This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释575 行1 个版本

อรรถกถาสาริปุตตเถรคาถาที่ ๒

บาลีเป็นสารีปุตตเถรคาถา.

คาถาของท่านพระสาริปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยถาจารี ยถาสโต ดังนี้.

ก็เรื่องของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระนั้น บัณฑิตพึงทราบอย่างนี้แล.

ในอดีตกาล ในที่สุดแห่งอสงไขยกำไรแสนกัป แต่กัปนี้ไป ท่านพระสารีบุตรบังเกิดแล้วในตระกูลพราหมณ์มหาศาล โดยมีชื่อว่าสรทมาณพ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะบังเกิดแล้วในตระกูลคฤหบดีมหาศาล โดยมีชื่อว่าสิริวัฑฒกุมฎุพี. คนทั้งสองนั้นได้เป็นสหายร่วมเล่นฝุ่นด้วยกัน.

ในบรรดาคน ๒ คนนั้น สรทมาณพพอบิดาล่วงลับดับชีพแล้ว ก็ครอบครองทรัพย์สมบัติอันเป็นของมีประจำตระกูล วันหนึ่งไปในที่ลับคนคิดว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์เหล่านี้ย่อมมีความตายเป็นที่สุดอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราควรเข้าไปบวชแสวงหาโมกขธรรมเถิด ดังนี้แล้วจึงเข้าไปหาสหาย กล่าวว่า เพื่อนเอ๋ย! เรามีความประสงค์จะบวช, ท่านเล่า! จักสามารถเพื่อจะบวชได้ไหม. เมื่อเพื่อนตอบว่า เราไม่สามารถจะบวชได้ จึงกล่าวว่า ก็ตามใจเถอะ เราจักบวชคนเดียวก็ได้ ดังนี้แล้วจึงให้คนใช้เปิดประตูเรือนคลังสำหรับเก็บรัตนะออกมา ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น แล้วไปยังเชิงบรรพต บวชเป็นฤาษี.

บรรดาบุตรพราหมณ์ประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนได้พากันออกบวชตามสรทมาณพนั้นแล้ว. สรทมาณพนั้นทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็บอกการบริกรรมกสิณแก่พวกชฎิลแม้เหล่านั้น. พวกชฎิลแม้เหล่านั้นทั้งหมดก็พากันทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้นแล้ว.

สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี ทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงยังพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ทรงยังหมู่สัตว์ให้ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร วันหนึ่งจึงคิดว่า เราจักทำการสงเคราะห์สรทดาบสและพวกอันเตวาสิก ดังนี้ พระองค์เดียวไม่มีใครเป็นที่สอง ทรงถือเอาบาตรและจีวรเสด็จไปโดยอากาศ ตรัสว่า ดาบสจงรู้เราว่าเป็นพระพุทธเจ้าเถิด ดังนี้ เมื่อดาบสกำลังเห็นอยู่นั่นแหละจึงเสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนเหนือปฐพี.

สรทดาบสจึงใคร่ครวญถึงมหาปุริสลักษณะในสรีระของพระศาสดา ถึงความตกลงใจว่า บุคคลนี้คือพระสัพพัญญูพุทธเจ้าแน่แท้ จึงทำการต้อนรับปูลาดอาสนะถวาย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดถวายแล้ว สรทดาบสนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ใกล้พระศาสดา.

สมัยนั้น พวกอันเตวาสิกของสรทดาบสนั้น เป็นชฎิลมีประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนพากันถือเอาผลไม้น้อยใหญ่ที่ประณีตอย่างยิ่ง มีโอชารสดีมาแล้ว เห็นพระศาสดา เกิดมีความเลื่อมใส และแลดูอาการที่อาจารย์และพระศาสดานั่ง จึงกล่าวว่า อาจารย์ เมื่อก่อนพวกเราเข้าใจว่า ไม่มีใครยิ่งใหญ่เกินกว่าท่าน แต่บุรุษนี้เห็นจะยิ่งใหญ่กว่าท่านเป็นแน่.

สรทดาบสตอบว่า พ่อทั้งหลาย นี่พวกพ่อพูดอะไรกัน พวกพ่อปรารถนาจะทำภูเขาสิเนรุซึ่งสูงตั้ง ๖,๘๐๐,๐๐๐ โยชน์ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ผักกาดได้อย่างไร พวกท่านอย่าเอาเราไปเปรียบกับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย.

ครั้งนั้น พวกดาบสนั้นฟังคำของอาจารย์แล้วพากันคิดว่า บุรุษนี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่หนอ ทั้งหมดจึงพากันหมอบลงที่แทบเท้า ถวายบังคมพระศาสดา.

ครั้งนั้น อาจารย์กล่าวกะพวกอันเตวาสิกนั้นว่า แน่ะพวกพ่อ ไทยธรรมของพวกเราที่จะสมควรแด่พระศาสดา ไม่มีเลย, และพระศาสดาเสด็จมาในที่นี้ ในเวลาภิกขาจาร, เอาเถอะ พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลัง, พวกท่านจงนำผลไม้น้อยใหญ่ที่ประณีตนั้นมาเถิด ครั้นให้นำมาแล้ว ล้างมือให้สะอาดแล้ว ตนเองจึงวางไว้ในบาตรของพระตถาคต. และพอพระศาสดารับผลไม้น้อยใหญ่ พวกเทวดาก็เติมทิพยโอชาลง.

ดาบสทำการกรองน้ำถวายเอง. ต่อแต่นั้น เมื่อพระศาสดาประทับนั่งทำโภชนกิจให้เสร็จสิ้นแล้ว ดาบสก็เรียกอันเตวาสิกทั้งหมดมานั่ง กล่าวสารณียกถาในสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงดำริว่า อัครสาวกทั้งสองจงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์เถิด. อัครสาวกทั้งสองนั้นทราบพระดำริของพระศาสดาแล้ว ในขณะนั้นจึงมีพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร พากันมาไหว้พระศาสดาแล้ว ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น สรทดาบสจึงเรียกพวกอันเตวาสิกมาว่า พวกพ่อพึงเอาอาสนะดอกไม้ทำการบูชาพระศาสดาและภิกษุสงฆ์เถิด เพราะฉะนั้นจงเอาดอกไม้มาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง พวกอันเตวาสิกนั้นนำเอาดอกไม้ที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่น ด้วยฤทธิ์แล้วปูลาดเป็นอาสนะดอกไม้ประมาณโยชน์หนึ่งแด่พระพุทธเจ้า, ประมาณ ๓ คาวุตแก่พระอัครสาวกทั้งสอง ประมาณกึ่งโยชน์แก่พวกพระภิกษุที่เหลือ ปูลาดประมาณ ๑ อุสภะ แก่ภิกษุสงฆ์นวกะ.

เมื่อพวกอันเตวาสิกนั้นพากันปูลาดอาสนะเรียบร้อยแล้วอย่างนั้น. สรทดาบสจึงยืนประคองอัญชลีข้างหน้าพระตถาคต กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จขึ้นบนอาสนะดอกไม้นี้เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้แล้ว. เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว อัครสาวกทั้งสองและพวกภิกษุที่เหลือต่างก็พากันนั่งบนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตนๆ. พระศาสดาตรัสว่า ขอผลเป็นอันมากจงสำเร็จแก่ดาบสเหล่านั้นเถิด แล้วทรงเข้านิโรธสมาบัติ. พระอัครสาวกทั้งสองก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี ทราบว่าพระศาสดาเข้าสมาบัติแล้ว จึงพากันเข้านิโรธสมาบัติบ้าง.

ดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ตลอด ๗ วันอันหาระหว่างมิได้. ฝ่ายอันเตวาสิกนอกนี้พากันบริโภคมูลผลาผลในป่าแล้ว ในกาลที่เหลือก็พากันยืนประคองอัญชลี.

พอล่วง ๗ วัน พระศาสดาก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ตรัสเรียกนิสภเถระอัครสาวกมาว่า เธอจงทำอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ของดาบสทั้งหลายเถิด. พระเถระดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณ ได้กระทำการอนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสเหล่านั้นแล้ว. ในที่สุดแห่งเทศนาของพระเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกอโนมเถระอัครสาวกที่สอง (ฝ่ายซ้าย) มาว่า แม้เธอก็จงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านี้บ้างเถิด.

แม้พระอโนมเถระนั้นก็พิจารณาถึงพระพุทธวจนะ คือพระไตรปิฎกแล้ว จึงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น การบรรลุธรรมด้วยการแสดงธรรม แม้ของพระอัครสาวกทั้งสองไม่ได้มีแล้วแก่คนแม้สักคนเดียว.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในพุทธวิสัยแล้ว เริ่มพระธรรมเทศนา. ในที่สุดเทศนา เว้นสรทดาบสเสีย พวกชฎิลที่เหลือทั้งหมดประมาณ ๗๔,๐๐๐ คนก็บรรลุพระอรหัต. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในบัดดลนั้นเอง พวกชฎิลนั้นเป็นผู้มีเพศแห่งดาบสอันตรธานไปแล้ว เป็นผู้ทรงบริขาร ๘ อันประเสริฐ ได้เป็นราวกะพระเถระอายุ ๖๐ ปี.

ฝ่ายสรทดาบสตั้งความปรารถนาว่า โอหนอ แม้ตัวเราพึงได้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือนพระนิสภเถระนี้เถิด ดังนี้ ในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม เป็นผู้ส่งใจไปในที่อื่นเสีย เพราะค่าที่ตนเกิดความปริวิตกขึ้น จึงไม่สามารถจะบรรลุแจ้งมรรคและผลได้.

ลำดับนั้น สรทดาบสจึงถวายบังคมพระตถาคตแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้เหมือนอย่างนั้น.

แม้พระศาสดาทรงเห็นว่าสรทดาบสนั้นจะสำเร็จความปรารถนาโดยหาอันตรายมิได้ จึงตรัสพยากรณ์ว่า ตั้งแต่นี้ไปล่วงอสงไขยกำไรแสนกัป เธอจักชื่อว่าสาริบุตร เป็นอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ดังนี้แล้วจึงตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปทางอากาศ.

ฝ่ายสรทดาบสไปหาสิริวัฑฒะผู้เป็นสหายแล้วกล่าวว่า เพื่อนเอ๋ย เราปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้จะอุบัติในอนาคตกาล ณ บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี, แม้ท่านก็จงปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่สอง (ฝ่ายซ้าย) ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นบ้างเถอะ.

สิริวัฑฒะได้ฟังคำแนะนำนั้นแล้ว จึงให้ปรับพื้นที่ประมาณ ๘ กรีสใกล้ประตูที่อยู่ของตนให้สม่ำเสมอแล้ว เกลี่ยดอกไม้ทั้งหลายมีดอกบวบขมเป็นที่ ๕ แล้วให้สร้างมณฑปมุงด้วยดอกอุบลเขียวแล้ว ปูลาดอาสนะสำหรับพระพุทธเจ้า และปูลาดอาสนะสำหรับพวกภิกษุ ตระเตรียมสักการะและสัมมานะเป็นอันมากแล้ว ให้สรทดาบสนิมนต์พระศาสดา ยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วันแล้ว ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นุ่งห่มผ้าอันควรแก่ค่ามากมายแล้ว ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นอัครสาวกที่ ๒.

ถึงพระศาสดาก็ทรงเล็งเห็นว่า เขาจะสำเร็จความปรารถนาโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์โดยนัยดังกล่าวแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนาภัตแล้วเสด็จหลีกไป.

สิริวัฑฒะร่าเริงดีใจมาก บำเพ็ญกุศลกรรมจนตลอดชีวิต ในวาระจิตที่ ๒ บังเกิดในกามาวจรเทวโลก. สรทดาบสเจริญพรหมวิหาร ๔ บังเกิดในพรหมโลก.

จำเดิมแต่นั้น ท่านก็มิได้กล่าวถึงกรรมในระหว่างแม้แห่งบุคคลทั้งสองนั้นเลย. ก็ก่อนหน้าการอุบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา สรทดาบสถือปฏิสนธิในท้องของนางพราหมณีชื่อว่ารูปสารี ในอุปติสสคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์. ในวันนั้นนั่นเอง แม้สหายของเขาก็ถือปฏิสนธิในท้องของนางพราหมณีชื่อว่าโมคคัลลี ในโกลิตคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์นักเลย.

ได้ยินว่า สกุลทั้งสองนั้นเป็นสหายสืบเนื่องกันมานับได้ ๗ ชั่วสกุลนั่นเทียว. ชนทั้งหลายได้ให้คัพภบริหารเริ่มตั้งแต่วันที่หนึ่งนั่นแลแก่ตระกูลทั้งสองนั้น. โดยล่วงไป ๑๐ เดือน แม่นม ๖๖ คนได้พากันบำรุงคนทั้งสองที่เกิดแล้ว, ในวันตั้งชื่อ พวกญาติได้ทำการตั้งชื่อบุตรของนางพราหมณีรูปสารีว่า อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรแห่งสกุลอันประเสริฐสุดในอุปติสสคาม, ตั้งชื่อบุตรนอกนี้ว่า โกลิตะ เพราะเป็นบุตรแห่งสกุลอันประเสริฐสุดในโกลิตคาม.

เด็กทั้งสองคนนั้นมีบริวารมากมาย เจริญวัยแล้ว ได้สำเร็จการศึกษาทุกอย่างแล้ว.

ครั้นวันหนึ่ง เมื่อคนทั้งสองนั้น ดูการเล่นมหรสพบนยอดภูเขา ณ กรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนประชุมกันแล้ว มีโยนิโสมนสิการเกิดผุดขึ้น เพราะค่าที่ตนมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงพากันคิดว่า คนเหล่านี้แม้ทั้งหมดไม่ถึงร้อยปีก็จักตั้งอยู่ในปากแห่งความตาย ดังนี้แล้วได้ความสังเวช ทำความตกลงใจว่า พวกเราควรจะแสวงหาโมกขธรรม, และการจะแสวงหาโมกขธรรมนั้นควรเพื่อจะได้การบรรพชาสักอย่างหนึ่ง จึงพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คนพากันบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก.

จำเดิมแต่กาลที่คนเหล่านั้นบวชแล้ว สัญชัยได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ.

โดยล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น คนทั้งสองนั้นพากันยึดถือลัทธิของสัญชัยทั้งหมดแล้ว มองไม่เห็นสาระในลัทธินั้น จึงพากันออกจากลัทธินั้น ถามปัญหากะสมณพราหมณ์ที่สมมติกันว่าเป็นบัณฑิตเหล่านั้นในที่นั้นๆ. สมณพราหมณ์เหล่านั้นถูกคนทั้งสองนั้นถามปัญหาแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ โดยที่แท้คนทั้งสองต้องแก้ปัญหาแก่สมณพราหมณ์เหล่านั้น.

คนทั้งสองนั้น ขณะแสวงหาโมกขธรรม ได้ทำกติกากันไว้แล้วอย่างนี้ว่า ในพวกเราผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อนกว่า ผู้นั้นจงบอกแก่คนนอกนี้ให้ทราบบ้าง.

ก็สมัยนั้น เมื่อพระศาสดาของพวกเราบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณครั้งแรก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว ทรงทรมานพวกชฎิล ๑,๐๐๐ คนมีอุรุเวลกัสสปะเป็นต้นโดยลำดับแล้ว ประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์.

วันหนึ่ง อุปติสสปริพาชกไปยังอารามของปริพาชก มองเห็นท่านพระอัสสชิเถระ กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงคิดว่า บรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยอากัปกิริยาเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็นเลย, ชื่อว่าธรรมอันสงบพึงมีในที่นี้ ดังนี้ จึงเกิดความเลื่อมใส รอท่าติดตามไปข้างหลังท่าน เพื่อจะถามปัญหา.

แม้พระเถระได้บิณฑบาตแล้วก็ไปยังโอกาสอันสมควร เพื่อจะทำการบริโภค, ปริพาชกจึงปูลาดตั่งสำหรับปริพาชกของตนถวายท่าน. ก็ในที่สุดภัตกิจ เขาได้ถวายน้ำจากคนโทน้ำของตนแก่ท่าน.

ปริพาชกนั้นกระทำอาจริยวัตรอย่างนั้นแล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถระผู้มีภัตกิจอันกระทำแล้ว จึงถามว่า ใครเป็นศาสดาของท่าน, หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร.

พระเถระแสดงอ้างถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. พระเถระนั้นถูกปริพาชกนั้นถามอีกว่า ก็พระศาสดาของท่านมีปกติกล่าวอะไร ดังนี้แล้วจึงตอบว่า เราจักแสดงความลึกซึ้งของพระศาสนานี้ จึงแสดงชี้แจงความที่ตนเป็นผู้ใหม่แล้ว และเมื่อจะกล่าวศาสนธรรมแก่ปริพาชกนั้นโดยสังเขป จึงกล่าวคาถาว่า ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด ดังนี้เป็นต้น.

ปริพาชกได้ฟังสองบทแรกเท่านั้นก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลอันสมบูรณ์ด้วยพันนัย, สองบทนอกนี้ จบลงในเวลาที่เป็นพระโสดาบันแล้ว.

ก็ในเวลาจบคาถา อุปติสสปริพาชกเป็นพระโสดาบัน กำหนดความวิเศษที่เหนือขึ้นไปที่พระเถระยังมิให้เป็นไปว่า เหตุในข้อนี้จักมีดังนี้แล้ว จึงกล่าวกับพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อย่าแสดงพระธรรมเทศนาให้สูงขึ้นไปเลย เท่านี้ก็พอแล้ว. พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ในที่ไหน?

พระเถระตอบว่า ที่พระเวฬุวัน.

อุปติสสะเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อนเถอะ กระผมจักเปลื้องปฏิญญาที่ให้ไว้กับสหายของกระผมก่อนแล้ว จักพาเขาไปดังนี้แล้ว ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำประทักษิณ ๓ ครั้งแล้ว ส่งพระเถระไปแล้ว จึงได้ไปยังอาศรมของปริพาชก.

โกลิตปริพาชกมองเห็นอุปติสสปริพาชกกำลังเดินมาแต่ที่ไกลเทียว คิดว่า วันนี้เขามีหน้าตาแจ่มใส ไม่เหมือนในวันอื่นๆ เลย, เห็นทีจักบรรลุอมตธรรมเป็นแน่แท้ ดังนี้แล้ว ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละจึงยกย่องการบรรลุคุณวิเศษของเขาแล้ว ถามถึงการบรรลุอมตธรรม.

แม้อุปติสสะนั้นก็แสดงให้รู้ว่า ใช่! อาวุโส เราบรรลุอมตธรรมแล้ว ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถานั้นนั่นแหละแก่เขา. ในเวลาจบคาถา โกลิตะดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วกล่าวว่า พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน?

อุปติสสะตอบว่า ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน. โกลิตะกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปกันเถอะ อาวุโส, จักได้เข้าเฝ้าพระศาสดา. อุปติสสะเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ตลอดกาลทั้งปวง เพราะฉะนั้นไปหาสัญชัยแล้ว ประกาศคุณของพระศาสดาแล้ว ได้เป็นผู้ประสงค์จะนำแม้สัญชัยนั้นไปยังสำนักพระศาสดาบ้าง.

สัญชัยปริพาชกนั้นเป็นผู้ถูกความหวังในลาภเข้าครอบงำ จึงไม่ต้องการเป็นอันเตวาสิก ห้ามว่า เราไม่อาจจะเป็นตุ่มใส่น้ำอาบได้.

อุปติสสะและโกลิตะนั้นไม่สามารถจะให้สัญชัยนั้นกลับใจได้ จึงพร้อมกับพวกอันเตวาสิก ๒๕๐ คนผู้ประพฤติตามโอวาทของตน ได้ไปยังเวฬุวัน.

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอันเตวาสิกเหล่านั้นกำลังเดินทางมาแต่ไกล จึงตรัสว่า นั่นจักเป็นคู่สาวกของเรา เป็นคู่อันเลิศ เป็นคู่อันเจริญ ดังนี้ ทรงแสดงธรรมด้วยอำนาจความประพฤติของบริษัทของอัครสาวกทั้งสองนั้นแก่บริษัทแล้ว ให้ตั้งอยู่ในความเป็นพระอรหัต ได้ประทานอุปสมบทโดยเอหิภิกษุ. บาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ได้มาแล้วแม้แก่อัครสาวกทั้งสอง เหมือนอย่างบริษัทของอัครสาวกทั้งสองนั้นนั่นแล แต่กิจแห่งอริยมรรค ๓ เบื้องบนยังไม่สำเร็จ.

เพราะเหตุไร? เพราะสาวกบารมีญาณนั้นยิ่งใหญ่.

ในบรรดาพระอัครสาวกทั้งสองนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะตั้งแต่วันบวชมา ในวันที่ ๗ บำเพ็ญสมณธรรมที่บ้านกัลลวาลคาม ที่มคธรัฐ ก้าวลงสู่ความง่วง เป็นผู้อันพระศาสดาให้เกิดความสลดใจแล้ว บรรเทาความง่วงเสียได้ ฟังธาตุกัมมัฏฐานนั่นแล บรรลุอริยมรรค ๓ เบื้องบนแล้ว บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ.

ส่วนท่านพระสารีบุตร ตั้งแต่วันบวชมาล่วงไปได้กึ่งเดือน เมื่อพระศาสดาแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชกหลานของตน ณ ที่ถ้ำสูกรขาตา ในกรุงราชคฤห์ ส่งญาณไปตามแนวเทศนาก็บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณได้ เหมือนบริโภคภัตที่คนอื่นคดไว้แล้วฉะนั้น.

สาวกบารมีญาณของอัครสาวกทั้งสองนั้น ถึงที่สุดในที่ใกล้พระศาสดานั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า :-

ในที่ไม่ไกลจากหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะ เราสร้างอาศรมไว้อย่างดี สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น อาศรมของเราไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำอันไม่ลึก มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาวสะอาด.

ที่ใกล้อาศรมของเรานั้นมีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่งไม่ชัน น้ำจืดสนิทไม่มีกลิ่นเหม็นไหลไป ทำให้อาศรมของเรางาม. ฝูงจระเข้ มังกร ปลาฉลามและเต่าว่ายน้ำเล่นอยู่ในแม่น้ำ ไหลไป ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.

ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน และปลานกกระจอกว่ายโลดโดดอยู่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม.

ที่สองฝั่งแม่น้ำมีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผลห้อยย้อยอยู่ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม. ไม้มะม่วง ไม้รัง หมากเม่า แคฝอย ไม้ยางทราย ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กระถินพิมาน บุนนาคและลำเจียก มีกลิ่นหอมฟุ้งไปเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้ปรูและมะกล่ำหลวง ดอกบานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา การะเกด พะยอมขาว พิกุลและมะลิซ้อนมีดอกหอมอบอวล ทำอาศรมเราให้งาม ไม้เจตภังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่และไม้อัญชันมีมาก มีดอกหอมฟุ้ง ทำให้อาศรมของเรางาม. มะนาว มะงั่วและแคฝอย ดอกบานสะพรั่งหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม. ไม้ราชพฤกษ์ อัญชันเขียว ไม้กระทุ่มและพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป ทำอาศรมของเราให้งาม.

ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วยและมะกรูด งอกงามด้วยน้ำ หอม ออกผลสะพรั่ง ดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอกบัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัวหลวงชนิดหนึ่งดอกร่วงพรู บานอยู่ในบึงในกาลนั้น กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไปเสมอ กระจับเกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึงในกาลนั้น ไม้ ตาเสือ จงกลนี ไม้อุตตรา และชบากลิ่นหอมตลบไป ดอกบานอยู่ในบึง.

ในกาลนั้น ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลาสังกุลาและปลารำพัน มีอยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงจระเข้ ปลาฉลาม ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำและงูเหลือมใหญ่ที่สุดอยู่ในบึงนั้น.

ในกาลนั้น ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพราก (ห่าน) นกกาน้ำ นกดุเหว่าและสาลิกา อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกกวัก ไก่ป่า ฝูงนกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด นกแขกเต้า ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกแขกเต้า ไก่งวง นกค้อนหอยและนกออก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกแสก นกหัวขวาน นกเขา เหยี่ยวมีมากและฝูงนกกาน้ำ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น.

ฝูงเนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอกมีอยู่มาก ละมั่งและเนื้อทราย ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาในกับเสือดาว โขลงช้างแยกเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น เหล่ากินนร วานรและแม้คนทำการงานในป่า หมาไล่เนื้อ และนายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น.

ต้นมะพลับ มะหาด มะซาง หมากเม่า เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นคำ ต้นสน กระทุ่ม สะพรั่งด้วยผลรสหวาน เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นสมอ มะขามป้อม ต้นหว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้าและมะตูม เผล็ดผลเป็นนิจ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก กะเม็งและคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา.

ณ ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดารดาษด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วยบัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป.

ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ เป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้างเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ในป่าอันบริบูรณ์ด้วยใบไม้ไม้ดอกและไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้

ศิษย์ ๒๔,๐๐๐ นี้แลเป็นพราหมณ์ทั้งหมด ผู้มีชาติมียศบำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทายลักษณะและในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์เกฏุภะ รู้จบไตรเพท

บรรดาศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดในลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะทั้งหลาย ศึกษาดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว ไม่โลภ สันโดษด้วยลาภและความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้เพ่งฌาน ยินดีในณาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึงที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดา เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ

ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นนักปราชญ์ หาผู้อื่นเสมอได้ยาก. ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วยการนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและเดินตลอดราตรี หาผู้อื่นเสมอได้ยาก. มวลศิษย์ของเราไม่กำหนัดในธรรมเป็นที่ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งความขัดเคือง ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง ยากที่จะคร่าไปได้.

ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่างๆ ประพฤติอยู่เป็นนิตยกาล บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใครๆ จะแข่งได้. ศิษย์เหล่านั้นเข้าปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่งไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา. ศิษย์ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก. ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้างหน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้าเป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว. ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกิน บางพวกกินดิบๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน บางพวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง บางพวกชอบสะอาดลงอาบน้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวกเอาน้ำรดอาบ.

ศิษย์ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือเล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนเศียร หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก

ดาบสทั้งหลายมีตบะแรงกล้า ประชุมกันในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศลาภน้อยลาภมากในอากาศ.

ในกาลนั้น เมื่อดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็นไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียงหนังสัตว์ ฤาษีเหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา.

ปวงฤาษีนี้แลทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปในอากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยากที่ใครๆ จะให้ขุ่นได้. ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบการยืนและเดิน บางพวกไม่นอน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก.

ท่านเหล่านี้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกย่องตน ทั้งหมดไม่ติเตียนใครๆ ทั้งนั้น เป็นผู้ไม่เย้ยหยันใครๆ เป็นผู้ไม่กลัวดังพระยาราชสีห์ มีกำลังเหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่งย่อมมาในสำนักของเรา.

พวกวิทยาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสื้อน้ำ กุมภัณฑ์ อสูรและครุฑ ย่อมอาศัยและเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น. ศิษย์ของเราเหล่านั้นทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และเหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อยู่ใกล้สระนั้น.

ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความเคารพกันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี. ท่านเหล่านี้ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า เงียบเสียงสังวรดี เข้ามาไหว้เราด้วยเศียรเกล้าทั้งหมดนั้น.

เราผู้เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้นผู้สงบระงับ มีตบะอยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่นศีลของเหล่าฤาษี และด้วยกลิ่นสองอย่าง คือกลิ่นดอกไม้และกลิ่นผลไม้ เราไม่รู้สึกตลอดคืนและวัน ความไม่ยินดีไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตน ย่อมได้ความร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบานและเมื่อผลไม้ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้งาม เราออกจากสมาธิแล้ว มีความเพียร มีปัญญา ถือเอาภาระคือหาบเข้าป่า

ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย ฝันดีฝันร้ายและตำราทำนายลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลังเป็นไป.

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็นสัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็นมุนีประกอบด้วยกรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์.

เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีรัศมีสว่างจ้า น่ารื่นรมย์ใจดังดอกบัวเขียว ทรงรุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ เราได้เห็นพระนายกของโลก ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับพญารังมีดอกบานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระ ทรงทำที่สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้.

ครั้นเราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ มิฉะนั้น เราจะดูพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจักษุ เราได้เห็นจักรมีกำพันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของพระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงในพระตถาคต.

ในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั่นแล้ว ได้นำเอาดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้นบูชาพระพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำหนังเสือดาวเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของโลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วยพระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น.

ท่านทั้งหลายจงฟังคำเรากล่าว พระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรงถอนสัตวโลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้นอาศัยการได้เห็นพระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้ พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็นร่มเงา เป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องทาง เป็นพระพุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย.

น้ำในสมุทรอาจประมาณด้วยมาตราตวง แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณแผ่นดินได้ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้ด้วยเชือกหรือนิ้วมือ แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทรและแผ่นดินทั้งหมดได้ แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมาประมาณนั้นไม่ควร.

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลกย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไปภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ พระองค์ทรงบรรลุโพธิญาณอันอุดมสิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระสัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญญเดียรถีย์ด้วยพระญาณนั้น.

ท่านสุรุจิดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้ แล้วปูลาดหนังเสือบนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่. ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขาสูงสุดหยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขุนเขาสิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุดเพียงนั้น ทำให้ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่องหมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใครๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์ได้เลย.

ผู้ใดพึงเอาข่ายตาเล็กๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่าพึงเข้าไปภายในข่ายผู้นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนาบางพวกก็เช่นนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วยการลูบคลำ เดียรถีย์เหล่านี้เข้าไปภายในข่ายด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ อันแสดงว่าไม่มีอะไรห้ามได้ของพระองค์ ไม่ล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้.

ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้มียศใหญ่ทรงชำนะกิเลส เสด็จออกจากสมาธิแล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่านิสภะของพระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้าแล้ว อันพระขีณาสพหนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง บริสุทธิ์สะอาดได้อภิญญา ๖ คงที่ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก.

ท่านเหล่านั้นอยู่บนอากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลงมาประนมอัญชลี นมัสการอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงแย้ม.

ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรงยิ้มแย้มหนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะไม่มีเหตุ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้และเชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว.

เทวดาทั้งปวงพร้อมทั้งมนุษย์ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า.

จตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าจักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า. ดนตรีหกหมื่น กลองที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า. หญิงล้วนแต่สาวๆ หกหมื่นประดับประดาสวยงาม มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวมแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผาย ไหล่ผึ่งเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า. ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ถ้วน.

ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจากครรภ์แห่งนางพราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อและโคตรของมารดา โดยชื่อว่าสารีบุตร จักมีปัญญาคมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล จะทิ้งทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้ สกุลโอกกากะสมภพในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกมีนามว่าสารีบุตร

แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีนี้ ไหลมาแต่ประเทศหิมวันต์ ย่อมไหลถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็มฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้าในพระเวทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ

ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึงมหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้โดยจะนับทรายนี้นับไม่ถ้วน การนับทรายแม้นั้นก็อาจนับได้โดยไม่เหลือฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตั้งคะแนนไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไปฉันใด แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลย

คลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วนฉันใด ที่สุดแห่งปัญญาพระสารีบุตรจักไม่มีฉันนั้นเหมือนกัน พระสารีบุตรยังพระสัมพุทธเจ้าผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุดแห่งปัญญา จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝนคือธรรมให้ตกลง.

พระโคดมผู้ศากยะสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอัครสาวก.

โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว เราได้ทำการบูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ด้วยดอกไม้แล้ว ได้ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอันพ้นแล้วด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วในภพ

คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุกอย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ฉันใด เราก็ฉันนั้น แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้บวชเป็นฤาษีห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก

ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่มี เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวงย่อมบริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปในลัทธิภายนอก เราแสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด บุรุษผู้ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออกก็ไม่พึงได้แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่นฉันใด คนในโลกผู้เป็นเดียรถีย์เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจากอสังขตบท เหมือนต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่นฉะนั้น

ครั้นเมื่อภพถึงที่สุดแล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภคสมบัติเป็นอันมาก แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต ข้าพระองค์อยู่ในสำนักพราหมณ์นามว่าสญชัย ซึ่งเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท

ข้าแต่พระมหาวีระ พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของพระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาค แย้มบานดังดอกปทุม ครั้นข้าพระองค์เห็นท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ องอาจประเสริฐ มีความเพียร จึงเกิดความคิดว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่าเลื่อมใส มีรูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอันสูงสุด จักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้นเราพึงถามท่านผู้มีใจยินดีถึงประโยชน์อันสูงสุด หากเราถามแล้ว ท่านจักตอบ เราจักสอบถามท่านอีก ข้าพระองค์ได้ตามไปข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอยโอกาสอยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท

ข้าพระองค์เข้าไปหาท่านซึ่งพักอยู่ในระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ มีความเพียร ท่านมีโคตรอย่างไร ท่านเป็นศิษย์ของใคร.

ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่ครั่นคร้ามดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์ ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ผู้เกิดตาม มียศมาก. ศาสนธรรมแห่งพระพุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียดทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือตัณหา เป็นเครื่องบรรเทาความทุกข์ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติตรัสอย่างนี้.

เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟังคำของท่านมุนี ได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึงหยั่งลงสู่พระสัทธรรมได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมีสภาพอันเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้เห็นล่วงเลยไปแล้วหลายหมื่นกัป ข้าพระองค์แสวงหาธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด ประโยชน์นั้นข้าพระองค์บรรลุแล้ว ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท

ข้าพระองค์อันท่านพระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว แสวงหาสหายอยู่ จึงได้ไปยังอาศรม. สหายเห็นข้าพระองค์แต่ไกลเทียว อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและตาอันผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมตบทอันดับสนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามีความไม่หวั่นไหวอันได้ทำแล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบายอันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือพราหมณ์

เราได้บรรลุอมตบทอันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศรคือความโศกแล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เรามาไปสำนักพระพุทธเจ้ากันเถิด สหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้วรับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามายังสำนักของพระองค์. ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสองจักบวชในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่.

ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่งปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำพระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงเที่ยวไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัศนะของท่าน ความดำริของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตามฤดูกาลส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดีฉันใด

ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรสผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมเบ่งบานในสมัย ข้าพระองค์แสวงหาดอกไม้คือวิมุตติ เป็นที่พ้นภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดีด้วยการให้ได้ดอกไม้คือวิมุตติ.

ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีแล้ว ตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอด้วยปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุตรของพระองค์.

ศิษย์และบริษัทของพระองค์ พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษาดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกจิตอันสูงสุด ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ. ท่านเหล่านั้นเพ่งฌาน ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์มีจิตสงบ ตั้งมั่น เป็นมุนี ถึงพร้อมด้วยความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ. ท่านเหล่านั้นมีความปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้งลาภและความเสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ. ท่านเหล่านั้นถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ยินดียิ่งในวิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ. ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติ ตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวังผลประโยชน์อันอุดม ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ทั้งท่านที่เป็นพระโสดาบัน ทั้งที่เป็นพระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ปราศจากมลทิน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.

สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาดในสติปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงค์ภาวนา ทุกท่านย่อมแวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ. ท่านเหล่านั้นมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึงที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ.

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ. พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวมแล้ว มีตบะแวดล้อมแล้ว ไม่ครั่นคร้ามดังราชสีห์ ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้วย่อมงาม ถึงความไพบูลย์และย่อมเผล็ดผลฉันใด

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่นกับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล.

แม่น้ำสินธุ แม่น้ำสรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภูและแม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมาสาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้ย่อมละชื่อเดิม ย่อมปรากฏเป็นสาครนั่นเองฉันใด วรรณะ ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งหมด ปรากฏว่าเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า.

เปรียบเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน โคจรอยู่ในอากาศ ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมีฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวดล้อมแล้ว ย่อมรุ่งเรืองก้าวล่วงเทวดาและมนุษย์ ตลอดพุทธเขตทุกเมื่อ.

คลื่นตั้งขึ้นในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อมเป็นระลอกเล็กน้อยเรี่ยรายหายไปฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็นเดียรถีย์ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่างๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของพระองค์ แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าชนเหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วยความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของพระองค์แล้วย่อมกลายเป็นจุรณไป.

เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขมและบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ) อยู่ด้วยน้ำและเปือกตมฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก ย่อมงอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ เหมือนดอกโกมุทในเปือกตมฉะนั้น ดอกบัวหลวงเกิดในน้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกสรบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นมหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น

เปรียบเหมือนดอกไม้อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือนกัตติกมาส ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบานฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บานแล้วด้วยวิมุตติของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลยศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิดในน้ำย่อมบานไม่พ้นเดือนกัตติกมาสฉะนั้น

เปรียบเหมือนพญาไม้รังดอกบานสะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้ว ย่อมงามยิ่งฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วด้วยพระพุทธญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้วย่อมงามเหมือนพญาไม้รังฉะนั้น. เปรียบเหมือนภูเขาหินหิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลายฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นดังโอสถของมวลสัตว์.

ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุเตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้ว ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของพระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำที่อยู่แล้วเหลียวดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวงย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์ผู้มีชาตินี้ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อมหวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้งฉันนั้น

ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกาเหยี่ยวและเนื้อ วิ่งกระเจิงเพราะราชสีห์ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวง ชนทั้งหลายเรียกว่าเป็นศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้นย่อมแสดงธรรมอันสืบๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า

ส่วนพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายและโพธิปักขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละและมิใช่พละ ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือเหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล มีทิฏฐิต่างๆ กัน คิดต่างๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความสงสัยของบริษัทเหล่านั้น พระองค์ผู้เป็นมุนีทรงทราบจิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมา ตรัสแก้ปัญหาข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งปวงได้

แผ่นดินพึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหมดนั้นประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์ผู้นายกของโลก หรือว่าเขาเหล่านั้นสรรเสริญอยู่ตลอดกัป พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้สิ้นสุดประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ด้วยว่าพระมหาชินเจ้า อันใครๆ สรรเสริญแล้วด้วยกำลังของตนเหมือนอย่างนั้น ชนทั้งหลายสรรเสริญจนที่สุดกัป ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ๆ. ถ้าแหละว่าใครๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ผู้ศึกษาดีแล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณ ผู้นั้นก็พึงได้ความลำบากเท่านั้น.

ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมาก ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่งปัญญาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยีพวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้เป็นไป วันนี้เป็นธรรมเสนาบดีในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้ แสดงผลแก่ข้าพระองค์ ณ ที่นี้.

ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้ว มนุษย์คนใดคนหนึ่ง เทิน(ทูน) ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบากด้วยภาระฉันใด อันภาระเราต้องแบกอยู่ก็ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เหมือนถอนขุนเขาสิเนรุฉะนั้น.

ก็ (บัดนี้) เราปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้งหลายได้แล้ว กิจที่ควรทำทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตร เราทำเสร็จแล้ว.

ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตร เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา (ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาดดีในสมาธิ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้

พระมหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุบุพวิหารธรรม ตรัสคำสั่งสอนแก่เรา นิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุอันหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบในสัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่างที่พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถแล้ว ไม่มีใครเสมอด้วยเรา เราเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพในอุดมบุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ จิตของเราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ

เรามีมานะและความเขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงูถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูกตัดเขาเสียแล้ว เข้าไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมีรูปก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี

เราย่อมยังธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ.

บุคคลผู้มีความปรารถนาลามก ผู้เกียจคร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะน้อยและผู้ไม่มีอาจาระอย่าได้สมาคมกับเราในที่ไหนๆ สักครั้งเลย. ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลายและผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ ขอจงตั้งอยู่บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้นเราจึงขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมีความปรารถนาน้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ.

เราเป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่าพระอัสสชินั้นเป็นอาจารย์ของเรา เป็นนักปราชญ์ เราเป็นสาวกของท่านวันนี้ เราเป็นธรรมเสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเราย่อมอยู่ในทิศใด เราย่อมทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น)

พระโคดมศากยบุตรพุทธเจ้าทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้ว ประทับนั่งใน (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ เราเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว ... ฯ ล ฯ ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้วแล.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๒/ข้อ ๓

ก็ในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงตั้งเอตทัคคะด้วยคุณวิเศษนั้นๆ แก่พระสาวกของพระองค์ จึงทรงตั้งเอตทัคคะให้พระเถระ โดยความมีปัญญามากว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายผู้มีปัญญามากของเรา.

พระสารีบุตรนั้นบรรลุถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณอย่างนั้นแล้วดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี บำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงสัตว์.

วันหนึ่ง เมื่อจะพยากรณ์ความเป็นพระอรหัต โดยมุ่งจะแสดงความประพฤติของตนแก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริชอบ

ไม่ประมาท ยินดีแต่เฉพาะกัมมัฏฐานภาวนาอันเป็นธรรม

ภายใน มีใจมั่นคงอย่างยิ่ง อยู่ผู้เดียว ยินดีด้วยปัจจัยตามมี

ตามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ภิกษุ.

ภิกษุเมื่อบริโภคอาหารจะเป็นของสดหรือของแห้งก็

ตาม ไม่ควรติดใจจนเกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหาร

พอประมาณ มีสติอยู่ การบริโภคอาหารยังอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม

ควรงดเสียแล้วดื่มน้ำ เป็นการสมควรเพื่ออยู่สบาย

ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว.

อนึ่ง การนุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ นับว่าเป็นประโยชน์

จัดว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว การนั่งขัด

สมาธิ นับว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว.

ภิกษุรูปใดพิจารณาเห็นความสุข โดยความเป็นทุกข์

พิจารณาเห็นความทุกข์ โดยความเป็นลูกศรปักอยู่ที่ร่าง

ความถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตนในอทุกขมสุขเวทนา ไม่ได้มี

แก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นจะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด ด้วยกิเลส

อะไร

ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน มีความเพียร

เลวทราม ได้สดับน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้มาในสำนักของเรา

แม้ในกาลไหนๆ เลย จะมีประโยชน์อะไรด้วยการให้โอวาท

บุคคลเช่นนั้น ในหมู่สัตว์โลกนี้.

อนึ่ง ขอให้ภิกษุผู้เป็นพหูสูต เป็นนักปราชญ์ ตั้งมั่นอยู่

ในศีล ประกอบใจให้สงบระงับเป็นเนืองนิตย์ จงมาประดิษฐาน

อยู่บนศีรษะของเราเถิด.

ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ยินดีในธรรม

เครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมพลาดนิพพาน อันเป็นธรรมเกษม

จากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใดละธรรมเครื่องเนิ่นช้า

ได้แล้ว ยินดีในอริยมรรค อันเป็นทางไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า

ภิกษุนั้นย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่าง

ยอดเยี่ยม.

พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในสถานที่ใด เป็นบ้านหรือป่า

ก็ตาม ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม สถานที่นั้นเป็นภูมิสถานที่น่า

รื่นรมย์ คนผู้แสวงหากาม ย่อมไม่ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์

เช่นใด ท่านผู้ปราศจากความกำหนัด จักยินดีในป่าอันน่า

รื่นรมย์เช่นนั้น เพราะท่านเหล่านั้นไม่เป็นผู้แสวงหากาม.

บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญา ชี้โทษมีปกติกล่าวข่มขี่

เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า

เมื่อคบกับบัณฑิตเช่นนั้นย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วเลย

นักปราชญ์ก็ควรโอวาทสั่งสอน ควรห้ามผู้อื่นจากธรรมที่มิใช่

ของสัตบุรุษ แต่บุคคลเห็นปานนั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสัต

บุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของอสัตบุรุษ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว มีพระจักษุ ทรงแสดง

ธรรมแก่ผู้อื่นอยู่ เมื่อพระองค์กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ เราผู้

มุ่งประโยชน์ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้นไม่ไร้ประโยชน์

เราเป็นผู้หมดอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นพิเศษ

เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพย

จักษุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพโสต

ญาณอันเป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย แต่คุณธรรมของ

สาวกทั้งหมดได้มีขึ้นแก่เราพร้อมกับการบรรลุมรรคผล เหมือน

คุณธรรมคือพระสัพพัญญุตญาณได้มีแก่พระพุทธเจ้าฉะนั้น

มียักษ์ตนหนึ่งมากล่าวว่า มีภิกษุหัวโล้นรูปหนึ่งชื่ออุปติส

สะ เป็นพระเถระผู้อุดมด้วยปัญญา ห่มผ้าสังฆาฏินั่งเข้าฌานอยู่

ที่โคนต้นไม้ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังเข้าสมาบัติ

อันไม่มีวิตก ในขณะถูกยักษ์ตีศีรษะ ก็ยังประกอบด้วยธรรมคือ

ความนิ่งอย่างประเสริฐ

ภูเขาหินล้วนตั้งมั่นไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุย่อมไม่หวั่น

ไหวเหมือนภูเขา เพราะสิ้นโมหะก็ฉันนั้น ความชั่วช้าเพียงเท่า

ปลายขนทราย ย่อมปรากฏเหมือนเท่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่บน

ท้องฟ้า แก่ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน แสวงหาความสะอาด

เป็นนิตย์

เราไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ

จักละทิ้งร่างกายนี้ไป ไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต รอคอยเวลา

ตายอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น.

ความตายนี้มีแน่นอนใน ๒ คราว คือในเวลาแก่หรือใน

เวลาหนุ่ม ที่จะไม่ตายเลยย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย

จงบำเพ็ญแต่สัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอย่าได้ปฏิบัติผิด อย่าพินาศ

เสียเลย ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสียเลย

เมืองที่ตั้งอยู่ชายแดน เขาคุ้มครองป้องกันดีทั้งภายนอก

และภายในฉันใด ท่านทั้งหลายก็จงคุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะ

อย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไป

เสียแล้ว ต้องพากันไปเศร้าโศกยัดเยียดอยู่ในนรก

ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นโทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่าง

เด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรม

ได้ เหมือนลมพัดใบไม้ร่วงหล่นไปฉะนั้น.

ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นจากโทษเครื่องเศร้าหมองใจได้

อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ได้ลอยบาปธรรม

เสียได้ เหมือนลมพัดใบไม้ร่วงหล่นไปฉะนั้น

ภิกษุผู้สงบระงับ ละเว้นกองกิเลสและกองทุกข์ที่เป็นเหตุ

ทำให้เกิดความคับแค้น มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว มีศีลงาม เป็นนัก

ปราชญ์ พึงทำที่สุดทุกข์ได้.

บุคคลไม่ควรคุ้นเคยในบุคคลบางพวก จะเป็นคฤหัสถ์

หรือบรรพชิตก็ตาม หรือเบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ตอนปลาย

เป็นคนไม่ดีก็ตาม.

นิวรณ์ ๕ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑

อุทธัจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองจิต

สมาธิจิตของภิกษุผู้มีปกติ ชอบอยู่ด้วยความไม่ประมาท

ไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือด้วยมีสักการะ ๑ ด้วยไม่มี

สักการะ ๑ นักปราชญ์เรียกบุคคลผู้เพ่งธรรมอยู่เป็นปกติ พาก

เพียรเป็นเนืองนิตย์ พิจารณาเห็นด้วยปัญญาสุขุม สิ้นความยึด

ถือและความยินดีว่าเป็นสัตบุรุษ.

มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ และแม้ลม ๑ ไม่ควร

เปรียบเทียบความหลุดพ้นกิเลสอย่างประเสริฐของพระศาสดา

เลย พระเถระผู้ยังพระธรรมจักรอันพระศาสดา ให้เป็นไปแล้ว

ให้เป็นไปตาม ผู้มีปัญญามาก มีจิตมั่นคง เป็นผู้เสมอด้วยแผ่น

ดินและไฟ ย่อมไม่ยินดียินร้าย.

ภิกษุผู้บรรลุปัญญาบารมีธรรมแล้ว มีปัญญาเครื่องตรัสรู้

มาก เป็นนักปราชญ์ผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นคนเขลา ทั้งไม่เหมือน

คนเขลา เป็นผู้ดับความทุกข์ร้อนได้ทุกเมื่อ ท่องเที่ยวไปอยู่

เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดามาก เราทำคำสอนของ

พระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหา

เครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาท

ให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็นอนุสาสนีของเรา เราพ้นจากกิเลสทั้งปวง

แล้ว จักปรินิพพาน ดังนี้.

จริงอยู่ คาถาบางคาถาเหล่านี้ พระเถระได้กล่าวไว้แล้ว. บางคาถา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภพระเถระแล้วตรัสภาษิตไว้ คาถาหลังสุดได้เป็นคาถาของพระเถระเท่านั้น เพราะพระเถระได้กล่าวไว้ ด้วยมุ่งจะประกาศความประพฤติของตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาจารี ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น ประพฤติเป็นปกติอยู่, หรือชื่อว่ายถาจารี เพราะประพฤติปฏิบัติตามศีล คือสมบูรณ์ด้วยศีล.

บทว่า ยถาสโต ได้แก่ เป็นผู้สงบระงับ.

อธิบายว่า จริงอยู่ ท่านแสดงไว้ เพราะลบเสียงที่เกิดทางจมูกเสีย เพื่อสะดวกแก่รูปคาถา ได้แก่เป็นราวกะผู้สงบระงับ คือไม่มีความพิเศษไปจากพระอริยเจ้าทั้งหลายเลย.

บทว่า สตีมา ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยสติอย่างยิ่ง.

บทว่า ยตสงฺกปฺปชฺฌายี ได้แก่ เป็นผู้ละมิจฉาสังกัปปะได้โดยประการทั้งปวงแล้ว เป็นผู้มีความดำริอันสำรวมระวังแล้ว ด้วยอำนาจแห่งเนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น คือเป็นผู้มีปกติเพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน.

บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีความดำริอันบังคับให้เป็นไปในความประพฤติตามปกตินั้นนั่นแล และเป็นผู้เว้นขาดจากความประมาทด้วยการเพ่ง คือมีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นด้วยดีในที่ทั้งปวง.

บทว่า อชฺฌตฺตรโต ได้แก่ ยินดีเฉพาะแต่กัมมัฏฐานภาวนา อันเป็นธรรมภายใน.

บทว่า สมาหิตตฺโต ได้แก่ ด้วยภาวนานั้นนั่นแหละ จึงมีจิตเป็นหนึ่ง.

บทว่า เอโก ได้แก่ ไม่มีสหาย ละการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และละการคลุกคลีด้วยกิเลสแล้ว เพิ่มพูนกายวิเวกและจิตตวิเวก.

บทว่า สนฺตุสิโต ได้แก่ เป็นผู้สันโดษยินดีโดยชอบทีเดียว ด้วยความสันโดษด้วยปัจจัยและด้วยสันโดษยินดีในภาวนา.

จริงอยู่ ปีติปราโมทย์อันโอฬารย่อมเกิดขึ้นเพราะการนำมาซึ่งคุณวิเศษชั้นสูงๆ ขึ้นไปได้ด้วยภาวนา, แต่เพราะบรรลุถึงที่สุด จึงไม่มีคำที่จะต้องกล่าวถึงเลย.

บทว่า ตมาหุ ภิกฺขุํ ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น คือผู้เห็นปานนั้นว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เห็นภัย และเป็นผู้กำจัดกิเลสได้เด็ดขาด เหตุเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยไตรสิกขา.

บัดนี้ เมื่อจะแสดงความสันโดษด้วยปัจจัย ในความสันโดษ ๒ ประการตามที่กล่าวไว้แล้วก่อน จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อลฺลํ สุกฺขํ วา ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลฺลํ ได้แก่ เปียก คือละเอียด ด้วยการบริโภคเนยใสเป็นต้น.

บทว่า สุกฺขํ ได้แก่ หยาบเพราะไม่มีสิ่งของอันละเอียด.

วา ศัพท์มีอรรถอันไม่แน่นอน คืออาหารจะเป็นของสด หรือของแห้งก็ตาม.

บทว่า พาฬฺหํ ได้แก่ จนเกินไป.

บทว่า สุหิโต ความว่า ไม่ควรให้เขาเลี้ยงดู.

เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า จะพึงเป็นอยู่อย่างไร ท่านจึงกล่าวว่า ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ ดังนี้เป็นต้น

ความว่า ภิกษุบริโภคโภชนะอันประณีตหรือเศร้าหมองก็ตาม ไม่ได้บริโภคตามต้องการแล้ว จะเป็นผู้มีท้องพร่อง มีท้องเบา, ต่อแต่นั้นนั่นแหละพึงเป็นผู้มีอาหารพอประมาณ คือรู้จักประมาณในโภชนะ นำเอาอาหารอันประกอบด้วยองค์ ๘ มา เป็นผู้มีสติด้วยการรู้จักประมาณในโภชนะนั้นและด้วยมีสติเป็นเครื่องพิจารณาในโภชนะนั้นอยู่.

ก็เพื่อจะแสดงอาการที่ชื่อว่าเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณว่าเป็นอย่างไร ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตฺตาโร ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุตฺวา ความว่า พึงเว้นโอกาสแห่งอาหารที่จะอิ่ม ไม่บริโภคเหลือไว้อีก ๔-๕ คำแล้วดื่มน้ำเสีย. ก็ภิกษุนี้ชื่อว่าเป็นผู้มีความประพฤติเบาใจในอาหาร.

อธิบายว่า เป็นการสมควร คือความต้องการเพื่ออยู่สำราญของภิกษุผู้มีจิตอันส่งมุ่งตรงพระนิพพาน คือเพื่อความอยู่สุขสบาย เพราะประกอบด้วยการบรรลุฌานเป็นต้น.

ด้วยบทนี้ ท่านเมื่อจะกล่าวถึงบิณฑบาต ว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง จึงแสดงถึงความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ในบิณฑบาตไว้.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ภุตฺวาน ก็มี, ปาฐะนั้นพึงเป็นปาฐะที่ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจแห่งบุคคลที่มีความสามารถ คือมีปกติมั่นคงอย่างยิ่ง เพื่อจะยังสรีระให้เป็นไปด้วยอาหารแม้เพียง ๔-๕ คำก็ได้. ปาฐะนั้นย่อมเทียบเคียงกันได้กับคาถาที่เหนือขึ้นไปนั่นแล เพราะเรื่องจีวรและเสนาสนะ ส่วนที่เล็กน้อย ท่านจักกล่าวต่อไป.

บทว่า กปฺปิยํ ความว่า ซึ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้เป็นต้นอันอนุโลมกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะอย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า ตญฺเจ ฉาเทติ ความว่า นุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ คือที่ที่จะพึงนุ่งห่มให้เสมอ.

อนึ่ง คือที่ที่มีอยู่ ในชาติที่พระศาสดาทรงอนุญาตไว้ คืออันประกอบด้วยประมาณ อันพระศาสดาทรงอนุญาตไว้ โดยกำหนดเบื้องต่ำ.

บทว่า อิทมตฺถิกํ ได้แก่ เพื่อประโยชน์นี้ คือเพื่อประโยชน์ตามที่พระศาสดาตรัสไว้แล้ว.

อธิบายว่า เพียงเพื่อป้องกันความหนาวเป็นต้น และเพื่อปกปิดอวัยวะอันเป็นเหตุยังความละอายให้กำเริบ.

ด้วยคำนั้น ท่านกล่าวถึงจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย และความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ในจีวรนั้น.

บทว่า ปลฺลงฺเกน นิสินฺนสฺส ความว่า นั่งด้วยการนั่งวงขาโดยรอบ ท่านเรียกว่าคู้บัลลังก์ คือนั่งคู้บัลลังก์สามแห่ง.

บทว่า ชณฺณุเก นาภิวสฺสติ ความว่า เมื่อภิกษุนั่งที่กุฏิอย่างนั้น พอฝนตก น้ำฝนไม่เปียกเข่าทั้งสองข้าง. เสนาสนะแม้มีประมาณเท่านี้ จัดเป็นเสนาสนะท้ายสุด.

จริงอยู่ กุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์ นั่งในเสนาสนะนั้นแล้ว ก็สามารถจะทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จได้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นับว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ดังนี้เป็นต้น.

พระเถระ ครั้นประกาศถึงโอวาทเครื่องขัดเขลาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งนักแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีความมักมาก ไม่สันโดษ ด้วยคาถาทั้ง ๔ คาถาเหล่านี้อย่างนั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงความสันโดษในการยินดีภาวนา โดยมุ่งถึงเวทนา จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า โย สุขํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขเวทนา.

บทว่า ทุกฺขโต ได้แก่ โดยความเป็นวิปริณามทุกข์.

บทว่า อทฺทา ได้แก่ ได้เห็นแล้ว.

อธิบายว่า ผู้ที่ได้เห็นแล้วตามความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.

จริงอยู่ สุขเวทนาแม้จะให้ความสบายใจในเวลาบริโภค แต่ก็เป็นทุกข์อยู่นั่นเองในเวลาที่แปรปรวน เหมือนโภชนะที่เจือปนด้วยยาพิษฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงถึงการพิจารณาในข้อนั้นว่า เป็นทุกข์.

บทว่า ทุกฺขมทฺทกฺขิ สลฺลโต ความว่า ผู้ที่พิจารณาเห็นทุกขเวทนาว่า เป็นลูกศร.

จริงอยู่ ทุกขเวทนาจะเกิดขึ้นก็ตาม จะถึงความตั้งอยู่ก็ตาม จะแตกสลายไปก็ตาม ชื่อว่าย่อมเบียดเบียนเสมอทีเดียว เปรียบเหมือนลูกศรปักอยู่ที่ร่างกาย ติดอยู่ก็ตาม ถูกถอนออกก็ตาม ก็ย่อมเกิดเป็นการเบียดเบียนอยู่นั่นเอง.

ด้วยคำนั้น ท่านจึงยกถึงการพิจารณาเห็นในสรีระนั้นว่า เป็นทุกข์ ขึ้นกล่าวไว้. ด้วยเหตุนั้น จึงยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนในเวทนาทั้งสอง เพราะคำว่า ความทุกข์เป็นอนัตตา ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า อุภยนฺตเรน ความว่า ในระหว่างเวทนาทั้งสองคือในอทุกขมสุขเวทนาอันมีในท่ามกลางแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนา.

บทว่า นาโหสิ ความว่า ได้มีความยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นตน ในการตรัสรู้ตามความเป็นจริง.

บทว่า เกน โลกสฺมิ กึ สิยา ความว่า ภิกษุกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ โดยมุ่งถึงเวทนาอย่างนั้นแล้ว ถอนขึ้นเด็ดขาดซึ่งข่ายคือกิเลสทั้งสิ้นที่เนื่องด้วยอุปาทานขันธ์นั้นได้ดำรงอยู่ จะพึงติดอยู่ในโลกด้วยกิเลสชื่อไรเล่า.

อีกอย่างหนึ่ง อนาคตที่จะเกิดในเทวดาเป็นต้น จะพึงมีอย่างไรเล่า.

อธิบายว่า โดยที่แท้ ผู้มีเครื่องผูกพันอันตัดเสียแล้ว พึงเป็นผู้ไม่ติดในบัญญัติทีเดียว.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะติเตียนบุคคลผู้ปฏิบัติผิดและสรรเสริญบุคคลผู้ปฏิบัติชอบ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถามีคำว่า มา เม ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ ความว่า ผู้ที่ชื่อว่ามีความปรารถนาลามก เพราะปรารถนาจะยกย่องคุณความดีที่ไม่มีในตน. ชื่อว่าผู้เกียจคร้าน เพราะไม่มีความอุตสาหะในสมณธรรม, เพราะความเกียจคร้านนั้นนั่นแหละ จึงชื่อว่าผู้มีความเพียรเลวทราม. ชื่อว่าผู้สดับน้อย เพราะไม่มีการสดับฟังอันเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องสัจจะและปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น. ชื่อว่าผู้ไม่เอื้อเฟื้อ เพราะไม่มีความเอื้อเฟื้อในโอวาทานุสาสนี บุคคลผู้เลวทรามเช่นนั้น ขออย่าได้มีในสำนักของเราในกาลไหนๆ เลย.

เพราะเหตุไร? เพราะจะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด.

อธิบายว่า โอวาทอะไรในนิกาย ๗ ในโลกจะพึงมีแก่บุคคลนั้น คือผู้เช่นนั้น.

อีกอย่างหนึ่ง เขาจะพึงทำอะไรที่ทำแล้ว คือหาประโยชน์มิได้.

บทว่า พหุสฺสุโต จ ความว่า บุคคลผู้ที่มีพหุสสุตะ เพราะมีการสดับมากอันต่างโดยประเภทมีสุตตะและเคยยะเป็นต้นที่เกี่ยวเนื่องด้วยศีลเป็นอาทิ, ชื่อว่ามีเมธา ก็ด้วยอำนาจแห่งปัญญาที่เกิดแต่ธรรม ปริหาริยปัญญาและปฏิเวธปัญญา, ชื่อว่าตั้งมั่นด้วยดี เพราะตั้งมั่นด้วยดีในศีลทั้งหลาย, ชื่อว่าประกอบใจให้สงบ คือมีจิตตั้งมั่นอันต่างด้วยประเภทแห่งโลกิยะและโลกุตระ, บุคคลเช่นนั้นแม้จะดำรงอยู่บนศีรษะของเราก็ได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงการอยู่ร่วมกัน.

บทว่า โย ปปญฺจมนุยุตฺโต ความว่า ก็บุคคลใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า มีตัณหาเป็นต้นเป็นประเภท เพราะอรรถว่าเป็นธรรมเครื่องเนิ่นช้า เหตุเป็นไปด้วยความเป็นผู้ยินดีในการงานเป็นต้นและด้วยการเกี่ยวข้องด้วยรูปเป็นต้น และเป็นผู้ยินดียิ่ง เพราะมองไม่เห็นโทษในธรรมเครื่องเนิ่นช้านั้น เป็นเช่นกับผู้ยังแสวงหา, บุคคลนั้นย่อมพลาดจากพระนิพพาน คือดำรงอยู่ไกลแสนไกลจากพระนิพพาน.

บทว่า โย จ ปปญฺจํ หิตฺวาน ความว่า ฝ่ายบุคคลใดละธรรมเครื่องเนิ่นช้าคือตัณหาเสียได้ ยินดีในหนทางคือในอุบายเครื่องบรรลุพระนิพพานอันเป็นธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า เพราะไม่มีปปัญจธรรมนั้น ได้แก่อริยมรรค, ยินดียิ่งในการตรัสรู้ภาวนา บุคคลนั้นย่อมยินดีพระนิพพาน ย่อมสำเร็จพระนิพพาน ได้แก่ย่อมบรรลุพระนิพพาน.

ครั้นวันหนึ่ง พระเถระเห็นว่าพระเรวตเถระผู้น้องชายของตน อยู่ในถิ่นที่กันดาร ไม่มีน้ำ ปกคลุมด้วยต้นไม้ตะเคียนหนาแน่นไปด้วยหนาม เมื่อจะสรรเสริญท่าน จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า คาเม วา ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาเม วา ความว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้จะไม่ได้กายวิเวกในที่ละแวกบ้านก็จริง ถึงกระนั้น ท่านก็ได้จิตตวิเวกทีเดียว.

จริงอยู่ อารมณ์ทั้งหลาย แม้จะมีส่วนเปรียบด้วยอารมณ์ทิพย์ ก็ไม่สามารถจะทำจิตของพระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นให้หวั่นไหวได้เลย เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จะอยู่ในบ้านหรือในป่าเป็นต้นที่ใดที่หนึ่งก็ตาม เพราะพระอรหันต์ทั้งหลายย่อมอยู่ในที่ใด สถานที่นั้นย่อมเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ คือภูมิประเทศนั้นย่อมเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจทีเดียว.

บทว่า อรญฺญานิ สัมพันธ์ความว่า ป่าอันสมบูรณ์ด้วยน้ำและที่อาศัยอันสะอาด ประดับประดาด้วยหมู่ไม้ไพรสณฑ์ ผลิดอกเผล็ดผลงดงาม ชื่อว่าสถานที่น่ารื่นรมย์ใจ.

บทว่า ยตฺถ ความว่า ชนผู้ฝักใฝ่ในกาม แสวงหากาม ย่อมไม่ยินดีในสถานที่รื่นรมย์ ดุจในป่าที่มีดอกไม้แย้มบาน.

บทว่า วีตราคา ความว่า ฝ่ายพระขีณาสพทั้งหลายผู้มีราคะไปปราศแล้ว จักรื่นรมย์ในป่าเช่นนั้น ดุจฝูงภมรและผึ้ง ยินดีในสวนดอกปทุมฉะนั้น.

บทว่า น เต กามคเวสิโน ความว่า เพราะผู้มีราคะไปปราศแล้วเหล่านั้น ย่อมไม่มีการแสวงหากาม.

พระเถระอาศัยความอนุเคราะห์ จึงให้พราหมณ์ทุคตะชื่อว่าราธะ บรรพชาแล้วให้อุปสมบทอีก ทำราธะนั้นนั่นแหละให้เป็นปัจฉาสมณะเที่ยวไป วันหนึ่ง เมื่อจะให้โอวาทชมเชยราธภิกษุนั้นว่า เป็นผู้ว่าง่าย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า นิธีนํว ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธีนํว ได้แก่ หม้อคือขุมทรัพย์ที่เต็มด้วยวัตถุน่าปลื้มใจมีเงินและทองคำเป็นต้น ที่เขาฝั่งเก็บไว้ในที่นั้นๆ.

บทว่า ปวตฺตารํ ความว่า กระทำการอนุเคราะห์แนะนำที่ฝั่งขุมทรัพย์กะหมู่คนขัดสนมีชีวิตยากจนว่า มานี่แน่ะ เราจักชี้แนะอุบายเพื่อเป็นอยู่สุขสบายแก่เจ้า ดังนี้แล้ว เหยียดแขนราวกะบอกว่า เจ้าจงถือเอาทรัพย์สมบัตินี้แล้ว จงเป็นอยู่ให้สุขสบายเถิด.

บทว่า วชฺชทสฺสินํ ความว่า ผู้ชี้โทษมี ๒ ลักษณะ คือการแสวงหาโทษด้วยคิดว่า เราจักข่มขี่บุคคลนั้น ด้วยสิ่งอันไม่สมควรนี้ หรือด้วยความพลั้งพลาดนี้ ในท่ามกลางสงฆ์ และผู้ประสงค์จะให้คนที่ไม่รู้เรื่องได้รับรู้ ให้คนที่รู้เรื่องแล้วยินดีพอใจ มองดูความผิดนั้นๆ ตั้งเขาไว้แล้วในสภาวะที่ยกย่องช่วยเหลือ เพราะมุ่งถึงความเจริญด้วยคุณมีศีลเป็นต้น, ข้อนี้ท่านประสงค์ถึงในที่นี้.

เหมือนอย่างคนขัดสน แม้ถูกข่มขู่ว่า เจ้าจงถือเอาขุมทรัพย์นี้ ดังนี้ ย่อมไม่ทำความโกรธ ในเพราะการชี้แนะขุมทรัพย์ แต่กลับชื่นชมยินดีฉันใด ในบุคคลเห็นปานนั้นก็ฉันนั้น เห็นสิ่งไม่สมควร หรือความพลั้งพลาดแล้วบอกให้ บุคคลไม่ควรทำความโกรธเลย แต่พึงมีจิตยินดีรับเท่านั้น, และพึงปวารณาตลอดไปว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านพึงบอกสิ่งที่สมควรกะผมอีกนะ.

บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ ความว่า บุคคลใดเห็นโทษแล้ว ไม่คิดว่าผู้นี้เป็นสัทธิวิหาริก อันเตวาสิกของเรา, เป็นผู้มีอุปการะคุณแก่เรา ดังนี้ ข่มขู่ตามสมควรแก่ความผิด ประณาม กระทำทัณฑกรรม ให้ยอมรับรู้, บุคคลนี้ชื่อว่านิคคัยหวาที เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น.

สมดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า

ดูก่อนอานนท์ เราจักข่มแล้วๆ จึงบอก

ดูก่อนอานนท์ เราจักยกย่องแล้วๆ จึงบอก

ผู้ใดมีแก่นสาร ผู้นั้นจักดำรงอยู่ได้.

____________________________

ม. อุปริ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๓๕๖

บทว่า เมธาวึ ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยปัญญามีรสอันเกิดแต่ธรรม.

บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ บัณฑิตผู้เห็นปานนั้น.

บทว่า ภเช แปลว่า พึงเข้าไปนั่งใกล้. อธิบายว่า จริงอยู่ อันเตวาสิกผู้คบหาอาจารย์เช่นนั้น ย่อมมีแต่ความประเสริฐ, ไม่มีความเลวทราม, มีแต่ความเจริญถ่ายเดียว หาความเสื่อมมิได้.

ในกาลครั้งหนึ่ง พระธรรมเสนาบดีรับพระดำรัสสั่งจากพระศาสดา ในเรื่องอาวาสที่กีฏาคิรีชนบท ถูกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะประทุษร้าย จึงพร้อมกับบริษัทของตนและพระมหาโมคคัลลานะ ไปยังที่นั้นแล้ว เมื่อพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะไม่ทำความเอื้อเฟื้อต่อโอวาท จึงกล่าวคาถานี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอวเทยฺย ความว่า พึงให้โอวาทคือคำพร่ำสอน.

คำว่า อนุสาเสยฺย เป็นคำกล่าวโดยอ้อมแห่งคำว่า โอวเทยฺย นั้นนั่นเอง.

อธิบายว่า อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว จึงพูดบอก ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน, เมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้น พูดบอกมุ่งถึงอนาคตกาล เป็นต้นว่า แม้ความเสื่อมยศพึงมีแก่ท่าน ดังนี้ ชื่อว่าย่อมพร่ำสอน.

อีกอย่างหนึ่ง พูดบอกต่อหน้า ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน, ส่งทูตหรือส่งสาสน์ไปพูดบอกลับหลัง ชื่อว่าย่อมพร่ำสอน.

อีกอย่างหนึ่ง พูดบอกครั้งเดียว ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน, พูดบอกบ่อยๆ ชื่อว่าย่อมพร่ำสอน.

บทว่า อสพฺภา จ ความว่า พึงห้ามอกุศลธรรม และพึงให้ตั้งมั่นอยู่ในกุศลธรรม.

บทว่า สตํ หิ โส ความว่า บุคคลผู้เห็นปานนั้น ย่อมเป็นที่รักของสาธุชนทั้งหลาย. บุคคลนั้นผู้สั่งสอน ผู้พร่ำสอน บุคคลผู้ไม่สงบ ไม่เป็นสัปบุรุษ ยังไม่ข้ามพ้นโลกหน้า มีจักษุ เพ่งอามิส บวชเพื่อเลี้ยงชีวิตเหล่านั้น ย่อมไม่เป็นที่รักของบุคคลผู้ทิ่มแทงด้วยหอกคือปากอย่างนี้ว่า ท่านไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ของพวกเรา ท่านไม่ใช่อาจารย์ของพวกเรา ท่านกล่าวสอนพวกเราเพราะอะไร ดังนี้.

เพราะถ้อยคำที่ยกขึ้นกล่าวในหมู่ภิกษุว่า พระศาสดาทรงปรารภผู้ใดแสดงธรรม ผู้นั้นแหละเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ดังนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ข้อนี้นั้นไม่ถูกต้อง จึงกล่าวคาถาว่า อญฺญสฺส ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺญสฺส ความว่า พระศาสดาตรัสหมายถึงทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานชายของตน.

จริงอยู่ เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่เขา พระมหาเถระนี้บรรลุมรรคภาวนา ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณได้.

บทว่า โสตโมเธสิมตฺถิโก ความว่า เราเป็นผู้มุ่งประโยชน์ ยืนถวายงานพัดพระศาสดา เงี่ยโสตตั้งใจฟัง.

บทว่า ตํ เม อโมฆํ สวนํ ความว่า การตั้งใจสดับฟังของเรานั้นไม่ว่างเปล่า คือได้เป็นที่พึ่งแก่สมบัติทั้งหลาย ซึ่งอัครสาวกพึงถึง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิมุตฺโตมฺหิ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนว ปุพฺเพนิวาสาย มีวาจาประกอบความว่า การตั้งปณิธานไม่ได้มีแก่เรา เพื่อประโยชน์แก่ญาณที่จะรู้ถึงที่เคยอยู่ในกาลก่อนของตนและของผู้อื่นเลย.

อธิบายว่า แม้เพียงการตั้งปณิธานไว้ในใจ ด้วยการทำบริกรรม เพื่อประโยชน์นั้นย่อมไม่มี คือไม่ได้มีแล้ว.

บทว่า เจโตปริยาย แปลว่า เพื่อเจโตปริยญาณ.

บทว่า อิทฺธิยา แปลว่า เพื่ออิทธิวิธญาณ.

บทว่า จุติยา อุปปตฺติยา ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่จุตูปปาตญาณ เครื่องหยั่งรู้การจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย.

บทว่า โสตธาตุวิสุทฺธิยา แปลว่า เพื่อทิพโสตญาณ.

บทว่า ปณิธี เม น วิชฺชติ ความว่า ปณิธานแห่งจิต คือการบำเพ็ญทางใจ ด้วยการบริกรรม เพื่อประโยชน์แก่อภิญญาและคุณวิเศษเหล่านี้ ย่อมไม่มี คือไม่ได้มีแล้วแก่เรา.

จริงอยู่ คุณของพระสาวกทั้งหมดจะมีอยู่ในเงื้อมมือของพระสาวกทั้งหลายได้ ก็ด้วยการบรรลุอริยมรรคเท่านั้น ดุจคุณคือพระสัพพัญญูมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายฉะนั้น, เพราะการบรรลุของพระสาวกเหล่านั้น จึงไม่มีหน้าที่ที่จะทำบริกรรมเป็นแผนกหนึ่งต่างหาก.

คาถา ๓ คาถาที่เริ่มต้นว่า รุกฺขมูลํ ดังนี้ พระเถระกล่าวมุ่งแสดงถึงความไม่หวั่นไหวแห่งตน ผู้อยู่ในกโปตกันทรวิหาร ในเวลาถูกยักษ์ประหาร ด้วยพลังแห่งสมาบัติ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุณฺโฑ ได้แก่ ปลงผมแล้วใหม่ๆ.

บทว่า สงฺฆาฏิปารุโต ได้แก่ ห่มผ้าสังฆาฏินั่งแล้ว และอาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ห่มเรียบร้อยด้วยผ้าสังฆาฏิ.

บทว่า ปญฺญาย อุตฺตโม เถโร ความว่า เป็นพระเถระผู้อุดมด้วยปัญญา คือเป็นผู้ประเสริฐกว่าพระสาวกทั้งหลายด้วยปัญญา.

บทว่า ฌายติ ความว่า ย่อมเพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌานและลักขณูปนิชฌาน คืออยู่ด้วยสมาบัติโดยมาก.

บทว่า อุเปโต โหติ ตาวเท ความว่า ผู้ที่ถูกยักษ์ประหารที่ศีรษะ ในขณะกำลังเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก คือผลสมาบัติอันประกอบด้วยจตุตถฌานก็ยังเข้าถึง คือประกอบพร้อมด้วยธรรมคือความนิ่งอย่างประเสริฐ.

ก็คำว่า โหติ นี้ เป็นคำบ่งถึงปัจจุบันกาล ซึ่งใช้ในอรรถแห่งอดีตกาล.

บทว่า ปพฺพโตว น เวธติ ความว่า เพราะสิ้นโมหะ ภิกษุจึงทำลายกิเลสทั้งหมดได้ ไม่หวั่นไหว คือตั้งมั่นด้วยดี เหมือนภูเขาหินล้วนย่อมไม่หวั่นไหว ด้วยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น คือเป็นผู้คงที่ในอารมณ์ทั้งปวง.

ครั้นวันหนึ่ง เมื่อชายผ้านุ่งของพระเถระห้อยย้อยลงโดยมิได้รู้ตัว สามเณรรูปหนึ่งจึงเตือนว่า ท่านควรนุ่งห่มเป็นปริมณฑลซิขอรับ. พระเถระครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว รับดุจด้วยเศียรเกล้าว่า คำอันเจริญ เธอกล่าวดีแล้ว ในขณะนั้นนั่นเองจึงหลีกไปหน่อยหนึ่งแล้วนุ่งห่มให้เป็นปริมณฑล เมื่อจะแสดงว่า แม้สิ่งนี้ก็นับว่าเป็นโทษแก่คนเช่นกับเรา ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า อนงฺคณสฺส ดังนี้เป็นต้น.

พระเถระ เมื่อจะแสดงว่าตนมีความคิดเสมอกันในความตายและชีวิตซ้ำอีก จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดยเริ่มต้นว่า นาภินนฺทามิ ดังนี้ และเมื่อจะแสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาโดยเริ่มต้นว่า อุภเยน มิทํ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภเยน แปลว่า ในสองคราว. อธิบายว่า ในกาลทั้งสอง.

บทว่า มิทํ ได้แก่ ม อักษร กระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า ความตายนี้เท่านั้น, ชื่อว่าความตายย่อมมีอยู่แน่นอน, ความไม่ตายไม่มี.

เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ในสองคราวเป็นอย่างไร? ท่านจึงกล่าวว่า ในเวลาแก่หรือในเวลาหนุ่ม.

ความว่า ในเวลาแก่เริ่มแต่มัชฌิมวัย คือในเวลาสังขารชราทรุดโทรม หรือในเวลาหนุ่ม คือในกาลเป็นหนุ่ม ความตายเท่านั้นย่อมมีแน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญ คือจงทำสัมมาปฏิบัติให้บริบูรณ์เถิด จงอย่าได้ปฏิบัติผิดให้พินาศเลย คือจงอย่าได้เสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวงในอบายทั้งหลายเลย.

บทว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา ความว่า เพราะเว้นจากอักขณะ ๘ ขณะที่ ๙ นี้ อย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย.

ครั้นวันหนึ่ง พระเถระเห็นท่านพระมหาโกฏฐิกะแล้ว เมื่อจะประกาศคุณของท่าน จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาโดยเริ่มต้นว่า อุปสนฺโต ดังนี้.

คำว่า ธุนาติ ท่านกล่าวไว้โดยมิได้มุ่งหมายถึงความในข้อนั้นเลย ท่านเมื่อจะกล่าวอิงอาศัยพระเถระอีก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อปฺปาสิ ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปาสิ ความว่า ละแล้วไม่นาน.

บทว่า อนายาโส ความว่า ไม่มีความดิ้นรน คือปราศจากทุกข์ คือกิเลส.

บทว่า วิปฺปสนฺโน อนาวิโล ความว่า มีความผ่องใส คือมีจิตผ่องใสด้วยดี เพราะไม่มีความไม่เชื่อเป็นต้น ชื่อว่าไม่ขุ่นมัว เพราะมีความดำริไม่ขุ่นมัว.

คาถาว่า น วิสฺสเส ท่านกล่าวปรารภพวกพระวัชชีบุตรผู้เชื่อพระเทวทัต ชอบใจทิฏฐิของพระเทวทัตนั้นแล้ว ดำรงอยู่.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วิสฺสเส ความว่า ไม่พึงคุ้นเคย คือไม่พึงเชื่อ.

บทว่า เอกติเยสุ ความว่า ในปุถุชนผู้มีสภาวะไม่มั่นคงบางพวก.

บทว่า เอวํ ความว่า เหมือนท่านทั้งหลายถึงความคุ้นเคยว่า พระเทวทัตเป็นผู้ปฏิบัติชอบ.

บทว่า อคาริสุ แปลว่า ในหมู่คฤหัสถ์.

บทว่า สาธูปิ หุตฺวาน ความว่า เพราะขึ้นชื่อว่า ความเป็นปุถุชนย่อมเป็นผู้มีความไม่มั่นคง เหมือนหม้อน้ำที่ตั้งอยู่บนหลังม้า และเหมือนตอไม้ที่ฝังลงในกองแกลบฉะนั้น คนบางพวกตอนต้นเป็นคนดี อยู่ต่อมาตอนปลายเป็นคนไม่ดี.

อธิบายว่า เหมือนพระเทวทัตในตอนต้นสมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ได้อภิญญาสมาบัติ แต่ถูกลาภและสักการะเข้าครอบงำ บัดนี้จึงเสื่อมจากคุณวิเศษเหมือนกาปีกหัก เป็นผู้ไปเกิดในอบาย เพราะฉะนั้น คนเช่นนั้นไม่ควรคุ้นเคยว่าเป็นคนดี เพราะเพียงแต่ได้เห็นกันเท่านั้น.

ส่วนคนบางพวกถึงตอนต้นจะเป็นคนไม่ดี เพราะไม่คบหากัลยาณมิตร แต่ตอนปลายกลับตนเป็นคนดีได้ เพราะคบหากัลยาณมิตร เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรคุ้นเคยกับคนดีเทียมๆ เยี่ยงพระเทวทัตว่าเป็นคนดีเลย.

คนซึ่งมีอุปกิเลสภายในใจมีกามฉันทะเป็นต้นยังไม่ไปปราศ ชื่อว่าคนไม่ดี. เมื่อจะแสดงถึงคนที่มีอุปกิเลสไปปราศแล้วว่า เป็นคนดี ท่านจึงกล่าวคาถาว่า กามจฺฉนฺโท ดังนี้เป็นต้น และเพื่อจะแสดงถึงลักษณะของคนดีชั้นสูงสุดโดยไม่ทั่วไป ท่านจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาโดยเริ่มต้นว่า ยสฺส สกฺกริยมานสฺส ดังนี้.

ก็เพื่อจะแสดงถึงคนดีชั้นสูงสุด โดยไม่ทั่วไป จึงยกพระศาสดาและตนขึ้นเป็นอุทาหรณ์ กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺโท ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสมุทฺโท ความว่า มหาสมุทร มหาปฐพี หินคือภูเขา และลมโดยประเภทที่พัดมาจากทิศตะวันออกเป็นต้น ย่อมทนได้ต่ออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เพราะเป็นสภาวะไม่มีเจตนา มิใช่อดทนได้ เพราะกำลังคือความพิจารณาใคร่ครวญ.

ส่วนพระศาสดาทรงดำรงอยู่ในความเป็นผู้คงที่ชั้นยอดเยี่ยม ด้วยอำนาจบรรลุถึงพระอรหัต จึงมีความเสมอ ไม่มีความหวั่นไหวในอารมณ์ทั้งปวงมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น, มหาสมุทรเป็นต้นเหล่านั้นจึงไม่ควรเปรียบเทียบกับความหลุดพ้นอย่างประเสริฐ คือหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอรหัตผลของพระศาสดาได้เลย คือย่อมไม่ถึงแม้ทั้งเสี้ยวและทั้งส่วน.

บทว่า จกฺกานุวตฺตโก ได้แก่ ผู้ยังพระธรรมจักรอันพระศาสดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม.

บทว่า เถโร ได้แก่ เป็นพระเถระ เพราะเป็นพระอเสขะ คือประกอบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น.

บทว่า มหาญาณี แปลว่า มีปัญญามาก

บทว่า สมาหิโต ได้แก่ มีความตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ และอนุตรสมาธิ.

บทว่า ปฐวาปคฺคิสมาโน ความว่า เป็นผู้ประพฤติเช่นกับแผ่นดิน น้ำและไฟ เพราะตนเป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ในเมื่อประจวบกับอารมณ์มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้าย ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า ปญฺญาปารมิตํ ปตฺโต ความว่า ถึงฝั่งแห่งสาวกญาณ คือถึงที่สุดแห่งฝั่งแล้ว.

บทว่า มหาพุทฺธิ ได้แก่ ประกอบพร้อมไปด้วยปัญญา ที่ชื่อว่าพุทธิ เพราะกว้างขวาง เหตุบรรลุถึงความเป็นผู้มีปัญญามาก กว้างขวาง ร่าเริง เร็วไว แหลมคมและเป็นเครื่องชำแรกกิเลส.

บทว่า มหามติ ได้แก่ ประกอบพร้อมไปด้วยความรู้จักคาดหมายนัยอันสำคัญยิ่ง คือรู้อนุโลมตามธรรมแล้ว.

จริงอยู่ พระมหาเถระนี้ประกอบด้วยคุณวิเศษเช่นมีปัญญามากเป็นต้น เพราะท่านบรรลุถึงคุณทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ ยิ่งกว่าท่านผู้มีประเภทแห่งปัญญา เป็น ๔ ส่วน ๑๖ ส่วน ๔๔ ส่วนและ ๗๓ ส่วน จึงสมควรที่จะเรียกว่า มหาพุทฺธิ ผู้มีปัญญามากยิ่งนัก.

เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นบัณฑิต

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาว่องไว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส

ดังนี้เป็นต้น.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๑๕๔

บัณฑิตพึงทราบความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ในส่วนแห่งความเป็นบัณฑิตเป็นต้น ในข้อนั้นดังต่อไปนี้ :-

บุคคลจะเป็นบัณฑิตก็ด้วยเหตุ ๔ ประการเหล่านี้ คือความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะดังนี้.

ในการแสดงวิภาคแห่งความเป็นผู้มีปัญญามากเป็นต้น มีพระบาลีดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า ปัญญาใหญ่เป็นไฉน?

ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนดอรรถใหญ่,

กำหนดธรรมใหญ่, กำหนดนิรุตติใหญ่, กำหนดปฏิภาณใหญ่,

กำหนดศีลขันธ์ใหญ่, กำหนดสมาธิขันธ์ใหญ่, กำหนดปัญญา

ขันธ์ใหญ่, กำหนดวิมุตติขันธ์ใหญ่, กำหนดวิมุตติญาณทัสสน

ขันธ์ใหญ่, กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่, กำหนดวิหารสมาบัติ

ใหญ่, กำหนดอริยสัจใหญ่, กำหนดสติปัฏฐานใหญ่, กำหนด

สัมมัปปธานใหญ่, กำหนดอิทธิบาทใหญ่, กำหนดอินทรีย์ใหญ่,

กำหนดพละใหญ่, กำหนดโพชฌงค์ใหญ่, กำหนดอริยมรรค

ใหญ่,กำหนดสามัญญผลใหญ่, กำหนดอภิญญาใหญ่ กำหนด

นิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ นี้เป็นปัญญาใหญ่.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ ข้อ ๖๖๕

ปุถุปัญญาเป็นไฉน?

ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ

มาก ในธาตุต่างๆ มาก ในอายตนะต่างๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาท

ต่างๆ มาก ในความได้เนืองๆ ซึ่งความสูญต่างๆ มาก ในอรรถต่างๆ

มาก ในธรรมต่างๆ มาก ในนิรุตติต่างๆ มาก ในปฏิภาณต่างๆ มาก

ในศีลขันธ์ต่างๆ มาก ในสมาธิขันธ์ต่างๆ มาก ใน ปัญญาขันธ์ต่างๆ

มาก ในวิมุตติขันธ์ต่างๆ มาก ในวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆ มาก

ในฐานะและอฐานะต่างๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่างๆ มาก ในอริยสัจ

ต่างๆ มาก ในสติปัฏฐานต่างๆ มาก ในสัมมัปปธานต่างๆ มาก ใน

อิทธิบาทต่างๆ มาก ในอินทรีย์ต่างๆ มาก ในพละต่างๆ มาก ใน

โพชฌงค์ต่างๆ มาก ในอริยมรรคต่างๆ มาก ในสามัญญผลต่างๆ

มาก ในอภิญญาต่างๆ มาก ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็นปุถุปัญญา.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ ข้อ ๖๖๖

หาสปัญญาเป็นไฉน?

ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความ

ร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก

บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่ามีความร่าเริง

มาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญอินทรียสังวรให้บริบูรณ์

เพราะอรรถว่ามีความร่าเริงมาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญ

ตนรู้จักประมาณในโภชนะ เพราะอรรถว่า มีความร่าเริงมาก ฯลฯ

มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญชาคริยานุโยค เพราะอรรถว่ามีความ

ร่าเริงมาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มากบำเพ็ญศีลขันธ์ ฯลฯ สมาธิขันธ์

วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ฯลฯ ย่อมตรัสรู้ตลอด. บำเพ็ญวิหาร

สมาบัติทั้งหลายได้ ย่อมตรัสรู้ตลอดอริยสัจ ๔ ย่อมเจริญสติปัฏฐาน ๔

ย่อมเจริญสัมมัปปธาน ๔ ย่อมเจริญอิทธิบาท ๔ ย่อมเจริญอินทรีย์ ๕

ย่อมเจริญพละ ๕ ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมเจริญอริยมรรค ฯลฯ ชื่อว่า

หาสปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมทำให้แจ้งได้ซึ่งสามัญญผล. ชื่อว่าหาส

ปัญญา เพราะอรรถว่ามีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดี

มาก มีความปราโมทย์มาก ย่อมตรัสรู้แจ้งซึ่งอภิญญา, ชื่อว่าหาสปัญญา

เพราะอรรถว่า มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก

มีความปราโมทย์มาก ย่อมทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นประโยชน์

อย่างยิ่ง.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ ข้อ ๖๗๔

*ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๕.

ชวนปัญญาเป็นไฉน?

ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่าปัญญาแล่นไปสู่รูปอย่างใด

อย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ฯลฯ มีอยู่ในที่ไกลหรือ

มีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็น

ทุกข์ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว แล่นไปสู่เวทนา ฯลฯ

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯลฯ

แล่นไปสู่วิญญาณทั้งหมดโดยความไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความ

เป็นทุกข์ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว. แล่นไปสู่จักษุ

ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันโดยความเป็น

ของไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ได้ไว แล่นไปโดยความ

เป็นอนัตตาได้ไว.

ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ

พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน

ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว

เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพาน

เป็นที่ดับรูปได้ไว ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ.

ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ

พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่าจักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต

และปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าเป็น

สิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระ

นิพพานเป็นที่ดับชรามรณะได้ไว.

ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ

พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็น

ของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป

คลายไป ดับไปเป็นธรรมดาแล้ว แล่นไปในพระนิพพานเป็นที่ดับรูป

ได้ไว. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ.

ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ

พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต

อนาคต และปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิด

ขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่นไป

ในพระนิพพาน อันเป็นที่ดับชราและมรณะได้ไว.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ ข้อ ๖๗๕

ติกขปัญญาเป็นไฉน?

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรอง

ไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไปซึ่งกามวิตก

ที่เกิดขึ้นแล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่าไม่รับรองไว้ ย่อมละ

บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิด

ขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว,

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา

ทำให้สิ้นสุดให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้น

แล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่าไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา

ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่ง

โทสะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งโมหะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งความโกรธ

ที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งอุปนาหะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งมักขะ ปลาสะ

อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ

ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอัน

เป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้ว.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเป็นเหตุให้บุคคลได้

บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔

อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ ข้อ ๖๗๖

นิพเพธิกปัญญาเป็นไฉน?

ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะอรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้

เป็นผู้มากไปด้วยความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความเบื่อหน่าย ความ

ระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมเบื่อ

หน่าย ทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลายในสังขาร

ทั้งปวง.

ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลาย

กองโทสะที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา

เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโมหะที่ไม่เคยเบื่อหน่าย

ที่ไม่เคยทำลาย,

ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลาย

โกธะ ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่

เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย.

____________________________

ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๖๗๗

ท่านกล่าวคำว่า มหาพุทฺธิ มีปัญญามากไว้ เพราะพระเถระประกอบพร้อมด้วยปัญญาอย่างมากมาย มีวิภาคตามที่กล่าวไว้แล้วด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความที่พระเถระนี้มีปัญญามาก แม้ด้วยอำนาจธรรมตามลำดับบท และวิปัสสนา.

สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับบท

ได้เพียงกึ่งเดือน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในการเห็นแจ้งธรรมตาม

ลำดับบทของพระสารีบุตรนั้น มีดังต่อไปนี้ :-

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้พระสารีบุตร สงัดจากกาม

ทั้งหลาย ฯลฯ เข้าปฐมฌานอยู่. ก็ธรรมในปฐมฌานคือวิตก ฯลฯ

จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ฉันทะ อธิโมกข์

วิริยะ สติ อุเปกขา มนสิการ. เป็นอันสารีบุตรกำหนดธรรมได้

ตามลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และ

ถึงความดับ. เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรม

ที่ไม่มีแก่เราย่อมมี ที่มีแล้วย่อมเสื่อมไป เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย

อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรม

นั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่, ย่อมรู้ชัด

ว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไป

ว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรเข้าทุติย

ฌาน ฯลฯ เพราะสงบวิตกและวิจาร. เข้าตติยฌานอยู่. เข้าจตุตถ

ฌานอยู่. เข้าอากาสานัญจายตนะอยู่. เข้าวิญญาณัญจายตนะอยู่.

เข้าอากิญจัญญายตนะอยู่. สารีบุตรล่วงอากิญจัญญายตนฌาน

โดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่.

เธอเป็นผู้มีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นเธอมีสติออกจากสมาบัติ

นั้นแล้ว พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้ว

ว่า ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เราย่อมมี ที่มีแล้ว

ย่อมเสื่อมไป. เธอไม่ยินดีไม่ยินร้ายอันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน

พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มีใจอันกระทำให้ปราศ

จากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่ง

ขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้

มาก ก็มีอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตรล่วงเนว

สัญญานาสัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญา

เวทยิตนิโรธอยู่. เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเธอจึงเป็นอัน

สิ้นไป. เธอย่อมมีสติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นเธอมีสติออกจาก

สมาบัตินั้นแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปร

ปรวนไปแล้วว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา

ย่อมมี ที่มีแล้วย่อมเสื่อมไป. เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่

อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้นๆ มี

ใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมี

ธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่

ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุรูปใด

ว่า เป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล, เป็นผู้ถึง

ความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยสมาธิ, เป็นผู้ถึงความ

ชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยปัญญา, เป็นผู้ถึงความชำนาญ

ถึงความสำเร็จในอริยวิมุตติ ภิกษุรูปนั้นคือสารีบุตรนั่นเอง ที่

ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชม ดังนี้.

____________________________

ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๑๕๙-๑๖๕ อนุปทสูตร

อธิบายว่า พระเถระชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญามาก เพราะประกอบพร้อมด้วยความรู้อย่างกว้างขวาง เพราะบรรลุถึงความเป็นผู้มีปัญญามาก กว้างขวาง ร่าเริง เร็วไว แหลมคมและเป็นเครื่องชำแรกกิเลสด้วยประการฉะนี้.

ส่วนความรู้ที่อนุโลมตามธรรม บัณฑิตพึงแสดงด้วยสัมปสาทนียสูตรเถิด.

____________________________

ที. ปาฏิ. ๑๑/ข้อ ๗๓-๙๓

จริงอยู่ พระสูตรนั้น การคาดหมายของพระเถระ ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นเช่นกับพระสัพพัญญุตญาณ.

บทว่า อชโฬ ชฬสมาโน ความว่า ไม่ใช่เป็นคนเขลา แม้โดยประการทั้งปวง เพราะท่านเป็นผู้สูงสุดด้วยปัญญา ในบรรดาสาวกทั้งหลาย แต่ทำเช่นกับคนเขลาคือทำทีเหมือนคนโง่ เพราะแสดงทำตนดุจคนที่ไม่รู้อะไร เพราะท่านเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยยิ่งนัก เป็นผู้ดับคือเป็นผู้เย็นสนิท เพราะไม่มีความทุกข์ร้อนคือกิเลส เที่ยวไปในกาลทุกเมื่อคืออยู่เป็นนิตย์.

คาถาว่า ปริจิณฺโณ นี้ พระเถระเมื่อจะประกาศถึงกิจที่ตนได้ทำไว้ จึงได้กล่าวถึงคาถานั้น ก็มีเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.

ก็คาถาว่า สมฺปาเทถปฺปมาเทน นี้ พระเถระก็กล่าวไว้ โดยมุ่งที่ที่จะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายผู้พากันมาประชุม ในเวลาที่ตนจะปรินิพพาน, ถึงคาถานั้นก็มีเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล.

จบอรรถกถาสาริปุตตเถรคาถาที่ ๒ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร