๒
อรรถกถาแปลไทย
๗๑. อรรถกถามหากรุณาญาณนิทเทส
[๒๘๕] พึงทราบวินิจฉัยในมหากรุณาญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
บทว่า พหุเกหิ อากาเรหิ - ด้วยอาการเป็นอันมาก คือด้วยประการ ๘๙ อย่างซึ่งจะกล่าวในบัดนี้
บทว่า ปสฺสนฺตานํ - ทรงพิจารณาเห็นอยู่ คือทรงตรวจตราอยู่ด้วยญาณจักษุและด้วยพุทธจักษุ.
บทว่า โอกฺกมติ - ทรงแผ่ คือทรงหยั่งลง ทรงเข้าไป.
บทว่า อาทิตฺโต คือ อันไฟติดโชนแล้ว ด้วยสภาพความเร่าร้อนจากการถูกเบียดเบียนด้วยทุกขลักษณะ.
พึงทราบว่า ท่านกล่าวว่า อาทิตฺโต ด้วยสามารถทุกขลักษณะแห่งสังขตธรรมทั้งปวง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ - สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และด้วยสามารถทุกขลักษณะครั้งแรก เพราะถูกทุกข์บีบคั้น และเพราะพระกรุณาเป็นรากฐาน. จักกล่าวความเป็นของร้อนด้วยราคะเป็นต้นข้างหน้า.
____________________________
สํ. ขนฺธ. เล่ม ๑๗/ข้อ ๔๒
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาทิตฺโต คือ ร้อนด้วยราคะเป็นต้นนั่นแหละ, ส่วนข้างหน้า พึงทราบว่า ท่านกล่าวอีกด้วยสามารถการเพ่งเล็งถึงอรรถว่าไม่มีอะไรๆ อื่นดับความร้อนคือราคะนั้นได้.
บทว่า โลกสนฺนิวาโส - โลกสันนิวาส ได้แก่ เบญจขันธ์ชื่อว่าโลก ด้วยอรรถว่าสลายไป. ชื่อว่าสันนิวาส เพราะเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. ที่อาศัยคือโลกนั่นแหละ ชื่อว่าโลกสันนิวาส. แม้หมู่สัตว์ก็ชื่อว่าโลกสันนิวาส เพราะเป็นที่อาศัยของสัตวโลก ที่เรียกกันว่าสัตว์ เพราะอาศัยขันธสันดานอันเป็นทุกข์. แม้โลกสันนิวาสนั้นก็เป็นไปกับด้วยขันธ์เหมือนกัน.
บทว่า อุยฺยุตฺโต - โลกสันนิวาสยกพลแล้ว คือทำความพยายาม ทำความอุตสาหะ เพราะขวนขวายเป็นนิจในกิจหลายอย่าง.
อธิบายว่า มีความขวนขวายในสรรพกิจทั้งหลาย. หรือประกอบด้วยความพยายาม คือขวนขวาย.
บทว่า ปยาโต - โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว คือเริ่มจะไปตายด้วยถึงความไม่มั่นคงดุจแม่น้ำซึ่งเกิดจากภูเขา.
บทว่า กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินผิดแล้ว คือเดินทางผิดอย่างเลวร้าย. ส่วนข้างหน้าท่านกล่าวต่างกันด้วยบทต่างๆ ว่า วิปถปกฺขนฺโต - แล่นไปผิดทาง.
บทว่า อุปนียติ - โลกอันชรานำเข้าไป คืออันชรานำเข้าไปหามรณะ. เพราะท่านกล่าวชราว่า อายุโน สํหานิ ความเสื่อมแห่งอายุ.
____________________________
สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖
บทว่า อทฺธุโว - มิได้ยั่งยืน คือไม่มั่นคง ไม่เป็นอย่างนั้นตลอดกาลเพราะไม่ยั่งยืน ฉะนั้น บทว่า อทฺธุโว นี้ กล่าวถึงเหตุของบทก่อนว่า อุปนียติ - อันชรานำเข้าไป.
ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงชราทุกข์พร้อมด้วยเหตุ.
วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นชราทุกข์นั้นแล้ว แม้จะไม่มีความเสื่อมเพราะชราก็ออกบวช.
บทว่า อตาโณ - โลกไม่มีที่ต้านทาน คือไม่มีความสามารถที่จะต้านทานคือรักษาไว้ได้. อธิบายว่า ไม่มีเครื่องป้องกัน.
บทว่า อนภิสฺสโร - ไม่เป็นใหญ่ คือไม่มีความสามารถที่จะปลอบใจ เพราะขาดผู้ช่วยเหลือ.
อธิบายว่า ไม่มีเพื่อน เพราะไม่เป็นใหญ่ ฉะนั้น บทว่า อนภิสฺสโร นี้เป็นคำกล่าวถึงเหตุของบทก่อนว่า อตาโณ.
ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงทุกข์เกิดจากความพลัดพรากจากของที่รัก พร้อมด้วยเหตุ.
วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นทุกข์เกิดจากความพลัดพรากจากของที่รักนั้น แม้จะยังไม่มีการเสื่อมจากญาติก็ออกบวช.
บทว่า อสฺสโก - ไม่มีอะไรเป็นของตน คือไม่มีสิ่งของเป็นของตน.
บทว่า สพฺพํ ปหาย คมนียํ - จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป คือสัตวโลกจำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงที่กำหนดว่าเป็นสิ่งของของตนไป. เพราะจำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป, ฉะนั้น บทนี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุของบทก่อนว่า อสฺสโก.
ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงมรณทุกข์พร้อมด้วยเหตุ.
วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นมรณทุกข์นั้นแล้ว แม้จะยังไม่มีความเสื่อมจากโภคะก็ออกบวช.
ในที่อื่นท่านกล่าวว่า กมฺมสฺสกา มาณว สตฺตา - ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน.
ส่วนในที่นี้ และในรัฏฐปาลสูตร ท่านกล่าวว่า อสฺสโก โลโก - โลกไม่เป็นของตน.
____________________________
ม. อุ. เล่ม ๑๔/ข้อ ๕๘๑ ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๔๖
หากถามว่า บทนั้นถูกอย่างไร?
ตอบว่า ท่านกล่าวว่า อสฺสโก - ไม่เป็นของตน หมายถึงละไป. ส่วนกรรมไม่ละไป. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กมฺมสฺสกา - สัตว์มีกรรมเป็นของตน.
อนึ่ง ในรัฏฐปาลสูตรนั่นแหละ ท่านกล่าวบทนี้ไว้อย่างนี้ว่า ตฺวํ ปน ยถากมฺมํ คมิสฺสสิ - ท่านจักไปตามกรรม.
____________________________
ม. ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๔๙
บทว่า อูโน - โลกพร่อง คือไม่มีเต็ม.
บทว่า อติตฺโต - โลกไม่รู้จักอิ่ม คือไม่พอใจด้วยปรารถนายิ่งๆ ขึ้น.
บทนี้เป็นบทกล่าวถึงเหตุแห่งความพร่อง .
บทว่า ตณฺหาทาโส - เป็นทาสแห่งตัณหา คือ เป็นทาสแห่งตัณหา เพราะเป็นไปในอำนาจของตัณหา. บทนี้เป็นคำกล่าวถึงเหตุแห่งความไม่อิ่ม.
ด้วยบทนี้ ท่านกล่าวถึงพยาธิทุกข์ พร้อมด้วยเหตุด้วยอ้างถึงโรค คือความอยาก.
วิญญูชนทั้งหลาย ครั้นเห็นพยาธิทุกข์นั้นแล้ว แม้จะยังไม่มีความเสื่อมจากพยาธิก็ออกบวช.
บทว่า อตายโน - โลกสันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน คือไม่มีการป้องกัน เพราะไม่มีที่ต้านทานแม้จากมูลเป็นต้น หรือไม่พึงได้ความปลอดภัย.
บทว่า อเลโณ - โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น คือไม่มีที่ลับเพื่อจะเกี่ยวข้อง คืออาศัยอยู่ได้ และไม่ทำกิจคือความเร้น แม้ของผู้ที่ติดแน่น.
บทว่า อสรโณ - โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง คือไม่นำภัยของผู้อาศัยออกไป ไม่ทำให้หมดภัย.
บทว่า อสรณีภูโต - โลกสันนิวาสไม่เป็นที่พึ่งของใคร.
อธิบายว่า ชื่อว่า อสรโณ เพราะไม่มีการเกิดในเมืองของตน. ชื่อว่า อสรณีภูโต เพราะไม่เป็นที่พึ่งได้ตลอดกาลที่เกิดนั่นเอง.
บทว่า อุทฺธโต - โลกฟุ้งซ่าน คือโลกมีความพร้อมด้วยอกุศล เพราะเกิดความฟุ้งซ่านในอกุศลทั้งปวง และเพราะมากไปด้วยอกุศลเกิดในสันดานสัตว์ ชื่อว่าฟุ้งซ่าน ด้วยอุทธัจจะนั้น.
บทว่า อวูปสนฺโต - โลกไม่สงบ คือไม่สงบ เพราะประกอบด้วยอุทธัจจะอันมีลักษณะไม่สงบ เปรียบเหมือนมฤคหมุนเคว้ง.
บทว่า โลโก มาแล้ว ในฐานะ ๔ มีอาทิว่า อุปนียติ โลโก และในฐานะ ๕ ว่า อุทฺธโต โลโก, มาแล้ว ในบทที่เหลือว่า โลกสนฺนิวาโส.
แม้ในบททั้งสองนั้นก็เป็นโลกอย่างเดียวกัน.
บทว่า สสลฺโล - โลกสันนิวาสมีลูกศร คือเป็นไปกับด้วยลูกศรมีราคะเป็นต้น ที่ชื่อว่าลูกศร เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเจาะเข้าไปในภายใน และเพราะนำออกยาก.
บทว่า วิทฺโธ - ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว คือมฤคเป็นต้นบางครั้งถูกผู้อื่นแทง, แต่โลกคือหมู่สัตว์นี้ ตนเองเท่านั้นถูกแทงตลอดเวลา.
บทว่า ปุถุสลฺเลหิ - ลูกศรจำนวนมาก คือถูกลูกศร ๗ ลูกที่ท่านกล่าวไว้ว่า ลูกศร ๗ ลูก คือ ลูกศรคือราคะ ๑ ลูกศรคือโทสะ ๑ ลูกศรคือโมหะ ๑ ลูกศรคือมานะ ๑ ลูกศรคือทิฏฐิ ๑ ลูกศรคือกิเลส ๑ ลูกศรคือทุจริต ๑.
บทว่า ตสฺส คือ ของโลกสันนิวาสนั้น.
บทว่า สลฺลานํ อุทฺธตา - ผู้จะถอนลูกศรทั้งหลาย คือบุคคลผู้จะถอนลูกศรเหล่านั้นจากสันดานสัตว์.
บทว่า อญฺญตฺร มยา คือ เว้นเรา. สาวกเหล่าใดของพระผู้มีพระภาคเจ้าถอนลูกศรได้, เพราะสาวกเหล่านั้นถอนได้ตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นเอง จึงชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้นถอนได้.
บทว่า อวิชฺชนฺธการาวรโณ - โลกสันนิวาสมีความมืดตื้อ คืออวิชชาปิดกั้นไว้ ชื่อว่าความมืดตื้อคืออวิชชา เพราะอวิชชานั่นแหละทำดุจความมืดด้วยปกปิดความเห็นสภาวธรรม, อวิชชานั้นนั่นแหละชื่อว่าความมืดตื้อคืออวิชชา ปิดกั้นไว้ เพราะมีเครื่องปกปิดด้วยห้ามการหยั่งลงสู่สภาวธรรม.
บทว่า กิเลสปญฺชรปกฺขิตฺโต - ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส คือชื่อว่ากรงกิเลส เพราะกิเลสนั่นแหละเป็นกรง ด้วยปิดการเข้าถึงกุศล, ถูกใส่คือให้ตกไปในกรงกิเลส อันมีอวิชชาเป็นแดนเกิด.
บทว่า อาโลกํ ทสฺเสตา - จะแสดงเป็นแสงสว่าง คือมีปกติเห็นแสงสว่างคือปัญญา ชื่อว่าจะแสดงการเห็นแสงสว่างด้วยปัญญา
บทว่า อวิชฺชาคโต - โลกสันนิวาสตกอยู่ในอำนาจอวิชชา คือเข้าไปสู่อวิชชา, มิใช่เพียงปิดกั้นด้วยอวิชชาอย่างเดียว, ที่แท้เข้าไปภายในฝักของอวิชชา ดุจไปในที่รกชัฏ. เพราะเหตุนั้น จึงแปลกจากบทก่อน.
บทว่า อณฺฑภูโต คือ เกิดในฟอง.
เหมือนอย่างว่า สัตว์บางพวกเกิดในฟอง ท่านเรียกว่า อณฺฑภูตา ฉันใด. โลกนี้ ท่านเรียกว่า อณฺฑภูโต เพราะเกิดในฟองและฝักของอวิชชา.
บทว่า ปริโยนทฺโธ - อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ คือถูกหุ้มห่อผูกพันไว้ด้วยฟองและฝักคืออวิชชาโดยรอบ.
บทว่า ตนฺตากุลชาโต คือ ยุ่งดุจเส้นด้าย.
เหมือนอย่างว่า เส้นด้ายของช่างหูกเก็บไว้ไม่ดีถูกหนูกัด ย่อมยุ่งเหยิงในที่นั้นๆ เป็นการยากที่จะตีราคาให้สมค่า หรือสมราคาว่า นี้มีราคาเท่านี้ มีค่าเท่านี้ฉันใด. สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นผู้พลาดพลั้ง ยุ่งยากวุ่นวายในปัจจยาการ ย่อมไม่อาจทำปัจจยาการให้ตรงได้.
ช่างหูกผู้ตั้งอยู่ในความชำนาญเฉพาะตน ก็สามารถทำเส้นด้ายให้ตรงได้.
แต่สัตว์อื่น เว้นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าสามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ โดยธรรมดาของตนย่อมไม่มี.
อนึ่ง เหมือนอย่างว่า เส้นด้ายที่ยุ่งช่างหูกเอาไปคลุกน้ำข้าวแล้วขยำก็จะเกิดติดเนื่องกันและพันกันเป็นปมฉันใด. โลกนี้ก็ฉันนั้น ครั้นพลาดในปัจจัยทั้งหลาย ไม่อาจทำปัจจัยทั้งหลายให้ตรงได้ ย่อมเกิดดำพันเป็นปมด้วยอำนาจทิฏฐิ ๖๒. สัตว์บางจำพวกเหล่าใดอาศัยทิฏฐิทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นไม่อาจทำปัจจัยให้ตรงได้.
บทว่า คุลาคุณฺฐิกชาโต - พันกันเป็นกลุ่มก้อน คือเป็นดุจกลุ่มก้อน. ด้ายคลุกน้ำข้าวของช่างหูก ท่านกล่าวว่า เป็นกลุ่มก้อน.
อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า รังนก ชื่อว่าคุลา ความยุ่งยากแม้ทั้งสองนั้นยากที่จะทำค่าหรือราคาให้เท่ากันได้.
บทว่า มุญฺชปพฺพชภูโต - นุงนังดังหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย คือเป็นดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย เกิดเป็นเช่นกับหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย. ทุบหญ้าเหล่านั้นทำเชือก ในเวลาเชือกขาดถือเอาเชือกที่ตกไปในที่ใดที่หนึ่งแล้ว ยากที่จะตีราคาหญ้าเหล่านั้นให้มีค่าหรือมีราคาเหมาะสมว่า นี้มีค่าเท่านี้ มีราคาเท่านี้.
ช่างตั้งอยู่ในความเป็นผู้ชำนาญเฉพาะตน ก็พึงสามารถทำให้หญ้านั้นตรงได้.
แต่สัตว์อื่นเว้นพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าสามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ตามธรรมดาของตนย่อมไม่มี ฉันใด. โลกนี้ก็ฉันนั้น ไม่สามารถจะทำปัจจยาการให้ตรงได้ เกิดเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยอำนาจทิฏฐิ ๖๒ ย่อมไม่พ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสารไปได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อปาโย ได้แก่ นรก กำเนิดเดียรฉาน เปตติวิสัย อสุรกาย. ทั้งหมดนั้น ท่านเรียกว่า อบาย เพราะไม่มีความเจริญ คือความรู้.
อนึ่ง ชื่อว่า ทุคติ เพราะเป็นทางไปของทุกข์.
ชื่อว่า วินิบาต เพราะความสุขตกไปจากกาย.
ส่วนสงสารนอกนี้ ท่านกล่าวว่า
ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ ธาตุอายตนาน จ อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานํ สํสาโร ปวุจฺจติ. ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังไม่ขาดสาย ยังเป็นไปอยู่ ท่านเรียก สงสาร ดังนี้. ไม่ล่วงเลยสงสารนั้นแม้ทั้งหมดไปได้. ที่แท้เมื่อยังถือจุติและปฏิสนธิบ่อยๆ อย่างนี้ คือจากจุติถือเอาปฏิสนธิ จากปฏิสนธิถือเอาจุติ ย่อมหมุนเวียนในภพ ๓ ในกำเนิด ๔ ในคติ ๕ ในวิญญาณฐิติ ๗ ในสัตตาวาส ๙ ดุจเรือที่ถูกลมพัดไปในมหาสมุทร และดุจโคที่ถูกเทียมด้วยยนต์ ฉะนั้น.
บทว่า อวิชฺชาวิสโทสสลฺลิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกอวิชชา มีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่ ชื่อว่าอวิชชามีโทษ เพราะอวิชชานั่นแหละเป็นโทษ เพราะยังชีวิตที่เป็นกุศลให้พินาศไปด้วยความเกิดแห่งอกุศล. พิษคืออวิชชานั่นแหละ. ชื่อว่าอวิชชามีโทษเป็นพิษ เพราะประทุษร้ายสันดาน. ชื่อว่าอวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่ เพราะติดทาไว้ด้วยอนุสัยกิเลส ปริยุฏฐานกิเลสและทุจริตนั้นอย่างแรง.
บทว่า กิเลสกลลีภูโต - มีกิเลสเป็นโทษ. ชื่อว่า กิเลสกลลํ เพราะกิเลสมีอวิชชาเป็นต้น เป็นมูล เป็นกลละ คือเปือกตม เพราะอรรถว่าจม. ชื่อว่า กิเลสกลลี เพราะมีกิเลสนั้นเป็นดังเปือกตม. เป็นอย่างนั้น.
บทว่า ราคโทสโมหชฏาชฏิโต - โลกสันนิวาสรกชัฏด้วยราคะโทสะโมหะ คือราคะ โทสะ โมหะอันเป็นโลภะ ปฏิฆะและอวิชชา ชื่อชฏา เพราะเกิดบ่อยๆ ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ดุจรกชัฏกล่าวคือข่ายกิ่งพุ่มไม้ไผ่เป็นต้น โดยสภาพที่เกี่ยวพันกัน. รกชัฏด้วยความรกคือราคะ โทสะและโมหะนั้น.
อธิบายว่า โลกนี้รกชัฏคือผูก ร้อยรัดด้วยความรกนั้นเหมือนไม้ไผ่เป็นต้น รกด้วยความรกของไม้ไผ่เป็นต้น.
บทว่า ชฏํ วิชเฏตา - สะสางรกชัฏ คือสะสาง ตัด ทำลายรกชัฏนี้ สะสางโลกอันเป็นไตรธาตุ แล้วตั้งอยู่อย่างนี้ได้.
บทว่า ตณฺหาสงฺฆาฏปฺปฏิมุกฺโก - โลกสันนิวาสถูกกองตัณหาสวมไว้ ชื่อว่ากองตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละยังไม่ขาดสายยังเป็นไปแล้ว ชื่อว่ากอง เพราะยังสืบต่ออยู่. ชื่อว่ากองตัณหาสวมไว้ เพราะสวมเข้าไปภายในในกองตัณหานั้น.
บทว่า ตณฺหาชาเลน โอตฺถโฏ - โลกสันนิวาสถูกข่ายตัณหาครอบไว้. ชื่อว่าข่ายตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละเป็นข่าย โดยร้อยรัดไว้ตามนัยดังกล่าวแล้วในก่อน. โลกสันนิวาสถูกข่าย คือตัณหาครอบปิดพันไว้โดยรอบ.
บทว่า ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ - โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหาพัดไป. ชื่อว่ากระแสตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละเป็นกระแส โดยคร่าไปในสงสาร, โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหานั้นพัดไป คือคร่าไป.
บทว่า ตณฺหาสญฺโญชเนน สญฺญุตฺโต - โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้. ชื่อว่าตัณหาเป็นเครื่องคล้อง เพราะตัณหานั่นแหละเป็นเครื่องคล้อง เพราะคล้องคือผูกสัตวโลกไว้ในวัฏฏะ. โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้องนั้นคล้องไว้คือผูกไว้.
บทว่า ตณฺหานุสเยน อนุสโฏ - โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะตัณหานุสัย. ชื่อว่าตัณหานุสัย เพราะตัณหานั่นแหละเป็นอนุสัยโดยนอนเนื่องในสันดาน. โลกสันนิวาสซ่านไป ตามไป ไปอย่างแรง ด้วยตัณหานุสัยนั้น.
บทว่า ตณฺหาสนฺตาเปน สนฺตปฺปติ - โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา. ชื่อว่าเดือดร้อน เพราะตัณหานั่นแหละยังโลกให้เดือดร้อน ในกาลเป็นไปและในกาลแห่งผล. โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อน เพราะตัณหานั้น.
บทว่า ตณฺหาปริฬาเหน ปริฑยฺหติ - โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา. ชื่อว่าเร่าร้อนเพราะตัณหา เพราะตัณหานั่นแหละมีกำลังเร่าร้อนมาก ด้วยความเร่าร้อนในกาลเป็นไปและในกาลแห่งผลโดยรอบ. โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหานั้นโดยรอบ.
พึงประกอบบทมี ทิฏฺฐิสงฺฆาฏาทโย - กองทิฏฐิเป็น ไว้ด้วยบทตัณหานี้แหละ.
บทว่า อนุคโต - โลกสันนิวาสไปตามชาติ คือเข้าไป.
บทว่า อนุสโฏ - โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา คือแล่นไป.
บทว่า อภิภูโต - โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ คือถูกบีบคั้น.
บทว่า อภิหโต - โลกสันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น คือถูกกำจัด ถูกทำลายอย่างหนักเฉพาะหน้า.
บทว่า ทุกฺเข ปติฏฺฐิโต - โลกสันนิวาสตั้งอยู่ในกองทุกข์ คือตั้งอยู่อาศัยขันธปัญจกอันเป็นทุกข์ ด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นสุข.
บทว่า ตณฺหาย อุฑฺฑิโต - โลกสันนิวาสถูกตัณหามัดไว้ คือถูกตัณหาบุกรุก. ด้วยว่าจักษุถูกร้อยไว้ด้วยเชือกคือตัณหา แล้วมัดไว้ที่หลักคือรูป. หูเป็นต้นถูกร้อยไว้ด้วยเชือกคือตัณหา แล้วมัดไว้ที่หลักคือเสียงเป็นต้น. แม้โลกมีความพร้อมด้วยตัณหานั้น ก็ชื่อว่าถูกมัดไว้นั่นแหละ.
บทว่า ชราปาการปริกฺขิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกกำแพง คือชราล้อมไว้ คือถูกชราอันเป็นกำแพงล้อมไว้หลีกไปไม่ได้.
บทว่า มจฺจุปาเสน ปริกฺขิตฺโต - โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุคล้องไว้ ชื่อว่าถูกมรณะอันเป็นบ่วงเพราะแก้ได้ยาก คล้องไว้.
บทว่า มหาพนฺธนพทฺโธ - โลกสันนิวาสถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูกเป็นอันมาก คือถูกผูกด้วยเครื่องผูกใหญ่เพราะแน่น และเพราะตัดยาก.
บทว่า ราคพนฺธเนน - ด้วยเครื่องผูกคือราคะ ชื่อว่า ราคพนฺธนํ เพราะราคะนั่นแหละ ผูกไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปจากสงสารได้. ด้วยเครื่องผูกคือราคะนั้น.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กิเลสพนฺธเนน คือ ด้วยเครื่องผูกคือกิเลสที่เหลือดังที่ได้กล่าวแล้ว.
บทว่า ทุจฺจริตพนฺธเนน คือ ด้วยเครื่องผูกคือทุจริต ๓ อย่าง. ส่วนสุจริตเป็นเหตุแห่งการพ้นเครื่องผูก และเป็นเครื่องพ้นจากเครื่องผูก มีอยู่. เพราะฉะนั้น ไม่ควรถือเอาสุจริตนั้น.
บทว่า พนฺธนํ โมเจตา - แก้เครื่องผูกให้ คือแก้เครื่องผูกให้แก่โลกสันนิวาสนั้น. ปาฐะว่า พนฺธนา โมเจตา บ้าง. ความว่า แก้โลกสันนิวาสนั้นจากเครื่องผูก.
บทว่า มหาสมฺพาธปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางไปแคบมาก คือเดินไปสู่ที่รก คือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสและทุจริต อันได้แก่ที่แคบมาก ด้วยการเบียดเบียนการเดินทางของกุศล.
บทว่า โอภาสํ ทสฺเสตา - ชี้ทางสว่างให้ คือให้แสงสว่าง คือสมาธิและปัญญาอันเป็นโลกิยะ โลกุตตระ.
บทว่า มหาปลิโพเธน ปลิพุทฺโธ - โลกสันนิวาสถูกความกังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ คือถูกเครื่องกั้นใหญ่ปกปิดไว้. หรือฉาบไว้ด้วยเครื่องฉาบใหญ่.
อนึ่ง บทว่า ปลิโพโธ คือความกังวล ๗ อย่างมีราคะเป็นต้น. อาจารย์บางท่านกล่าวว่า ความกังวลคือตัณหาและทิฏฐิ.
บทว่า ปลิโพธํ เฉเทตา คือ ตัดความกังวลนั้น.
บทว่า มหาปปาเต - ในเหวใหญ่ ได้แก่ในเหวคือคติ ๕. หรือในเหวคือชาติ ชราและมรณะ. ทั้งหมดนั้นชื่อว่าปปาตะ เพราะขึ้นได้ยาก.
บทว่า ปปตาอุทฺธตา คือ ขึ้นพ้นจากเหวนั้น.
บทว่า มหากนฺตารปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางกันดารมาก คือเดินทางกันดาร เพราะชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส. ทั้งหมดนั้น ชื่อว่ากันดาร เพราะก้าวให้พ้นไปได้ยาก. ช่วยให้ข้ามพ้นทางกันดารนั้น.
ปาฐะว่า กนฺตารา ตเรตา บ้าง.
บทว่า มหาสํสารปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสเดินทางไปสู่สังสารวัฏใหญ่ คือเดินทางไปสู่ขันธสันดานที่ยังไม่ขาด.
บทว่า สํสารา โมเจตา คือ ช่วยให้พ้นจากสังสารวัฏ.
ปาฐะว่า สํสารํ โมเจตา บ้าง.
บทว่า มหาวิทุคฺเค - ในหล่มใหญ่ ได้แก่ในหล่มคือสังสารวัฏ. สังสารวัฏนั่นแหละ ชื่อว่าหล่ม เพราะออกไปได้ยาก.
บทว่า สมฺปริวตฺตติ - กลิ้งเกลือก คือกลับไปมาหนักขึ้น.
บทว่า มหาปลฺเลเป - ในเปือกตม คือกามใหญ่. กามชื่อว่าเปือกตมเพราะทำให้จม.
บทว่า ปลิปนฺโน คือ ติด.
ปาฐะว่า มหาปลฺเลปปลิปนฺโน บ้าง คือติดในเปือกตมใหญ่.
บทว่า อพฺภาหโต - ครอบงำ คือถูกอันตรายทั้งปวงครอบงำ.
บทว่า ราคคฺคินา คือ ราคะเป็นต้น. ชื่อว่า อคฺคิ เพราะอรรถว่าเผาผลาญ. ด้วยไฟคือราคะเป็นต้นนั้น.
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุนฺนีตโก - โลกสันนิวาสทุรนทุราย คือถูกจับนำไป.
อธิบายว่า ถูกชาติจับแล้วนำไปเพื่ออันตรายมีชราเป็นต้น.
พึงเห็นว่า กอักษรในบทนี้ เพื่อเสริมความ.
บทว่า หญฺญติ นิจฺจมตาโณ - เดือดร้อนเป็นนิจ ไม่มีอะไรต้านทาน คือไม่มีผู้ต้านทาน ถูกบีบคั้นเป็นนิจ.
บทว่า ปตฺตทณฺโฑ - ต้องรับอาชญา คือได้รับอาชญาจากพระราชาเป็นต้น.
บทว่า ตกฺกาโร - ต้องทำตามอาชญา คือโจร.
บทว่า วชฺชพนฺธนพนฺโธ คือโลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูกคือโทษมีราคะเป็นต้น.
บทว่า อาฆาตนปจฺจุปฏฺฐิโต - ปรากฏอยู่ที่ตะแลงแกง คือเข้าไปปรากฏยังที่ผูก คือมรณะ.
บทว่า โกจิ พนฺธนํ โมเจตา - ใครจะช่วยให้หลุดพ้นได้.
ปาฐะว่า ใครจะช่วยให้พ้นจากเครื่องผูกได้ก็มี.
บทว่า อนาโถ - โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ชื่อว่า อนาโถ เพราะไม่มีที่พึ่ง คืออิสระ. หรือที่พึ่งอันเป็นอิสระด้วยตนเองไม่มี.
บทว่า ปรมการุญฺญปฺปตฺโต - ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง คือถึงความควรสงสารอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงพอในการห้ามชราเป็นต้น.
บทว่า ตาเยตา - จะเป็นผู้ช่วยต้านทาน คือคุ้มกัน.
ปาฐะว่า ตายิตา ดีกว่า.
บทว่า ทุกฺขาภิตุนฺโน - โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทง คือถูกทุกข์ไม่น้อย มีชาติทุกข์เป็นต้นเสียบแทง เบียดเบียน หวั่นไหวยิ่ง.
บทว่า จิรรตฺตปีฬิโต - ถูกทุกข์บีบคั้นมานาน คือถูกทุกข์เบียดเบียนเสียดสีมาตลอดกาลนาน.
บทว่า คธิโต - โลกสันนิวาสติดใจ คืออยากด้วยความติดใจหรือผูกด้วยเครื่องผูกคืออภิชฌากายคันถะ.
บทว่า นิจฺจํ ปิปาสิโต - กระหายอยู่เป็นนิจ คืออยาก กระหายเพื่อจะดื่ม เพื่อจะบริโภค ความกระหายนั่นแหละคือตัณหา. ความกระหายไม่มีระหว่าง ชื่อว่าความกระหาย คือตัณหา.
บทว่า อนฺโธ - โลกสันนิวาสเป็นโลกบอด ชื่อว่าบอด เพราะไม่มีปัญญาที่ชื่อว่าเป็นจักษุเพราะอรรถว่าเห็น. ปัญญานั่นแหละย่อมเห็นสภาวธรรม.
บทว่า อจกฺขุโก - ไม่มีจักษุ ความเป็นผู้บอดนั้น ไม่มีในภายหลัง. ความเป็นผู้บอดนั้นนั่นเอง คือ เป็นผู้มีตาเหมือนไม่มีตา ย่อมมีตามปกตินั่นแหละ.
บทว่า หตเนตฺโต - โลกสันนิวาสมีตาเสื่อม ชื่อว่ามีตาเสื่อม เพราะไม่มีปัญญา ที่เรียกว่าเนตร เพราะมีสภาพนำไป. ท่านเรียกว่าเนตร เพราะนำอัตตภาพให้เห็นที่เสมอและไม่เสมอ. นำไปสู่ทางดีและไม่ดีด้วยปัญญา.
พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงความไม่มีเนตรของผู้นั้น เพราะตาเสื่อม จึงกล่าว อปริณายโก ไม่มีผู้นำ.
อธิบายว่า มีตาเหมือนไม่มี. ท่านอธิบายว่า ไม่มีผู้อื่นจะนำเขาไปได้.
บทว่า วิปถปกฺขนฺโต - โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด ชื่อว่าทางผิด เพราะทางผิดหรือทางไม่เรียบ. ชื่อว่าแล่นไปสู่ทางผิด เพราะแล่นไปคือเข้าไป เดินไปผิดทาง. อธิบายว่า เดินไปสู่มิจฉาทิฏฐิ คือทางผิด.
บทว่า อญฺชสาปรทฺโธ - หลงทางแล้ว คือหลง พลาดในทางคือทางตรงอันได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา.
บทว่า อริยปถํ อาเนตา - มาสู่ทางอริยะ คือนำเข้าไปให้ถึงอัฏฐังคิกมรรคอันเป็นอริยะ.
บทว่า มโหฆปกฺขนฺโต - โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะ.
ชื่อว่าโอฆา เพราะยังสัตว์ผู้มีกิเลสให้จมลงในวัฏฏะ.
ชื่อว่ามโหฆา เพราะโอฆะใหญ่กว่าโอฆะปกติ. โอฆะเหล่านั้นมี ๔ อย่าง คือ กาโมฆะ ๑ ภโวฆะ ๑ ทิฏโฐฆะ ๑ อวิชโชฆะ ๑.
ชื่อว่ามโหฆปักขันโต เพราะแล่นเข้าไปสู่โอฆะใหญ่เหล่านั้น. หรือว่าแล่นไปสู่โอฆะใหญ่ คือสังสารวัฏ.
บัดนี้ พึงทราบนัยที่แปลกจากนัยหนึ่ง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ - ถูกทิฏฐิ ๒ คือถูกสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิกลุ้มรุม.
ทิฏฐิคตะในบทนั้นคือทิฏฐินั่นเอง ดุจบทมีอาทิว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ - คูถมูตร.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิฏฺฐิคตํ เพราะเพียงไปด้วยทิฏฐิ เพราะไม่มีสิ่งที่ควรไป. ความเห็นนี้เป็นไปในทิฏฐิทั้งหลายชื่อว่า ทิฏฺฐิคตํ เพราะทิฏฐิ ๖๒ หยั่งลงในภายในบ้าง.
____________________________
องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๑๕
จริงอยู่ ทิฏฐิ ๖๒ และทิฏฐิ ๖๓ ก็เป็นทิฏฐิ ๒ นั่นเอง คือสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. เพราะฉะนั้น เมื่อจะทำทิฏฐิทั้งหมดโดยย่อไว้ภายใน ท่านจึงกล่าว ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ.
บทว่า ปริยุฏฺฐิโต - ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม คือถึงความกลุ้มรุม ถึงความปรากฏ. อธิบายว่า ถึงความยึดอาจาระอันเป็นกุศล โดยไม่ให้เกิดขึ้น.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์บางพวก
ถูกทิฏฐิ ๒ กลุ้มรุม ย่อมติดอยู่ บางพวกย่อมแล่นไป
ผู้มีจักษุย่อมเห็น.
____________________________
ขุ. อิติ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๒๒๗
บทว่า ตีหิ ทุจฺจริเตหิ คือ ด้วยกายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔ และมโนทุจริต ๓.
บทว่า วิปฺปฏิปนฺโน - โลกสันนิวาสปฏิบัติผิด ได้แก่ปฏิบัติผิด คือปฏิบัติน่าเกลียด ชื่อว่ามิจฉาปฏิบัติ.
บทว่า โยเคหิ ยุตฺโต - โลกสันนิวาสประกอบด้วยกิเลสเครื่องประกอบ.
ชื่อว่าโยคะ เพราะอรรถว่าประกอบไว้ในวัฏฏะ. หรือชื่อว่าโยคะ ด้วยอรรถดังนี้คือ ประกอบเปี่ยมด้วยโยคะเหล่านั้น.
บทว่า จตุโยคโยชิโต - โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องประกอบ ๔ อย่างประกอบไว้ คือประกอบไว้ในวัฏฏะ ด้วยโยคะ ๔ เหล่านี้ คือ กามโยคะ ๑ ภวโยคะ ๑ ทิฏฐิโยคะ ๑ อวิชชาโยคะ ๑. ดุจโคถูกผูกไว้ที่เกวียน.
ราคะประกอบด้วยกามคุณ ๕ ชื่อว่ากามราคะ. ฉันทราคะในรูปภพและอรูปภพ ความใคร่ในฌาน, ราคะสหรคตด้วยสัสสตทิฏฐิ ความปรารถนาด้วยอำนาจภพ ชื่อว่าภวราคะ. ทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่าทิฏฐิโยคะ. ความไม่รู้ในฐานะ ๘ ชื่อว่าอวิชชาโยคะ.
โอฆะ ๔ เหล่านั้นมีกำลังกล้า, โยคะ ๔ มีกำลังอ่อน.
บทว่า จตูหิ คนฺเถหิ - กิเลสเครื่องร้อยรัด ๔ อย่าง ชื่อว่าคันถะ เพราะร้อยคือผูกผู้มีกิเลสไว้ในวัฏฏะด้วยจุติและปฏิสนธิ.
คันถะมี ๔ อย่าง คือ อภิชฌากายคันถะ ๑ พยาปาทกายคันถะ ๑ สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ๑ อิทังสัจจาภินิเวสกายคันถะ คือการยึดถือสิ่งนี้ว่าเป็นสัจจะ ๑.
ชื่อว่า อภิชฺฌา เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเพ่งเล็ง. หรือเพ่งเล็งด้วยตนเอง. หรือเป็นเพียงความเพ่งเล็งเท่านั้น. ได้แก่โลภะนั่นเอง.
ชื่อว่ากายคันถะ เพราะอรรถว่าร้อยนามกาย คือผูกไว้ในวัฏฏะด้วยจุติและปฏิสนธิ.
ชื่อว่าพยาปาทะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเบียดเบียน ปองร้ายให้ถึงความพินาศ. หรือยังความสุขอันเป็นประโยชน์แก่ความประพฤติวินัย และรูปสมบัติเป็นต้นให้ถึงความพินาศ.
การยึดมั่นเชื่อถือว่า ความบริสุทธิ์มีด้วยศีล พรต หรือศีลและพรตของสมณพราหมณ์ภายนอกมีด้วยประการฉะนี้ ชื่อว่าสีลัพพตปรามาส.
ชื่อว่าอิทังสัจจาภินิเวสะ เพราะอรรถว่าปฏิเสธแม้ภาษิตของพระสัพพัญญู แล้วยึดถือโดยอาการมีอาทิว่า โลกเที่ยง นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะ. อธิบายว่า ร้อยคือผูกไว้ด้วยคันถะ ๔ เหล่านั้น.
บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ - ด้วยอุปาทาน ๔ ชื่อว่าอุปาทาน เพราะยึดถืออย่างแรงคือจับมั่น.
อุปาทานเหล่านั้นมี ๔ อย่าง คือ กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑.
ชื่อว่ากามุปาทาน เพราะถือมั่นกาม คือวัตถุ.
อนึ่ง ชื่อว่ากามุปาทาน เพราะกามนั้นเป็นอุปาทาน.
ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะทิฏฐินั้นเป็นอุปาทาน. ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน เพราะยึดมั่นทิฏฐิ. อุตตรทิฏฺฐิ - ทิฏฐิอันหลังยึดมั่นปุริมทิฏฐิ - ทิฏฐิมีในก่อน ในบทมีอาทิว่า สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จ อัตตาและโลกเที่ยง.
____________________________
ขุ. ป. เล่ม ๓๑/ข้อ ๓๕๔
ชื่อว่าสีลัพพตุปาทาน เพราะยึดถือศีลและพรต.
อนึ่ง ชื่อว่าสีลัพพตุปาทาน เพราะศีลและพรตนั้นเป็นอุปาทาน. ศีลของโคและพรตของโคเป็นต้นเป็นอุปาทาน เพราะยึดถือว่าความบริสุทธิ์ย่อมมีได้อย่างนี้.
ชื่อว่าวาทะ เพราะเป็นเหตุกล่าว. ชื่อว่าอุปาทาน เพราะเป็นเหตุถือมั่น.
กล่าวอะไร? ถือมั่นอะไร? กล่าวอัตตา. การถือมั่นวาทะของตน.
ชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน. หรือชื่อว่าอัตตวาทุปาทาน เพราะเป็นเหตุถือมั่นว่าตนเป็นเพียงวาทะว่าตนเท่านั้น. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดเว้นทิฏฐิ ๒ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าทิฏฐุปาทาน. ด้วยอุปาทาน ๔ เหล่านั้น.
บทว่า อุปาทียติ - ถือมั่น คือถือจัด. ปาฐะว่า อุปาทิยติ ก็มี. ความว่า สัตวโลกย่อมถือจัดอารมณ์นั้นๆ ด้วยอุปาทาน.
บทว่า ปญฺจคติสมารุฬฺโห - โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ ชื่อว่าคติ เพราะไป คือเข้าไปใกล้ด้วยเหตุทำดีและทำชั่ว คือขันธ์ทั้งหลายพร้อมด้วยการปรากฏ. โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ เหล่านี้ คือ นรก ๑ กำเนิดเดียรัจฉาน ๑ เปตวิสัย ๑ มนุษย์ ๑ เทวดา ๑ อย่างแรงด้วยความก้าวลง.
บทว่า ปญฺจหิกามคุเณหิ - ด้วยกามคุณ ๕ ด้วยส่วนแห่งวัตถุกาม ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ.
บทว่า รชฺชติ - ย่อมกำหนัด คืออาศัยอโยนิโสมนสิการ ย่อมกำหนัดด้วยกามคุณเหล่านั้น เพราะทำให้ราคะเกิด. อธิบายว่า ทำความกำหนัดยินดี.
บทว่า ปญฺจหิ นีวรเณหิ - ถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้.
ชื่อว่านิวรณ์ เพราะย่อมกั้นคือครอบงำจิต. ถูกนิวรณ์ ๕ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ทับไว้.
บทว่า โอตฺถโต คือ ทับปิดไว้ข้างบน.
บทว่า ฉหิ วิวาทมูเลหิ คือ ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุแห่งวิวาทเหล่านี้
มี ๖ อย่าง. ๖ อย่าง เป็นไฉน?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้
มักโกรธ มีความผูกโกรธไว้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุใดเป็นผู้มักโกรธ ผูกโกรธไว้. ภิกษุนั้นไม่เคารพ
ไม่ยำเกรง แม้ในพระศาสดา. ไม่ทำให้บริบูรณ์ แม้ใน
พระธรรม แม้ในพระสงฆ์ แม้ในสิกขา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดไม่เคารพ ไม่
ยำเกรงในพระศาสดา ไม่ทำให้บริบูรณ์ในพระธรรม
ในพระสงฆ์ ในการศึกษา. ภิกษุนั้นย่อมยังวิวาทให้
เกิดในสงฆ์. วิวาทย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็น
ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความไม่เป็นสุขแก่
ชนเป็นอันมาก เพื่อความพินาศแก่ชนเป็นอันมาก
เพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่เทวดา
และมนุษย์ทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากพวกเธอพิจารณา
เห็นวิวาทเห็นปานนั้น เป็นมูลเหตุแห่งวิวาทในภาย
ในก็ดี ในภายนอกก็ดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อ
นั้น พวกเธอพึงพยายามเพื่อละมูลเหตุแห่งวิวาทอัน
ลามกนั้นเสีย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากพวกเธอไม่
พิจารณาเห็นวิวาท เห็นปานนี้ เป็นมูลเหตุแห่งวิวาท
ในภายในก็ดี ในภายนอกก็ดี. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ในข้อนั้น พวกเธอพึงปฏิบัติเพื่อความไม่เกิดผลแห่ง
มูลเหตุแห่งวิวาทอันลามกนั้นต่อไปได้. การละมูล
เหตุแห่งวิวาทอันลามกนี้ ย่อมมีได้ด้วยประการฉะนี้.
ความไม่เกิดผลแห่งมูลเหตุแห่งวิวาทอันลามกนี้
ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุ
เป็นผู้มีความลบหลู่ มักตีเสมอ. เป็นผู้มีความริษยา
มักตระหนี่. เป็นผู้โอ้อวด มักเจ้าเล่ห์. เป็นผู้มีความ
ปรารถนาลามก มักเป็นมิจฉาทิฏฐิ. เป็นผู้มีทิฏฐิเป็น
ของตน มักมีความยึดมั่น มีความถือมั่น มีการสละ
ได้ยาก.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดมีความยึดมั่น
ทิฏฐิของตน เป็นผู้มีความถือมั่น มีการสละได้ยาก.
ภิกษุนั้นไม่เคารพแม้ในพระศาสดา ฯลฯ ไม่เกิดผล
ต่อไป.
____________________________
องฺ. ฉกฺก. เล่ม ๒๒/ข้อ ๓๐๗
ในบทเหล่านั้น บทว่า โกธโน - มักโกรธ คือประกอบด้วยความขัดเคืองอันมีอาการขุ่นเคืองเป็นลักษณะ.
บทว่า อุปนาหี - ผูกโกรธไว้ คือประกอบด้วยอุปนาหะอันมีลักษณะไม่ปล่อยเวร.
บทว่า อหิตาย ทุกฺขาย เทวมนุสฺสานํ - เพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
วิวาทของภิกษุ ๒ รูปย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอย่างไร.
เมื่อภิกษุ ๒ รูปวิวาทกันดุจในโกสัมพกขันธกะ อันเตวาสิกของภิกษุ ๒ รูปเหล่านั้นในวัดนั้นก็วิวาทกัน.
____________________________
วิ. มหา. เล่ม ๕/ข้อ ๒๓๘
ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์ผู้รับโอวาทของภิกษุ ๒ รูปนั้นก็วิวาทกัน.
แต่นั้น อุปฐากของภิกษุ ๒ รูปเหล่านั้นก็วิวาทกัน. ครั้นแล้วเทวดาผู้อารักขามนุษย์ทั้งหลายก็แบ่งเป็น ๒ ส่วน. เทวดาผู้อารักขาธรรมวาทีก็เป็นพวกธรรมวาที. ที่อารักขาอธรรมวาทีก็เป็นพวกอธรรมวาที.
แต่นั้นภุมมัฏฐเทวดาผู้เป็นมิตรของอารักขเทวดาก็แตกกัน.
เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เว้นพระอริยสาวกแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย โดยสืบๆ กันอย่างนี้จนถึงพรหมโลก.
อธรรมวาทีมากกว่าธรรมวาที. แต่นั้นสิ่งที่พวกมากถือจึงเป็นสัจจะ เพราะเหตุนั้น พวกมากกว่าจึงพากันสละธรรม ถือเอาอธรรม. พวกอธรรมเหล่านั้นยึดอธรรมเป็นหลัก ย่อมเกิดในอบาย.
การวิวาทของภิกษุ ๒ รูปอย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
บทว่า อชฺฌตฺตํ วา - ในภายในก็ดี คือในบริษัทภายในของพวกท่าน.
บทว่า พหิทฺธา วา - ในภายนอกก็ดี คือบริษัทของพวกอื่น.
บทว่า มกฺขี คือ ประกอบด้วยความลบหลู่อันมีลักษณะลบหลู่คุณท่าน.
บทว่า ปลาสี คือ ประกอบด้วยตีเสมออันมีลักษณะแข่งดี.
บทว่า อิสฺสุกี คือ ประกอบด้วยริษยาอันมีลักษณะ คือความริษยามีสักการะเป็นต้นของผู้อื่น.
บทว่า มจฺฉรี คือ ประกอบด้วยมัจฉริยะ ๕ มีอาวาสมัจฉริยะเป็นต้น.
บทว่า สโฐ - โอ้อวด คือเต็มไปด้วยความหลอกลวง.
บทว่า มายาวี - เจ้าเล่ห์ คือปกปิดความชั่วที่ตนทำ.
บทว่า ปาปิจฺโฉ - มีความปรารถนาลามก คือเป็นผู้ทุศีลปรารถนาความยกย่องที่ไม่มี.
บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิ ได้แก่ นัตถิกวาที - มีวาทะว่าไม่มี, อเหตุกวาที - มีวาทะว่าไม่มีเหตุ, อกิริยวาที - มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำ.
บทว่า สนฺทิฏฺฐิปรามาสี คือ ลูบคลำทิฏฐิของตนเองเท่านั้น.
บทว่า อาธานคฺคาหี คือ ถือมั่น.
บทว่า ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี คือ ไม่สามารถสละสิ่งที่ตนถือได้.
ส่วนในขุททกวิภังค์ ท่านกล่าวถึงธรรมอย่างหนึ่งๆ ด้วยสามารถเป็นประธานว่า มูลเหตุแห่งวิวาท ๖ เป็นไฉน? คือ โกธะ ๑ มักขะ ๑ อิสสา ๑ สาเถยยะ ๑ ปาปิจฉา ๑ สันทิฏฐิปรามาสี - การยึดถือทิฏฐิของตน ๑. นี้คือมูลเหตุแห่งวิวาท ๖ อย่าง.
บทว่า ฉหิ ตณฺหากาเยหิ - ด้วยกองตัณหา ๖ คือ ด้วยตัณหา ๖ ดังที่กล่าวแล้ว คือ รูปตัณหา ๑ สัททตัณหา ๑ คันธตัณหา ๑ รสตัณหา ๑ โผฏฐัพพตัณหา ๑ ธรรมตัณหา ๑.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๙๑ อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๙๙๔
ในตัณหาเหล่านั้น เพราะตัณหาอย่างหนึ่งๆ ย่อมมีไม่น้อย เพราะเกิดบ่อยๆ ในอารมณ์แม้อย่างหนึ่งๆ เพราะมีอารมณ์มาก. ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตณฺหากายา - กองตัณหา เพราะประกอบกายศัพท์ ด้วยอรรถว่าหมู่. แม้เมื่อกล่าวว่า ตัณหากายา ก็คือตัณหานั่นเอง.
บทว่า รชฺชติ - ย่อมกำหนัด คือกำหนัดยินดีในอารมณ์ด้วยตนเอง.
บทว่า ฉหิ ทิฏฺฐิคเตหิ - ด้วยทิฏฐิ ๖ ท่านกล่าวไว้แล้วในสัพพาสวสูตร.
ในสูตรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
เมื่อภิกษุมนสิการ โดยไม่แยบคายอย่างนี้
ทิฏฐิ ๖ อย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น. คือทิฏฐิ
โดยความจริง โดยความมั่นคง ย่อมเกิดแก่ภิกษุ
นั้นว่า อตฺถิ เม อตฺตา - อัตตาของเรามีอยู่. ทิฏฐิ
โดยความจริง โดยความเชื่อถือได้ ย่อมเกิดแก่
ภิกษุนั้นว่า นตฺถิ เม อตฺตา - อัตตาของเราไม่มี.
ทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นว่า อตฺตนาว
อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยตนเอง.
ทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า อตฺตนาว
อนตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอนัตตาด้วยตนเอง.
หรือทิฏฐิ ฯลฯ ย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นว่า อนตฺตนาว
อตฺตานํ สญฺชานามิ - เรารู้จักอัตตาด้วยอนัตตา.
ก็อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิย่อมมีแก่ภิกษุนั้น อย่างนี้ว่า
อัตตาของเรานี้ใด เป็นอัตตาที่ผู้กล่าว ผู้รู้ ย่อมเสวย
วิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งดีและชั่วในอารมณ์
นั้นๆ ก็และอัตตาของเรานี้นั้น แน่นอน ยั่งยืน
เที่ยง มีอันไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่
เป็นความเที่ยงเสมออย่างนั้นนั่นแหละ.
____________________________
ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๑๒
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เม อตฺตา คือ สัสสตทิฏฐิย่อมถือเอาความที่ตนมีอยู่ในกาลทั้งปวง.
บทว่า สจฺจโต เถตโต คือ โดยความจริงและโดยความมั่นคง. ท่านอธิบายว่า ด้วยความมั่นคงเป็นอย่างดีว่า อิทํ สจฺจํ - นี้เที่ยง.
บทว่า นตฺติ เม อตฺตา คือ ชื่อว่าอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือความไม่มีไม่เป็นในอัตตานั้นๆ ของสัตว์ที่มีอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสัสสตทิฏฐิ เพราะถือว่าแม้ทิฏฐิก่อนๆ ก็มีในกาล ๓, อุจเฉททิฏฐิ เพราะถือว่าปัจจุบันเท่านั้นมี, อุจเฉททิฏฐิ เพราะถือว่าแม้ทิฏฐิหลังในอดีตและในอนาคตก็ไม่มี ดุจทิฏฐิของเจ้าทิฏฐิที่ถือว่า "เถ้าถ่านเป็นเครื่องบูชา”. สัสสตทิฏฐิ เพราะถือว่าในอดีตเท่านั้นไม่มี ดุจของผู้มีความเห็นเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล.
บทว่า อตฺตนาว อตฺตานํ สญฺชานาติ คือ มีทิฏฐิว่า เราย่อมรู้จักอัตตานี้ ด้วยตนนี้ เพราะถือว่าอัตตาในขันธ์โดยปกติคือสัญญาขันธ์ แล้วรู้จักขันธ์ที่เหลือด้วยสัญญาขันธ์.
บทว่า อตฺตนาว อนตฺตานํ - มีทิฏฐิอย่างนี้ เพราะถือสัญญาขันธ์นั่นแหละว่าเป็นอัตตา. ถือขันธ์ที่เหลือ ๔ อย่างว่าเป็นอนัตตาแล้วรู้จักขันธ์เหล่านั้นด้วยสัญญาขันธ์.
บทว่า อนตฺตาว อตฺตานํ คือ มีทิฏฐิอย่างนี้ เพราะถือสัญญาขันธ์ว่าเป็นอนัตตา. ถือขันธ์ ๔ พวกนี้ว่าเป็นอัตตา แล้วรู้จักขันธ์เหล่านั้นด้วยสัญญาขันธ์. ทิฏฐิแม้ทั้งหมดก็เป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐินั่นเอง.
ส่วนบทมีอาทิว่า วโท เวเทยฺโย - เป็นอาการของการยึดมั่นในสัสสตทิฏฐินั่นเอง.
ในบทเหล่านั้น ชื่อว่า วโท เพราะอรรถว่ากล่าว, ท่านอธิบายว่า ผู้ทำวจีกรรม ชื่อว่า เวเทยฺโย เพราะอรรถว่ารู้.
ท่านอธิบายว่า รู้และเสวย รู้อะไร? รู้วิบากของกรรมดีและกรรมชั่ว ในอารมณ์นั้นๆ.
บทว่า ตตฺร ตตฺร คือ ในโยนิ คติ ฐิติ นิวาสและนิกายนั้นๆ หรือในอารมณ์.
บทว่า นิจฺโจ คือ ไม่มีเกิดดับ.
บทว่า ธุโว คือ มั่นคงเป็นสาระ.
บทว่า สสฺสโต คือ เป็นไปตลอดกาลทั้งปวง.
บทว่า อวิปริณามธมฺโม คือ ไม่ละภาวะเดิมของตน ไม่ถึงความมีประการต่างๆ ดุจกิ้งก่า.
บท สสฺสติสมํ ท่านกล่าว สสฺสติโย โดยโวหารว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ สมุทร แผ่นดินใหญ่ ภูเขา แสงสว่าง. เสมอด้วยความเที่ยง ชื่อว่า สสฺสติสมํ. ทิฏฐิมีอย่างนี้ เพราะถือว่าจักตั้งอยู่ตราบเท่าที่ความเที่ยงยังปรากฏอยู่.
แต่ในขุททกวัตถุวิภังค์ ท่านกล่าวถึงทิฏฐิ ๖ แปลกออกไปอย่างนี้ว่า อัตตาเสวยวิบากของกรรมดีและชั่วตลอดกาลนาน ในอารมณ์ นั้นๆ. อัตตานั้นไม่เกิด มิได้มี. อัตตานั้นไม่เกิดแล้ว จักไม่มี. อัตตาเป็นของแน่นอน ยั่งยืน เที่ยง มีอันไม่แปรปรวนไปเป็นธรรมดา. หรือว่า ทิฏฐิย่อมเกิดโดยความจริง โดยความมั่นคงแก่ภิกษุนั้น ด้วยประการฉะนี้.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๐๔
ในบทเหล่านั้น บทว่า น โส ชาโต นาโหสิ คือ อัตตานั้นชื่อว่าไม่เกิด เพราะไม่เกิดเป็นธรรมดา.
อธิบายว่า มีอยู่ทุกเมื่อ. ด้วยเหตุนั้น อัตตาไม่มีในอดีต. จักไม่มีในอนาคต. เพราะอัตตาใดเกิดแล้ว. อัตตานั้นได้มีแล้ว. และอัตตาใดจักเกิดอัตตานั้นก็จักมี ท่านกล่าวไว้ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า น โส ชาโต นาโหสิ คือ อัตตานั้นไม่เกิด มิได้มีแล้วแม้ในอดีต เพราะเกิดทุกเมื่อ. แม้ในอนาคตไม่เกิดจักไม่มี. อนุสัยทั้งหลายมีอรรถดังได้กล่าวแล้ว.
บทว่า สตฺตหิ สญฺโญชเนหิ - ถูกสังโยชน์ ๗ คล้องไว้ ท่านกล่าวไว้แล้วในสัตตกนิบาต.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ เหล่านี้.
สังโยชน์ ๗ เป็นไฉน? อนุนยสังโยชน์ ๑ ปฏิฆ-
สังโยชน์ ๑ ทิฏฐิสังโยชน์ ๑ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ๑
มานสังโยชน์ ๑ ภวราคสังโยชน์ ๑ อวิชชาสัง-
โยชน์ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗
เหล่านี้แล.
____________________________
องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๘
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุนยสญฺโญชนํ ได้แก่ กามราคสังโยชน์. สังโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดเรียกว่า สัญโญชน์ เพราะเป็นกิเลสเครื่องผูก.
บทว่า สตฺตหิ มาเนหิ - โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะมานะ ๗. ท่านกล่าวไว้แล้วในขุททกวัตถุวิภังค์.
จริงอยู่ ในวิภังค์นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
มานะ อติมานะ มานาติมานะ โอมานะ
อธิมานะ อัสมิมานะ มิจฉามานะ.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๑๐
ในบทเหล่านั้น บทว่า มาโน - ความถือตัว คือลูบคลำบุคคลด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ดีกว่าเป็นต้น แล้วเย่อหยิ่งด้วยวัตถุในชาติเป็นต้น.
บทว่า อติมาโน - ดูหมิ่นท่าน คือผยองเลยไปถึงว่า ไม่มีใครเช่นกับเราโดยชาติเป็นต้น.
บทว่า มานาติมาโน - ดูหมิ่นด้วยความทะนงตัว คือ เกิดถือตัวว่า คนนี้เมื่อก่อนเช่นกับเรา เดี๋ยวนี้เราดีกว่า คนนี้เลวกว่าเรา.
บทว่า โอมาโน - ถือตัวว่าเลวกว่าเขา คือ ถือตนว่าต่ำโดยชาติเป็นต้น คือ ถือตัวว่าเราเป็นคนเลวนั่นแหละ.
บทว่า อธิมาโน - ถือตัวยิ่ง คือ มานะว่า เราบรรลุสัจธรรม ๔ ซึ่งไม่มีผู้บรรลุเลย.
อธิมานะนี้เกิดแก่ปุถุชนผู้มีศีลบริสุทธิ์ไม่ประมาทในกรรมฐาน กำหนดนามรูปข้ามสงสัยโดยกำหนดปัจจัย ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์พิจารณาสังขาร ปรารภวิปัสสนา, ไม่เกิดแก่ผู้อื่น.
บทว่า อสฺมิมาโน - ถือเรา คือ มานะว่าเรามีอยู่ในขันธ์มีรูปเป็นต้น. ท่านอธิบายว่า มีมานะเกิดขึ้นด้วยบทมีอาทิว่า อหํ รูปํ - รูปเป็นเรา เราคือรูป.
บทว่า มิจฺฉามาโน - มานะผิด คือ มานะเกิดขึ้นด้วยบทมีอาทิว่า ปาปเกน กมฺมายตนา - กัมมายตนะเกิดด้วยความลามก.
บทว่า โลกธมฺมา มีอรรถได้กล่าวแล้ว.
บทว่า สมฺปริวตฺตติ - เวียนอยู่ คือหมุนเวียนไปด้วยโลกธรรมอันเป็นเหตุ ด้วยความยินดีในโลกธรรม ๔ มีลาภเป็นต้น ด้วยความไม่ยินดีในโลกธรรม ๔ มีเสื่อมลาภเป็นต้น. อธิบายว่า ละภาวะปกติ.
แม้ มิจฺฉตฺตา ก็มีอรรถดังกล่าวแล้ว.
บทว่า นิยฺยาโต - ดิ่งลงแล้ว คือแล่นไป. อธิบายว่าครอบงำแล้ว.
บทว่า อฏฺฐหิ ปุริสโทเสหิ - เพราะบุรุษโทษ ๘ ในอัฏฐกนิบาต ท่านกล่าวพร้อมด้วยอุปมา.
ในขุททกวัตถุวิภังค์ ท่านกล่าวเว้นอุปมา.
สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า
บุรุษโทษ ๘ เป็นไฉน? ภิกษุทั้งหลายใน
ศาสนานี้โจทภิกษุด้วยอาบัติ, ภิกษุนั้นถูกภิกษุ
ทั้งหลายโจทด้วยอาบัติย่อมแก้ตัว ด้วยความไม่มี
สติว่า ผมนึกไม่ได้ ผมนึกไม่ได้. นี้เป็นบุรุษโทษ
ข้อที่ ๑.
ข้อต่อไป ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ
ภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ ย่อมซัด
โจทก์ว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดกับท่านผู้โง่
ไม่ฉลาด, แม้ท่านก็สมควรที่จะพูดกับผมหรือ?
นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๒.
ข้อต่อไป ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ.
ภิกษุนั้นถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัติ ก็ปรับ
อาบัติโจทก์ว่า แม้ท่านก็ต้องอาบัติข้อนี้ ท่านจง
ทำคืนก่อน. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๓.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ พูดกลบเกลื่อน พูด
นอกเรื่อง ทำความโกรธโทสะและความไม่พอใจ
ให้ปรากฏ. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๔.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ พูดแกว่งแขนใน
ท่ามกลางสงฆ์. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๕.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ ไม่เชื่อสงฆ์ไม่เชื่อ
โจทก์เดินหลีกออกไปเสีย. นี้เป็นบุรุษโทษ
ข้อที่ ๖.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ คิดว่า เราไม่ได้ต้อง
อาบัติ, เราไม่ได้ต้องอาบัติก็หามิได้ แล้วนิ่งเสีย
ทำให้สงฆ์ลำบาก. นี้เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๗.
ข้อต่อไป ภิกษุ ฯลฯ กล่าวอย่างนี้ว่า โธ่เอ๋ย
พวกท่านจะมาวุ่นวายหนักหนาอะไรกะผม. บัดนี้
ผมจะบอกคืนสิกขาลาสึกอยู่แล้ว. ภิกษุนั้นก็สึก
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้พวกท่านจงดีใจเถิด. นี้
เป็นบุรุษโทษข้อที่ ๘.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๑๗
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปุริสโทสา คือ โทษของบุรุษ.
ชื่อว่าโทษ เพราะประทุษร้ายสันดานบุรุษ.
บทว่า น สรามิ คือ ภิกษุนั้นแก้ตัวปลดเปลื้อง ด้วยไม่มีสติว่า ผมจำไม่ได้ ไม่ได้สนใจถึงกรรมที่ผมทำไป.
บทว่า โจทกํเยว ปฏิปฺผรติ คือ ซัดโต้โจทก์. ตั้งอยู่โดยความเป็นลิ่มตอบ.
____________________________
ในสัมโมหะว่า ตั้งอยู่โดยความกล่าวอย่างฉับไว.
บทว่า กินฺนุ โข ตุยฺหํ คือ ท่านแสดงว่าประโยชน์อะไรที่จะพูดกับท่านผู้โง่ไม่ฉลาด, ท่านไม่รู้วัตถุ, ไม่รู้อาบัติ ไม่รู้การโจท. ทับถมว่าแม้ท่านก็ไม่รู้อะไรๆ ยังอยากจะพูด.
บทว่า ปจฺจาโรเปติ - ยกโทษขึ้น คือกล่าวบทมีอาทิว่า แม้ท่านแหละชื่อว่ายกโทษขึ้น คือปรับอาบัติ.
บทว่า ปฏิกโรหิ - ทำคืน. ท่านแสดงไว้ว่า ท่านจงแสดงเทศนาคามินี คือการแสดงอาบัติ ท่านจงออกจากวุฏฐานคามินี คือออกจากอาบัติ. แต่นั้นท่านตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์แล้วจึงโจทผู้อื่น.
บทว่า อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ - พูดจากลบเกลื่อน คือปกปิดเหตุอื่นด้วยเหตุอื่น หรือปกปิดคำพูดด้วยคำอื่น. โจทก์กล่าวว่า ท่านต้องอาบัติแล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ใครต้องอาบัติ ต้องอาบัติอะไรๆ ต้องอาบัติในข้อไหน ต้องอาบัติอย่างไร. ท่านกล่าวอะไรๆ. เมื่อโจทก์กล่าวว่า อาบัติอะไร ท่านก็เห็นอยู่แล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวว่า เราไม่ได้ยินแล้วเอียงหูเข้าไป.
บทว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ - พูดนอกเรื่อง คือเมื่อโจทก์ถามว่า ท่านต้องอาบัติข้อนี้หรือ. ภิกษุกล่าวว่า ผมจะไปเมืองปาตลิบุตร. เมื่อโจทก์พูดซ้ำว่า ผมไม่ได้ถามถึงการไปเมืองปาตลิบุตรของคุณ. ผมถามอาบัติ. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ต่อแต่นั้นผมจะไปพระราชมนเทียร. เมื่อโจทก์กล่าวว่า คุณจะไปพระราชมนเทียร หรือจะไปเรือนพราหมณ์ก็ตาม. คุณต้องอาบัติแล้ว. ภิกษุนั้นกล่าวคำเป็นอาทิว่า ผมจะได้เนื้อสุกรในที่นั้น พูดนอกเรื่องไป.
บทว่า โกปํ คือ ความโกรธ.
บทว่า โทสํ คือ ความประทุษร้าย.
บททั้งสองนี้เป็นชื่อของความโกรธนั่นแหละ.
บทว่า อปฺปจฺจยํ คือ อาการไม่พอใจ. บทนี้เป็นชื่อของโทมนัส.
บทว่า ปาตุกโรติ คือ แสดงประกาศ.
บทว่า พาหาวิกฺเขปกํ ภณติ คือ แกว่งแขนไปมาแล้วพูดคำไม่มียางอาย.
บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่เชื่อถือด้วยความเคารพ ดูหมิ่น ไม่สนใจ.
บทว่า วิเหเสติ คือ ให้ลำบาก รำคาญ.
บทว่า อติพาฬฺหํ คือ หนักมาก เกินขนาด.
บทว่า มยิ พฺยาวฏา คือ ถึงความขวนขวายในเรา.
บทว่า หีนายาวตฺติตฺวา คือ เวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว คือเป็นคฤหัสถ์.
บทว่า อตฺตมนา โหถ คือ พวกท่านจงดีใจเถิด ภิกษุนั้นกล่าวโดยความประสงค์ว่า ท่านจงได้สิ่งที่ผมควรได้เถิด. ท่านจงอยู่ในที่ที่ผมควรอยู่เถิด. ผมทำความผาสุกให้แก่พวกท่านแล้ว.
บทว่า ทุสฺสติ คือ ประทุษร้าย.
บทว่า นวหิ อาฆาตวตฺถูหิ - ด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ ท่านกล่าวด้วยสามารถการเกิดในสัตว์ทั้งหลาย.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ - วัตถุเป็น
เหตุอาฆาตกัน ๙ อย่างเหล่านี้. อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง
เป็นไฉน?
ภิกษุผูกอาฆาตว่า เขาได้ประพฤติความ
พินาศแก่เรา ๑
เขาย่อมประพฤติความพินาศแก่เรา ๑ เขา
จักประพฤติความพินาศแก่เรา ๑ เขาได้ประพฤติ
ความพินาศแก่ผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาย่อมประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติความพินาศแก่ผู้เป็นที่รัก
เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาได้ประพฤติประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาย่อมประพฤติประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑
เขาจักประพฤติประโยชน์แก่ผู้ไม่เป็นที่รัก
ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาฆาตวัตถุ ๙ อย่าง
เหล่านี้แล.
____________________________
องฺ. นวก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๒๓๓
ในบทเหล่านั้นบทว่า อาฆาตวตฺถูนิ คือ เหตุแห่งความอาฆาต.
อนึ่ง ในบทว่า อาฆาตํ นี้ ได้แก่ ความโกรธ. ความโกรธนั่นแหละ ท่านเรียกว่าอาฆาตวัตถุ เพราะเป็นวัตถุแห่งความโกรธยิ่งๆ ขึ้น.
บทว่า อาฆาตํ พนฺธติ คือ ผูก กระทำ ให้ความโกรธเกิด.
อาฆาตวัตถุ ๙ แม้เหล่าอื่นที่ท่านกล่าวไว้ในนิทเทสว่า
เขามิได้ประพฤติประโยชน์แก่เรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑ เขามิได้ประพฤติประโยชน์แก่ผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑ เขามิได้ประพฤติความพินาศแก่ผู้ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา ๑ เขาย่อมไม่ประพฤติ ๑ เขาจักไม่ประพฤติ ๑ ดังนี้.
ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยอาฆาตวัตถุ ๙ อย่างนี้เหมือนกัน.
____________________________
ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๓๘๔
บทว่า อาฆาติโต - มุ่งร้าย คือเสียดสีกัน.
บทว่า นววิธมาเนหิ - เพราะมานะ ๙ อย่าง.
มานะ ๙ อย่าง เป็นไฉน?
มานะ ๙ อย่าง คือ มานะว่าเป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญตัวว่าเลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑. เป็นผู้เสมอเขาสำคัญตนว่าเลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑. เป็นผู้เลวกว่าเขาสำคัญตนว่า เลิศกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑. มานะ ๙ อย่างเหล่านี้.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๒๒
พึงทราบความในบทนี้ดังต่อไปนี้.
บทว่า เสยฺยสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่าเป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิตทั้งหลาย. เพราะพระราชาย่อมทรงทำมานะนี้ว่า ใครเช่นกับเราด้วยแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะมีอยู่.
แม้บรรพชิตก็ทำมานะว่า ใครเช่นกับเราด้วยศีลและธุดงค์มีอยู่.
บทว่า เสยฺยสฺส สทิโสหมสฺมีติ มาโนปิ - แม้มานะว่าเป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา ก็ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิตเหล่านั้นเหมือนกัน เพราะพระราชาย่อมทรงทำมานะนี้ว่า อะไรของเราทำให้ต่างกันกับพระราชาอื่นด้วยแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะ.
แม้บรรพชิตก็ทำมานะนี้ว่า อะไรของเราทำให้ต่างกันกับภิกษุอื่นด้วยศีลและธุดงค์เป็นต้น.
บทว่า เสยฺยสฺส หีโนหมสฺมีติ มาโนปิ - แม้มานะว่าเป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา ก็ย่อมเกิดแก่พระราชาและบรรพชิตทั้งหลายเหล่านั้นเหมือนกัน. เพราะแว่นแคว้น ทรัพย์หรือพาหนะเป็นต้นของพระราชาใดยังไม่สมบูรณ์. พระราชานั้นย่อมทรงทำมานะนี้ว่า เพียงเป็นความสุขของคำพูดว่า พระราชาของเราเท่านั้น. เราจะเป็นพระราชาได้อย่างไร.
แม้บรรพชิตมีลาภสักการะน้อย ย่อมทำมานะนี้ว่า เพียงพูดกันเท่านั้นว่า เราเป็นธรรมกถึก เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระ. เราเป็นธรรมกถึกได้อย่างไร เป็นพหูสูต เป็นมหาเถระได้อย่างไร. ลาภสักการะมิได้มีแก่เรา.
บทมีอาทิว่า สทิสสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่าเป็นผู้เสมอเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พวกอำมาตย์เป็นต้น. เพราะอำมาตย์ก็ดี ข้าราชการก็ดี ย่อมทำมานะนี้ว่า ใครเป็นราชบุรุษอื่นเช่นกับเราด้วยโภคะ ยานและพาหนะเป็นต้นมีอยู่. อะไรของเราทำให้ต่างกันกับคนอื่น. หรือว่า ชื่อว่าอำมาตย์เท่านั้นของเรา. แม้เพียงของกินและเครื่องนุ่งห่มของเราก็ไม่มี. เราเป็นอำมาตย์ได้อย่างไรกัน.
บทมีอาทิว่า หีนสฺส เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน - มานะว่าเป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ย่อมเกิดแก่พวกทาสเป็นต้น. เพราะทาสย่อมทำมานะนี้ว่า ใครเป็นทาสอื่นเช่นกับเรา โดยฝ่ายมารดาหรือบิดามีอยู่. คนอื่นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เกิดเป็นทาสเพราะเหตุท้อง. แต่เราเป็นผู้เลิศกว่าเพราะมาโดยเชื้อสาย. อะไรของเราทำให้ต่างกันกับทาสโน้น ด้วยความเป็นทาสแท้ทั้งสองฝ่าย เพราะมาโดยเชื้อสาย หรือเราถึงความเป็นทาสเพราะท้อง. แต่ฐานะเป็นทาสของเราในที่สุดมารดาบิดาไม่มี. เราจะเป็นทาสได้อย่างไร. แม้คนขนหยากเยื่อและคนจัณฑาลเป็นต้น ก็ทำมานะนั้นเหมือนทาส ฉะนั้น.
อนึ่ง ในบทนี้ มานะที่เกิดขึ้นว่า เป็นผู้เลิศกว่าเขา สำคัญว่าเลิศกว่าเขา เป็นมานะแน่นอน. อีกสองพวกนอกนี้ เป็นมานะไม่แน่นอน.
อนึ่ง มานะที่เกิดขึ้นว่าเป็นผู้เสมอเขา สำคัญว่าเสมอเขา เป็นผู้เลวกว่าเขา สำคัญว่าเลวกว่าเขา เป็นมานะแน่นอน. อีกสองพวกนี้ เป็นมานะไม่แน่นอน. การทำลายกิเลสด้วยอรหัตมรรค เป็นมานะแน่นอน. การทำลายกิเลสด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นมานะไม่แน่นอน.
บทว่า ตณฺหามูลกา - มีตัณหาเป็นมูลได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า รชฺชติ - กำหนัดอยู่. อธิบายว่า มิใช่กำหนัดด้วยราคะอย่างเดียวเท่านั้น. ที่แท้กำหนัดประกอบผูกพันด้วยอกุศลธรรมทั้งหมดมีตัณหาเป็นมูล เพราะเกิดแม้การแสวงหาเป็นต้น มีตัณหาเป็นมูล.
บทว่า ทสหิ กิเลสวตฺถูหิ - โลกสันนิวาสเศร้าหมอง เพราะกิเลสวัตถุ ๑๐ ประการ.
กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน? กิเลสวัตถุ ๑๐ เหล่านี้ คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑ ทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ ถีนะ ๑ อุทธัจจะ ๑ อหิริกะ ๑ อโนตตัปปะ ๑.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๒๖
พึงทราบในบทเหล่านั้นดังต่อไปนี้
กิเลสวัตถุ คือกิเลสนั่นเอง ที่ชื่อว่าวัตถุ เพราะกิเลสเป็นที่อยู่ของสัตว์ผู้ไม่ใช่ขีณาสพ เพราะตั้งอยู่ในโลภะเป็นต้น. ชื่อว่ากิเลสวัตถุ เพราะกิเลสเหล่านั้นเป็นที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย.
อนึ่ง เพราะกิเลสทั้งหลาย แม้เกิดโดยความเป็นอนันตรปัจจัยเป็นต้น ก็ชื่อว่าย่อมอยู่เหมือนกัน. ฉะนั้นจึงชื่อว่ากิเลสวัตถุ เพราะเป็นที่อยู่ของกิเลสทั้งหลาย.
ชื่อว่าโลภะ เพราะเป็นเหตุได้ หรือย่อมได้ด้วยตนเอง หรือเพียงได้เท่านั้น. ชื่อว่าโทสะ เพราะเป็นเหตุประทุษร้าย หรือประทุษร้ายด้วยตนเอง หรือเพียงประทุษร้ายเท่านั้น. ชื่อว่าโมหะ เพราะเป็นเหตุหลง หรือหลงด้วยตนเอง หรือเพียงความหลงเท่านั้น. ชื่อว่ามานะ เพราะสำคัญ.
บทมี ทิฏฐิ เป็นต้นมีอรรถดังกล่าวแล้ว.
ชื่อว่าอหิริกะ เพราะไม่ละอาย. ความเป็นผู้ไม่ละอายนั้น ชื่อว่าอหิริกะ. ชื่อว่าอโนตตัปปะ เพราะไม่เกรงกลัว. ความเป็นผู้ไม่เกรงกลัวนั้น ชื่อว่าอโนตตัปปะ.
ในสองบทนั้น อหิริกะมีลักษณะไม่รังเกียจด้วยกายทุจริตเป็นต้น. อโนตตัปปะมีลักษณะไม่ยินดีด้วยกายทุจริตเป็นต้น.
บทว่า กิลิสฺสติ ย่อมเศร้าหมอง คือเผาผลาญเบียดเบียน.
บทว่า ทสหิ อาฆาตวตฺถูหิ - โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกัน เพราะอาฆาตวัตถุ ๑๐.
อาฆาตวัตถุ ๙ กล่าวไว้แล้วในตอนก่อน ด้วยอาฆาตวัตถุ ๑๐ ท่านกล่าวเพิ่มว่า อาฆาตย่อมเกิดในฐานะไม่สมควร. เพราะความอาฆาตย่อมเกิดในฐานะอันไม่สมควรมีตอและหนามเป็นต้น ไม่จัดเข้ากับบทมีอาทิว่า อนตฺถํ เม อจริ เขาได้ประพฤติความพินาศแก่เราแล้ว.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๒๗
บทว่า ทสหิ อกุสลกมฺมปเถหิ - โลกสันนิวาสประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐.
อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นไฉน? อกุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ ปิสุณาวาจา ๑ ผรุสวาจา ๑ สัมผัปปลาปะ ๑ อภิชฌา ๑ พยาบาท ๑ มิจฉาทิฏฐิ ๑.
____________________________
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๔๗๐
ในบทนั้นมีความดังนี้
ชื่อว่าอกุสลกัมมบถ เพราะอกุศลกรรมเหล่านั้นเป็นทางแห่งทุคติ.
บทว่า สมนฺนาคโต คือ มีความพรั่งพร้อม.
บทว่า ทสหิ สญฺโญชเนหิ - โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑๐ คล้องไว้.
สังโยชน์ ๑๐ เป็นไฉน? สังโยชน์ ๑๐ เหล่านี้ คือ กามราคะ ๑ ปฏิฆะ ๑ มานะ ๑ ทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ภวราคะ ๑ อิสสา ๑ มัจฉริยะ ๑ อวิชชา ๑.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๒๙
บทว่า มิจฺฉตฺตา - โลกสันนิวาสดิ่งลง เพราะมิจฉัตตะได้กล่าวไว้แล้ว.
บทว่า ทสวตฺถุกาย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา - โลกสันนิวาสประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐.
มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน? มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ๑ การบวงสรวงไม่มีผล ๑ การบูชาไม่มีผล ๑ วิบากอันเป็นผลของกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มี ๑ โลกนี้ไม่มี ๑ โลกหน้าไม่มี ๑ มารดาไม่มี ๑ บิดาไม่มี ๑ โอปปาติกสัตว์ไม่มี ๑ สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ทำให้แจ้งโลกนี้โลกหน้าด้วยอภิญญา แล้วรู้ด้วยตนเอง ไม่มีในโลก ๑.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๓๑
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทสวตฺถุกา ชื่อว่าวัตถุ ๑๐ เพราะมีวัตถุ ๑๐.
บทว่า นตฺถิ ทินฺนํ คือ รู้ว่า ชื่อว่าทานที่ให้แล้ว ย่อมมีผล, สามารถให้อะไรๆ แก่ใครๆ ได้. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่าวิบากอันเป็นผลของทานที่ให้แล้วไม่มี.
บทว่า นตฺถิ ยิฏฺฐํ คือ มหายาโค - การบวงสรวงอย่างใหญ่ ท่านเรียกว่า ยิฏฺฐํ, รู้ว่าการบวงสรวงนั้นสามารถให้ผลได้. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่าวิบากอันเป็นผลของการบวงสรวงนั้นไม่มี.
____________________________
มหายาโค ๕ คือ อสฺสเมโธ ปุริสเมโธ นิรคฺโค สมฺมาปาโส วาชเปยฺโย
บทว่า หุตํ คือการทำมงคลด้วยการบูชาต้อนรับ, รู้ว่าการทำนั้นให้ผล. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่าผลอันเป็นวิบากของการบูชานั้นไม่มี.
ในบทว่า สุกฏทุกฺกฏานํ นี้ ได้แก่ กุศลกรรม ๑๐ ชื่อว่ากรรมดี, อกุศลกรรมบถ ๑๐ ชื่อว่ากรรมชั่ว. รู้ความที่กรรมเหล่านั้นมีผล. แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า วิบากอันเป็นผลไม่มี.
บทว่า นตฺถิ อยํ โลโก คือ คนมิจฉาทิฏฐิถือว่า ผู้ตั้งอยู่ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้.
บทว่า นตฺถิ ปโร โลโก ถือว่า ผู้ตั้งอยู่ในโลกนี้ไม่มีในโลกอื่น.
บทว่า นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา คือรู้ว่ามารดาบิดามีอยู่ แต่คนมิจฉาทิฏฐิถือว่าวิบากไรๆ อันเป็นผลด้วยปัจจัยที่ทำให้มารดาบิดาเหล่านั้นไม่มี.
บทว่า นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา คือ ถือว่าสัตว์ (โอปปาติกะ) จุติและเกิดไม่มี.
บทว่า สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา คือ ถือว่าสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรไม่มีในโลก.
บทว่า เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญาย สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺติ คือ ถือว่าพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระสัพพัญญูสามารถรู้โลกนี้และโลกหน้าด้วยพระญาณอันประเสริฐด้วยพระองค์เอง แล้วทรงประกาศไม่มี.
บทว่า อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา - โลกสันนิวาสประกอบด้วยอันตคาหิกทิฏฐิคือทิฏฐิถือเอาที่สุด. ชื่อว่าอันตคาหิกะ เพราะถือเอาส่วนสุดอย่างหนึ่งๆ มีอาทิว่าโลกเที่ยง.
อีกอย่างหนึ่ง การถือเอาที่สุด ชื่อว่าอันตคาหะ. ชื่อว่าอันตคาหิกะ เพราะทิฏฐิมีการถือเอาที่สุด. ด้วยการถือเอาที่สุดนั้น. อันตคาหิกทิฏฐินั้นท่านกล่าวไว้แล้ว
บทว่า อฏฺฐสตตณฺหาปปญฺจสเตหิ - โลกสันนิวาสต้องเนิ่นช้าเพราะตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า ๑๐๘ ชื่อว่า อฏฺฐสตํ. ชื่อว่า ปปญฺโจ เพราะให้เนิ่นช้าในสังสารวัฏ คือให้อยู่นาน.
ตัณหานั่นแหละเครื่องให้เนิ่นช้าจึงชื่อว่า ตณฺหาปปญฺโจ. ตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้าหนึ่งร้อย ท่านทำให้เป็นพหุวจนะ เพราะตัณหามีมากโดยประเภทแห่งอารมณ์และด้วยการเกิดบ่อยๆ จึงชื่อว่า ตณฺหาปปญฺจสตํ.
ด้วยเหตุนั้น เมื่อควรจะกล่าวว่า ตณฺหาปปญฺจสเตน ด้วยความคลาดเคลื่อนของวจนะ ท่านจึงทำนิทเทสเป็นพหุวจนว่า ตณฺหาปปญฺจสเตหิ. พึงเห็นอรรถแห่งบทว่า ตณฺหาปปญฺจสเตน ด้วยตัณหาเครื่องทำให้เนิ่นช้าร้อยหนึ่ง คือ อฏฺฐสตํ - ๑๐๘.
พึงทราบว่า ท่านถือเอา ๑๐๐ เท่านั้น เพราะทำ ๘ เป็นอัพโพหาริกคือมีเหมือนไม่มี.
บทว่า ตณฺหาวิจริตานิ มาในขุททกวัตถุวิภังค์.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ตัณหาวิจริต ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวม
เป็นตัณหาวิจริต ๓๖ อดีต ๓๖ อนาคต ๓๖ ปัจจุบัน
๓๖ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๗๑
อนึ่ง ในขุททกวัตถุวิภังค์นี้ ท่านกล่าวตัณหาเป็นเครื่องให้เนิ่นช้าว่า ตัณหาวิจริต.
อธิบายว่า ความเป็นไปแห่งตัณหา เพราะประพฤติอยู่ในตัณหา.
บทว่า อชฺฌตฺติกสฺส อุปาทาย คือ หมายถึงขันธปัญจกภายใน.
บทนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.
ส่วนความพิสดารของบทนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในนิทเทสแห่งขุททกวัตถุวิภังค์นั้น. แต่ในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยอย่างอื่น.
ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว.
อนึ่ง ตัณหา ๑๘ ในอารมณ์ ๖ มีเสียงเป็นต้นเป็นอารมณ์. ตัณหามีอารมณ์ภายใน ๑๘ ภายนอก ๑๘ รวมเป็นตัณหา ๓๖. ตัณหาเหล่านั้นมีอารมณ์ในอดีต ๓๖ อารมณ์ในอนาคต ๓๖ อารมณ์ในปัจจุบัน ๓๖ รวมเป็นตัณหาวิจริต ๑๐๘.
บทว่า ปปญฺจิโต คือ ต้องเนิ่นช้า อยู่นานในอารมณ์หรือในสังสารวัฏ.
บทว่า ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตหิ - โลกสันนิวาสถูกทิฏฐิ ๖๒ กลุ้มรุม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทิฏฐิ ๖๒ ไว้ในเวยยากรณภาษิตในพรหมชาลสูตร เป็นไฉน? ทิฏฐิ ๖๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในเวยยากรณภาษิต ในพรหมชาลสูตรมีดังนี้ คือ สัสสตวาทะ - วาทะว่าเที่ยง ๔, เอกัจจสัสสตวาทะ-วาทะว่าเที่ยง ๔, อันตานันติกวาทะ - วาทะว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ๔, อมราวิกเขปิกวาทะ - วาทะปฏิเสธสิ้นเชิง ๔, อธิจจสมุปปันนิกวาทะ - วาทะที่เชื่อถือไม่ได้ ๒, สัญญีวาทะ - วาทะมีสัญญา ๑๖, อสัญญีวาทะ - วาทะไม่มีสัญญา ๘, เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ - วาทะว่ามีสัญญาก็หามิได้ ไม่มีสัญญาก็หามิได้ ๘, อุจเฉทวาทะ - วาทะว่าสูญ ๗, ทิฏฐธรรมนิพพานวาทะ - วาทะว่านิพพานมีในปัจจุบัน ๕.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๑๐๗๒
ส่วนความพิสดารในนิทเทสนี้ พึงทราบนัยดังกล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรนั่นแหละ.
บทว่า อหญฺจมฺหิ ติณฺโณ - เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว. คือ เราเป็นผู้ข้ามโอฆะ ๔ หรือสมุทรคือสังสารวัฏได้แล้ว.
บทว่า มุตฺโต - เราเป็นผู้พ้นแล้ว คือพ้นจากเครื่องผูกมีราคะเป็นต้น.
บทว่า ทนฺโต - เราทรมานได้แล้ว คือหมดพยศไม่ดิ้นรนแล้ว.
บทว่า สนฺโต - เราเป็นผู้สงบแล้ว คือมีความเยือกเย็น.
บทว่า อสฺสตฺโถ - เราเป็นผู้เบาใจ คือได้ความปลอดโปร่งด้วยเห็นนิพพาน.
บทว่า ปรินิพฺพุโต - เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว คือดับรอบด้วยการดับกิเลส.
บทว่า ปโหมิ คือ เราเป็นผู้สามารถ.
บทว่า โข เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งเอกังสะ คือส่วนเดียว.
ปเร จ ศัพท์ในบทนี้ว่า ปเร จ ปรินิพฺพาเปตํ เพื่อให้ผู้อื่นดับรอบด้วย พึงประกอบแม้ด้วยบทมีอาทิว่า ปเร จ ตาเรตํ เพื่อให้ผู้อื่นข้ามพ้นไปด้วย.
จบอรรถกถามหากรุณาญาณนิทเทส -----------------------------------------------------