This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典

อรรถกถาแปลไทย

仅原文 · 不作诠释346 行1 个版本

อรรถกถาปสูรสุตตนิทเทสที่ ๘

ในปสูรสุตตนิทเทส พึงทราบความย่อของคาถาแรกก่อน.

เจ้าทิฏฐิเหล่านี้ย่อมกล่าวว่า ความหมดจดในธรรมนี้เท่านั้น หมายเอาทิฏฐิของตน แต่มิได้กล่าวความหมดจดวิเศษในธรรมเหล่าอื่นเลย สมณพราหมณ์เป็นอันมากอาศัยศาสดาของตนเป็นต้นใด เป็นผู้กล่าวว่างามในเพราะศาสดาของตนเป็นต้นนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า วาทะนี้งาม ตั้งมั่นในสัจจะเฉพาะอย่างว่า โลกเที่ยง เป็นต้น.

บทว่า สพฺเพ ปรวาเท ขิปนฺติ ความว่า ย่อมทิ้งลัทธิอื่นทั้งหมด.

บทว่า อุกฺขิปนฺติ ความว่า ทิ้งไปไกล.

บทว่า ปริกฺขิปนฺติ ความว่า ทิ้งไปโดยรอบ.

บทว่า สุภวาทา เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.

บทว่า โสภณวาทา ความว่า กล่าวว่า งามอย่างนี้.

บทว่า ปณฺฑิตวาทา ความว่า กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราเป็นบัณฑิต.

บทว่า ธีรวาทา ความว่า กล่าวว่าพวกเรากล่าววาทะที่ปราศจากโทษ.

บทว่า ญายวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ควร.

____________________________

บาลีเป็น ญาณวาทา.

บทว่า เหตุวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ประกอบด้วยเหตุ.

บทว่า ลกฺขณวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ควรกำหนด.

บทว่า การณวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ประกอบด้วยอุทาหรณ์.

บทว่า ฐานวาทา ความว่า กล่าวว่า พวกเรากล่าววาทะที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้.

บทว่า นิวิฏฺฐา ความว่า เข้าไปในภายใน.

บทว่า ปติฏฺฐิตา ความว่า ตั้งอยู่ในสัจจะเฉพาะอย่างนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ด้วยประการฉะนี้แล.

คาถาที่ ๒ ว่า เต วาทกามา เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลํ ทหนฺติ มิถู อญฺญมญฺญํ ความว่า ชนทั้งสองพวกย่อมมุ่งกันและกันว่าเป็นพาล คือย่อมเห็นโดยความเป็นพาล ย่อมกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นพาล ผู้นี้เป็นพาล.

บทว่า เต อญฺญสิตา กโถชฺชํ ความว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัยศาสดาเป็นต้น กล่าวทะเลาะกันและกัน.

บทว่า ปสํสกามา กุสลาวทานา ความว่า ทั้งสองพวกเป็นผู้มีความต้องการความสรรเสริญ มีความสำคัญอย่างนี้ว่า พวกเรากล่าวว่าตนเป็นคนฉลาด คือกล่าวว่าเป็นบัณฑิต.

บทว่า วาทตฺถิกา ความว่า มีความต้องการด้วยวาทะ.

บทว่า วาทาธิปฺปายา ความว่า มีความมุ่งหมายวาทะ.

บทว่า วาทปุเรกฺขารา ความว่า ทำวาทะนั่นแลไว้เบื้องหน้าเที่ยวไป.

บทว่า วาทปริเยสนํ จรนฺตา ความว่า เที่ยวแสวงหาวาทะนั่นแล.

บทว่า วิคฺคยฺห ความว่า เข้าไปแล้ว.

บทว่า โอคฺคยฺห ความว่า หยั่งลงแล้ว.

บทว่า อชฺโฌคเหตฺวา ความว่า จมแล้ว.

บทว่า ปวิสิตฺวา ความว่า ไปในภายใน.

บทว่า อโนชวนฺตี ความว่า ไม่มีน้ำมีนวล. อธิบายว่า เว้นจากเดช.

บทว่า สา กถา ได้แก่ วาจานี้.

บทว่า กโถชฺชํ วทนฺติ ความว่า กล่าวคำที่ไร้เดช ก็บรรดาพวกเขาที่กล่าวอย่างนี้ กำหนดได้คนเดียวเท่านั้น.

คาถาว่า ยุตฺโต กถายํ เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺโต กถายํ ความว่า ผู้ขวนขวายในการกล่าววาทะ.

บทว่า ปสํสมิจฺฉํ วินิฆาติ โหติ ความว่า เมื่อปรารถนาความสรรเสริญเพื่อตน เป็นผู้มีถ้อยคำอย่างไรที่จะกล่าวก่อน โดยนัยเป็นต้นว่า เราจักข่มเขาอย่างไรหนอ ชื่อว่าย่อมเป็นผู้ลังเลใจ.

บทว่า อปาหตสฺมึ ความว่า ในเมื่อวาทะของตนถูกผู้พิจารณาปัญหา ค้านโดยนัยเป็นต้นว่า ท่านกล่าวคำปราศจากอรรถะ ท่านกล่าวคำปราศจากพยัญชนะ.

บทว่า นินฺทาย โส กุปฺปติ ความว่า นรชนนั้นย่อมขัดเคือง ในเมื่อวาทะถูกเขาคัดค้าน และเพราะความติเตียนที่เกิดขึ้น.

บทว่า รนฺธเมสิ ความว่า แสวงหาความผิดของผู้อื่นนั่นแล.

บทว่า โถมนํ ได้แก่ กล่าวสรรเสริญ.

บทว่า กิตฺตึ ได้แก่ กระทำให้ปรากฏ.

บทว่า วณฺณหาริยํ ได้แก่ ยกย่องคุณความดี.

บทว่า ปุพฺเพว สลฺลาปา ความว่า ก่อนที่จะโต้ตอบกันนั่นแหละ ชื่อว่ากถังกถา เพราะอรรถว่า คำนี้อย่างไร คำนี้อย่างไร ชื่อว่ากถังกถี เพราะอรรถว่ามีกถังกถา ถ้อยคำว่าอย่างไร.

บทว่า ชโย นุโข เม ความว่า เราชนะ.

บทว่า กถํ นิคฺคหํ ความว่า ข่มด้วยประการไร.

บทว่า ปฏิกมฺมํ กริสฺสามิ ความว่า เราจักกระทำลัทธิของเราให้บริสุทธิ์.

บทว่า วิเสสํ ความว่า ยิ่งเกิน.

บทว่า ปฏิวิเสสํ ความว่า วิเศษบ่อยๆ.

บทว่า อาเวธิยํ กริสฺสามิ ความว่า จักกระทำความผูกพัน.

บทว่า นิพฺเพธิยํ ความว่า ความปลดเปลื้อง คือความพ้นความออกไปของเรา.

บทว่า เฉทนํ ความว่า การตัดวาทะ.

บทว่า มณฺฑลํ ความว่า การขนาบวาทะ.

บทว่า ปาริสชฺชา ความว่า ผู้เข้าที่ประชุม.

บทว่า ปาสาทนิยา ความว่า ผู้มีความกรุณา.

บทว่า อปหรนฺติ ความว่า ย่อมห้าม.

บทว่า อตฺถาปคตํ ความว่า ปราศจากอรรถะ. อธิบายว่า ไม่มีอรรถะ

บทว่า อตฺถโต อปหรนฺติ ความว่า ย่อมห้ามจากอรรถะ.

บทว่า อตฺโถ เต ทุนฺนีโต ความว่า ท่านมิได้นำอรรถะเข้าไปโดยชอบ.

บทว่า พฺยญฺชนนฺเต ทุโรปิตํ ความว่า ท่านตั้งพยัญชนะไม่ดี.

บทว่า นิคฺคโห เต อกโต ความว่า ท่านไม่กระทำความข่ม.

บทว่า ปฏิกมฺมนฺเต ทุกฺกฏํ ความว่า การตั้งลัทธิของตน ท่านทำไม่ดีคือทำไม่เรียบร้อย.

บทว่า ทุกฺกถิตํ ความว่า ท่านพูดไม่ชอบ.

บทว่า ทุพฺภณิตํ ความว่า แม้เมื่อกล่าว ก็กล่าวไม่ดี.

บทว่า ทุลฺลปิตํ ความว่า ชี้แจงไม่ชอบ.

บทว่า ทุรุตฺตํ ความว่า กล่าวโดยประการอื่น.

บทว่า ทุพฺภาสิตํ ความว่า กล่าวผิดรูป.

บทว่า นินฺทาย ความว่า ความติเตียน.

บทว่า ครหาย ความว่า กล่าวโทษ.

บทว่า อกิตฺติยา ความว่า กล่าวสิ่งที่ไม่เป็นคุณ.

บทว่า อวณฺณหาริกาย ความว่า เพิ่มสิ่งที่ไม่เป็นคุณ.

บทว่า กุปฺปติ ความว่า ละปกติภาพแล้วหวั่นไหว.

บทว่า พฺยาปชฺชติ ความว่า ถึงภาวะเสียด้วยสามารถแห่งโทสะ.

บทว่า ปติตฺถียติ ความว่า ถึงความแค้นใจด้วยสามารถแห่งความโกรธ.

บทว่า โกปญฺจ ความว่า ความโกรธ.

บทว่า โทสญฺจ ความว่า ความประทุษร้าย.

บทว่า อปฺปจฺจยญฺจ ความว่า อาการไม่ยินดี.

บทว่า ปาตุกโรติ ความว่า กระทำให้ปรากฏ.

บทว่า รนฺธเมสี ความว่า แสวงหาระหว่าง.

บทว่า วิรนฺธเมสี ความว่า แสวงหาช่อง.

บทว่า อปรนฺธเมสี ความว่า นำคุณออก แล้วแสวงหาโทษเท่านั้น.

บทว่า ขลิตเมสี ความว่า แสวงหาความพลั้งพลาด.

บทว่า คลิตเมสี ความว่า แสวงหาความตกไป.

ปาฐะว่า ฆฏฏิตเมสี ก็มี ความแห่งปาฐะนั้นว่า แสวงหาความบีบคั้น.

บทว่า วิวรเมสี ความว่า แสวงหาโทษ.

อนึ่ง มิใช่โกรธอย่างเดียว แต่พึงทราบคาถาว่า ยมสฺส วาทํ เป็นต้น โดยแท้แล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริหีนมาหุ อปาหตํ ความว่า ย่อมกล่าวว่าเลว คัดค้านให้ตกไป โดยอรรถและพยัญชนะเป็นต้น.

บทว่า ปริเทวติ ความว่า ต่อนั้น เขาบ่นเพ้อถึงนิมิตโดยนัยว่าเราคิดถึงสิ่งอื่นเป็นต้น.

บทว่า โสจติ ความว่า ย่อมเศร้าโศกปรารภว่าเขาชนะเป็นต้น.

บทว่า อุปจฺจคา มนฺติ อนุตฺถุนาติ ความว่า บ่นเพ้อยิ่งขึ้นไปอีกโดยนัยเป็นต้นว่า เขากล่าวก้าวล่วงเราด้วยวาทะ.

บทว่า ปริหาปิตํ ความว่า ให้เจริญไม่ได้.

บทว่า อญฺญํ มยา อาวชฺชิตํ ความว่า เรารำพึงถึงเหตุอื่น.

บทว่า จินฺติตํ ความว่า พิจารณา.

บทว่า มหาปกฺโข ความว่า ชื่อว่ามีพวกมาก เพราะอรรถว่ามีพวกญาติมาก.

บทว่า มหาปริโส ความว่า มีบริษัทโดยความเป็นบริวารมาก.

บทว่า มหาปริวาโร ความว่า มีทาสและทาสีเป็นบริวารมาก.

บทว่า ปริสา จายํ วคฺคา ความว่า ก็บริษัทนี้เป็นพวกๆ ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.

บทว่า ปุน ภญฺชิสฺสามิ ความว่า จักทำลายอีก.

ก็ในบทว่า เอเต วิวาทา สมเณสุ นี้ เหล่าปริพาชกภายนอก เรียกว่าสมณะ.

บทว่า เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ โหติ ความว่า เมื่อถึงความที่จิตยินดีหรือยินร้ายด้วยสามารถแห่งความแพ้และความชนะเป็นต้น ชื่อว่าความยินดีและความยินร้ายย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้.

บทว่า วิรเม กโถชฺชํ ความว่า พึงละความทะเลาะกันเสีย.

บทว่า น หญฺญทตฺถตฺถิ ปสํสลาภา ความว่า เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มีในเพราะความวิวาทนี้.

บทว่า อุตฺตาโน วา ความว่า ไม่ลึกเหมือนในประโยคว่า กามคุณ ๕ เหล่านี้เป็นต้น.

บทว่า คมฺภีโร ความว่า เข้าไปได้ยาก ตั้งอยู่ไม่ได้เหมือนธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น.

บทว่า คุฬฺโห ความว่า ปกปิดตั้งอยู่ เหมือนในประโยคว่า จงรื่นรมย์เถิด นันทะ เราเป็นผู้รับรองของเธอ เป็นต้น.

บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่า ไม่ปรากฏ เหมือนในประโยคว่า ฆ่ามารดาบิดา เป็นต้น.

บทว่า เนยฺโย วา ความว่า ควรนำออกกล่าว เหมือนในประโยคว่า เป็นผู้ไม่มีศรัทธาและเป็นคนอกตัญญู เป็นต้น.

บทว่า นีโต วา ความว่า พึงกล่าวโดยทำนองที่ตั้งไว้ในบาลี เหมือนในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยวงศ์ ๔ เหล่านี้ เป็นต้น.

บทว่า อนวชฺโช วา ความว่า ประโยชน์ที่ปราศจากโทษ เหมือนในประโยคว่า กุศลธรรม เป็นต้น.

บทว่า นิกฺกิเลโส วา ความว่า เว้นจากกิเลส เหมือนวิปัสสนา.

บทว่า โวทาโน วา ความว่า บริสุทธิ์ เหมือนโลกุตตระ.

บทว่า ปรมตฺโถ วา ความว่า ประโยชน์สูงสุด คือประโยชน์ที่เป็นประโยชน์สูงสุด เหมือนขันธ์ ธาตุ อายตนะและพระนิพพาน

คาถาที่ ๖ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-

เพราะประโยชน์อื่นจากการได้ความสรรเสริญ ย่อมไม่มี ฉะนั้นแม้เมื่อได้ลาภอย่างยิ่ง ก็ย่อมได้รับสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้นว่า คนนี้ก็แสดงวาทะนั้นในท่ามกลางบริษัท ต่อนั้นเขาถึงความยินดี หรือความยิ้มแย้ม ย่อมหัวเราะและเฟื่องฟูขึ้นด้วยมานะ เพราะอรรถว่าชนะนั้น เพราะเหตุอะไร เพราะบรรลุประโยชน์คือความชนะนั้น เป็นผู้สมใจนึก.

บทว่า ถมฺภยิตฺวา ความว่า ให้เต็ม.

บทว่า พฺรูหยิตฺวา ความว่า ให้เจริญ นิทเทสของคาถานี้มีเนื้อความง่าย.

อนึ่ง เมื่อเฟื่องฟูขึ้นอย่างนี้ พึงทราบคาถาว่า ยา อุณฺณตี เป็นต้นดังต่อไปนี้:-

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานาติมานํ วทเต ปเนโส ความว่า ก็บุคคลนั้นไม่รู้อยู่ว่าความเฟื่องฟูนั้นเป็นพื้นย่ำยี จึงกล่าวความถือตัวและความดูหมิ่น นิสเทสแห่งคาถาแม้นี้ก็มีเนื้อความง่าย.

ครั้นแสดงโทษในวาทะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะไม่ทรงรับวาทะของปริพาชกนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า สูโร เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชขทาย มีอธิบายว่า ด้วยของควรเคี้ยวซึ่งเป็นของพระราชทาน คือภัตตาหาร.

ด้วยบทว่า อภิคชฺชเมติ ปฏิสูรมิจฺฉํ ทรงแสดงว่า ผู้คะนองอยู่นั้น เมื่อปรารถนา คนกล้าที่เป็นศัตรู ย่อมพบ ฉันใด เจ้าทิฏฐิย่อมพบเจ้าทิฏฐิฉันนั้น.

บทว่า เยเนว โส เตน ปเลหิ ความว่า คนกล้าที่เป็นศัตรูต่อ ท่านนั้นมีอยู่ที่ใด ท่านจงไปเสียจากที่นั้น.

ด้วยบทว่า ปุพฺเพว นตฺถี ยทิทํ ยุทฺธาย ทรงแสดงว่า ก็ความลำบากนี้ใดพึงมีเพื่อการรบ ความลำบากนั้นมิได้มีในเบื้องต้นเลยในที่นี้ ตถาคตละเสียแล้วที่โคนไม้โพธินั่นแล.

บทว่า สูโร เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง ชีวิตด้วยดี ชื่อสูระ. ความว่า สละชีวิต ถวายชีวิต.

บทว่า วีโร ความว่า มีความบากบั่น

บทว่า วิกฺกนฺโต ความว่า เข้าสู่สงคราม.

บทว่า อภิรุ เป็นต้นมีนัยดังกล่าวนั่นแล.

บทว่า ปุฏฺโฐ เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.

บทว่า โปสิโต ความว่า ทำให้มีกำลัง.

บทว่า อาปาทิโต ความว่า เข้าไปเลี้ยงดู.

บทว่า ปฏิปาทิโต วฑฺฒิโต ความว่า ให้เจริญยิ่งๆ ขึ้น.

บทว่า คชฺชนฺโต ความว่า คะนองด้วยบทของคนโง่.

บทว่า อุคฺคชฺชนฺโต ความว่า กระทำการโห่ร้อง.

บทว่า อภิคชฺชนฺโต ความว่า กระทำสีหนาท.

บทว่า เอติ ความว่า ย่อมมา.

บทว่า อุเปติ ความว่า ไปใกล้จากนั้น.

บทว่า อุปคจฺฉติ ความว่า ไปใกล้จากนั้นแล้วไม่กลับ.

บทว่า ปฏิสูรํ ความว่า ปลอดภัย.

บทว่า ปฏิปุริสํ ความว่า บุรุษผู้เป็นศัตรู.

บทว่า ปฏิสตฺตุํ ความว่า ผู้เป็นศัตรูยืนอยู่เฉพาะหน้า.

บทว่า ปฏิมลฺลํ ความว่า เป็นผู้ขัดขวางต่อสู้อยู่.

บทว่า อิจฺฉนฺโต ความว่า หวังอยู่.

บทว่า ปเลหิ ความว่า จงไป.

บทว่า วชฺช ความว่า จงอย่ายืนอยู่.

บทว่า คจฺฉ ความว่า เข้าไปหาใกล้ๆ

บทว่า อภิกฺกม ความว่า จงกระทำความบากบั่น.

บทว่า โพธิยา มูเล ความว่า ที่ใกล้มหาโพธิพฤกษ์.

บทว่า เย ปฏิเสนิกรา กิเลสา ความว่า กิเลสเหล่าใดอันกระทำความเป็นปฏิปักษ์.

บทว่า ปฏิโลมกรา ความว่า กระทำความเสื่อม.

บทว่า ปฏิกณฺฏกกรา ความว่า กระทำความทิ่มแทง.

บทว่า ปฏิปกฺขกรา ความว่า กระทำเป็นศัตรู.

คาถาที่เหลือต่อจากนี้ มีความเกี่ยวเนื่องปรากฏแล้วทั้งนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวาทิยนฺติ ความว่า ย่อมวิวาทกัน.

บทว่า ปฏิเสนิกตฺตา ความว่า กิเลสที่ทำความขัดขวางกัน คำที่ขัดแย้งกันโดยนัยว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้เป็นต้น ชื่อวิวาท.

บทว่า สหิตมฺเม ความว่า คำของเราประกอบด้วยประโยชน์.

บทว่า อสหิตนฺเต ความว่า คำของท่านไม่ประกอบด้วยประโยชน์.

บทว่า อธิจิณฺณนฺเต วิปราวตฺตํ ความว่า คำที่สั่งสมนั้นใด เป็นคำคล่องแคล่วด้วยสามารถเสวนะตลอดกาลนาน คำนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะอาศัยวาทะของเรา.

บทว่า อาโรปิโต เต วาโท ความว่า เรายกโทษไว้เบื้องบนท่าน.

บทว่า จร วาทปฺปโมกฺขาย ความว่า ท่านจงถือห่อข้าวเข้าไปหาท่านนั้นๆ เที่ยวแสวงหายิ่งขึ้น หรือจงแก้ไขเพื่อต้องการเปลื้องวาทะ.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านจงเปลื้องตนให้พ้นจากโทษที่เรายกขึ้น.

บทว่า สเจ ปโหสิ ความว่า ถ้าท่านสามารถ.

บทว่า อาเวธิกาย อาเวธิกํ ความว่า การกลับด้วยการกลับผูกมัด.

บทว่า นิพฺเพธิกาย นิพฺเพธิกํ ความว่า ความปลดเปลื้องด้วยความปลดเปลื้องจากโทษ คำมีอาทิอย่างนี้ว่า เฉเทน เฉทํ พึงประกอบตามที่ควรประกอบ เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

บทว่า วิเสนิกตฺวา ความว่า ยังกองทัพกิเลสให้พินาศ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกปริพาชกนั้นว่า ปสูระ.

คาถาแม้นี้ว่า เยสีธ นตฺถิ ก็มีนิทเทสมีเนื้อความง่ายเหมือนกัน.

บทว่า ปวิตกฺกํ ความว่า วิตกว่า เราจักมีชัยหรือหนอ เป็นต้น.

บทว่า โธเนน ยุคํ สมาคมา ความว่า ถึงการจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้กำจัดกิเลสแล้ว.

บทว่า น หิ ตฺวํ สกฺขสิ สมฺปยาตเว ความว่า ท่านจักไม่อาจเพื่อจะจับคู่กับพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาชื่อว่าโธนา เทียมทันเสมอเป็นหนึ่งกับเรา คือจักไม่อาจจับคู่เพื่อเทียมทันเรานั้นได้เลย เหมือนหมาไนเป็นต้นไม่อาจจับคู่เทียมทันกับราชสีห์เป็นต้นได้.

บทว่า มโน เป็นบทอุทเทสของบทที่จะต้องชี้แจง.

บทว่า ยํ จิตฺตํ ความว่า ชื่อว่าจิต เพราะวิจิตรด้วยจิต. ชื่อว่ามนะ เพราะอรรถว่ารู้ คือทราบอารมณ์.

บทว่า มานสํ ได้แก่ ใจนั่นเอง ก็ธรรมที่สัมปยุตด้วยใจ เรียกว่ามนัส ในประโยคนี้ว่า บ่วงที่ลอยเที่ยวไปในอากาศ ชื่อมานัส.

พระอรหัตต์เรียกว่ามานัส ในคาถานี้ว่า :-

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงขวนขวายประโยชน์

เพื่อประชาชน สาวกของพระองค์ยินดีในศาสนา ยังไม่

บรรลุพระอรหันต์ ยังเป็นเสขะอยู่ จะพึงทำกาละเสีย

อย่างไรเล่า.

แต่ในที่นี้ มานัสคือใจ.

บทว่า มานสํ ท่านขยายด้วยสามารถแห่งพยัญชนะ.

บทว่า หทยํ ได้แก่ จิต อก เรียกว่า หทัย ในประโยคนี้ว่าเราจักซัดจิตของท่านเสีย หรือจักผ่าอกของท่าน. จิตเรียกว่าหทัย ในประโยคนี้ว่า เข้าใจว่าถากจิตด้วยจิตเพื่อพระอรหัตตผล. หัวใจเรียกว่าหทัย ในประโยคนี้ว่า ไต หัวใจ. แต่ในที่นี้จิตนั่นแล เรียกว่าหทัย ด้วยอรรถว่าภายใน.

จิตนั่นแลชื่อว่าปัณฑระ ด้วยอรรถว่าบริสุทธิ์. จิตนี้ ท่านกล่าวเอาภวังค์จิตเหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง ก็จิตนั้นแลถูกอุปกิเลสที่จะมาทำให้เศร้าหมองดังนี้ แม้อกุศลที่ออกจากจิตนั้น ก็เรียกว่าปัณฑระเหมือนกัน เหมือนแม่น้ำคงคาไหลออกจากแม่น้ำคงคา และเหมือนแม่น้ำโคธาวรีไหลออกจากแม่น้ำโคธาวรี.

ก็ มโน ศัพท์ในที่นี้ว่า มนะ มนายตนะ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นอายตนะแห่งใจ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า อายตนะแห่งใจชื่อมนายตนะ ดุจเทวายตนะนี้หามิได้ ที่แท้อายตนะคือใจ ชื่อมนายตนะ.

พึงทราบอายตนะ ในบทว่า ด้วยอรรถว่าที่อยู่อาศัย ด้วยอรรถว่าบ่อเกิด ด้วยอรรถว่าที่ประชุม ด้วยอรรถว่าประเทศที่เกิด และด้วยอรรถว่าเหตุ

จริงอย่างนั้น ที่อยู่อาศัย เรียกว่าอายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ที่อยู่ของอิสรชน ที่อยู่ของวาสุเทพ ในโลก. บ่อเกิด เรียกว่าอายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า บ่อเกิดทอง บ่อเกิดรัตนะ. ที่ประชุมเรียกว่าอายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ผู้ไปในอากาศทั้งหลายย่อมคบเขาในที่ประชุมที่น่ารื่นรมย์ในศาสนา. ประเทศที่เกิด เรียกว่า อายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า ทักษิณาบถเป็นประเทศที่เกิดของโคทั้งหลาย. เหตุเรียกว่าอายตนะ ในประโยคเป็นต้นว่า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น พยานย่อมถึงความเป็นผู้ควร ในที่นั้นๆ ทีเดียว.

ก็ในที่นี้เป็นไปทั้ง ๓ อย่าง คือด้วยอรรถว่าประเทศที่เกิด ๑ ด้วยอรรถว่าที่ประชุม ๑ ด้วยอรรถว่าเหตุ ๑. มนะนี้พึงทราบว่าอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าประเทศที่เกิดว่า ก็ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ย่อมเกิดในมนะนี้. พึงทราบว่าอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าที่ประชุมว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและอารมณ์ภายนอก ย่อมประชุมลงในมนะนี้ตามสภาพ. พึงทราบว่าอายตนะ แม้ด้วยอรรถว่าเหตุ เพราะความเป็นเหตุแห่งผัสสะเป็นต้น ด้วยอรรถว่าเป็นปัจจัยแห่งสหชาตธรรมเป็นต้น.

มนินทรีย์มีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่าวิญญาณ เพราะอรรถว่ารู้แจ้ง. ขันธ์คือวิญญาณ ชื่อวิญญาณขันธ์ พึงทราบเนื้อความแห่งขันธ์นั้น ด้วยสามารถแห่งกองเป็นต้น ก็ท่านกล่าวขันธ์ด้วยอรรถว่ากอง ในประโยคนี้ว่า ย่อมถึงการนับว่ากองน้ำใหญ่ทีเดียว.

ท่านกล่าวด้วยอรรถว่าคุณ ในประโยคเป็นต้นว่า สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ท่านกล่าวด้วยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ ในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นแล้วแลซึ่งกองไม้ใหญ่.

แต่ในที่นี้ท่านกล่าวขันธ์โดยรุฬหีศัพท์ ก็เอกเทศแห่งวิญญาณขันธ์ เป็นวิญญาณดวงหนึ่ง ด้วยอรรถว่าเป็นกอง เพราะเหตุนั้นวิญญาณแม้ดวงเดียว ซึ่งเป็นเอกเทศแห่งวิญญาณ ขันธ์ ท่านกล่าวว่าวิญญาณขันธ์ โดยรุฬหีศัพท์ เหมือนเมื่อตัดส่วนหนึ่งของต้นไม้ ก็เรียกว่าตัดต้นไม้ ฉะนั้น.

บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ความว่า มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่ธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้น ก็ในบทนี้จิตดวงเดียวนั่นแหละเรียกเป็น ๓ ชื่อ คือมนะ ด้วยอรรถว่ารู้, วิญญาณ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้ง, ธาตุ ด้วยอรรถว่าสภาวะบ้าง ด้วยอรรถว่าไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นบุคคลบ้าง.

บทว่า สทฺธึ ยุคํสมาคมา ความว่า ร่วมต่อสู้ด้วยกัน.

บทว่า สมาคนฺตฺวา ความว่า ถึงแล้ว.

บทว่า ยุคคฺคาหํ คณฺหิตฺวา ความว่า จับคู่แข่งขันกัน.

____________________________

บาลีเป็น คณหิตุํ

บทว่า สากจฺเฉตุํ ความว่า เพื่อกล่าวด้วยกัน.

บทว่า สลฺลปิตุํ ความว่า เพื่อทำการสนทนาปราศรัยกัน.

บทว่า สากจฺฉํ สมาปชฺชิตุํ ความว่า เพื่อดำเนินการกล่าวร่วมกัน.

อนึ่ง เพื่อจะแสดงเหตุในความที่ปสูรปริพาชกเป็นผู้ไม่สามารถ พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตํ กิสฺส เหตุ ปสูโร ปริพฺพาชโก หีโน ดังนี้.

บทว่า โส หิ ภควา อคฺโค จ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้เลิศ เพราะไม่มีใครเหมือน คือเพราะไม่มีใครมีปัญญาเสมอ.

บทว่า เสฏฺโฐ จ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยอรรถว่าไม่มีใครเปรียบเทียบด้วยคุณทั้งปวง.

บทว่า โมกฺโข จ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้พ้น เพราะพ้นจากกิเลส พร้อมทั้งวาสนา.

บทว่า อุตฺตโม จ ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้สูงสุด เพราะไม่อวดอุตตริมนุษยธรรมของพระองค์.

บทว่า ปวโร จ ความว่า ชื่อว่าบวร เพราะเป็นผู้ที่ชาวโลกทั้งปวงปรารถนายิ่ง.

บทว่า มตฺเตน มาตงฺเคน ได้แก่ ช้างซับมัน.

บทว่า โกตฺถุโก ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกแก่.

บทว่า สีเหน มิครญฺญา สทฺธึ ความว่า กับพญาไกรสรสีหะผู้เป็นมฤคราช.

บทว่า ตรุณโก ความว่า ลูกนก.

บทว่า เธนูปโก ความว่า ยังดื่มนม.

บทว่า อุสเภน ความว่า วัวผู้ที่ยอมรับตกลงกันว่าเป็นมงคล.

บทว่า วลกกุนา สทฺธึ ความว่า กับโคที่มีหนอกไหวอยู่.

บทว่า ธงฺโก ได้แก่ กา.

บทว่า ครุเฬน ในบทว่า ครุเฬน เวนเตยฺเยน สทฺธึ เป็นชื่อด้วยสามารถแห่งชาติ.

บทว่า เวนเตยฺเยน เป็นชื่อด้วยสามารถแห่งโคตร.

บทว่า จณฺฑาโล ได้แก่ คนจัณฑาลโดยกำเนิด.

บทว่า รญฺญา จกฺกวตฺตินา ได้แก่ พระเจ้าจักรพรรดิผู้ครองทวีปทั้ง ๔.

บทว่า ปํสุปิสาจโก ได้แก่ ยักษ์ที่บังเกิดในที่ทิ้งหยากเยื่อ.

บทว่า อินฺเทน เทวรญฺญา สทฺธึ ความว่า กับท้าวสักกเทวราช.

บท ๖ บทว่า โส หิ ภควา มหาปญฺโญ เป็นต้น ให้พิสดารแล้วในหนหลัง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญาปเภทกุสโล ความว่า เป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญาซึ่งมีวิกัปไม่มีที่สุดของตน.

บทว่า ปภินฺนญาโน ความว่า ได้ญาณชนิดไม่มีที่สุด แม้เมื่อมีความเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ท่านก็แสดงความที่ปัญญาเหล่านั้นมีประเภทไม่มีที่สุด ด้วยบทว่า ปภินฺนญาโณ นี้.

บทว่า อธิคตปฏิสมฺภิโท ความว่า ได้เฉพาะปฏิสัมภิทาอันเลิศ ๔ อย่าง.

บทว่า จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ความว่า บรรลุญาณกล่าวคือความเป็นผู้แกล้วกล้า ๔ อย่าง.

เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ก็ตามในโลก จักทักท้วงเราด้วยธรรมในข้อนั้นเลยว่า ธรรมเหล่านี้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงปฏิญาณธรรมเหล่านั้นมิได้ตรัสรู้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความปลอดภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ก็ตามในโลกนี้ จักทักท้วงเราด้วยธรรมในข้อนั้นได้เลยว่า อาสวะเหล่านั้นของพระขีณาสพผู้ปฏิญาณธรรมเหล่านั้น ยังไม่หมดสิ้นว่า ก็ธรรมเหล่านั้นเหล่าใดที่ตรัสว่าเป็นธรรมกระทำอันตราย เมื่อเสพเฉพาะธรรมเหล่านั้น ไม่เป็นไปเพื่ออันตราย ว่า ก็พระองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใด ผู้นั้นเมื่อกระทำตามนั้น ย่อมไม่ออกไปจากความสิ้นทุกข์โดยชอบ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราไม่พิจารณาเห็นนิมิตนี้ ย่อมเป็นผู้ถึงความเกษม ถึงความปลอดภัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้าอยู่.

บทว่า ทสพลพลธารี ความว่า ชื่อว่าพระทศพล เพราะอรรถว่ามีกำลัง ๑๐ กำลังทั้งหลายของพระทศพล ชื่อว่ากำลังพระทศพล ชื่อว่าทรงกำลังพระทศพล เพราะอรรถว่าทรงกำลังเหล่านั้น ท่านแสดงเพียงหัวข้อประเภทธรรมที่ควรแนะนำซึ่งมีประเภทมากมาย. ด้วยคำ ๓ คำเหล่านี้ บุคคลผู้นั้นแล ชื่อว่าบุรุษองอาจ ด้วยอรรถว่ายอมรับตกลงกันว่าเป็นมงคลยิ่ง ด้วยสามารถประกอบด้วยปัญญา. ชื่อว่าบุรุษสีหะ ด้วยอรรถว่าไม่หวาดสะดุ้ง. ชื่อว่าบุรุษนาค ด้วยอรรถว่าใหญ่. ชื่อว่าบุรุษอาชาไนย ด้วยอรรถว่ารู้พร้อม. ชื่อว่าบุรุษนำธุระไป ด้วยอรรถว่านำกิจธุระของโลกไป.

ลำดับนั้น พระสารีบุตรเถระประสงค์จะแสดงคุณวิเศษที่ได้แต่ญาณอันหาที่สุดมิได้ มีเดชเป็นต้น เมื่อแสดงความที่เดชเป็นต้นเหล่านั้นมีญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นมูล จึงกล่าวว่า อนนฺตญาโณ แล้วกล่าวว่า อนนฺตเตโช เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนนฺตญาโณ ความว่า มีญาณเว้นจากที่สุด ด้วยสามารถแห่งคุณและด้วยสามารถแห่งสภาวะ.

บทว่า อนนฺตยโช ความว่า มีเดชเกิดแต่ญาณอันหาที่สุดมิได้ด้วยการกำจัดมืด คือโมหะในสันดานของเวไนยสัตว์.

บทว่า อนนฺตยฺโส ความว่า เสียงสรรเสริญอันหาที่สุดมิได้ที่แผ่ไปในโลก ๓ ด้วยปัญญาคุณนั่นแล.

บทว่า อทฺโฒ ความว่า เป็นผู้สำเร็จด้วยความสำเร็จแห่งทรัพย์คือปัญญา.

บทว่า มหทฺธโน ความว่า ชื่อว่ามีทรัพย์มาก เพราะอรรถว่ามีทรัพย์คือปัญญา เป็นไปมากด้วยความมากตามสภาวะ แม้ด้วยความมากแห่งทรัพย์คือปัญญา. ปาฐะว่า มหาธโน ก็มี.

บทว่า ธนวา ความว่า ผู้เป็นไปด้วยทรัพย์คือปัญญาที่พึงสรรเสริญ ผู้เป็นไปด้วยทรัพย์คือปัญญาที่ประกอบไว้เป็นนิจ ผู้เป็นไปด้วยทรัพย์คือปัญญาโดยเป็นความดียิ่ง ชื่อว่าผู้มีทรัพย์. ผู้รู้ศัพท์ ย่อมปรารถนาคำนี้ในอรรถ ๓ แม้เหล่านี้.

พระสารีบุตรเถระครั้นแสดงความสำเร็จอัตตสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยปัญญาคุณอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงความสำเร็จโลกหิตสมบัติด้วยปัญญาคุณนั่นแลอีก จึงกล่าวคำว่า เนตา เป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้นำเหล่าเวไนยสัตว์ในที่นั้น จากที่มีภัยกล่าวคือสังสารวัฏ สู่ที่ปลอดภัยกล่าวคือพระนิพพาน ทรงเป็นผู้แนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ ด้วยสามารถแห่งสังขารวินัยและปหานวินัยในกาลเป็นที่แนะนำในที่นั้นนั่นแล. ทรงเป็นผู้นำเนืองๆ ด้วยการตัดความสงสัยในเวลาทรงแสดงพระธรรมนั่นแล. เมื่อทรงตัดความสงสัยแล้วให้รู้ประโยชน์ที่ควรให้รู้ ชื่อว่าให้รู้จักประโยชน์ทรงให้เพ่งพินิจ ด้วยเหตุแห่งการตั้งใจแน่วแน่ถึงประโยชน์ที่ให้รู้จักอย่างนั้น. ทรงเป็นผู้เห็นประโยชน์ที่ให้เพ่งพินิจแล้วอย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการประกอบการปฏิบัติ. ทรงให้ยินดีด้วยผลแห่งการปฏิบัติในประโยชน์ที่ดำเนินไปแล้วอย่างนั้น.

หิ ศัพท์ในบทว่า โส หิ ภควา เป็นนิบาตที่ยืนยันถึงเหตุแห่งประโยชน์ที่กล่าวไว้ติดต่อกัน.

บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา ความว่า ทรงทำอริยมรรคซึ่งเป็นเหตุแห่งอสาธารณญาณ ๖ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในสันดานของพระองค์ ให้เกิดขึ้นในสันดานของพระองค์ ณ โคนไม้โพธิ เพื่อเกื้อกูลแก่สัตว์โลก.

บทว่า อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชเนตา ความว่า ทรงทำมรรคอันเลิศ ซึ่งเป็นเหตุแห่งสาวกบารมีญาณ ที่ไม่เคยเกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์ ให้เกิดพร้อมในสันดานของเวไนยสัตว์. จำเดิมแต่ทรงยังธรรมจักรให้เป็นไป จนถึงกาลทุกวันนี้.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าทรงให้เกิดพร้อม เพราะทรงทำอริยมรรคให้เกิดพร้อมในสันดานแม้ของเหล่าพระสาวกผู้เวไนย ตามพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั่นแล.

บทว่า อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา ความว่า ตรัสบอกอริยมรรคที่เกิดขึ้น ณ โคนไม้โพธิ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าของเหล่าโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ สร้างอภินิหารเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าไว้แล้ว. หรือด้วยเหตุเพียงพยากรณ์มรรคคือความเป็นบารมีซึ่งไม่เคยประทานพยากรณ์ตรัสบอกว่า จักเป็นพระพุทธเจ้านัยนี้ ย่อมได้แม้ในการพยากรณ์พระปัจเจกโพธิสัตว์.

บทว่า มคฺคญฺญ ความว่า ทรงรู้อริยมรรคที่เกิดขึ้นแก่พระองค์ด้วยสามารถแห่งการพิจารณา.

บทว่า มคฺควิทู ความว่า ฉลาดในอริยมรรคที่พึงให้เกิดในสันดานของเวไนยสัตว์.

บทว่า มคฺคโกวิโท ความว่า เห็นแจ้งในมรรคที่ควรบอกแก่เหล่าโพธิสัตว์.

อีกอย่างหนึ่ง ทรงรู้มรรคเครื่องบรรลุอภิสัมโพธิญาณ. ทรงรู้แจ้งมรรคเครื่องบรรลุปัจเจกโพธิญาณ. ทรงฉลาดในมรรคเครื่องบรรลุสาวกโพธิญาณ.

อีกอย่างหนึ่ง เหล่าสัตว์ย่อมกระทำการประกอบในที่นี้ตามลำดับ ด้วยสามารถแห่งมรรคของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกในอดีตในอนาคตและปัจจุบันตามที่ประกอบ

มีความตามพระบาลีว่า :-

สัตว์ทั้งหลายข้ามโอฆะแล้วในอดีต จักข้ามใน

อนาคตและกำลังข้ามอยู่ในปัจจุบัน ด้วยมรรคนี้.

ด้วยสามารถแห่งสุญญตมรรค อนิมิตตมรรคและอัปปณิหิตมรรคและด้วยสามารถแห่งมรรคของอุคฆติตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคลและเนยยบุคคล.

บทว่า มคฺคานุคา จ ปน ความว่า เป็นผู้ดำเนินตามมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดำเนินแล้ว. จ ศัพท์ในที่นี้เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเหตุ. ด้วย จ ศัพท์นี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเหตุแล้วเพื่อบรรลุคุณมีความเกิดขึ้นแห่งมรรคเป็นต้น. ปน ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถว่ากระทำแล้ว ย่อมเป็นอันตรัสการกระทำมรรคที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงกระทำแล้ว.

บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา ความว่า ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น.

ภายหลังพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จไปก่อนแล้ว. เพราะคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้ทั้งหมด อาศัยอรหัตตมรรคเท่านั้นมาแล้ว ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวคุณอาศัยอรหัตตมรรคเท่านั้น ด้วยบทว่า อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา เป็นต้นด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ชานํ ชานาติ ความว่า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้. อธิบายว่า ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ด้วยปัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่เป็นทางที่ควรแนะนำทุกอย่างด้วยปัญญา เพราะความเป็นพระสัพพัญญู.

บทว่า ปสฺสํ ปสฺสติ ความว่า ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น. อธิบายว่า ทรงเห็นทางที่ควรแนะนำนั้นนั่นแหละ ด้วยปัญญาจักษุทรงทำให้เป็นเหมือนเห็นด้วยจักษุ เพราะความเป็นผู้เห็นทุกอย่าง.

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลบางคนเมื่อถือวิปริต ถึงรู้อยู่ก็ไม่เป็นอันรู้ ถึงเห็นอยู่ก็ไม่เป็นอันเห็นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเป็นฉันนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือตามสภาวะ เมื่อทรงรู้ก็เป็นอันรู้ทีเดียว เมื่อทรงเห็นก็เป็นอันเห็นทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้นทรงมีพระจักษุ ด้วยอรรถว่าเป็นปริณายกแห่งการเห็น. ทรงมีพระญาณ ด้วยอรรถว่าเป็นผู้กระทำให้รู้แจ้ง. ทรงมีธรรม ด้วยอรรถว่ามีสภาวะไม่วิปริต หรือเพราะอรรถว่าสำเร็จด้วยธรรมที่ทรงดำริด้วยพระหฤทัยแล้ว ทรงเปล่งด้วยพระวาจา โดยทรงแนะนำปริยัตติธรรม ทรงเป็นพรหม ด้วยอรรถว่าประเสริฐ.

อีกอย่างหนึ่ง ทรงมีพระจักษุ เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนจักษุ. ทรงมีพระญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนพระญาณ. ทรงมีธรรม เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนธรรม. ทรงเป็นพรหม เพราะอรรถว่าเป็นเหมือนพรหม.

พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้นเป็นผู้ตรัสบอก เพราะตรัสบอกธรรมหรือตรัสสอนธรรม เป็นผู้แนะนำ เพราะตรัสบอกหรือตรัสสอนโดยประการต่างๆ. เป็นผู้นำออกซึ่งประโยชน์ เพราะทรงนำประโยชน์ออกแสดง. เป็นผู้ให้อมตธรรม เพราะทรงแสดงข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุอมตธรรม หรือให้สัตว์บรรลุอมตธรรม ด้วยพระธรรมเทศนาที่ประกาศอมตธรรม. เป็นธรรมสามี เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ในธรรมทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้น และเพราะประทานโลกุตตรธรรมตามสบายโดยอนุรูปแก่เวไนยสัตว์.

บทว่า ตถาคโต มีเนื้อความดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

บัดนี้พระเถระประสงค์จะแสดงคุณที่กล่าวไว้ด้วยบทว่า ชานํ ชานาติ เป็นต้น ให้วิเศษ ด้วยความเป็นพระสัพพัญญู เมื่อยังความเป็นพระสัพพัญญูให้สำเร็จ จึงกล่าวว่า นตฺถิ เป็นต้น.

ก็ชื่อว่าสิ่งที่ไม่รู้ ย่อมไม่มีแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้เป็นอย่างนั้น เพราะทรงปราศจากความลุ่มหลงพร้อมทั้งวาสนา ในธรรมทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรคญาณที่สำเร็จแต่อำนาจผลบุญบารมี เพราะรู้ธรรมทั้งปวงโดยไม่ลุ่มหลง และชื่อว่าสิ่งที่ไม่เห็นก็ย่อมไม่มีเหมือนอย่างนั้นเทียว เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยญาณจักษุเหมือนด้วยจักษุ. ชื่อว่าสิ่งที่ไม่ทราบชัดย่อมไม่มี เพราะทรงบรรลุแล้วด้วยพระญาณ. ชื่อว่าสิ่งที่ไม่ทำให้แจ้งย่อมไม่มีเพราะทรงกระทำให้แจ้งแล้ว ด้วยการกระทำให้แจ้งซึ่งไม่ลุ่มหลง. ชื่อว่าสิ่งที่มิได้ถูกต้องด้วยปัญญาย่อมไม่มี เพราะทรงถูกต้องแล้วด้วยปัญญาที่ไม่ลุ่มหลง.

บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนํ ได้แก่ กาลหรือธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า.

บทว่า อุปาทาย ได้แก่ ถือเอา. ความว่า กระทำไว้ภายใน แม้พระนิพพานที่พ้นกาลเวลาก็เป็นอันถือเอาแล้วทีเทียว ด้วยคำว่า อุปาทาย นั้นเอง.

ก็คำว่า อตีตํ เป็นต้นย่อมต่อเนื่องด้วยคำว่า นตฺถิ เป็นต้นบ้าง, ด้วยคำว่า สพฺเพ ธมฺมา เป็นต้นบ้าง.

บทว่า สพฺเพ ธมฺมา ได้แก่ ความควบคุมสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมด.

บทว่า สพฺพากาเรน ได้แก่ ความควบคุมอาการทุกอย่างมีอาการไม่เที่ยงเป็นต้นแห่งธรรมแต่ละอย่างทีเดียวในธรรมทั้งปวง.

บทว่า ญาณมุเข ได้แก่ ตรงหน้าพระญาณ.

บทว่า อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ความว่า เข้าถึงการประชุม.

บทว่า ชานิตพฺพํ ท่านกล่าวเพื่อไขความของบทว่า เนยฺยํ.

วา ศัพท์ ในบทว่า อตฺตตฺโถ วา เป็นต้น เป็นสมุจจยัตถะ มีอรรถว่ารวบรวม.

บทว่า อตฺตตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์ของตน.

บทว่า ปรตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์ของผู้อื่นคือของโลก ๓.

บทว่า อุภยตฺโถ ได้แก่ ประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คราวเดียวกันทีเดียว คือทั้งของตนและของผู้อื่น.

บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิโก ได้แก่ ประโยชน์ที่ประกอบในปัจจุบันชื่อว่าทิฏฐธรรมประโยชน์. ประโยชน์ชื่อว่าสัมปรายิก เพราะอรรถว่าประกอบในภายหน้า. ชื่อว่าสัมปรายประโยชน์. ประโยชน์ที่พึงกล่าวด้วยสามารถแห่งโวหาร ในบทว่า อุตฺตาโน เป็นต้น ชื่อว่าประโยชน์ตื้น เพราะดำรงไว้สะดวก. ประโยชน์ที่พึงกล่าวล่วงเลยโวหารเสีย เป็นประโยชน์ที่ปฏิสังยุตด้วยสุญญตาชื่อว่าประโยชน์ลึก เพราะดำรงไว้ได้ยาก ได้แก่โลกุตตรประโยชน์. ชื่อว่าประโยชน์ลี้ลับ เพราะเห็นได้แต่ภายนอกล่วงส่วน. ชื่อว่าประโยชน์ปกปิด เพราะปกปิดไว้ด้วยความไม่เที่ยงเป็นต้น และด้วยเมฆคือโมหะเป็นต้น. ประโยชน์ที่พึงกล่าวด้วยโวหารว่าไม่เจริญ ชื่อว่าประโยชน์ที่ควรแนะนำ เพราะไม่ถือเอาประโยชน์ตามที่กล่าวแล้วแนะนำถึงความประสงค์. ประโยชน์ที่พึงกล่าวด้วยโวหารว่าเจริญ ชื่อว่าประโยชน์ที่บัณฑิตแนะนำแล้ว เพราะแนะนำถึงความประสงค์ ด้วยสักว่าคำเท่านั้น ประโยชน์ของศีลสมาธิและวิปัสสนาที่บริสุทธิ์ดี ชื่อว่าประโยชน์ที่ไม่มีโทษ เพราะเว้นจากโทษ ด้วยสามารถแห่งตทังคปหานและวิกขัมภนปหาน. ประโยชน์ของอริยมรรค ชื่อว่าประโยชน์ที่ปราศจากกิเลส เพราะตัดกิเลสได้เด็ดขาด. ประโยชน์ของอริยผล ชื่อว่าประโยชน์ผ่องแผ้วเพราะกิเลสสงบ ระงับแล้ว. พระนิพพานชื่อว่าประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นธรรมเลิศในบรรดาสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลาย.

บทว่า ปริวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปซึมซาบ หรือประดับโดยรอบหรือโดยพิเศษ ในภายในพระพุทธญาณ เพราะมิได้อยู่ภายนอก แต่ภาวะวิสัยแห่งพระพุทธญาณ พระเถระแสดงความเป็นวิสัยแห่งญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยบทว่า สพฺพํ กายกมฺมํ เป็นต้น.

บทว่า ญาณานุปริวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามพระญาณ. อธิบายว่า ย่อมไม่เว้นจากพระญาณ พระเถระแสดงความปราศจากความขัดข้อง ด้วยบทว่า อปฺปฏิหตํ.

พระเถระประสงค์จะยังความเป็นพระสัพพัญญูให้สำเร็จด้วยอุปมาอีก จึงกล่าวคำว่า ยาวตกํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น ชื่อว่าบทธรรมที่ควรแนะนำ เพราะอรรถว่าควรรู้. ชื่อว่าพระญาณมีส่วนสุดรอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ เพราะอรรถว่า พระญาณนั้นมีส่วนสุดรอบแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำคือที่สุดแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ ก็ที่สุดแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำนั่นแล ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่มิใช่สัพพัญญู แม้ในบทธรรมที่ควรแนะนำที่มีส่วนสุดรอบแห่งพระญาณก็นัยนี้เหมือนกัน. ในคู่แรกมีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล พระเถระแสดงให้วิเศษด้วยคู่นี้ แสดงกำหนดด้วยสามารถปฏิเสธ ด้วยคู่ที่ ๓. ก็ในที่นี้บทธรรมที่ควรแนะนำ ชื่อว่าทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำ.

บทว่า อญฺญมญฺญปริยนฺตฏฺฐายิโน ความว่า มีปกติตั้งอยู่ในส่วนสุดรอบของกันและกัน โดยตั้งซึมซาบทั้งบทธรรมที่ควรแนะนำและญาณ.

บทว่า อาวชฺชนปฏิพทฺธา ความว่า อาศัยความนึกทางมโนทวาร. อธิบายว่า ย่อมรู้ในลำดับความนึกนั้นนั่นเอง.

บทว่า อากงฺขปฏิพทฺธา ความว่า อาศัยความชอบใจ. อธิบายว่า ย่อมรู้ด้วยชวนะญาณในลำดับความนึก.

บท ๒ บทนอกนี้ ท่านกล่าวเพื่อประกาศเนื้อความตามลำดับของบท ๒ บทเหล่านี้.

ชื่อว่าอาสยะ ในบทว่า อาสยํ ชานาติ นี้ เพราะอรรถว่าเป็นที่พักพิงคืออาศัยของเหล่าสัตว์. บทนี้เป็นชื่อของสันดานที่ได้รับอบรมด้วยมิจฉาทิฏฐิบ้าง ด้วยสัมมาทิฏฐิบ้าง ด้วยกามเป็นต้นบ้าง ด้วยเนกขัมมเป็นต้นบ้าง

ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่อง คือเป็นไปตามสันดานของสัตว์ คำนี้เป็นชื่อของกามราคะเป็นต้นที่มีกำลัง กถาว่าด้วยอนุสัยว่า อนุสยํ ชานาติ ดังนี้ กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล.

บทว่า จริตํ ได้แก่ กุศลกรรมที่ทำไว้ในก่อน.

บทว่า อธิมุตฺตึ ได้แก่ การสละจิตในกุศลก็ตาม ในอกุศลก็ตาม.

บทว่า อปฺปรชกฺเข ความว่า ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยในจักษุ เพราะอรรถว่ามีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้น ในจักษุที่สำเร็จด้วยปัญญาน้อย.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสน้อยในจักษุเพราะอรรถว่า มีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้นน้อย.

บทว่า มหารชกฺเข ความว่า ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมากในญาณจักษุ เพราะอรรถว่ามีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้น ในจักษุที่สำเร็จด้วยญาณมาก.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้มีธุลีคือกิเลสมากในจักษุ เพราะอรรถว่ามีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้นมาก.

บทว่า ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย ความว่า ชื่อว่ามีอินทรีย์แก่กล้า เพราะอรรถว่ามีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นแก่กล้า. ชื่อว่ามีอินทรีย์อ่อน เพราะอรรถว่ามีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นอ่อน.

บทว่า สฺวากาเร ทฺวากาเร ความว่า ชื่อว่ามีอาการดี เพราะอรรถว่ามีอาการคือโกฏฐาส มีศรัทธาเป็นต้น อันเป็นธรรมดี. ชื่อว่ามีอาการเลว เพราะอรรถว่ามีอาการคือโกฏฐาส มีอศรัทธาเป็นต้นอันเป็นธรรมน่าเกลียด น่าติเตียน.

บทว่า สุวิญฺญาปเย ทุพฺพิญฺญาปเย ความว่า สัตว์เหล่าใดกำหนดเหตุการณ์ที่กล่าวแล้ว อาจให้รู้แจ้งได้โดยง่าย สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าให้รู้แจ้งได้โดยง่าย. สัตว์ทั้งหลายที่ตรงกันข้ามกับสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าให้รู้แจ้งได้โดยยาก.

บทว่า ภพฺพาภพฺเพ ได้แก่ เป็นภัพพสัตว์ และเป็นอภัพพสัตว์.

ชื่อว่าเป็นภัพพสัตว์เพราะอรรถว่าเป็นคือเกิดในอริยชาติ เป็นคำปัจจุบันกาล ลงในอรรถว่าใกล้ที่กำลังเป็นไปอยู่. ชื่อว่าเป็นภัพพสัตว์ เพราะอรรถว่าจักเป็นหรือจักเกิด ความว่า เป็นภาชนะ สัตว์เหล่าใดเป็นผู้สมควร คือถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งการแทงตลอดอริยมรรค สัตว์เหล่านั้นเป็นภัพพสัตว์. เหล่าสัตว์ที่เป็นคนละฝ่ายกับสัตว์ที่กล่าวแล้ว เป็นอภัพพสัตว์.

บทว่า สตฺเต ปชานาติ ความว่า ย่อมทรงทราบซึ่งเหล่าสัตว์ผู้ข้องคือติดอยู่ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น.

บทว่า สเทวโก โลโก เป็นต้นความว่าพร้อมกับเทวดาทั้งหลาย ชื่อสเทวกะ. พร้อมกับมาร ชื่อสมารกะ. พร้อมกับพรหม ชื่อสพรหมกะ. พร้อมกับสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อสัสสมณพราหมณี. ชื่อปชา เพราะความเป็นหมู่สัตว์. พร้อมกับเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ชื่อสเทวมนุสสา.

บทว่า ปชา นี้เป็นคำเรียกสัตวโลกโดยปริยาย บรรดาคำเหล่านั้น.

ด้วยคำว่า สเทวกะ หมายเอาเทวดาชั้นกามาพจร ๕ ชั้น

ด้วยคำว่า สมารกะ หมายเอาเทวดาชั้นกามาพจรที่ ๖

ด้วยคำว่า สพรหมกะ หมายเอาพรหม มีพรหมกายิกะเป็นต้น.

ด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณี หมายเอาสมณพราหมณ์ที่เป็นข้าศึก เป็นปัจจามิตรต่อพระศาสนา และหมายเอาสมณพราหมณ์ผู้สงบบาปผู้ลอยบาปแล้ว.

ด้วยคำว่า ปชา หมายเอาสัตวโลก.

ด้วยคำว่า สเทวมนุสสา หมายเอาสมมติเทพและพวกมนุษย์ที่เหลือลงในที่นี้พึงทราบว่าโอกาสโลก ถือเอาด้วยบท ๓ บท สัตวโลกด้วยสามารถเป็นหมู่สัตว์ ถือเอาด้วยบท ๒ บทด้วยประการฉะนี้.

อีกนัยหนึ่ง อรูปาวจรโลก ถือเอาด้วยศัพท์ว่า สเทว. ฉกามาวจรโลกถือเอาด้วยศัพท์ว่า สมาร. รูปาวจรพรหมโลก ถือเอาด้วยศัพท์ว่า สพฺรหฺม. มนุษยโลกพร้อมกับสมมติเทพด้วยสามารถแห่งบริษัท ๔ หรือสัตวโลกที่เหลือลง ถือเอาด้วยศัพท์ว่า สัสสมณพราหมณี เป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง การกำหนดอย่างเลิศลอยด้วยคำว่า สเทวกะ ในที่นี้ย่อมยังความเป็นไปในภายในพระพุทธญาณให้สำเร็จแก่โลกแม้ทั้งปวง จากนั้น ชนเหล่าใดพึงมีความสงสัยว่า มารมีอานุภาพมาก เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ ชั้นเป็นผู้ยังอำนาจให้เป็นไป มารแม้นั้นจะเป็นไปในภายในพระพุทธญาณได้อย่างไร พระเถระเมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า สมารโก ดังนี้.

อนึ่ง ชนเหล่าใดพึงมีความสงสัยว่า พรหมมีอานุภาพมาก แผ่แสงสว่างไปในพันจักรวาล ๑ ด้วยนิ้วมือ ๑ นิ้ว ในพันจักรวาล ๒ ด้วยนิ้วมือ ๒ นิ้ว ฯลฯ ในพันจักรวาล ๑๐ ด้วยนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว และเสวยสุขเกิดแต่ฌานสมาบัติที่ไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่า พรหมแม้นั้นจะเป็นไปในภายในพระพุทธญาณได้อย่างไร พระเถระเมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า สพฺรหฺมโก ดังนี้ จากนั้น ชนเหล่าใดพึงมีความสงสัยว่าสมณพราหมณ์เป็นอันมากที่เป็นข้าศึกต่อพระศาสนา สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้นจะเป็นไปในภายในพระพุทธญาณได้อย่างไร พระเถระเมื่อจะกำจัดความสงสัยของชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา ดังนี้. พระเถระ ครั้นประกาศความเป็นไปในภายในพระพุทธญาณของเหล่าผู้เลิศลอยอย่างนี้แล้ว ต่อนั้นเมื่อจะประกาศความเป็นไปในภายในพระพุทธญาณของสัตวโลกที่เหลือ ด้วยสามารถแห่งการกำหนดอย่างเลิศลอย รวมทั้งสมมติเทพและมนุษย์ที่เหลือลง จึงกล่าวว่า สเทวมนุสฺสา ดังนี้ ในข้อนี้มีลำดับอนุสนธิดังนี้ แต่โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า บทว่า สเทวโก ได้แก่ สัตวโลกที่เหลือลงกับเทวดาทั้งหลาย.

บทว่า สมารโก ได้แก่ สัตวโลกที่เหลือลงกับมาร.

บทว่า สพฺรหฺมโก ได้แก่ สัตวโลกที่เหลือลงกับพรหมทั้งหลาย.

พระเถระใส่เหล่าสัตว์ผู้เข้าถึงภพ ๓ แม้ทั้งหมดเข้าในบท ๓ บท ด้วยอาการ ๓ แล้วจึงกล่าวว่า สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา เพื่อถือเอาด้วยอาการ ๒ อีก ธาตุ ๓ นั่นแลย่อมเป็นอันท่านถือเอาแล้วด้วยอาการนั้นๆ ด้วยบททั้งหลาย ๕ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อนฺตมโส ความว่า โดยที่สุดเบื้องบน.

ในบทว่า ติมิติมิงฺคลํ นี้ มัจฉาชาติชนิดหนึ่งชื่อติมิ. มัจฉาชาติชนิดหนึ่งชื่อติมิงคละ ตัวใหญ่กว่าปลาติมินั้น สามารถกลืนกินปลาติมิได้. มัจฉาชาติชนิดหนึ่งชื่อติมิติมิงคละ ตัวยาวประมาณ ๕๐๐ โยชน์ สามารถกลืนกินแม้ปลาติมิงคละได้. ในที่นี้พึงทราบว่าท่านทำเอกวจนะด้วยศัพท์ว่าชาติ.

ในบทว่า ครุฬํ เวนเตยฺยํ นี้ :-

บทว่า ครุโฬ เป็นชื่อโดยชาติ.

บทว่า เวนเตยฺโย เป็นชื่อโดยโคตร.

บทว่า ปเทเส ได้แก่ เอกเทส.

บทว่า สารีปุตฺตสฺมา พึงทราบว่าท่านกล่าวถือเอาพระธรรมเสนาบดีเถระทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ด้วยว่า พระสาวกที่เหลือทั้งหลายที่มีปัญญาเสมอด้วยพระธรรมเสนาบดีเถระ ไม่มี เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก สารีบุตรเป็นเลิศ และในอรรถกถาท่านกล่าวว่า :-

ก็เหล่าสัตว์อื่นๆ บรรดามี เว้นพระโลกนาถเสีย

ย่อมมีปัญญาไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระสารีบุตร.

บทว่า ผริตฺวา ความว่า พระพุทธญาณถึงปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง คือแผ่คลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวงเหล่านั้นตั้งอยู่ตามฐาน.

บทว่า อภิภวิตฺวา ความว่า ก้าวล่วงปัญญาแม้ของเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง ครอบงำบทธรรมที่ควรแนะนำทั้งหมดว่า แม้เป็นวิสัยของเทวดา และมนุษย์เหล่านั้นตั้งอยู่ แต่ปาฐะในปฏิสัมภิทามรรคว่า อติฆํสิตฺวา ความว่า บด ขัดสี พระเถระแสดงเหตุที่ประจักษ์ของการแผ่คลุมตั้งอยู่อย่างนี้ ด้วยบทว่า เยปิ เต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา ความว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต.

บทว่า นิปุณา ความว่า ละเอียดอ่อน คือสามารถแทงตลอดในระหว่างอรรถที่สุขุมของผู้มีปัญญาสุขุม.

บทว่า กตกรปฺปวาทา ความว่า รู้วาทะของผู้อื่น และร่วมกับผู้อื่นสนทนากัน.

บทว่า วาลเวธิรูปา ความว่า เช่นกับนายขมังธนูผู้ยิงขนหางสัตว์.

บทว่า โวภินฺทนฺตา มญฺเญ จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิคตานิ ความว่า เที่ยวไปดุจทำลายทิฏฐิของคนเหล่าอื่น แม้ละเอียดดังขนหางสัตว์. ด้วยปัญญาของตน.

อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาคตะคือปัญญานั่นแหละ ทิฏฐิคตะคือทิฏฐินั่นแหละ ดุจในประโยคว่า คูถมูตร เป็นต้น.

บทว่า ปญฺเห อภิสงฺขริตฺวา อภิสงฺขริตฺวา ความว่า แต่งคำถาม ๒ บทบ้าง ๓ บทบ้าง ๔ บทบ้าง กล่าว ๒ ครั้งเพื่อรวบรวมปัญหาทั้งหมด เพราะปัญหาเหล่านั้นมากเหลือเกิน ปาฐะที่เหลือว่า ข้อความที่ลี้ลับและปกปิดบ้าง.

เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นวินัยของบัณฑิตเหล่านั้น อย่างนั้นแล้วมีพระพุทธประสงค์อย่างนี้ว่าจงถามปัญหาที่ตนปรุงแต่งเถิด. บัณฑิตเหล่านั้นจึงทูลถามปัญหา แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ประทานโอกาสเพื่อถามแก่คนเหล่าอื่นเลย ทรงแสดงธรรมแก่พวกที่เข้าเฝ้าอยู่ เหมือนอย่างที่กล่าวว่าบัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่งปัญหาด้วยคิดว่า พวกเราจักเข้าเฝ้าพระสมณโคดมทูลถามปัญหานี้ ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จักพยากรณ์อย่างนี้แก่พวกเราไซร้ พวกเราจักยกวาทะของพระองค์เสียอย่างนี้

แม้ถ้าพระสมณโคดมถูกถามอย่างนี้แล้ว จักพยากรณ์อย่างนี้แก่พวกเราไซร้ พวกเราก็จักยกวาทะของพระองค์เสียแม้อย่างนี้ บัณฑิตเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ พระสมณโคดมทรงชี้ชวน ปลุก ปลอบบัณฑิตเหล่านั้นด้วยธรรมีกถา บัณฑิตเหล่านั้นที่พระสมณโคดมทรงชี้ชวน ปลุกปลอบด้วยธรรมีกถา ย่อมไม่ทูลถามปัญหากะพระสมณโคดมเลย จักยกวาทะของพระองค์แต่ไหน ย่อมเป็นสาวกเลื่อมใสต่อพระสมณโคดมโดยแท้ทีเดียว

หากจะถามว่าเพราะเหตุไรจึงไม่ทูลถามปัญหา

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัทแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ลำดับนั้นทรงทราบว่า บัณฑิตเหล่านี้มาทำปัญหามีรหัสลี้ลับเป็นเครื่องผูกมัด บัณฑิตเหล่านั้นยังไม่ทันถามเลย พระองค์ทรงทราบว่า ในการถามปัญหามีโทษเท่านี้ ในการวิสัชนามีโทษเท่านี้ ในอรรถ บทอักษรมีโทษเท่านี้ และทรงทราบว่า เมื่อจะถามปัญหานี้ พึงถามอย่างนี้ เมื่อจะวิสัชนา พึงวิสัชชนาอย่างนี้ จึงทรงใส่ปัญหาทั้งหลายที่พวกบัณฑิตนำมาทำเป็นเครื่องผูกมัดพระองค์ เข้าไปในระหว่างธรรมกถา แสดงด้วยประการฉะนี้.

บัณฑิตเหล่านั้นคิดว่า เป็นความประเสริฐของพวกเราหนอที่พวกเราไม่ทูลถามปัญหาเหล่านี้ แม้ถ้าพวกเราทูลถาม พระสมณโคดมพึงทำให้พวกเราตั้งตัวไม่ติดซัดทิ้งไป ดังนี้ ย่อมพากันดีใจ.

อนึ่ง ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อทรงแสดงธรรม ย่อมทรงแผ่พระเมตตาไปยังบริษัท มหาชนย่อมมีจิตเลื่อมใสในพระทศพล ด้วยทรงแผ่พระเมตตา.

ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยรูป สมบูรณ์ด้วยทัศนะ มีพระสุรเสียงไพเราะ พระชิวหาอ่อน ริมฝีพระโอษฐ์สนิทดี ตรัสพระธรรมเหมือนรดหทัยด้วยน้ำอมฤต.

ในการนั้น พวกบัณฑิตผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยการแผ่พระเมตตาเหล่านั้นย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกเราจักไม่อาจจับคู่เป็นข้าศึกกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสกถาไม่เป็นที่น่าสงสัย กถาไม่เป็นโมฆะ กถาเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ จึงไม่ทูลถามปัญหาด้วยความเลื่อมใสของตน ดังนี้แล.

บทว่า กถิตา จ วิสชฺชิตา จ ความว่า ปัญหาเหล่านั้นย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วทีเดียว ด้วยการเปล่งพระสุรเสียงถึงปัญหาที่พวกบัณฑิตไม่ทูลถาม ว่า พวกท่านจงถามอย่างนี้ และปัญหาเหล่านั้นย่อมเป็นอันทรงวิสัชนาแล้วทีเดียวโดยประการที่ควรจะวิสัชนา.

บทว่า นิทฺทิฏฺฐการณา ความว่า ปัญหาเหล่านั้นย่อมมีเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไขและทรงใส่เข้าแล้ว ด้วยทรงวิสัชนากระทำให้มีเหตุอย่างนี้ว่า ด้วยการณ์นี้ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นอย่างนี้.

บทว่า เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ ความว่า พวกบัณฑิตผู้เป็นกษัตริย์เป็นต้น ที่ถูกชักชวนเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมเป็นสาวกเลื่อมใสบ้าง เป็นอุบาสกเลื่อมใสบ้าง ด้วยการวิสัชนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล. มีอธิบายว่า ย่อมถึงสมบัติของสาวกบ้าง สมบัติของอุบาสกบ้าง.

บทว่า อถ ลงในอรรถว่า ไม่มีระหว่าง. ความว่า ใกล้ที่สุดต่อสมบัติที่ทรงใส่เข้าแก่บัณฑิตเหล่านั้นทีเดียว.

บทว่า ตตฺถ ความว่า ในที่นั้นหรือในอธิการนั้น.

บทว่า อติโรจติ ความว่า ย่อมทรงรุ่งเรืองสว่างไสวเหลือเกิน.

บทว่า ยทิทํ ปญฺญาย ความว่า พระปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ใด ด้วยพระปัญญานั้น. อธิบายว่า และพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่ง.

อิติ ศัพท์ลงในอรรถว่า เหตุ ความว่า เพราะเหตุนั้น.

คำที่เหลือปรากฏแล้วในที่ทั้งปวงนั่นเทียวแล.

สัทธัมมปัชโชติกา อรรถกถามหานิทเทส อรรถกถาปสูรสุตตนิทเทส จบสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร