This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释34 行1 个版本

อรรถกถาคังคาตีริยเถรคาถา

คาถาของท่านพระคังคาตีริยเถระ เริ่มต้นว่า ติณฺณํ เม ตาลปตฺตานํ.

เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?

ได้ยินมาว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้วเป็นผู้มีความเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระศาสนา ได้ถวายน้ำดื่มแด่ภิกษุสงฆ์.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของคฤหบดีคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่าทัตตะ.

เขาเจริญวัยแล้วอยู่ครอบครองเรือน ไม่รู้จักความเป็นอคมนียัฏฐาน จึงทำการล่วงละเมิด. ต่อมารู้จักความเป็นอคมนียัฏฐานแล้ว จึงเกิดความสลดใจ บวชแล้ว รังเกียจกรรมนั้น ดำรงตนตามลูขปฏิปทา (ปฏิบัติอย่างเศร้าหมอง) ถือบังสุกุลจีวรและบาตรดินมีลักษณะคล้ายหม้อรดน้ำศพ กระทำกุฎีด้วยใบตาล ๓ ใบอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้สมญานามว่า คังคาตีริยะ.

ท่านอธิษฐานจิตว่า เรายังไม่ได้บรรลุพระอรหัต จะไม่สนทนากับใครๆ แล้วเป็นผู้นิ่งอยู่ตลอดปีแรก ไม่ยอมทำวจีเภท (ไม่ยอมพูดจา) เลย อยู่แล้ว.

ในปีที่สอง ถูกหญิงคนหนึ่งในโคจรคาม ประสงค์จะทดลองว่า เป็นใบ้หรือเปล่า จึงเมื่อจะเทน้ำนมลงในบาตร แกล้งทำเป็นมือพิการเทราดลงไป เผลอเปล่งวาจาออกไปว่า พอละน้องหญิง. แต่ในปีที่ ๓ เพียรพยายามอยู่บรรลุพระอรหัตแล้วในระหว่างพรรษาทีเดียว.

สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ในภิกษุสงฆ์ผู้ยอดเยี่ยมของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ จึงได้ตักน้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม ในเวลาที่เราจะต้องการน้ำ จะเป็นยอดภูเขา ยอดไม้ ในอากาศ หรือพื้นดิน น้ำย่อมเกิดแก่เราทันที.

ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๘๗

ก็พระเถระครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลด้วยมุขคือการชี้แจงข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นของตน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า

เราทำกระท่อมด้วยใบตาล ๓ ใบ ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา

บาตรของเราเหมือนดังหม้อสำหรับรดน้ำศพและจีวร

ของเราเป็นดังผ้าคลุกฝุ่น ในระหว่าง ๒ พรรษา เรา

พูดเพียงคำเดียว ในภายในพรรษาที่ ๓ เราทำลาย

กองความมืด คืออวิชชาได้แล้ว ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณฺณํ เม ตาลปตฺตานํ คงฺคาตีเร กุฏี กตา ความว่า เราสร้างกุฏีไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อป้องกันฝนด้วยใบตาล ๓ ใบ ซึ่งหล่นลงมาจากต้นตาล.

พระเถระแสดงความสันโดษด้วยเสนาสนะของตน ด้วยบทนั้น.

สมจริงดังคำเป็นคาถาที่พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า

สำหรับภิกษุผู้มีความเพียร นั่งขัดสมาธิ ไม่

คุกเข่า เป็นการเพียงพอที่จะอยู่ได้สบาย.

ปาฐะว่า ตาลปตฺตีนํปิ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้น.

บทว่า ฉวสิตฺโตว เม ปตฺโต ความว่า บาตรของเราเหมือนดังหม้อสำหรับตักน้ำรดศพ. อธิบายว่า คล้ายหม้อน้ำสำหรับรดน้ำนมให้คนตาย.

บทว่า ปํสุกูลญฺจ จีวรํ ความว่า และจีวรของเราก็เป็นดังผ้าคลุกฝุ่นที่ทำด้วยเศษผ้า (ผ้าขี้ริ้ว) ที่เขาทิ้งแล้วในที่ทั้งหลายมีระหว่างทางและป่าช้าเป็นต้น

พระเถระแสดงความสันโดษด้วยบริขาร ด้วยบททั้งสอง.

บทว่า ทวินฺนํ อนฺตรวสฺสานํ ความว่า ในระหว่างพรรษาทั้งสอง คือในปีที่บรรลุพระอรหัต นับแต่บวชแล้ว.

บทว่า เอกา วาจา เม ภาสิตา ความว่า เราพูดเพียงคำเดียว คือกล่าวห้ามการถวายน้ำนมว่า พอละน้องหญิงเท่านั้น. การเปล่งคำพูดอย่างอื่น มิได้มีเลยในพรรษานั้น พระเถระแสดงการสำรวมกายวาจา อย่างอุกฤษฏ์ด้วยบทนั้น.

บทว่า ตติเย อนฺตรวสฺสมฺหิ ความว่า ในระหว่างปีที่ ๓ ได้แก่ ยังไม่ทันครบปีที่ ๓ นั่นเอง.

บทว่า ตโมขนฺโธ ปทาลิโต ความว่า กองแห่งความมืดอันเราทำลายแล้วด้วยมรรคอันเลิศ. อธิบายว่า กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน คืออวิชชาอันเราตัดขาดแล้ว.

ด้วยบทว่า ตโมขนฺโธ ปทาลิโต นั้น พระเถระกล่าวถึงการละกิเลสทั้งปวงได้โดยไม่เหลือ เพราะตั้งอยู่เป็นอันเดียวกันกับอวิชชานั้น.

จบอรรถกถาคังคาตีริยเถรคาถา -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร