This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๖

本册其他条目

ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑. ปิฐวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๒. ปิฐวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๓. ปิฐวิมานที่ ๓ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๔. ปิฐวิมานที่ ๔ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๕. กุญชรวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๖. นาวาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๗. นาวาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๘. นาวาวิมานที่ ๓ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๙. ปทีปวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๐. ติลทักขิณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๕. อุตตราวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๖. สิริมาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรคที่ ๑ ๑๗. เปสการิยวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑. ทาสีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๒. ลขุมาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๓. อาจามทายิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๔. จัณฑาลิวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๕. ภัททิตถิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๖. โสณทินนาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๗. อุโบสถวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๘. สุนิททาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๙. สุทินนาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑๐. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑๑. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๑. อุฬารวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๒. อุจฉุวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๓. ปัลลังกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๔. ลตาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๕. คุตติลวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๖. ทัททัลลวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๗. เสสวดีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๘. มัลลิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๙. วิสาลักขิวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๑๐. ปาริฉัตตกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑. มัญชิฏฐกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๒. ปภัสสรวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๓. นาควิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๔. อโลมวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๕. กัญชกทายิกาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๖. วิหารวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๗. จตุริตถีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๘. อัมพวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๙. ปีตวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑๐. อุจฉุวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑๑. วันทนวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑๒. รัชชุมาลาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๒. เรวดีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๓. ฉัตตมาณวกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๔. กักกฏรสทายกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๕. ทวารปาลกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๖. กรณียวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๗. กรณียวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๘. สูจิวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๙. สูจิวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๐. นาควิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๑. นาควิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๒. นาควิมานที่ ๓ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๓. จูฬรถวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑๔. มหารถวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๑. อาคาริยวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๒. อาคาริยวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๓. ผลทายกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๔. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๕. อุปัสสยทายกวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๖. ภิกขาทายกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๗. ยวปาลกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๘. กุณฑลีวิมานที่ ๑ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๙. กุณฑลีวิมานที่ ๒ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๑๐. อุตตรวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๑. จิตตลดาวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๒. นันทนวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๓. มณิถูณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๔. สุวรรณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๕. อัมพวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๖. โคปาลวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๗. กัณฐกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๘. อเนกวัณณวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๑๐. เสริสสกวิมานขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรคที่ ๗ ๑๑. สุนิกขิตตวิมานขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑. เขตตูปมาเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๒. สูกรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๓. ปูตีมุขเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๗. สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๘. โคณเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๙. มหาเปสการเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑๐. ขลาตยเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑๑. นาคเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ ปฐมวรรค ๑๒. อุรคเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑. สังสารโมจกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๓. มัตตาเปติวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๔. นันทาเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๕. มัฏฐกุณฑลิเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๖. กัณหเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๗. ธนปาลเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๙. อังกุรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๑. สุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๓. อุพพรีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๓. รถการีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๔. ภุสเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๕. กุมารเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๖. เสรินีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๘. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๒ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๒. เสริสสกเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๓. นันทิกาเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๔. เรวดีเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๕. อุจฉุเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๖. กุมารเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๗. ราชปุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๘. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๑ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๙. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๒ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๐. คณเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๑. ปาฏลีปุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๒. อัมพวนเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๔. โภคสังหรเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในเอกกนิบาต วรรคที่ ๑ขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๑. สุภูติเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๒. มหาโกฏฐิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๓. กังขาเรวตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๔. ปุณณมันตานีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๕. ทัพพเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๖. สีตวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๗. ภัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๘. วีรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ปฐมวรรค ๑๐. ปุณณมาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๑. จูฬวัจจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๒. มหาวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๓. วนวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๔. วนวัจฉสามเณรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๕. กุณฑธานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๖. เพลัฏฐสีสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๗. ทาสกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๘. สิงคาลปิตาเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๙. กุฬเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ทุติยวรรค ๑๐. อชิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๑. นิโครธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๒. จิตตกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๓. โคสาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๔. สุคันธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๕. นันทิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๖. อภัยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๗. โลมสกังคิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๘. ชัมพุคามิกปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๙. หาริตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต ตติยวรรค ๑๐. อุตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๑. คหุรตีริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๒. สุปปิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๓. โสปากเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๔. โปสิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๕. สามัญญกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๖. กุมาปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๗. กุมาปุตตเถรสหายกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๘. ควัมปติเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๙. ติสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต จตุตถวรรค ๑๐. วัฑฒมานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑. สิริวัฑฒเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๒. ขทิรวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๓. สุมังคลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๔. สานุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๕. รมนียวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๖. สมิทธิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๗. อุชชยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๘. สัญชยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๙. รามเณยยกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑๐. วิมลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑. โคธิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๒. สุพาหุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๓. วัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๔. อุตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๕. อัญชนาวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๖. กุฏิวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๗. กุฏิวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๘. รมณียกุฏิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๙. โกสัลลวิหารีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑๐. สีวลีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๑. วัปปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๒. วัชชีปุตตกเถรถาคาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๓. ปักขเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๔. วิมลโกณฑัญญเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๕. อุกเขปกฏวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๖. เมฆิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๗. เอกธรรมสวนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๘. เอกุทนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๙. ฉันนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๗ ๑๐. ปุณณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๑. วัจฉปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๒. อาตุมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๓. มาณวเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๔. สุยามนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๕. สุสารทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๖. ปิยัญชหเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๗. หัตถาโรหปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๘. เมณฑสิรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๙. รักขิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๘ ๑๐. อุคคเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๑. สมิติคุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๒. กัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๓. สีหเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๔. นีตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๕. สุนาคเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๖. นาคิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๗. ปวิฏฐเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๘. อัชชุนคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๙. เทวสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๙ ๑๐. สามิทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๑. ปริปุณณกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๒. วิชยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๓. เอรกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๔. เมตตชิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๕. จักขุปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๖. ขัณฑสุมนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๗. ติสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๘. อภัยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๙. อุตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๑๐. เทวสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๑. เพลัฏฐกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๒. เสตุจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๓. พันธุรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๔. ขิตกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๕. มลิตวัมภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๖. สุเหมันตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๗. ธรรมสังวรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๘. ธรรมสฏปิตุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๙. สังฆรักขิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๑๐. อุสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๑. เชนตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๒. วัจฉโคตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๓. วนวัจฉเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๔. อธิมุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๕. มหานามเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๖. ปาราปริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๗. ยสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๘. กิมพิลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๙. วัชชีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๑๐. อิสิทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑. อุตตรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๓. วัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๔. คังคาตีริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๕. อชินเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๖. เมฬชินเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๗. ราธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๘. สุราธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๙. โคตมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑๐. วสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๑. มหาจุนทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๒. โชติทาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๓. เหรัญญิกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๔. โสมมิตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๕. สัพพมิตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๖. มหากาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๗. ติสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๘. กิมพิลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๙. นันทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ ๑๐. สิริมาเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๑. อุตตรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๒. ภัททชิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๓. โสภิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๔. วัลลิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๕. วีตโสกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๖. ปุณณมาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๗. นันทกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๘. ภารตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๙. ภารทวาชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๑๐. กัณหทินนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑. มิคสิรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๒. สิวกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๓. อุปวาณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๔. อิสิทินนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๕. สัมพหุลกัจจานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๖. ขิตณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๗. โสณโปฏิริยปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๘. นิสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๙. อุสภเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑๐. กัปปฏกุรเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑. กุมารกัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๒. ธรรมปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๓. พรหมาลิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๔. โมฆราชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๕. วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๖. จูฬกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๗. อนูปมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๘. วัชชิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๙. สันธิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑. อังคณิกภารทวาชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๒. ปัจจยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๓. พากุลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๔. ธนิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๕. มาตังคปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๖. ขุชชโสภิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๗. วารณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๘. ปัสสิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๙. ยโสชเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๐. สาฏิมัตติยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๑. อุบาลีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๒. อุตตรปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๓. อภิภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๔. โคตมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๕. หาริตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติกนิบาต ๑๖. วิมลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑. นาคสมาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๒. ภคุเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๓. สภิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๔. นันทกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๕. ชัมพุกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๖. เสนกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๗. สัมภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๘. ราหุลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๙. จันทนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑๐. ธรรมิกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑๑. สัปปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑๒. มุทิตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑. ราชทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๒. สุภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๓. คิริมานันทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๔. สมุนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๕. วัฑฒเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๖. นทีกัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๗. คยากัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๘. วักกลิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๙. วิชิตเสนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๐. ยสทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๑. โสณกุฏิกัณณเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑๒. โกสิยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑. อุรุเวลกัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๒. เตกิจฉกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๓. มหานาคเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๔. กุลลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๖. สัปปทาสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๗. กาติยานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๘. มิคชาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๙. เชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๐. สุมนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๒. พรหมทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๓. สิริมัณฑเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑๔. สัพพกามเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๑. สุนทรสมุททเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๒. ลกุณฏกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๓. ภัททเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๔. โสปากเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต ๕. สรภังเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๑. มหากัจจายนเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๒. สิริมิตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๓. มหาปันถกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา นวกนิบาต ๑. ภูตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๑. กาฬุทายีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๒. เอกวิหาริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๓. มหากัปปินเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๔. จูฬปันถกเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๕. กัปปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๖. อุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ๗. โคตมเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. สังกิจจเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต ๑. สีลวเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทวาทสกนิบาต ๒. สุนีตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา เตรสกนิบาต ๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จุททสกนิบาต ๑. เรวตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จุททสกนิบาต ๒. โคทัตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา โสฬสกนิบาต ๑. อัญญโกณฑัญญเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา โสฬสกนิบาต ๒. อุทายีเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๒. ปาราสริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๓. เตลุกานิเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๔. รัฏฐปาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๖. เสลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๗. ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๘. องคุลิมาลเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๙. อนุรุทธเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา วีสตินิบาต ๑๐. ปาราสริยเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ๑. ปุสสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ๒. สารีปุตตเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ติงสนิบาต ๓. อานันทเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา จัตตาฬีสนิบาต ๑. มหากัสสปเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญญาสนิบาต ๑. ตาลปุฏเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. วังคีสเถรคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑. เถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๒. มุตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๓. ปุณณาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๔. ดิสสาเถรีขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๕. อัญญตราดิสสาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๖. ธีราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๗. อัญญตราธีราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๘. มิตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๙. ภัทราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๐. อุปสมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๑. มุตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๒. ธรรมทินนาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๓. วิสาขาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๔. สุมนาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๕. อุตตราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๖. สุมนวุฐฒปัพพชิตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๗. ธรรมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกกนิบาต ๑๘. สังฆาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๑. นันทาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๒. ชันตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๓. อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๕. จิตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๖. เมตติกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๗. มิตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๘. อภยมาตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๙. อภยเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทุกนิบาต ๑๐. สามาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๑. อัญญตรสามาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๒. อุตตมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๓. อัญญตราอุตตมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๔. ทันถิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๕. อุพพิริเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๖. สุกกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๗. เสลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติกนิบาต ๘. โสมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา จตุกกนิบาต ๑. ภัททกาปิลานีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๒. วิมลปุรณคณิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๓. สีหาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๔. นันทาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๕. นันทุตตราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๖. มิตตกาลีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๗. สกุลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๘. โสณาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๙. ภัททากุณฑลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ๑๒. จันทาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๒. วาสิฏฐีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๓. เขมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๔. สุชาตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๕. อโนปมาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๖. มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๗. คุตตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต ๘. วิชยาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา สัตตกนิบาต ๑. อุตตราเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา สัตตกนิบาต ๒. จาลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา สัตตกนิบาต ๓. อุปจาลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา อัฏฐกนิบาต ๑. สีสุปจาลาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา นวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. กีสาโคตมีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ทวาทสกนิบาต ๑. อุบลวัณณาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา โสฬสกนิบาต ๑. ปุณณิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๑. อัมพปาลีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๒. โรหิณีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๓. จาปาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๔. สุนทรีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ติงสนิบาต ๑. สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต ๑. อิสิทาสีเถรีคาถาขุททกนิกาย เถรีคาถา มหานิบาต ๑. สุเมธาเถรีคาถา

经典

ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุ

อรรถกถาแปลไทย

131 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒

เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงพระปรารภกัณณมุณฑเปรต ตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า โสณฺณโสปานผลกา ดังนี้.

ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ในกิมิลนคร ยังมีอุบาสกคนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน มีฉันทะร่วมกันกับอุบาสก ๕๐๐ คนเป็นผู้ขวนขวายในบุญกรรมมีการปลูกดอกไม้ สร้างสะพานและสร้างที่จงกรมเป็นต้นอยู่ สร้างวิหารถวายพระสงฆ์ ได้ไปวิหารตามกาลเวลาพร้อมกับอุบาสกเหล่านั้น.

ฝ่ายภริยาของอุบาสกเหล่านั้นเป็นอุบาสิกามีความพร้อมเพรียงกันและกัน ต่างถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ไปยังวิหารตามกาลเวลา ไปพักผ่อนในสภาอันเป็นที่รื่นรมย์เป็นต้น ในระหว่างทาง.

ภายหลังวันหนึ่ง นักเลงหญิง ๒-๓ คนนั่งประชุมกันที่สภาแห่งหนึ่ง เมื่ออุบาสิกาเหล่านั้นพากันไปพักผ่อนในที่นั้น เห็นรูปสมบัติของอุบาสิกาเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์ รู้ว่า อุบาสิกาเหล่านั้นถึงพร้อมด้วยศีล อาจารและคุณธรรม จึงสนทนากันว่า ใครสามารถจะทำลายศีลของอุบาสิกาแม้คนหนึ่ง ในบรรดาอุบาสิกาเหล่านั้นได้.

ในนักเลงเหล่านั้น นักเลงคนหนึ่งกล่าวว่า เราสามารถ. นักเลงเหล่านั้นได้ทำความเสนียดจัญไรว่า พวกเราจะทำกรรมอันเป็นเสนียดจัญไร ด้วยค่าจ้าง ๑,๐๐๐. เมื่อท่านทำได้ เราจะให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แก่ท่าน เมื่อท่านทำไม่ได้ ท่านพึงให้ทรัพย์แก่เรา.

เขาพยายามด้วยอุบายเป็นอเนก เมื่ออุบาสิกาเหล่านั้นมายังสภา จึงดีดพิณ ๗ สายมีเสียงเปล่งออกไพเราะเพราะพริ้ง ขับเพลงขับอันประกอบด้วยกามคุณ มีเสียงไพเราะทีเดียว ให้หญิงคนหนึ่งในบรรดาอุบาสิกาเหล่านั้นถึงศีลวิบัติด้วยเสียงเพลงขับ กระทำการล่วงเกิน ให้นักเลงเหล่านั้นพ่ายแพ้ไปด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐.

นักเลงเหล่านั้นพ่ายแพ้ไปด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจึงบอกแก่สามีของนาง.

สามีถามนางว่า บุรุษเหล่านั้นได้กล่าวโดยประการที่เธอเป็นอย่างนี้หรือ?

นางปฏิเสธว่า ฉันไม่รู้เรื่องเช่นนี้ เมื่อสามีไม่เชื่อ จึงแสดงสุนัขที่อยู่ใกล้ ได้ทำการสบถว่า ถ้าฉันทำกรรมชั่วเช่นนั้นไซร้ ขอสุนัขดำตัวหูขาดนี้จงกัดฉัน ซึ่งเกิดในภพนั้นๆ เถิด.

ฝ่ายหญิง ๕๐๐ คนรู้ว่าหญิงนั้นประพฤตินอกใจ ถูกสามีท้วงว่า หญิงนี้ทำกรรมชั่วเช่นนี้หรือว่าไม่ได้ทำ จึงกล่าวมุสาว่า พวกเราไม่รู้กรรมเห็นปานนี้ จึงได้ทำสบถว่า ถ้าพวกฉันรู้ ขอให้พวกดิฉันพึงเป็นทาสหญิงของหญิงนั้นแหละทุกๆ ภพไปเถิด.

ลำดับนั้น หญิงผู้ประพฤตินอกใจนั้นมีหทัยถูกความเดือดร้อนนั้นนั่นแลแผดเผาจึงซูบซีดไป ไม่นานนักก็ตายไปบังเกิดเป็นเวมานิกเปรตอยู่ที่ริมฝั่งสระกัณณมุณฑะแห่งหนึ่ง บรรดาสระใหญ่ ๗ สระ ที่ขุนเขาหิมวันต์. และรอบๆ วิมานของนาง ได้บังเกิดสระโบกขรณีขึ้นสระหนึ่ง อันประกอบด้วยการเสวยวิบากแห่งกรรมของนาง.

ส่วนหญิง ๕๐๐ คนที่เหลือทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นนางทาสีของหญิงนั้นนั่นแล ด้วยอำนาจกรรมที่ทำสบถไว้.

นางเสวยทิพยสมบัติตลอดกลางวัน เพราะผลแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ในกาลก่อนนั้น พอถึงเที่ยงคืนก็ถูกพลังแห่งกรรมชั่วตักเตือน จึงลุกขึ้นจากที่นอน ไปยังฝั่งสระโบกขรณี.

สุนัขดำตัวหนึ่งประมาณเท่าลูกแพะ มีรูปร่างน่ากลัว หูขาด มีเขี้ยวโง้งยาวคมกริบ มีนัยน์ตาเสมือนกองถ่านไม้ตะเคียนที่ลุกโพลงดีแล้ว มีลิ้นเหมือนกลไกแห่งสายฟ้าที่แลบออกมาไม่ขาดระยะ มีเล็บโง้งคมกริบ มีขนน่าเกลียดยาวแข็ง มาจากสระกัณณมุณฑะนั้น แล้วทำนางผู้ไปในที่นั้นให้ล้มลงที่ภาคพื้น เป็นเสมือนถูกความหิวจัดครอบงำ ขู่ข่ม กัดกินให้เหลือเพียงร่างกระดูก แล้วคาบไปทิ้งที่สระโบกขรณีแล้วก็หายไป. พร้อมกับที่สุนัขทิ้งในสระโบกขรณีนั้นนั่นแหละ นางก็มีรูปเป็นปกติเดิมแล้วขึ้นสู่วิมาน นอนอยู่บนที่นอน.

ฝ่ายหญิงนอกนั้นเสวยทุกข์เป็นทาสของนางนั้นนั่นแล.

พวกหญิงที่อยู่ในที่นั้น ล่วงไป ๕๕๐ ปี ด้วยประการฉะนี้.

ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้นเว้นจากบุรุษเสีย อยู่เสวยทิพยสมบัติ เกิดความเบื่อหน่าย. ยังมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลออกจากสระกัณณมุณฑะ ในบรรดาสระใหญ่ ๗ สระนั้นออกทางช่องบรรพตแล้ว เข้าไปยังแม่น้ำคงคา.

ก็ในที่ใกล้แต่สถานที่อยู่ของหญิงเหล่านั้น ยังมีป่าไม้แถบหนึ่ง เป็นเช่นกับสวนอันงดงามประกอบไปด้วยต้นมะม่วง ต้นขนุนและน้ำเต้าเป็นต้นซึ่งมีผลเป็นทิพย์. หญิงเหล่านั้นคิดพร้อมกันอย่างนี้ว่า เอาเถอะ พวกเราจักทิ้งผลมะม่วงเหล่านี้ลงในแม่น้ำนี้. ผิไฉน ชายบางคนเห็นผลไม้นี้เข้าเพราะความโลภในผลไม้ จะพึงมาในที่นี้บ้าง พวกเราจักอภิรมย์กับชายนั้น.

หญิงเหล่านั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น.

ก็ผลมะม่วงที่หญิงเหล่านั้นพากันโยนลงไป บางผลดาบสเก็บได้. บางผลพรานไพรเก็บเอาไป บางผลกาแย่งเอาไป บางผลคล้องอยู่ที่ริมฝั่ง ส่วนผลหนึ่งลอยไปตามกระแสน้ำในแม่น้ำคงคา ถึงกรุงพาราณสีโดยลำดับ.

ก็สมัยนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงสรงสนานในแม่น้ำคงคาที่เขาล้อมไว้ด้วยตาข่ายโลหะ. ลำดับนั้น ผลไม้นั้นลอยไปตามกระแสแม่น้ำมาโดยลำดับ ติดอยู่ที่ตาข่ายโลหะ.

พวกราชบุรุษเห็นผลมะม่วงทิพย์ขนาดใหญ่ สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่นและรสนั้นเข้าจึงนำเข้าไปถวายแก่พระราชา.

พระราชาทรงหยิบเอาส่วนหนึ่งของผลมะม่วงนั้น เพื่อจะทดลอง จึงพระราชทานให้แก่เพชฌฆาตคนหนึ่งที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในเรือนจำกิน. เขาเคี้ยวกินผลไม้นั้นแล้วกล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ผลไม้เช่นนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเคี้ยวกินเลย ผลมะม่วงนี้ชะรอยว่าจะเป็นของทิพย์.

พระราชาได้พระราชทานอีกชิ้นหนึ่งแก่เพชฌฆาตนั้น. เพชฌฆาตเคี้ยวกินผลมะม่วงนั้นแล้ว ปราศจากหนังเหี่ยวและผมหงอก มีรูปร่างน่าพึงใจ ได้เป็นประหนึ่งตั้งอยู่ในวัยหนุ่ม.

พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้นทรงเกิดอัศจรรย์พระทัย ไม่เคยมี จึงเสวยผลมะม่วงนั้นบ้าง ได้รับความวิเศษในพระวรกาย จึงตรัสถามพวกมนุษย์ว่า ผลมะม่วงทิพย์เห็นปานนี้ มีอยู่ที่ไหน?

พวกมนุษย์กราบทูลอย่างนี้ ได้ยินว่า มีอยู่ที่ขุนเขาหิมพานต์ พระเจ้าข้า.

พระราชาตรัสว่า ก็ใครสามารถจะนำเอามะม่วงเหล่านั้นมาได้. พวกมนุษย์กราบทูลว่า พรานไพร ย่อมรู้พระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เรียกพวกพรานไพรมา จึงแจ้งเรื่องนั้นให้พวกพรานไพรทราบ ได้พระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะแก่พรานไพรผู้หนึ่งที่พวกพรานไพรเหล่านั้นสมมุติมอบถวายไปจึงส่งพรานไพรคนนั้นไป ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไป จงรีบนำเอาผลมะม่วงนั้นมาให้เรา.

พรานไพรนั้นได้ให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะนั้นแก่บุตรและภริยา ถือเอาเสบียง มุ่งหน้าไปสระกัณณมุณฑะ ตรงกันข้ามกับแม่น้ำคงคา ล่วงเลยถิ่นมนุษย์ไป พบดาบสองค์หนึ่งที่ประเทศประมาณ ๖๐ โยชน์ฝั่งในแต่สระกัณณมุณฑะ เดินไปตามทางที่ดาบสนั้นบอกให้ พบดาบสอีกองค์หนึ่งที่ประเทศประมาณ ๓๐ โยชน์ เดินไปตามทางที่ดาบสนั้นบอกให้ พบดาบสอีกองค์หนึ่งในที่ประมาณ ๑๕ โยชน์ จึงได้บอกเหตุที่ตนมาแก่ดาบสนั้น.

ดาบสพร่ำสอนเธอว่า ตั้งแต่นี้ไป เธอจะละแม่น้ำคงคาใหญ่สายนี้เสีย อาศัยแม่น้ำน้อยนี้ เดินทวนกระแสไป ถือเอาน้ำในราตรี ในคราวที่ท่านเห็นช่องบรรพตแล้ว พึงเข้าไป.

ก็แม่น้ำสายนี้ ในเวลากลางคืนจะไม่ไหล. เพราะฉะนั้น แม่น้ำนั้นจึงเหมาะแก่การไปของท่าน. โดยล่วงไป ๒-๓ โยชน์ ท่านก็จักเห็นผลมะม่วงเหล่านั้น. เขาได้ทำตามนั้นแล้ว พอพระอาทิตย์อุทัยขึ้น ได้ถึงสวนมะม่วงอันเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก เป็นภูมิภาคที่โชติช่วงไปด้วยข่ายแห่งรัศมีของรัตนะต่างๆ งดงามไปด้วยส่วนแห่งป่าที่มีผลมาก มีแมกไม้ มีสาขาปกคลุมเป็นดุจเพดาน หมู่วิหกนานาชนิดก็ส่งเสียงร่ำร้อง.

ลำดับนั้น พวกหญิงอมนุษย์เหล่านั้นเห็นพรานไพรนั้นเดินมาแต่ไกล จึงวิ่งเข้าไปด้วยหมายใจว่า คนนี้เป็นที่พึ่งของเรา คนนี้เป็นที่พึ่งของเรา.

ก็พรานไพรนั้นพอเห็นหญิงเหล่านั้นเข้าจึงตกใจกลัว ร้อง หนีไป เพราะตนไม่ได้ทำบุญกรรมอันเหมาะสมที่จะเสวยทิพยสมบัติในที่นั้น ร่วมกับหญิงเหล่านั้นได้ จึงไปถึงกรุงพาราณสี โดยลำดับแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา.

พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงเกิดความหวังเพื่อจะเห็นหญิงเหล่านั้น และเพื่อจะบริโภคผลมะม่วงทั้งหลาย จึงให้พวกอำมาตย์สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงผูกสอดกำธนู เหน็บพระขรรค์ โดยอ้างว่าจะไปล่าเนื้อ มีมนุษย์ ๒-๓ คนเป็นบริวาร เสด็จไปตามทางที่พรานไพรนั้นนั่นแหละชี้แนะให้ จึงพักพวกมนุษย์ไว้ในที่ระยะ ๒-๓ โยชน์ จึงพาเฉพาะพรานไพรไปโดยลำดับ ให้พรานไพรแม้นั้น กลับจากที่นั้น พอพระอาทิตย์อุทัย ก็เสด็จเข้าถึงสวนมะม่วง.

ลำดับนั้น พวกหญิงเหล่านั้นเห็นเทพบุตรนั้น เหมือนเกิดในภพใหม่ จึงต้อนรับ รู้ว่าเขาเป็นพระราชา จึงเกิดความรักและความนับถือมาก ให้อาบน้ำโดยเคารพ ให้ประดับตกแต่งด้วยดี ด้วยผ้า เครื่องอลังการ ดอกไม้ ของหอมและเครื่องลูบไล้ยกขึ้นสู่วิมาน ให้บริโภคโภชนะอันเป็นทิพย์ มีรสเลิศต่างๆ แล้วได้เข้าไปนั่งใกล้เขาตามสมควรแก่ความปรารถนา.

ครั้นล่วงไป ๑๕๐ ปี พระราชาเสด็จลุกขึ้นในเพลาเที่ยงคืน ประทับนั่งทอดพระเนตรเห็นนางเปรตผู้ประพฤติล่วงเกินนั้น กำลังเดินไปยังฝั่งสระโบกขรณี มีความประสงค์จะทดลองดู จึงตามไป ด้วยคิดว่า เพราะเหตุไรหนอ หญิงนี้จึงไปในเวลานี้.

ลำดับนั้น พระราชาเห็นนางผู้ไปในที่นั้น กำลังถูกสุนัขกัด เมื่อไม่รู้ว่านี่อะไรกันหนอ จึงทดลองดู ๒-๓ วัน จึงคิดว่า สุนัขนี้ชะรอยจะเป็นศัตรูแก่หญิงนี้ จึงพุ่งหลาวอันลับดีแล้ว ปลงเสียจากชีวิต และโบยหญิงนั้นแล้วให้ลงยังสระโบกขรณี เห็นรูปที่ตนได้เห็นครั้งก่อนแล้ว จึงตรัสถามประวัติของนางนั้นด้วยคาถา ๑๒ คาถาว่า :-

สระโบกขรณีนี้มีน้ำใสสะอาด มีบันไดทองคำลาดด้วยทรายทองโดยรอบ ในสระนั้นมีกลิ่นหอมฟุ้งน่ารื่นรมย์ใจ ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้นานาชนิด มีกลิ่นต่างๆ หอมตลบไปด้วยลมรำเพยพัดดารดาษด้วยบัวต่างๆ เกลื่อนกล่นด้วยบัวขาว มีกลิ่นหอมเจริญใจ อันลมรำเพยพัดฟุ้งขจร เสียงระงมไปด้วยหงษ์และนกกระเรียน นกจักพรากมาร่ำร้องไพเราะจับใจ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกต่างๆ ส่งเสียงร้องอื้ออึง มีหมู่รุกขชาติอันมีดอกและผลนานาพรรณ ไม่มีเมืองใดในมนุษย์เหมือนเมืองของท่านนี้เลย

ปราสาทเป็นอันมากของท่านล้วนแล้วด้วยทองคำและเงิน รุ่งเรืองงามสง่าไปทั่วทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ นางทาสี ๕๐๐ คนคอยบำเรอท่าน ประดับด้วยกำไลทองคำ นุ่งห่มผ้าขลิบทองคำ บัลลังก์ของท่านมีมาก ซึ่งสำเร็จด้วยทองคำและเงิน ปูลาดด้วยหนังชะมดและผ้าโกเชาว์ อันบุคคลจัดแจงไว้แล้ว ท่านจะเข้านอนบนบัลลังก์ใด ก็สำเร็จดังความปรารถนาทุกอย่าง

เมื่อถึงเที่ยงคืน ท่านลุกจากบัลลังก์นั้นลงไปสู่สวนใกล้สระโบกขรณี ยืนอยู่ที่ฝั่งสระนั้นอันมีหญ้าเขียวอ่อนงดงาม ลำดับนั้น สุนัขหูด้วนก็ขึ้นมาจากสระนั้นกัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน เมื่อใดท่านถูกสุนัขกัดกินแล้วเหลือแต่กระดูก เมื่อนั้นท่านจึงลงสู่สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับเป็นเหมือนเดิม ภายหลังจากเวลาลงสระโบกขรณี ท่านกลับมีอวัยวะน้อยใหญ่เต็มบริบูรณ์งดงาม ดูน่ารัก นุ่งห่มแล้วมาสู่สำนักของเรา

ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสณฺณโสปานผลกา แปลว่า แผ่นกระดานบันไดล้วนแล้วด้วยทองคำ.

บทว่า โสวณฺณวาลุกสนฺถตา แปลว่า ลาดด้วยทรายทองคำโดยรอบ.

บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสระโบกขรณีนั้น.

บทว่า โสคนฺธิยา แปลว่า มีกลิ่นหอม.

บทว่า วคฺคู แปลว่า ดีน่าชอบใจ.

บทว่า สุจิคนฺธา แปลว่า มีกลิ่นเป็นที่ฟูใจ.

บทว่า นานาคนฺธสเมริตา ได้แก่ มีกลิ่นน่ารื่นรมย์ใจ หอมตลบไปด้วยลมรำเพยพัด.

บทว่า นานาปทุมสญฺฉนฺนา ได้แก่ พื้นน้ำดาดาษไปด้วยบัวต่างๆ ชนิด.

บทว่า ปุณฺฑรีกสโมตฺตา ได้แก่ เกลื่อนกล่นไปด้วยบัวขาว.

บทว่า สุรภึ สมฺปวายนฺติ ความว่า มีกลิ่นหอมน่าเจริญใจ ถูกลมรำเพยพัดฟุ้งขจร. อธิบายว่า สระโบกขรณี.

บทว่า หํสโกญฺจาภิรุทา แปลว่า เสียงระงมไปด้วยหงส์และนกกระเรียน.

บทว่า นานาทิชคณา กิณฺณา แปลว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนกต่างๆ.

บทว่า นานาสรคณายุตา แปลว่า ประกอบไปด้วยหมู่นกต่างๆ ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจอยู่อึงมี่.

บทว่า นานาผลธรา ความว่า มีรุกขชาติอันทรงดอกออกผลอยู่ทุกฤดูกาล.

บทว่า นานาปุปฺผธรา วนา ความว่า ได้แก่ป่าที่มีหมู่ไม้ให้เผล็ดดอกน่ารื่นรมย์ใจนานาชนิด.

จริงอยู่ บทว่า วนา ท่านกล่าวด้วยลิงควิปัลลาส.

บทว่า น มนุสฺเสสุ อีทิสํ นครํ ความว่า ในมนุษยโลกไม่มีนครใดที่จะเสมอเหมือนนครของท่านนี้. อธิบายว่า หาไม่ได้ในมนุษยโลก.

บทว่า รูปิยามยา แปลว่า ล้วนแล้วด้วยเงิน.

บทว่า ททฺทลฺลมานา แปลว่า รุ่งโรจน์อย่างยิ่ง.

บทว่า อาเภนฺติ แปลว่า ย่อมงดงาม.

บทว่า สมนฺตา จตุโร ทิสา ความว่า ตลอดทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ

บทว่า ยา เตมา ตัดเป็น ยา เต อิมา.

บทว่า ปริจาริกา ได้แก่ หญิงผู้ทำการขวนขวาย.

บทว่า ตา ได้แก่ หญิงผู้บำเรอ.

บทว่า กมฺพุกายูรธรา แปลว่า ประดับด้วยกำไลทองคำ.

บทว่า กญฺจนาเวฬภูสิตา ได้แก่ มีผมและมือประดับด้วยดอกไม้กรองทอง.

บทว่า กทลิมิคสญฺฉนฺนา แปลว่า ลาดด้วยหนังชะมด.

บทว่า สชฺชา แปลว่า อันบุคคลจัดแจงแล้ว คือเหมาะสมที่จะนอน.

บทว่า โคณกสนฺถตา แปลว่า ลาดด้วยผ้าโกเชาว์มีขนยาว.

บทว่า ยตฺถ คือ ในบัลลังก์ใด.

บทว่า วาสูปคตา แปลว่า เข้าไปยังที่อยู่. อธิบายว่า นอน.

บทว่า สมฺปตฺตายฑฺฒรตฺตาย แปลว่า เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน.

บทว่า ตโต แปลว่า จากบัลลังก์.

บทว่า โปกฺขรญฺญา คือ ใกล้สระโบกขรณี.

บทว่า หริเต แปลว่า หญ้าเขียวอ่อน.

บทว่า สทฺทเล แปลว่า ดารดาษไปด้วยหญ้าอ่อน.

บทว่า สุเภ แปลว่างดงาม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุเภ เป็นคำร้องเรียกนางเปรต.

มีวาจาประกอบความว่า ดูก่อนนางผู้งดงาม เจ้าจงไปยืนอยู่ที่ริมสระโบกขรณีนั้น บนหญ้าอันเขียวสดโดยรอบ.

บทว่า กณฺณมุณฺโฑ แปลว่า มีหูขาด คือมีหูด้วน.

บทว่า ขายิตา อาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้อันสุนัขหูขาดกัดแล้ว.

บทว่า อฏฺฐิสงฺขลิกา กตา แปลว่า กัดให้เหลือเพียงร่างกระดูก.

บทว่า ยถา ปุเร ได้แก่ เหมือนในกาลก่อนแต่เวลาที่สุนัขจะกัด.

บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังจากลงสู่สระโบกขรณี.

บทว่า องฺคปจฺจงฺคี แปลว่า มีสรรพางค์กายครบถ้วน.

บทว่า สุจารุ แปลว่า น่ารื่นรมย์ใจด้วยดี.

บทว่า ปิยทสฺสนา แปลว่า น่าชม.

บทว่า อายาสิ แปลว่า ย่อมมา.

นางเปรตนั้นถูกพระราชาตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะกล่าวประวัติของตนตั้งแต่ต้นแด่พระราชานั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถาว่า :-

มีคฤหบดีคนหนึ่งเป็นอุบาสกมีศรัทธา อยู่ในเมืองกิมิละ หม่อมฉันเป็นภริยาของอุบาสกนั้น ประพฤตินอกใจเขา เมื่อหม่อมฉันประพฤตินอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึงคิดว่า การที่เธอประพฤตินอกใจฉันนั้น เป็นการไม่เหมาะ ไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าวมุสาวาทสบถอย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ถ้าฉันประพฤตินอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจไซร้ ขอให้สุนัขหูด้วนตัวนี้กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด

วิบากแห่งกรรมอันลามก คือการประพฤตินอกใจสามี และมุสาวาททั้ง ๒ อันหม่อมฉันได้เสวยแล้วตลอด ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันชั่วนั้น สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อมฉัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมิลายํ ได้แก่ ในพระนครมีชื่ออย่างนั้น.

มีวาจาประกอบความว่า บทว่า อติจารินี ความว่า จริงอยู่ ภริยาท่านเรียกว่ามีความประพฤตินอกใจ เพราะประพฤตินอกใจสามี เมื่อดิฉันประพฤตินอกใจ สามีหม่อมฉันนั้นจึงได้กล่าวคำนี้กะหม่อมฉัน.

บทว่า เนตํ ฉนฺนํ เป็นต้น เป็นการแสดงอาการที่สามีกล่าวแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตํ ฉนฺนํ ความว่า การประพฤตินอกใจนั้นเป็นการไม่สมควร.

บทว่า น ปติรูปํ เป็นไวพจน์ของบทว่า เนตํ ฉนฺนํ นั้นนั่นเอง.

บทว่า ยํ เป็นกิริยาปรามาส.

บทว่า อติจราสิ แปลว่าประพฤตินอกใจ. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. อธิบายว่า การที่ท่านประพฤตินอกใจเรานั้น เป็นการไม่เหมาะไม่ควร.

บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายแรง.

บทว่า สปถํ แปลว่า คำสาป.

บทว่า ภาสิสํ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว.

บทว่า สจาหํ ตัดเป็น เสจ อหํ.

บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ แปลว่าท่าน.

บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ กรรมอันลามก คือกรรมแห่งบุคคลผู้ทุศีลนั้น.

บทว่า มุสาวาทสฺส จ ได้แก่ พูดมุสาวาทว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่าน.

บทว่า อุภยํ ได้แก่ วิบากของกรรมทั้ง ๒.

บทว่า อนุภูตํ ความว่า ที่หม่อมฉันเสวยอยู่.

บทว่า ยโต จากกรรมชั่วใด.

ก็แลนางเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะระบุอุปการะที่พระราชาทำแก่ตน

จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์มีอุปการะแก่หม่อมฉันมาก พระองค์เสด็จมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันพ้นดีแล้วจากสุนัขหูด้วน ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์จงเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์ รื่นรมย์อยู่กับหม่อมฉันเถิด.

นางเปรตเรียกพระราชาด้วยคำว่า เทว ในคาถานั้น.

บทว่า กณฺณมุณฺฑสฺส ได้แก่ สุนัขหูด้วน.

จริงอยู่ คำว่า กณฺณมุณฺฑสฺส นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ.

ลำดับนั้น พระราชาทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายด้วยการอยู่ในที่นั้น จึงประกาศอัธยาศัยในการเสด็จไป.

นางเปรตได้ฟังดังนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระราชา เมื่อจะวอนพระราชาให้ประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเอง จึงกล่าวคาถาว่า ตาหํ เทว นมสฺสามิ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์.

พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปพระนครโดยส่วนเดียวเทียว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของพระองค์อีก จึงได้กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-

กามสุขอันเป็นทิพย์ เราได้เสวยแล้ว และรื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูก่อนนางผู้ประกอบด้วยความงดงาม เราขออ้อนวอนต่อท่าน ขอท่านจงรีบนำฉันกลับไปเสียเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ.

บทว่า สุภเค แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความงดงาม.

บทว่า ปฏินยาหิ มํ แปลว่า ขอเธอจงนำฉันกลับไปยังพระนครของฉันเถิด.

คำที่เหลือในบททั้งปวง ปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น.

ลำดับนั้น นางเวมานิกเปรตนั้น ครั้นสดับพระดำรัสของพระราชาแล้ว เมื่อจะอดกลั้นความพลัดพรากจากกันมิได้ มีหัวใจว้าวุ่น เพราะอาดูรด้วยความเศร้าโศก มีร่างกายสั่นหวั่นไหว ถึงจะอ้อนวอนด้วยอุบายมีประการต่างๆ เมื่อไม่อาจจะให้พระราชาประทับอยู่ในที่นั้นได้ จึงนำพระราชาพร้อมด้วยรัตนะอันควรแก่ค่ามากเป็นจำนวนมากไปยังพระนคร ให้เสด็จขึ้นสู่ปราสาท คร่ำครวญรำพันแล้ว จึงไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม.

ฝ่ายพระราชา ครั้นเห็นดังนั้นแล้วจึงเกิดความสลดพระทัย บำเพ็ญบุญกรรมมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถีโดยลำดับ.

วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปยังบรรพต เห็นหญิงนั้นพร้อมด้วยบริวาร จึงถามถึงกรรมที่นางทำไว้. นางเล่าเรื่องทั้งหมดนั้นตั้งแต่ต้นแก่พระเถระ.

พระเถระแสดงธรรมแก่หญิงเหล่านั้น.

พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว.

มหาชนได้ความสลดใจ งดจากความชั่ว บำเพ็ญบุญกรรมมีทานเป็นต้นได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนี้แล. จบอรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑๒. กรรณมุณฑเปตวัตถุ 注释 · 第26册