This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释22 行1 个版本

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ คำเริ่มต้นว่า ญาตเมตํ กุรุงฺคสฺส ดังนี้

ความพิศดารว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรมสภา นั่งกล่าวโทษของพระเทวทัตว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตประกอบนายขมังธนู เพื่อต้องการปลงพระชนม์พระตถาคต กลิ้งศิลา ปล่อยช้างธนปาลกะ ตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์ของพระทศพล แม้ในกาลทั้งปวง.

พระศาสดาเสด็จมา แล้วประทับนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้ แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วย เรื่องการกล่าวโทษของพระเทวทัตว่า พระเทวทัตตะเกียกตะกาย เพื่อปลงพระชนม์ของพระองค์.

พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะฆ่าเรา ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้. แม้ในกาลก่อน ก็ตะเกียกตะกายเหมือนกัน ก็แต่ว่า ไม่สามารถจะฆ่าเราได้ แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี

โพธิสตฺโต กุรุงฺคมิโค หุตฺวา เอกสฺมึ อรญฺญายตเน ผลาผลานิ ขาทนฺโต วสติ ฯ

พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นกวางเคี้ยวกินผลาผลทั้งหลายในราวป่าแห่งหนึ่ง. ในคราวหนึ่ง กวางนั้นกินผลมะลื่นที่ต้นมะลื่น อันมีผลสะพรั่ง.

ลำดับนั้น มีพรานนั่งห้างชาวบ้านคนหนึ่ง พิจารณารอยเท้าเนื้อทั้งหลายแล้ว จึงผูกห้างบนต้นไม้แล้วนั่งบนห้างนั้น เอาหอกแทงพวกเนื้อที่มากินผลไม้ แล้วขายเนื้อของเนื้อเหล่านั้นเลี้ยงชีวิต.

วันหนึ่ง พรานนั้นเห็นรอยเท้าของพระโพธิสัตว์ที่โคนต้นไม้นั้น จึงผูกห้างบนต้นมะลื่นนั้น แล้วบริโภคอาหารแต่เช้าตรู่ แล้วถือหอกเข้าป่า ขึ้นไปยังต้นไม้นั้นแล้วนั่งห้าง.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็ออกจากที่อยู่แต่เช้าตรู่มา ด้วยหวังว่า จักกินผลมะลื่น แต่ไม่ได้ผลุนผลัน เข้าไปที่โคนต้นไม้นั้น คิดว่า บางคราว พวกพรานนั่งห้างจะผูกห้างบนต้นไม้ อันตรายเห็นปานนี้ มีไหมหนอ จึงได้ยืนพิจารณาอยู่แต่ภายนอก. ฝ่ายนายพรานรู้ว่า พระโพธิสัตว์ไม่มา นั่งอยู่บนห้างนั่นแหละ โยนผลมะลื่นให้ตกลงข้างหน้าพระโพธิสัตว์นั้น.

พระโพธิสัตว์คิดว่า ผลเหล่านี้มาตกลงข้างหน้าเรา เบื้องบนต้นไม้นั้น มีนายพรานหรือหนอ เมื่อแลดูบ่อยๆ ก็เห็นนายพราน แต่ทำเป็นไม่เห็น พูดว่า ต้นไม้ผู้เจริญ เมื่อก่อน ท่านให้ผลไม้ทั้งหลายตกลงตรงๆ เหมือนเขย่าผลที่ห้อยอยู่ ฉะนั้น บัดนี้ ท่านละทิ้งรุกขธรรมเสียแล้ว เมื่อท่านละทิ้งรุกขธรรมเสียอย่างนี้ เราจักเข้าไปยังโคนต้นไม้แม้ต้นอื่น แสวงหาอาหารของเรา แล้วจึงกล่าวคาถานี้ว่า

แน่ะไม้มะลื่น การที่ท่านปล่อยผลไม้ให้กลิ้งมานั้น เราผู้เป็นกวางรู้แล้ว เราจะไปสู่ไม้มะลื่นต้นอื่น เพราะเราไม่ชอบใจผลของท่าน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ญาตํ ได้แก่ ปรากฏ คือเกิดแล้ว.

บทว่า เอตํ โยคว่า กรรมนี้.

บทว่า กุรุงฺคสฺส แปลว่า เนื้อชนิดกวาง.

บทว่า ยํ ตฺวํ เสปณฺณิ เสยฺยสิ ความว่า ดูก่อนต้นไม้มะลื่นผู้เจริญ การที่ท่านปล่อยให้ผลกลิ้งตกลงข้างหน้า คือได้เป็นผู้มีผลกระจายมานั้น ทั้งหมดเกิดเป็นสิ่งลามกสำหรับเนื้อกวาง.

ด้วยบทว่า น เม เต รุจฺจเต นี้ กวางกล่าวว่า เราไม่ชอบใจผลของท่านผู้ให้ผลอยู่อย่างนี้ ท่านจงหยุดเถิด เราจักไปที่อื่น ดังนี้ ได้ไปแล้ว.

ลำดับนั้น นายพรานทั้งที่นั่งอยู่บนห้างนั่นแล พุ่งหอกไปเพื่อพระโพธิสัตว์นั้น แล้วกล่าวว่า ท่านจงไปเถิด บัดนี้ เราเป็นคนผิดหวังท่าน. พระโพธิสัตว์หันกลับมา ยืนกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ แม้บัดนี้ ท่านผิดหวังเราก็จริง แต่ถึงกระนั้น ท่านจะไม่ผิดหวังมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม และกรรมกรณ์ทั้งหลายมีการจองจำ ๕ ประการเป็นต้น ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ได้ไปตามชอบใจ ฝ่ายนายพรานลงมาแล้ว ไปตามความชอบใจ.

แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะฆ่าเรา ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ตะเกียกตะกายแล้วเหมือนกัน.

ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบอนุสนธิ แล้วทรงประชุมชาดกว่า

นายพรานนั่งห้างในครั้งนั้น ได้เป็น พระเทวทัต

ส่วนกวางในครั้งนั้น ได้เป็น เราผู้ตถาคต แล. จบอรรถกถากุรุงคมิคชาดกที่ ๑ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร