด้วยเจตนานั้น ชื่อว่าทาน ด้วยว่า บุคคลย่อมมอบให้ซึ่งวัตถุนั้นแก่บุคคลอื่นด้วยอโลภะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าที่ชื่อว่าทาน เพราะอรรถว่าวัตถุเป็นเครื่องให้. ทานนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลวิเศษทั้งหลายอันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ มีความเป็นที่รักของชนเป็นอันมากเป็นต้น.
ก็ในข้อนี้ พึงระลึกถึงพระสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนสีหะ ทายกที่เป็นทานบดี ย่อมเป็นที่รักเป็นที่พอใจของชนเป็นอันมาก ดังนี้.
____________________________
องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๔
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทานมี ๒ อย่างคือ อามิสทานและธรรมทาน.
ในทาน ๒ อย่างนั้น อามิสทานมีประการอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแล.
การแสดงธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วอันเป็นที่สิ้นทุกข์และนำความสุขมาให้ในโลกนี้และโลกหน้า เพราะปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลเหล่าอื่น ชื่อว่าธรรมทาน.
ก็ในบรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานนี้เท่านั้นจัดว่าเป็นเลิศ.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง
รสแห่งธรรม ย่อมชนะรสทั้งปวง
ความยินดีในธรรม ย่อมชนะความยินดีทั้งปวง
ความสิ้นตัณหา ย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง ดังนี้.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๔
ในทานทั้ง ๒ อย่างนั้น ความที่อามิสทานเป็นมงคล ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วนั้นแล. ส่วนธรรมทาน เพราะเป็นที่ตั้งแห่งคุณทั้งหลายมีความเป็นผู้รู้จักอรรถเป็นต้น ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นมงคล.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร โดยประการใดๆ บุคคลนั้นเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งอรรถ (รู้ผล) และเป็นผู้รู้แจ้งซึ่งธรรม (รู้เหตุ) ในธรรมนั้นๆ โดยประการนั้นๆ ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
องฺ. ปญฺจก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๒๖
การประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่าธรรมจริยา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย การประพฤติธรรม คือการประพฤติสม่ำเสมอทางกายมี ๓ อย่างแลดังนี้เป็นต้น.
ก็การประพฤติธรรมนี้นั้น พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้อุบัติในโลกสวรรค์.
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งธรรมจริยาและสมจริยาแล สัตว์ทั้งหลายบางพวกในโลกนี้ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่การตายเพราะกายแตก ดังนี้
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๘๕
ชนทั้งหลายผู้มีความเกี่ยวข้องกันทั้งทางฝ่ายมารดาหรือบิดาจนถึง ๗ ชั่วโคตร ชื่อว่า ญาติ.
การสงเคราะห์ซึ่งญาติเหล่านั้นผู้ซึ่งอันความเสื่อมโภคะ หรือความเสื่อมเพราะความเจ็บป่วยครอบงำแล้ว ซึ่งมายังสำนักของตนด้วยวัตถุทั้งหลายมีอาหาร เสื้อผ้า ทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้นตามกำลัง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณวิเศษมีการสรรเสริญเป็นต้นอันเป็นไปในปัจจุบัน และการบรรลุคุณวิเศษมีการไปสู่สวรรค์เป็นต้นอันเป็นไปในสัมปรายภพ.
การงานทั้งหลายมีการสมาทานศีลอุโบสถ การกระทำการขวนขวาย การปลูกไม้ดอก ไม้ผลและต้นไม้ และการสร้างสะพานเป็นต้น ชื่อว่า การงานที่ไม่มีโทษ.
จริงอยู่ การงานที่ไม่มีโทษเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุประโยชน์สุขนานัปการ.
ก็ในข้อนี้พึงระลึกถึงสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า
ดูก่อนวิสาขา ข้อที่สตรีหรือบุรุษบางคนในโลกนี้ เข้าอยู่จำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์แปด เบื้องหน้าแต่การตายเพราะกายแตก จะพึงเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาทั้งหลายชั้นจาตุมมหาราชิกา นั้นเป็นฐานะที่จะมีได้แล ดังนี้.
____________________________
องฺ. อฏฺฐก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๑๓๓
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๔ ประการคือ ทาน ๑ ธรรมจริยา ๑ การสงเคราะห์ญาติทั้งหลาย ๑ การงานทั้งหลายที่ไม่มีโทษ ๑ ด้วยพระคาถานี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ความที่แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าอธิบายไว้ชัดแล้วในมงคลนั้นๆ นั่นแล.
จบการพรรณเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า ทานญฺจ เป็นต้น.
คาถาที่ ๖ (มี ๓ มงคล)
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในพระคาถานี้ว่า อารตี วิรตี เป็นต้นดังต่อไปนี้.
การงด ชื่อว่า อารตี. การเว้น ชื่อว่า วิรตี.
อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายย่อมเว้น (จากบาป) ด้วยเจตนานี้ เหตุนั้น เจตนานี้ ชื่อว่า วิรัติ. (ที่ชื่อว่า วิรัติ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เป็นเครื่องงดเว้นแห่งสัตว์ทั้งหลาย หรือเป็นเครื่องให้สัตว์ทั้งหลายงดเว้น).
บทว่า ปาปา ได้แก่ จากอกุศล.
ที่ชื่อว่า มชฺชํ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความเมา การดื่มซึ่งมัชชะ (น้ำเมา) ชื่อว่า มชฺชปานํ. (เว้น) จากการดื่มน้ำเมานั้น. การสำรวมชื่อว่า สํยโม. ความไม่ประมาทชื่อว่า อปฺปมาโท.
บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ในกุศลธรรมทั้งหลาย.
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วแล. นี้คือการพรรณนาเฉพาะบท.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความ พึงทราบดังต่อไปนี้.
การไม่ยินดีของบุคคลผู้มีปกติเห็นโทษในบาป ด้วยใจนั้นแล ชื่อว่าการงด. การเว้นด้วยกายและด้วยวาจา ด้วยสามารถแห่งกรรมและทวาร ชื่อว่าวิรัติ.
ก็ชื่อว่าวิรัตินั้นมี ๓ อย่าง คือ สัมปัตตวิรัติ ๑ สมาทานวิรัติ ๑ สมุจเฉทวิรัติ ๑.
ในวิรัติทั้ง ๓ อย่างนี้ การงดเว้นของกุลบุตรจากวัตถุที่ประจวบเข้าเพราะอาศัยชาติ หรือสกุล หรือโคตรของตน โดยนัยว่า ข้อที่เราจะพึงฆ่าสัตว์ พึงถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ให้นี้ไม่ควร ชื่อว่าสัมปัตตวิรัติ. ส่วนว่ากุลบุตรไม่ประพฤติล่วงเกินสิกขาบทมีปาณาติบาตเป็นต้น จำเดิมแต่ความเป็นไปแห่งวิรัติ อันเป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งการสมาทานสิกขาบท ชื่อว่าสมาทานวิรัติ.
ภัยเวร ๕ ประการ ของพระอริยสาวกสงบระงับไป จำเดิมแต่ความเป็นไปแห่งวิรัติอันสัมปยุตด้วยอริยมรรค ชื่อว่าสมุจเฉทวิรัติ.
อกุศล ๔ อย่างนั้นใดกล่าวคือกรรมกิเลสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้พิสดารอย่างนี้ว่า
ดูก่อนคฤหบดีบุตร กรรมกิเลสคือปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจารและมุสาวาท ดังนี้ ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์รวบรวมไว้ด้วยคาถาอย่างนี้ว่า
บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญ (กรรมกิเลส ๔
ประการคือ) ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑
มุสาวาท ๑ การประพฤติผิดภรรยาผู้อื่น ๑ ดังนี้.
อกุศลทั้ง ๔ ประการ ชื่อว่า บาป.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๗๔
การงดเว้นจากบาปนั้น การงดและการเว้นทั้งหมดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณวิเศษนานาประการ มีการละเวรภัยอันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพเสียได้.
ก็ในข้อนี้พึงระลึกถึงพระสูตรทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนคฤหบดีบุตร พระอริยสาวกเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาตแล.
ก็ข้าพเจ้าจะได้กล่าวถึงการสำรวมจากการดื่มน้ำเมาต่อไป.
ก็คำว่า มชฺชปานา จ สํยโม นี้ เป็นชื่อแห่งการงดเว้นจากที่ตั้งแห่งความประมาท คือการดื่มซึ่งน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็เพราะเหตุที่บุคคลผู้ดื่มน้ำเมาเป็นปกติ ย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่รู้ธรรม ย่อมทำอันตรายแก่มารดา ทำอันตรายแก่บิดา ทำอันตรายแม้แก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระตถาคต ย่อมถูกติเตียนในปัจจุบัน เข้าถึงทุคติในสัมปรายภพ (และ) ถึงความเป็นบ้าในภพต่อๆ ไป. ส่วนการงดเว้นจากการดื่มน้ำเมา ย่อมบรรลุซึ่งการดับโทษเหล่านั้นเสียได้ และบรรลุความถึงพร้อมแห่งคุณ ซึ่งตรงกันข้ามกับโทษที่กล่าวแล้วนั้น. เพราะฉะนั้น การงดเว้นจากการดื่มน้ำเมานี้ พึงทราบว่าเป็นมงคล.
ชื่อว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไป
โดยเนื้อความ ความไม่อยู่ปราศจากสติในกุศลธรรมทั้งหลาย พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามกับความประมาท ที่ตรัสไว้ในคัมภีร์วิภังค์ว่า
การกระทำโดยไม่เคารพในการเจริญกุศลธรรมทั้งหลาย การกระทำไม่ติดต่อ การกระทำไม่มั่นคง ความประพฤติท้อแท้ การหมดความพอใจ การทอดธุระ การไม่ซ่องเสพ การไม่เจริญ การไม่กระทำให้มาก การไม่อธิษฐาน (ไม่ตั้งใจไว้) การไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกุศลธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า ความประมาท. ความประมาท คือกิริยาที่ประมาท สภาพที่เป็นผู้มัวเมา เห็นปานนี้ใด นี้เราเรียกว่าความประมาท ดังนี้.
ชื่อว่า ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย.
____________________________
อภิ.วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๖๓
ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลายนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุกุศลธรรมนานาประการ หรือเพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุอมตธรรม ในข้อนั้นพึงระลึกถึงคำสอนของพระศาสดามีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรานั้นไม่ประมาท มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสส่งไปอยู่อย่างนี้เป็นต้น และว่า ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตาย ดังนี้.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๑๙
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๒
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๓ ประการ คือ การงดเว้นจากบาป ๑ การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา ๑ ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย ๑ ด้วยคาถานี้ ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ความที่แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้วในมงคลนั้นๆ นั่นเองดังนี้แล.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า อารตี วิรตี เป็นต้น
คาถาที่ ๗ (มี ๕ มงคล)
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคาถานี้ว่า คารโว จ เป็นต้นดังต่อไปนี้.
ความเคารพ ชื่อว่า คารวะ.
ความประพฤติถ่อมตน ชื่อว่า นิวาตะ.
ความสันโดษ ชื่อว่า สันตุฏฐี
การรู้อุปการะที่ผู้อื่นทำแล้ว ชื่อว่า กตัญญุตา.
บทว่า กาเลน ได้แก่ โดยขณะ คือโดยสมัย.
การฟังธรรมชื่อว่า ธัมมัสสวนะ.
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแหละ. นี่คือการพรรณนาเฉพาะบท.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความ พึงทราบดังต่อไปนี้.
การกระทำความเคารพ การกระทำความหนักแน่น ความเป็นผู้มีคารวะตามสมควร ในพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า สาวกของพระตถาคตเจ้า อาจารย์ อุปัชฌาย์ มารดาบิดา พี่ชายพี่สาวเป็นต้น ที่ควรแก่การกระทำความเคารพ ชื่อว่า คารวะ เพราะคารวะนี้นั้น เป็นเหตุแห่งการไปสู่สุคติภพเป็นต้น
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ (ในจูฬกัมมวิภังคสูตร) ว่า
บุคคลกระทำความเคารพในบุคคลผู้ควรเคารพ ได้แก่นับถือคนที่ควรนับถือ บูชาคนที่ควรบูชา บุคคลเช่นนั้นเบื้องหน้าแต่การตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ด้วยกรรมนั้นอันเขาให้พรั่งพร้อมสมาทานแล้วอย่างนี้. ถ้าหากว่าเบื้องหน้าแต่การตายเพราะกายแตก เขาไม่เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถ้ามาสู่ความเป็นมนุษย์ จะอุบัติในที่ใดๆ ในภายหลัง ย่อมเป็นคนมีสกุลสูง ในที่นั้นๆ
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๕๙๓
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการเหล่านี้.
๗ ประการ อะไรบ้าง คือ มีความเคารพในพระศาสดาเป็นต้น
____________________________
องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๙
เพราะฉะนั้น ความเคารพ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นมงคล.
ความเป็นผู้อ่อนน้อม คือความเป็นผู้มีความประพฤติถ่อมตน ชื่อว่านิวาตะ ความประพฤติถ่อมตน. บุคคลประกอบด้วยความเป็นผู้ประพฤติถ่อมตนใด ถูกนำมานะออกแล้ว ถูกนำความกระด้างออกแล้ว เป็นผู้เสมอด้วยผ้าเช็ดเท้า เป็นผู้เสมอด้วยโคเขาขาด และเป็นผู้เสมอด้วยงูที่ถูกถอนเขี้ยวเสียแล้ว เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวานไพเราะและเสนาะโสต นี้ชื่อว่านิวาตะ.
นิวาตะนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการได้คุณมียศเป็นต้น ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลที่มีความประพฤติถ่อมตนเช่นนั้น เป็นผู้ไม่กระด้างแล้ว ย่อมได้ยศ ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๒๐๕
สันโดษ ๑๒
ความพอใจด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ชื่อว่า สันตุฏฐี ความสันโดษ.
ความสันโดษนั้นมี ๑๒ อย่าง คือ ในจีวรมี ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ. แม้ในบิณฑบาตเป็นต้นก็มีอย่างละ ๓ เหมือนกัน.
การพรรณนาประเภทแห่งสันโดษนั้นมีดังต่อไปนี้.
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้จีวรดีก็ตามไม่ดีก็ตาม เธอยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรนั้นนั่นแหละ ไม่ปรารถนาจีวรอื่น แม้เมื่อจะได้จีวรมาอีก ก็ไม่ยอมรับ นี้คือความยินดีตามมีตามได้ (ยถาลาภสันโดษ) ในจีวรของภิกษุนั้น. แต่ถ้าหากว่าภิกษุนั้นเป็นผู้อาพาธ เมื่อครองจีวรหนัก (กายย่อมน้อมลง) เธอย่อมลำบาก เธอก็เปลี่ยนจีวรนั้นกับภิกษุผู้เป็นสภาคกันเสีย แล้วยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรที่เบา. นี้จัดว่าสันโดษเหมือนกัน นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษ ในจีวรของภิกษุนั้น.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งเป็นผู้มีปกติได้ปัจจัยที่ประณีต ภิกษุรูปนั้นได้จีวรมีค่ามากผืนใดผืนหนึ่ง ในบรรดาปัจจัยทั้งหลายมีบาตรและจีวรเป็นต้น แล้วคิดว่า จีวรอันมีค่ามากนี้สมควรแก่พระเถระทั้งหลายผู้บวชมานาน หรือผู้เป็นพหูสูต ดังนี้แล้วจึงได้ถวายจีวรนั้นแก่พระเถระเหล่านั้น ตนเองถือเอาจีวรที่ไม่มีเจ้าของจากกองหยากเยื่อ หรือจากป่า หรือจากที่แห่งใดแห่งหนึ่งทำเป็นสังฆาฏิ แม้ทรงผ้านั้นไว้ก็จัดว่าเป็นผู้สันโดษแล. นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษ ในจีวรของภิกษุนั้น.
ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้บิณฑบาตจะเศร้าหมองก็ตาม ประณีตก็ตาม เธอยังอัตภาพให้เป็นด้วยบิณฑบาตนั้นนั่นเอง ไม่ต้องการบิณฑบาตอื่น แม้เมื่อจะได้ก็ไม่ยอมรับ. นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษ ในบิณฑบาตของภิกษุนี้.
แต่ถ้าหากว่าภิกษุเป็นผู้อาพาธฉันบิณฑบาตที่เลว ก็ถึงความป่วยหนัก ภิกษุนั้นก็ถวายบิณฑบาตแก่ภิกษุที่เป็นสภาคกัน แล้วฉันเนยใส นมส้ม น้ำผึ้งและนมสดเป็นต้นจากมือของภิกษุนั้น แล้วประพฤติสมณธรรมอยู่ ก็จัดว่าสันโดษอยู่นั่นเอง. นี้ชื่อว่ายถาพลสันโดษ ในบิณฑบาตของภิกษุนั้น.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้บิณฑบาตอันประณีต เธอคิดว่า บิณฑบาตนี้เหมาะสมสำหรับพระเถระทั้งหลายผู้บวชมานาน และแก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายเหล่าอื่นผู้เว้นจากบิณฑบาตอันประณีตแล้ว ไม่อาจจะให้อัตภาพเป็นไปได้ ดังนี้แล้วจึงถวายบิณฑบาตอันประณีตนั้นแก่พระเถระหรือภิกษุเหล่านั้นเสีย ตนเองเที่ยวบิณฑบาต แม้ฉันอาหารที่เจือกัน (ฉันรวมกันหลายๆ สิ่ง) ก็จัดว่าเป็นผู้สันโดษอยู่นั้นเอง. นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษ ในบิณฑบาตของภิกษุนี้.
ก็เสนาสนะถึงแก่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เธอก็พอใจด้วยเสนาสนะนั้นนั่นเอง ไม่รับเสนาสนะอื่นอีก ซึ่งมาถึงเข้าแม้จะดีกว่า. นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษ ในเสนาสนะของภิกษุนั้น.
ถ้าหากว่าเธออาพาธอยู่ในเสนาสนะที่ไม่มีลม ย่อมเดือดร้อนอย่างยิ่งด้วยโรคดีเป็นต้น เธอจึงถวายเสนาสนะแก่ภิกษุที่เป็นสภาคกัน อยู่ในเสนาสนะที่มีลมและหนาวเย็นซึ่งถึงเข้าแก่ภิกษุนั้น แม้ประพฤติสมณธรรมอยู่ ก็เป็นผู้สันโดษอยู่นั้นเอง. นี้ชื่อว่ายถาพลสันโดษ ในเสนาสนะของภิกษุนั้น.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งไม่ยอมรับเสนาสนะที่ดีแม้มาถึงเข้า คิดว่า เสนาสนะที่ดีเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมื่อภิกษุนั่งอยู่ในเสนาสนะที่ดีนั้นก็ย่อมก้าวลงสู่ถีนมิทธะได้ ก็เมื่อเธอถูกความหลับครอบงำ ตื่นขึ้นอยู่ กามวิตกทั้งหลายก็ฟุ้งขึ้น ภิกษุนั้นปฏิเสธเสนาสนะที่ดีนั้น แล้วอยู่ในเสนาะสนะแห่งใดแห่งหนึ่งมีที่โล่งแจ้ง โคนไม้และกองฟางเป็นต้น ก็จัดว่าเป็นผู้สันโดษอยู่นั่นเอง. นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษ ในเสนาสนะของภิกษุนั้น.
ก็ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ได้เภสัชจะเป็นลูกสมอ หรือมะขามป้อมก็ตาม ยังอัตภาพนั้นให้เป็นไปด้วยเภสัชนั้นนั่นเอง ไม่ปรารถนาแม้เนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นที่ภิกษุเหล่าอื่นได้มาแล้ว แม้จะได้มาก็ไม่ยอมรับ. นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษ ในคิลานปัจจัยของภิกษุนั้น.
ก็ถ้าภิกษุเป็นผู้อาพาธต้องการน้ำมัน (แต่) ได้น้ำอ้อยมา เธอให้น้ำอ้อยนั้นแก่ภิกษุที่เป็นสภาคกันแล้ว ทำยาด้วยน้ำมันจากมือแห่งภิกษุนั้น แม้ประพฤติสมณธรรมอยู่ ก็จัดว่าเป็นผู้สันโดษอยู่นั้นเอง. นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษ ในคิลานปัจจัยของภิกษุนี้.
ภิกษุอีกรูปหนึ่งวางชิ้นสมอที่ดองด้วยน้ำมูตรไว้ในภาชนะใบหนึ่งอันภิกษุอื่นพูดอยู่ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าหากว่าท่านต้องการ ท่านก็จงถือเอาของหวาน ๔ อย่างในภาชนะใบหนึ่ง ถ้าหากว่าพยาธิของภิกษุนั้นย่อมสงบได้ด้วยเภสัชอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาเภสัช ๒ อย่างเหล่านั้น ใช่แต่เท่านั้น สมอดองด้วยน้ำมูตรเน่า บัณฑิตทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้ว และภิกษุนี้ก็คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บรรพชาอาศัยยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เธอพึงทำความอุตสาหะในยาดองด้วยน้ำมูตรเน่านั้น (พึงฉัน) ตลอดชีวิต จึงห้ามเภสัชที่เป็นของหวานทั้ง ๔ เสีย แล้วทำยาด้วยสมอดองน้ำมูตรเน่า ก็จัดว่าเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งเทียว. นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษ ในคิลานปัจจัยของภิกษุนั้น.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๑๔๓
สันโดษนี้ทั้งหมดมีประเภทดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ ท่านเรียกว่า สันตุฏฐี.
สันตุฏฐีนั้น พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการละบาปธรรมทั้งหลายมีความปรารถนาเกินไป ความปรารถนาลามก ความอยากใหญ่เป็นต้น และการบรรลุคุณธรรม เพราะเป็นเหตุแห่งสุคติ เพราะเป็นเหตุแห่งการสั่งสมอริยมรรค และเพราะเป็นเหตุแห่งความเที่ยวไปสะดวกในทิศทั้ง ๔ เป็นต้น.
และท่านกล่าวไว้ว่า
ผู้ที่สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้
เป็นผู้เที่ยวไปสะดวกในทิศทั้ง ๔
และเป็นผู้ไม่คับแค้น ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๙๖ ขัคควิสาณสูตร. ขุ. จูฬ. เล่ม ๓๐/ข้อ ๖๘๙
การรู้อุปการคุณที่คนใดคนหนึ่งได้กระทำไว้ จะน้อยหรือมากก็ตาม โดยการระลึกถึงบ่อยๆ ชื่อว่ากตัญญุตา.
อีกอย่างหนึ่ง บุญทั้งหลายนั่นเอง ชื่อว่ามีอุปการะมากแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะป้องกันอันตรายจากทุกข์มีทุกข์ในนรกเป็นต้น เพราะการระลึกถึงอุปการะแม้แห่งบุญเหล่านั้น ก็พึงทราบว่ากตัญญุตา.
ความเป็นผู้กตัญญูนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ มีความเป็นผู้อันสัปบุรุษทั้งหลายพึงสรรเสริญเป็นต้น.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่หาได้ยากในโลกเหล่านี้มีอยู่ ๒ จำพวก.
๒ จำพวกอะไรบ้าง คือ ผู้ที่ทำอุปการะก่อน ๑ ผู้กตัญญูกตเวที ๑.
____________________________
องฺ. ทุก. เล่ม ๒๐/ข้อ ๓๖๔
ในกาลใด จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะ หรือถูกกามวิตกอย่างใดอย่างหนึ่ง มีกามวิตกเป็นต้นครอบงำ การฟังธรรมเพื่อบรรเทากามวิตกเป็นต้นนั้นในกาลนั้น ชื่อว่า กาเลน ธมฺมสฺสวนํ การฟังธรรมตามกาล. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การฟังธรรมทุกๆ วันที่ ๕ (แห่งสัปดาห์) ชื่อว่าฟังธรรมตามกาล อย่างที่ท่านพระอนุรุทธะผู้มีอายุกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ทุกวันที่ ๕ พวกข้าพระองค์พึงนั่งสนทนาธรรมกถากันตลอดคืนยังรุ่ง พระพุทธเจ้าข้า.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๖๔
อีกอย่างหนึ่ง ในกาลใด บุคคลเข้าไปหากัลยาณมิตรทั้งหลายแล้ว สามารถจะฟังธรรมที่จะบรรเทาความสงสัยของตนเสียได้ การฟังธรรมแม้ในกาลนั้น พึงทราบว่าการฟังธรรมตามกาล ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุเข้าไปหาท่านผู้รู้เหล่านั้นสอบถามปัญหา และย่อมแก้ปัญหาตามกาลอันสมควรดังนี้เป็นต้น.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๔๔
การฟังธรรมตามกาลนี้นั้น ชื่อว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้บรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ มีการละนิวรณ์ การเห็นอานิสงส์ ๔ ประการและการบรรลุการสิ้นอาสวะเป็นต้น.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด พระอริยสาวกตั้งใจมนสิการ น้อมเข้ามาในใจโดยประการทั้งปวง ตั้งใจฟัง ฟังธรรมอยู่ ในสมัยนั้น นิวรณ์ ๕ ประการย่อมไม่มีแก่เธอ.
และตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมหวังอานิสงส์ ๔ ประการแห่งธรรมทั้งหลายตามที่ตนได้ฟังมา แห่งธรรมทั้งหลายที่ตนแทงตลอดแล้ว ฯลฯ.
และว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการเหล่านี้อันภิกษุอบรมแล้วโดยชอบ ปฏิบัติตามโดยชอบตามกาล ย่อมให้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายโดยลำดับ.
๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ การฟังธรรมตามกาล ๑ ดังนี้เป็นต้น
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๔๙๕ องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๙๑
องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๔๖
ในพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๕ ประการ คือ
ความคารวะ ๑
ความถ่อมตน ๑
ความสันโดษ ๑
ความเป็นผู้กตัญญู ๑
การฟังธรรมตามกาล ๑
ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ความที่แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายให้แจ่มแจ้งแล้วในมงคลข้อนั้นๆ นั่นแล.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า คารโว จ นิวาโต เป็นต้น
คาถาที่ ๘ (มี ๔ มงคล)
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในมงคลข้อว่า ขนฺตี จ เป็นต้น ดังต่อไปนี้.
ความอดทน ชื่อว่า ขันติ.
การว่ากล่าวได้โดยง่าย เพราะความเป็นผู้ปกติรับด้วยมือขวา (เคารพ) มีอยู่ในบุคคลนี้ เพราะเหตุนี้ บุคคลนี้จึงชื่อว่า สุวโจ ผู้ว่าได้โดยง่าย.
กรรมของผู้ว่าง่ายนั้นชื่อว่า โสวจสฺส ภาวะแห่ง โสวจสฺส นั้นชื่อว่า โสวจสฺสตา ความเป็นผู้ว่าได้โดยง่าย.
นักบวชทั้งหลายที่ชื่อว่า สมณะ ก็เพราะสงบระงับกิเลสเสียได้.
การดู ชื่อว่า ทัสสนะ การสนทนาซึ่งพระธรรมชื่อว่า ธัมมสากัจฉา
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแล นี่คือการพรรณนาเฉพาะบท.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความพึงทราบดังต่อไปนี้.
อธิวาสนขันติ ชื่อว่า ขันติ ภิกษุประกอบแล้วด้วยขันติ ก็เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ราวกะว่าไม่ได้ยิน และราวกะว่าไม่ได้เห็น ในเมื่อบุคคลด่าอยู่ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ หรือเบียดเบียนอยู่ด้วยกรรมทั้งหลายมีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น เสมือนขันติวาทีดาบสฉะนั้น.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า สมณะเป็น
ผู้แสดงความอดทน ในอดีตสิ้นกาลนาน
(เพราะ) พระเจ้ากาสิกราช ได้รับสั่งให้ตัด
ซึ่งขันติวาทีดาบสนั้น ผู้ดำรงอยู่แล้วด้วย
ขันตินั้นแล ดังนี้.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๕๕๒
หรือว่าภิกษุย่อมมนสิการโดยความเป็นผู้กระทำว่าดี ราวกะท่านปุณณเถระผู้มีอายุ เพราะไม่ถือโทษยิ่งกว่านั้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
(พระปุณณเถระกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า)
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าหากว่าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตกะจักด่า จักบริภาษข้าพระองค์ไซร้ ในการด่าบริภาษนั้น ข้าพระองค์จักคิดอย่างนี้ว่า ดีหนอที่มนุษย์เมืองสุนาปรันตกะ ฯลฯ ดีทีเดียวหนอที่พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตกะเหล่านี้ไม่ใช้ฝ่ามือประหารข้าพระองค์ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๗๕๗ สํ. สฬา. เล่ม ๑๘/ข้อ ๑๑๕
และอธิวาสนขันติที่ภิกษุประกอบแล้ว เป็นผู้ที่แม้ฤาษีทั้งหลายพึงสรรเสริญ ดังที่สรภังคฤาษีกล่าวไว้ว่า
บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้ จะไม่เศร้าโศกในกาล
ไหนๆ ฤาษีทั้งหลายสรรเสริญการละความลบหลู่
ท่านทั้งหลายจงอดทนคำหยาบคายที่คนทั้งปวง
กล่าวแล้ว สัปบุรุษทั้งหลายกล่าวขันตินี้ว่า สูงสุด
ดังนี้.
____________________________
ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๒๔๕๘
ภิกษุเช่นนั้นแม้เทวดาทั้งหลายก็สรรเสริญ
ดังที่ท้าวสักกะจอมเทพตรัสไว้ว่า
ผู้ใดแล เป็นคนมีกำลัง อดกลั้นต่อ
คนผู้ทุรพลไว้ ความอดกลั้นของบุคคลนั้น
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า เป็นขันติอย่างยิ่ง
เพราะคนทุรพลต้องอดทนอยู่เป็นนิตย์.
____________________________
สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๗๕
ผู้ที่มีความอดทนแม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ตรัสสรรเสริญ
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ผู้ใดไม่โกรธไม่ประทุษร้าย ย่อมอดกลั้น
ต่อการฆ่าและการจองจำ เราเรียกผู้นั้นซึ่งมีขันติ
เป็นพลัง ผู้มีพลังเป็นเสนา ว่าเป็นพราหมณ์.
____________________________
ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๖
ก็ขันตินี้นั้น พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการได้รับคุณทั้งหลายที่ท่านกล่าวพรรณนาไว้ในที่นี้เหล่านี้ และคุณทั้งหลายเหล่าอื่น.
การไม่ถึงความฟุ้งซ่าน หรือความเป็นผู้นิ่ง หรือคิดถึงคุณและโทษในเมื่อตนถูกว่ากล่าวประกอบด้วยธรรม (แต่) ทำความเอื้อเฟื้อความเคารพและความอ่อนน้อมอย่างยิ่งแล้วกล่าวว่า ดีละ (ที่ท่านได้กรุณาว่ากล่าวตักเตือนข้าพเจ้า) ดังนี้ชื่อว่า โสวจสฺสตา ความเป็นผู้ว่าง่าย.
ความเป็นผู้ว่าง่ายนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ได้โอวาทและอนุศาสนีจากสำนักของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย และเพราะเป็นเหตุให้ได้ละโทษและบรรลุคุณ.
การเข้าไปหา การอุปัฏฐาก การระลึกถึง การฟังและการเห็นบรรพชิตทั้งหลายผู้มีกิเลสอันสงบแล้ว ผู้อบรมกายวาจาจิตและปัญญาแล้ว ผู้ประกอบด้วยความฝึกฝนและความสงบอย่างสูง ชื่อว่าการเห็นสมณะทั้งหลาย การเข้าไปหาทั้งหมดเป็นต้นนั้น ท่านกล่าวว่าทัสสนะ (การเห็น) เพราะไม่ได้แสดงสิ่งที่ต่ำช้า ข้อนี้พึงทราบว่าเป็นมงคล
เพราะเหตุไร เพราะมีอุปการะมาก
และพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้การเห็นว่ามีอุปการะมากแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ดังนี้เป็นอาทิ.
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๘๔
เพราะกุลบุตรที่ปรารถนาประโยชน์ เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ทรงศีลมาถึงประตูเรือน ถ้าหากว่าไทยธรรมมีอยู่ ก็พึงต้อนรับด้วยไทยธรรมตามกำลัง ถ้าหากว่าไทยธรรมไม่มี ก็พึงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เมื่อการไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์นั้น ไม่สำเร็จ (ไหว้ไม่สะดวก) ก็พึงประคองอัญชลีนมัสการ แม้เมื่อการประคองอัญชลีนมัสการนั้นไม่สำเร็จ ก็พึงนั่งมองด้วยจิตที่เลื่อมใสด้วยนัยน์ตาทั้งสองที่ประกอบด้วยความรัก เพราะว่าด้วยบุญที่มีการมองดูอย่างนี้เป็นมูลเหตุ โรคนัยน์ตาก็ดี โทษก็ดี ฝ้าก็ดี ไฝก็ดี ย่อมไม่มีตลอดพันชาติเป็นอเนก เขามีจักษุที่แจ่มใส ประกอบด้วยสิริ มีวรรณะ ๕ เช่นกับด้วยหน้าต่างแก้วมณีที่เปิดไว้ในวิมานแก้ว เป็นผู้มีปกติได้สมบัติทุกอย่าง ทั้งในเทวโลก ทั้งในมนุษยโลกประมาณสิ้นแสนกัป.
ข้อที่บุคคลมีปัญญาเกิดเป็นมนุษย์มีปัญญา จะพึงเสวยวิบากสมบัติเห็นปานนั้นด้วยคุณซึ่งเกิดจากการเห็นสมณะที่เป็นไปโดยชอบ นี้ไม่น่าอัศจรรย์ (แต่) ข้อที่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวสรรเสริญวิบากสมบัติแห่งการเห็นสมณะซึ่งเกิดจากเหตุ เพียงศรัทธาอย่างเดียวเท่านั้น แม้ของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลายอย่างนี้ว่า
นกฮูกชื่อว่าโกสิยะนี้มีนัยน์ตากลม
อยู่ที่ภูเขาเวทิยกะมานาน มีความสุขหนอ
ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เสด็จลุก
ขึ้นตามกาล
นกฮูกนั้นทำใจให้เลื่อมใสในเรา
(ตถาคต) ในภิกษุสงฆ์ผู้เลิศ จะไม่ไปสู่
ทุคติสิ้นแสนกัป
เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว อันกุศลกรรม
ตักเตือนแล้ว จักเป็นพระพุทธเจ้าปรากฏพระ
นามว่าโสมนัส ผู้มีพระญาณอันไม่สิ้นสุด ดังนี้
(จึงเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์)
ชื่อว่า การสนทนาธรรมตามกาล (กาเลน ธมฺมสากจฺฉา) ข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไป.
ในเวลาพลบค่ำ หรือในเวลาใกล้รุ่ง ภิกษุนักพระสูตร ๒ รูปสนทนาพระสูตรกัน นักวินัย ๒ รูปสนทนาพระวินัยกัน นักอภิธรรม ๒ รูปสนทนาอภิธรรมกัน พระภิกษุผู้กล่าวชาดก ๒ รูปสนทนาชาดกกัน พระภิกษุผู้เรียนอรรถกถา ๒ รูปสนทนาอรรถกถากัน หรือว่าภิกษุทั้งหลายย่อมสนทนากันในกาลนั้นๆ เพื่อชำระจิตที่หดหู่ ฟุ้งซ่านและสงสัยเป็นไปในเบื้องหน้า.
การสนทนาธรรมตามกาลนั้น ท่านเรียกว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งคุณทั้งหลายมีความเป็นผู้ฉลาดในอาคม (ปริยัติ) เป็นต้น.
ด้วยพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๔ มงคล คือ ขันติ ๑ โสวจัสสตา ๑ การเห็นสมณะทั้งหลาย ๑ การสนทนาธรรมตามกาล ๑ ดังพรรณนามาฉะนี้ และความที่ธรรมเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าก็ได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้วในมงคลนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้แล.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งคาถานี้ว่า ขนฺตี จ เป็นต้น
คาถาที่ ๙ (มี ๔ มงคล)
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคาถามีบทว่า ตโป จ เป็นต้นดังต่อไปนี้
ธรรมที่ชื่อว่า ตบะ เพราะอรรถว่าแผดเผาบาปธรรมทั้งหลาย. ความประพฤติที่ประเสริฐ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า พรหมจรรย์.
อีกอย่างหนึ่ง ความประพฤติของพรหมทั้งหลาย ชื่อว่า พรหมจรรย์ มีคำอธิบายว่า ความประพฤติอย่างประเสริฐ.
การเห็นอริยสัจทั้งหลาย ชื่อว่า อริยสจฺจานทสฺสนํ.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อริยสจฺจานิ ทสฺสนํ ดังนี้ก็มี ข้อนี้ไม่ดี.
ที่ชื่อว่า นิพพาน เพราะออกจากกิเลสเครื่องร้อยรัดที่ชื่อว่า วานะ.
การทำให้แจ้ง ชื่อว่า สจฺฉิกิริยา.
การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ชื่อ นิพฺพานสจฺฉิกิริยา.
คำที่เหลือมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั้นแล นี่คือการพรรณนาเฉพาะบท.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความ ผู้ศึกษาพึงทราบดังต่อไปนี้.
การสำรวมอินทรีย์โดยแผดเผาอกุศลธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาและโทมนัสเป็นต้น หรือความเพียรอันแผดเผาความเกียจคร้าน ชื่อว่าตปะ. เพราะว่าบุคคลที่ประกอบด้วยตปะนั้น ท่านเรียกว่า อาตาปี ผู้มีตบะ หรือผู้มีความเพียรเป็นเครื่องแผดเผาบาป.
ตบะนี้นั้น พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ละอภิชฌาเป็นต้นเสียได้ และเป็นเหตุให้ได้ฌานเป็นต้น.
ชื่อว่า พรหมจรรย์ เป็นชื่อแห่งเมถุนวิรัติ, สมณธรรม, ศาสนาและมรรค.
จริงอย่างนั้น เมถุนวิรัติในธรรมทั้งหลายมีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า บุคคลละความประพฤติที่ไม่ประเสริฐ เป็นผู้มีปกติประพฤติประเสริฐ ดังนี้ ท่านเรียกว่าพรหมจรรย์.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๓๓ ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๓ ที. สี. เล่ม ๙/ข้อ ๑๐๓
สมณธรรมทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนอาวุโส เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้. ท่านก็เรียกว่าพรหมจรรย์.
ศาสนาในธรรมทั้งหลายมีคำเป็นอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป เราจักยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่พรหมจรรย์ของเรานี้ จักไม่บริบูรณ์ ไม่แพร่หลาย กว้างขวาง มีคนรู้จักมาก ดังนี้. ท่านก็เรียกว่าพรหมจรรย์.
มรรคในคำทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ อัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐนี้เท่านั้นแล เป็นตัวพรหมจรรย์ คือสัมมาทิฏฐิ ดังนี้. ท่านก็เรียกว่าพรหมจรรย์.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๒๙๖
ที. มหา. เล่ม ๑๐/ข้อ ๑๐๒ สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๑๓๒ ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๓๐
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๓๐
แต่ในพระสูตรนี้ คำทั้งปวงที่เหลือก็ใช้ได้ เพราะยึดถือเอามรรคเป็นเบื้องหน้าในการเห็นอริยสัจ ก็พรหมจรรย์นี้นั้นพึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณวิเศษ มีประการต่างๆ สูงๆ ขึ้นไป.
การเห็นมรรคด้วยสามารถแห่งการบรรลุอริยสัจ ๔ มีเนื้อความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในกุมารปัญหา ชื่อว่า อริยสัจจานทัสสนะ การเห็นอริยสัจนั้นท่านกล่าวว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้ท่านพ้นจากทุกข์ในสังสารเสียได้.
ชื่อว่า การกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ข้าพเจ้าจักได้กล่าวต่อไป.
ในมงคลสูตรนี้ คำว่า อรหัตผล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ไว้ว่านิพพาน เพราะว่าอรหัตผลนั้น เรียกว่านิพพาน เพราะออกจากตัณหาที่เรียกว่าวานะ เพราะร้อยรัดคติ ๕ ไว้. การบรรลุหรือการพิจารณาพระนิพพานนั้น ท่านเรียกว่า สัจฉิกิริยา การกระทำให้แจ้ง แต่การกระทำให้แจ้งพระนิพพานนอกนี้สำเร็จได้ก็ด้วยการเห็นอริยสัจเท่านั้น เพราะเหตุนั้น พระนิพพานนี้จึงไม่ได้ประสงค์เอาในมงคลนี้ การกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานนี้ พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะเป็นเหตุให้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ดังพรรณนามาฉะนี้.
ด้วยพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๔ ประการคือ ตบะ ๑ พรหมจริยา ๑ การเห็นอริยสัจ ๑ การทำนิพพานให้แจ้ง ๑ ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ความที่ธรรมเหล่านั้นเป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้วในมงคลนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้แล.
จบการพรรณนาเนื้อความแห่งคาถานี้ว่า ตโป จ เป็นต้น
คาถาที่ ๑๐ (มี ๔ มงคล)
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในมงคลข้อว่า ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ เป็นต้นนี้ ดังต่อไปนี้.
บทว่า ผุฏฺฐสฺส ได้แก่ สัมผัส คือถูกต้อง ได้แก่ถึงพร้อม.
ธรรมทั้งหลายในโลก ชื่อว่าโลกธรรม. มีคำอธิบายว่า โลกยังเป็นไปอยู่ตราบใด ธรรมทั้งหลายก็ไม่หมุนกลับตราบนั้น.
มโน คือ มานัส ชื่อว่าจิต.
บทว่า ยสฺส ได้แก่ พระนวกะ หรือพระมัชฌิมะ หรือพระเถระ.
บทว่า น กมฺปติ ได้แก่ ไม่หวั่น ไม่สะเทือน.
บทว่า อโสกํ ได้แก่ ไม่เศร้าโศก คือถอนลูกศรคือความโศกเสียได้.
บทว่า วิรชํ ได้แก่ ผู้ปราศจากราคะ คือผู้กำจัดราคะได้แล้ว.
บทว่า เขมํ ได้แก่ ไม่มีภัย คือไร้อุปัทวะ.
คำที่เหลือมีนัยดังข้าพเจ้ากล่าวแล้วแล นี้เป็นการพรรณนาเฉพาะบทก่อน.
ส่วนการพรรณนาเนื้อความ พึงทราบดังต่อไปนี้.
จิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้งหลายถูกต้องแล้วก็ไม่หวั่นไหว คือจิตของผู้ใดอันโลกธรรมทั้ง ๘ มีลาภเป็นต้นถูกต้องแล้ว คือครอบงำแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว ได้แก่ไม่คลอนแคลน ไม่สะเทือน จิตนั้นของบุคคลนั้นอันใครๆ ไม่พึงให้หวั่นไหวได้ เพราะนำโลกุตรมรรคมาให้.
ถามว่า ก็จิตของใครถูกโลกธรรมเหล่านี้ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหว.
ตอบว่า จิตของพระอรหันตขีณาสพย่อมไม่หวั่นไหว หาใช่จิตของใครอื่นไม่.
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ภูเขาศิลาแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหว
เพราะลมฉันใด รูป รส เสียง กลิ่น สัมผัส
รวมทั้งธรรมที่น่าปรารถนา และธรรมที่ไม่
น่าปรารถนา หาได้ทำจิตซึ่งตั้งมั่นหลุดพ้น
แล้วของท่านผู้คงที่ให้หวั่นไหวไม่ ทั้งท่าน
ย่อมเห็นความสิ้นไปแห่งสภาวธรรมเหล่า
นั้นด้วย ดังนี้.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๔ องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๒๖.
จิตของพระขีณาสพเท่านั้น ชื่อว่า อโสกํ ไม่เศร้าโศก.
จริงอยู่ จิตของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าไม่เศร้าโศก เพราะไม่มีความโศกที่ท่านเรียกกันโดยนัยว่า ความโศก ความเศร้าโศก ความเป็นผู้เศร้าโศก ความเศร้าโศกในภายใน ความแห้งเกรียมในภายใน ความที่ใจเผาไหม้ ดังนี้เป็นต้น.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๒๖๘
อาจารย์บางพวกเรียกจิตที่ไม่เศร้าโศกนี้ว่า พระนิพพาน.
จิตที่ไม่เศร้าโศกนั้น ท่านไม่ต่อกับบทก่อน (จิตที่ถูกโลกธรรม) เหมือนอย่างว่า คำว่าจิตไม่เศร้าโศกเป็นจิตของพระขีณาสพฉันใด แม้คำว่าจิตที่ปราศจากธุลี จิตเกษมก็เป็นจิตของพระขีณาสพเหมือนกันฉันนั้น ด้วยว่าจิตของพระขีณาสพนั้นชื่อว่าปราศจากธุลี เพราะเป็นจิตที่ปราศจากธุลี คือราคะโทสะและโมหะ และชื่อว่าเกษม เพราะเป็นจิตที่ปลอดจากโยคะทั้งสี่ เพราะจิตของพระขีณาสพนี้แม้จะมี ๓ อย่าง (อโสกํ วิรชํ เขมํ) ด้วยสามารถที่ท่านถือเอาในปวัตติขณะนั้นๆ แสดงไว้โดยอาการนั้นๆ ก็พึงทราบว่าเป็นมงคล เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้ยอดเยี่ยมในโลกมีความที่ขันธ์ไม่เป็นไปอีกเป็นต้น (ไม่ต้องเกิดอีก) และนำมาซึ่งความเป็น อาหุเนยยบุคคล เป็นต้น.
ด้วยพระคาถานี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๔ ประการ ความที่จิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ อย่าง ๑ จิตไม่เศร้าโศก ๑ จิตปราศจากธุลี ๑ จิตเกษม ๑ ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ความที่แห่งธรรมเหล่านี้เป็นมงคล ข้าพเจ้าได้อธิบายไว้ชัดเจนแล้วในมงคลข้อนั้นๆ นั่นแหละดังนี้แล
จบการพรรณนาเนื้อความ แห่งคาถาที่ว่า ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ เป็นต้นนี้
คาถาที่ ๑๑
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสมงคล ๓๘ ประการด้วยพระคาถา ๑๐ พระคาถาว่า อเสวนา จ พาลานํ ดังนี้เป็นต้นดังพรรณนามาฉะนี้. บัดนี้ เมื่อจะทรงชมเชยมงคลที่พระองค์ตรัสไว้เหล่านี้แล จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายนี้ว่า เอตาทิสานิ กตฺวาน ดังนี้เป็นต้น.
การพรรณนาเนื้อความแห่งพระคาถาสุดท้ายนั้น มีดังต่อไปนี้.
คำว่า เอตาทิสานิ ความว่า มงคลทั้งหลายมีการไม่เสพพวกคนพาลเป็นต้นเช่นนี้เหล่านี้ คือที่มีประการอันเรากล่าวแล้ว.
บทว่า กตฺวาน ได้แก่ กระทำแล้ว. จริงอยู่ บท ๓ บท คือ กตฺวาน กตฺวา กริตฺวา โดยเนื้อความก็ไม่ใช่อื่น (ถือเป็นอันเดียวกัน)
บทว่า สพฺพตฺถมปราชิตา ความว่า เป็นผู้แม้อันศัตรูอย่างหนึ่งในบรรดาศัตรู ๔ ประเภทอันต่างโดยขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร และเทวปุตตมาร จะให้พ่ายแพ้ไม่ได้. อธิบายว่า ทำมารทั้ง ๔ ประเภทเหล่านั้นให้พ่ายแพ้เสียเอง.
ก็ ม อักษรในคำว่า สพฺพตฺถมปราชิตา นี้ พึงทราบว่าเป็นการเชื่อมบท (บทสนธิ).
บาทคาถาว่า สพฺพตฺถ โสตถึ คจฺฉนฺติ ความว่า บุคคลกระทำตามมงคลเหล่านี้แล้ว เป็นผู้ที่มารทั้ง ๔ ให้แพ้ไม่ได้ ย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง คือในโลกนี้และโลกหน้า และในสถานที่ทั้งหลายมีทางเดินจงกรมเป็นต้น.
มีคำอธิบายว่า อาสวะ การเข่นฆ่าและความเร่าร้อนเหล่าใด จะพึงเกิดขึ้นจากการคบคนพาลเป็นต้น ชนทั้งหลายเหล่านั้นย่อมถึงความสวัสดี เพราะไม่มีอาสวะ การเข่นฆ่าและความเร่าร้อนเหล่านั้น ถือว่าเป็นผู้ไม่มีอุปัทวะ ไม่มีอุปสรรค มีความเกษม ไม่มีภัย ย่อมถึงความสวัสดีได้.
ก็อนุนาสิก (นิคคหิต) ในคำว่า สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ นี้ พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลง ด้วยบาทพระคาถานี้ว่า ตนฺเตสํ มงฺคลมุตฺตมํ.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลงอย่างไร?
ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เทศนาจบลงโดยพุทธประสงค์อย่างนี้ว่า
ดูก่อนเทวบุตร ก็เพราะชนเหล่าใดกระทำตามมงคลเหล่านี้อย่างนี้ ชนเหล่านั้นย่อมถึงความสวัสดีในที่ทั้งปวง ฉะนั้น ท่านจงถือเอามงคลทั้ง ๓๘ ประการมีการไม่เสพพวกคนพาลเป็นต้นนั้น เป็นมงคลอย่างสูงสุด ได้แก่ประเสริฐที่สุด คือเลิศสำหรับชนทั้งหลายเหล่านั้นผู้กระทำตามมงคลเหล่านี้นี้.
ก็ในที่สุดแห่งพระเทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้จบลงแล้วอย่างนี้ เทวดาประมาณแสนโกฏิบรรลุพระอรหัต. ผู้ที่บรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี นับไม่ถ้วน.
ต่อจากนั้นในวันที่ ๒ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระอานนทเถระมาแล้วตรัสว่า
ดูก่อนอานนท์ เมื่อคืนนี้เทวดาองค์หนึ่งเข้ามาหาเราแล้วถามมงคลปัญหา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงได้กล่าวมงคล ๓๘ ประการแก่เทวดานั้น.
ดูก่อนอานนท์ เธอจงเรียนมงคลนี้ ครั้นเรียนมงคลปริยายนี้แล้วจงบอกภิกษุทั้งหลาย.
พระเถระเรียนเอาแล้ว จึงได้บอกภิกษุทั้งหลาย มงคลสูตรนี้นั้นอาจารย์นำสืบๆ กันมา ย่อมเป็นมาได้จนถึงทุกวันนี้ พรหมจรรย์นี้พึงทราบว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกาศดีแล้ว จนกระทั่งบริบูรณ์ แพร่หลาย กว้างขวาง มีคนรู้กันมากและเป็นปึกแผ่นด้วยประการฉะนี้.
สรุปมงคล ๓๘
บัดนี้ เพื่อความฉลาดในการอบรมญาณในมงคลเหล่านี้นั่นแหละ จึงมีโยชนา (วาจาประกอบการอธิบายความให้เชื่อมกัน) จำเดิมแต่ต้นดังต่อไปนี้.
สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ผู้ใคร่ต่อความสุขในโลกนี้ โลกหน้าและโลกุตรสุข ละการเสพคนพาล อาศัยบัณฑิตทั้งหลาย บูชาซึ่งบุคคลทั้งหลายที่ควรบูชา อันการอยู่ในประเทศอันสมควร และการเป็นผู้มีบุญอันกระทำแล้วในปางก่อนตักเตือนอยู่ในการสั่งสมกุศล จึงตั้งตนไว้ชอบ มีอัตภาพอันประดับแล้วด้วยพาหุสัจจะ ศิลปะ และวินัย กล่าวอยู่ซึ่งวาจาสุภาษิตอันสมควรแก่วินัย
ตนยังไม่ละความเป็นคฤหัสถ์ตราบใด ก็ชำระหนี้เก่าโดยการเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ตราบนั้น ประกอบหนี้ใหม่ด้วยการสงเคราะห์บุตรและภรรยาอยู่ บรรลุถึงความสำเร็จแห่งสมบัติ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้นด้วยความเป็นผู้มีการงานไม่อากูล
ถือเอาสาระแห่งโภคะด้วยการให้ทานและสาระแห่งชีวิตด้วยการประพฤติธรรม กระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนของตนด้วยการสงเคราะห์ญาติ และกระทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนอื่นด้วยการประกอบการงานที่ปราศจากโทษ เว้นการเบียดเบียนคนอื่นด้วยการงดจากบาป และการเบียดเบียนตนด้วยการสำรวมจากการดื่มน้ำเมา เจริญธรรมฝ่ายกุศลทั้งหลายด้วยความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
สละเพศคฤหัสถ์ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในกุศลธรรมที่ตนเจริญแล้ว แม้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นบรรพชิต ก็ยินดีความถึงพร้อมด้วยวัตร ด้วยความเคารพและความอ่อนน้อมในทักขิเณยยบุคคลทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า พุทธสาวก อุปัชฌาย์และอาจารย์เป็นต้น. สละความคิดในปัจจัยด้วยความสันโดษ ดำรงอยู่ในสัปปุริสภูมิด้วยความกตัญญู ละจิตที่ท้อแท้เสียได้ด้วยการฟังธรรม ครอบงำอันตรายทั้งปวงเสียได้ด้วยความอดทน ทำตนให้มีที่พึ่งด้วยการเป็นผู้ว่าง่าย เห็นอยู่ซึ่งการประกอบความเพียรในการปฏิบัติด้วยการเห็นสมณะ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยเสียได้ด้วยการสนทนาธรรม
ทำศีลวิสุทธิให้บริบูรณ์ด้วยการสำรวมอินทรีย์และตบะ ทำจิตตวิสุทธิ์ให้บริบูรณ์ด้วยพรหมจรรย์คือสมณธรรม ทำวิสุทธิอีก ๔ อย่างที่เหลือจากนั้นให้บริบูรณ์ (ทิฏฐิ, กังขา, มัคคา, ปฏิปทา) บรรลุญาณทัสสนวิสุทธิอันเป็นปริยายแห่งอริยสัจจทัสสนะด้วยปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) นี้ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน กล่าวคืออรหัตผลซึ่งครั้นทำให้แจ้งแล้วก็เป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ดุจภูเขาสิเนรุไม่หวั่นไหว เพราะลมและฝนฉะนั้น จึงเป็นบุคคลที่ไม่เศร้าโศก มีจิตปราศจากธุลี มีจิตเกษม ก็บุคคลเหล่าใดเป็นผู้มีจิตเกษม บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวงและย่อมถึงความสวัสดีในที่ทุกสถาน.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
เอตาทิสานิ กตฺวาน สพฺพตฺถมปราชิตา สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ ตนฺเตสํ มงคลมุตฺตมํ. เหล่าชน ครั้นกระทำการมงคลทั้ง ๓๘ ประการเหล่านี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ในที่ทั้งปวง ย่อมถึงความสวัสดีในที่ ทุกสถาน การถึงความสวัสดีนั้นเป็นมงคลอย่างสูงสุดของ ชนเหล่านั้น.
จบการพรรณนามงคลสูตร แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถโชติกา --------------------