This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๓

本册其他条目

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๑. ภัททาลิเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๒. เอกฉัตติยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๓. ติณสูลกฉาทนิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๔. มธุมังสทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๕. นาคปัลลวกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๖. เอกทีบียเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๘. ยาคุทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๙. ปัตโถทนทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๑๐. มัญจทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๒. เอกทุสสทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๓. เอกาสนทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๘. สุจินติตเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๙. โสณณกิงกณิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๑๐. โสวัณณโกนตริกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๑. เอกวิหาริยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๒. เอกสังขิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๓. ปาฏิหิรสัญญกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๔. ญาณัตถวิกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๖. กลัมพทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๗. อัมพาฏกทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๘. หรีตกิทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๙. อัมพปิณฑิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๑๐. ชัมพูผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๒. โกลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๓. เวลุวผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๔. ภัลลาตกทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๕. อุมมาปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๖. อัมพาฏกิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๗. สีหาสนิกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๘. ปาทปิฐิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๙. เวทิยการกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค ๑๐. โพธิฆรการกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๑. ชคติทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๒. โมรหัตถิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๓. สีหาสนพีชิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๔. ติณุกกธาริยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๕. อักกมนทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๖. วนโกรัณฑิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๗. เอกฉัตติยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๘. ชาติปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๙. สัตติปัณณิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๖. ชคติวรรค ๑๐. คันธปูชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๑. สาลกุสุมิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๒. จิตกปูชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๓. จิตกนิพพาปกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๔. เสตุทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๕. สุมนตาลวัณฏิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๖. อวฏผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๗. ลพุชผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๘. มิลักขุผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๙. สยัมปฏิภาณิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๗. สาลปุปผิวรรค ๑๐. นิมิตตพยากรณิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๑. นฬมาลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๒. มณิปูชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๓. อุกกาสติกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๔. สุมนวีชนิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๕. กุมมาสทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๖. กุสัฏฐกทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๗. คิริปุนนาคิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๘. วัลลิการผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๙. ปานธิทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๘. นฬมาลิวรรค ๑๐. ปุฬินจังกมิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๑. ปังสุกุลสัญญกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๒. พุทธสัญญกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๓. ภิสทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๔. ญาณถวิกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๕. จันทนมาลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๖. ธาตุปูชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๗. ปุฬินุปปาทกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๘. ตรณิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๙. ธัมมรุจิเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๙. ปังสุกุลสวรรค ๑๐. สาลมัณฑปียเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๑. ตีณิกิงกณิปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๒. ปังสุกูลปูชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๓. โกรัณฑปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๔. กิงสุกปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๕. อุปัฑฒทุสสทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๖. ฆตมัณฑทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๗. อุทกทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๘. ปุฬินถูปิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๙. นฬกุฏิกทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๐. กิงกณิปุปผวรรค ๑๐. ปิยาลผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๑. ตีณิกณิการปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๒. เอกปัตตทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๓. กาสุมาริกผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๔. อวฏผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๕. จารผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๖. มาตุลุงคผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๗. อัชเชลผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๘. อโมรผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๙. ตาลผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๑. กณิการวรรค ๑๐. นาลิเกรผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๑. กุรัญชิยผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๒. กปิฏฐผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๓. โกสุมพผลิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๔. เกตกปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๔. นาคปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๖. อัชชุนปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๗. กุฏชปุปผิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๘. โฆสสัญญกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๙. สัพพลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๒. ผลทายกวรรค ๑๐. ปทุมธาริยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๑. ติณมุฏฐิทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๒. เวจจกทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๓. สรณคมนิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๔. อัพภัญชนทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๕. สุปฏทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๖. ทัณฑทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๗. คิริเนลปูชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๘. โพธิสัมมัชชกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๙. อามัณฑผลทายกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๓. ติณทายกวรรค ๑๐. สุคันธเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๑. มหากัจจายนเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๒. วักกลิเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๓. มหากัปปินเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๔. ทัพพมัลลปุตตเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๕. กุมารกัสสปเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๖. พาหิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๗. มหาโกฏฐิตเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๘. อุรุเวลกัสสปเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๙. ราธเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๔. กัจจายวรรค ๑๐. โมฆราชเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๑. ลกุณฏกภัททิยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๒. กังขาเรวตเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๓. สีวลีเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๔. วังคีสเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๕. นันทกเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๖. กาฬุทายีเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๗. อภยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๘. โลมสติยเถราปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๙. วนวัจฉเถราปทานสารบัญ อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ จูฬสุคันธเถราปทานที่ ๑๐ และ ๕๖. ยสวรรคขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๑. สุเมธาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๒. เมขลทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๓. มัณฑปทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๔. สังกมนทาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๕. นฬมาลิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๖. เอกปิณฑปาตทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๗. กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๘. สัตตอุปลมาลิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๙. ปัญจทีปิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๑. สุเมธาวรรค ๑๐. อุทกทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๑. เอกุโปสถิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๒. สลฬปุปผิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๓. โมทกทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๔. เอกาสนทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๕. ปัญจทีปทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๖. นฬมาลิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๗. มหาปชาบดีโคตมีเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๘. เขมาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๙. อุบลวรรณาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๒. เอกุโปสถวรรค ๑๐. ปฏาจาราเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๑. กุณฑลเกสีเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๒. กิสาโคตมีเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๓. ธรรมทินนาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๔. สกุลาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๕. นันทาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๖. โสณาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๗. ภัททกาปิลานีเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๘. ยโสธราเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๙. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๓. กุณฑลเกสวรรค ๑๐. อปทานแห่งพระเถรีหนึ่งหมื่นแปดพันขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๑. อัฏฐารสหัสสขัตติยกัญญาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๒. จตุราสีติสหัสสพราหมณกัญญาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๓. อุปลทายิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๔. สิงคาลมาตาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๕. สุกกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๖. อภิรูปนันทาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๗. อัฑฒกาสีเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๘. ปุณณิกาเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๙. อัมพปาลีเถริยาปทานขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถรีอปทาน ๔. ขัตติยกัญญาวรรค ๑๐. เสลาเถริยาปทาน

经典

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๓. สีวลีเถราปทาน

อรรถกถาแปลไทย

138 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๕๔๓. อรรถกถาสีวลิเถราปทาน

อปทานของท่านพระสีวลีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.

แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ได้ไปยังพระวิหารโดยนัยดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในหลัง ยืนอยู่ท้ายบริษัท ขณะกำลังฟังธรรม ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่งพระศาสดาทรงสถาปนาเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีลาภ แล้วคิดว่า ในอนาคตกาลแม้เราก็ควรเป็นเช่นภิกษุรูปนี้บ้าง จึงได้นิมนต์พระทศพล ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้วได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยกรรมดีที่สั่งสมไว้นี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอื่นเลย หากแต่ในอนาคตกาล ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง แม้ข้าพระองค์พึงก็เป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุผู้มีลาภเหมือนเช่นภิกษุที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศนั้นเถิด.

พระศาสดาทรงเห็นว่าเขาไม่มีอันตราย จึงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของเธอนี้จักสำเร็จในสำนักของพระโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาล แล้วเสด็จหลีกไป.

กุลบุตรนั้นได้กระทำกุศลไว้จนตลอดชีวิตแล้ว ได้เสวยสมบัติทั้ง ๒ ในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เขาได้เกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากพันธุมดีนคร. ในสมัยนั้น ชนชาวพันธุมดีนครได้สนทนากันกับพระราชาแล้ว ได้ถวายทานแด่พระทศพลเจ้า.

วันหนึ่ง คนทั้งหมดได้รวมเป็นพวกเดียวกัน เมื่อจะถวายทานก็ตรวจดูว่า ความเลิศแห่งทานของพวกเรามีหรือไม่หนอ ไม่ได้เห็นน้ำผึ้งและนมส้ม. คนเหล่านั้นจึงคิดว่าพวกเราจักนำมาจากที่ไหนหนอ จึงมอบหน้าที่ให้พวกบุรุษยืนอยู่ที่หนทางจากชนบทเข้าพระนคร.

ครั้งนั้น กุลบุตรคนนั้นถือเอาหม้อนมส้มมาจากบ้านของตน เดินทางไปยังเมือง ด้วยคิดว่า เราจักแลกนำอะไรบางอย่างมา ดังนี้ มองไปเห็นสถานที่อันมีความผาสุกคิดว่า เราจักล้างหน้า ชำระล้างมือและเท้าให้สะอาดก่อนแล้วจึงจักเข้าไป ดังนี้แล้วได้มองเห็นรังผึ้งอันไม่มีตัวผึ้งประมาณเท่าหัวไถ คิดว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราด้วยบุญ จึงถือเอาแล้ว เข้าไปยังพระนคร.

บุรุษที่ชาวพระนครมอบหมายหน้าที่ให้ เห็นเขาแล้วจึงถามว่า แน่ะเพื่อน ท่านนำน้ำผึ้งเป็นต้นนี้มาเพื่อใคร.

เขาตอบว่า นาย เรามิได้นำมาเพื่อใคร สิ่งนี้เราขาย.

บุรุษนั้นจึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงถือเอากหาปณะนี้แล้ว จงให้น้ำผึ้งและนมส้มนั้นเถิด

เขาคิดว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้มิได้มีค่ามากสำหรับเราเลย แต่บุรุษนี้ย่อมให้ราคามากกว่าโดยการให้ราคาครั้งเดียว เราจักพิจารณาดู. ต่อแต่นั้น เขาจึงกล่าวกะชาวเมืองนั้นว่า เราจะไม่ยอมให้ด้วยราคาเพียงกหาปณะเดียว.

บุรุษชาวเมืองจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านรับกหาปณะ ๒ อันไปแล้วจงให้น้ำผึ้งเป็นต้นเถิด. เขากล่าวว่า ถึงจะให้กหาปณะ ๒ อัน เราก็ไม่ยอมให้. บุรุษชาวเมืองเพิ่มกหาปณะขึ้นด้วยอุบายนั้นจนถึงพันกหาปณะ.

เขาคิดว่า เราไม่ควรเพิ่มราคาขึ้น หยุดไว้ก่อน เราจักถามถึงการงานที่ผู้นี้จะพึงทำ.

ลำดับนั้น เขาจึงกล่าวกะบุรุษชาวเมืองนั้นว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้มิได้มีค่ามีราคามากเลย แต่ท่านให้ราคาเสียมากมาย ท่านจะรับน้ำผึ้งเป็นต้นนี้ไป เพราะจะทำอะไร.

บุรุษชาวเมืองชี้แจงว่า ท่านผู้เจริญ ชาวพระนครในที่นี้ได้ขัดแย้งกับพระราชากำลังถวายทานแด่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า มองไม่เห็นน้ำผึ้งเป็นต้นทั้งสองนี้ ในทานอันเลิศ จึงใช้ให้เรามาแสวงหา ถ้าว่าจักไม่ได้น้ำผึ้งเป็นต้นทั้งสองนี้ไซร้ พวกชาวเมืองก็จักมีความพ่ายแพ้แน่ เพราะฉะนั้น เราให้ทรัพย์พันกหาปณะแล้ว จะขอรับน้ำผึ้งเป็นต้นไป.

เขากล่าวว่า ก็น้ำผึ้งเป็นต้นนี้สมควรแก่พวกชาวเมืองเท่านั้นหรือ หรือว่าสมควรเพื่อให้แก่ชนเหล่าอื่นก็ได้.

บุรุษชาวเมืองตอบว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ เรามิได้ห้ามเพื่อจะให้แก่ใคร.

เขากล่าวว่ามีใครบ้างไหมที่ให้ทรัพย์พันหนึ่งตลอดวันหนึ่งในทานของพวกชาวพระนคร.

บุรุษชาวเมืองตอบว่า ไม่มีดอก เพื่อน.

เขากล่าวว่า น้ำผึ้งเป็นต้นนี้ที่เราให้แก่พวกชาวเมืองเหล่านี้ ท่านจงรู้ว่ามีค่าราคาตั้งพันเชียวนะ.

บุรุษชาวเมืองตอบว่า ใช่ เรารู้.

เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นจงไปท่านจงบอกให้พวกชาวเมืองรู้ว่า บุรุษคนหนึ่งไม่ยอมให้สิ่งของเหล่านี้ด้วยมูลค่าสองพัน เขาประสงค์จะร่วมกับพวกท่านให้ด้วยมือของตนเอง พวกท่านจงหมดความกังวลใจ เพราะเหตุแห่งสิ่งของทั้งสองอย่างนี้เถิด.

บุรุษชาวเมืองกล่าวว่า ท่านจงเป็นพยานของผู้มีส่วนเป็นหัวหน้าในทานนี้ด้วยเถิด แล้วก็ไป.

ส่วนกุลบุตรนั้นได้เอากหาปณะที่ตนเก็บไว้เพื่อเสบียงเดินทางจากบ้านไปซื้อเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ทำให้ป่น นำเอาน้ำส้มมาจากนมส้มแล้ว คั้นรังผึ้งลงในนั้น ปรุงด้วยจุณเครื่องเทศ ๕ อย่างแล้ว ใส่ลงในบัวตระเตรียมสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว ถือไปนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล.

เมื่อมหาชนเป็นอันมากนำเอาสักการะไป เขามองดูวาระที่จะถึงแก่ตนในลำดับ รู้ช่องทางแล้ว จึงเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะอันยากไร้นี้เป็นของข้าพระองค์ ขอพระองค์โปรดอาศัยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์ รับสักการะนี้เถิด.

พระศาสดาทรงอนุเคราะห์เขา ทรงรับสักการะนั้นด้วยบาตรศิลา อันท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถวายแล้ว ได้ทรงอธิษฐานโดยประการที่เมื่อถวายแก่ภิกษุ ๖ ล้าน ๘ แสนรูป สักการะก็ไม่หมดไป.

กุลบุตรนั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสร็จภัตรกิจเรียบร้อยแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว วันนี้พวกชาวพันธุมดีนครนำสักการะมาถวายพระองค์ ด้วยผลแห่งกายถวายสักการะนี้ แม้ข้าพระองค์พึงเป็นผู้เลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ ในภพที่เกิดแล้วเกิดแล้วเถิด.

พระศาสดาตรัสว่า จงเป็นอย่างปรารถนาเถิดกุลบุตร แล้วทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขา และชาวพระนคร แล้วก็เสด็จหลีกไป.

กุลบุตรคนนั้นทำกุศลจนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระราชธิดาสุปปวาสา.

จำเดิมแต่เวลาที่เขาถือปฏิสนธิมา คนทั้งหลายย่อมนำเอาบรรณาการ ๕๐๐ สิ่งมาถวายแด่พระนางสุปปวาสา ทั้งเวลาเย็นและเวลาเช้า.

ลำดับนั้น พระนางทรงยืนใช้ให้คนเอามือแตะกระเช้าพืช เพื่อจะทดลองบุญบารมีของเขา. ร้อยสลากจากพืชแต่ละเมล็ด ย่อมรวมลงในพันสลาก. จากนาแต่ละกรีสก็เกิดข้าวมีประมาณ ๕๐ เกวียน ๖๐ เกวียน. เมื่อพระราชธิดาเอาพระหัตถ์ไปและที่ประตูฉาง แม้ในเวลาที่ฉางยังเต็มเปี่ยม เมื่อคนทั้งหลายมารับเอาไป ก็เต็มขึ้นอีกด้วยบุญ. แม้จากหม้อที่เต็มเปี่ยมด้วยภัตร ชนทั้งหลายกล่าวว่าเป็นบุญของพระราชธิดา ดังนี้แล้ว เมื่อให้แก่ใครคนใดคนหนึ่ง ตลอดเวลาที่ยังไม่ดึงมือออก ภัตรก็ยังไม่พร่องไป.

ขณะที่ทารกยังอยู่ในท้องนั่นแล ได้ล่วงไปแล้ว ๗ ปี.

ก็เมื่อพระครรภ์แก่เต็มที่แล้ว พระนางได้เสวยทุกขเวทนามากตลอด ๗ วัน พระนางทูลเชิญพระราชสวามีมาแล้วตรัสว่า ก่อนตาย หม่อมฉันจักขอถวายทานขณะยังมีชีวิตอยู่ ดังนี้แล้วทรงส่งพระราชสวามีไปยังสำนักของพระศาสดาว่า ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์จงไปกราบทูลให้พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปนี้แล้ว จงนิมนต์พระศาสดามา และพระศาสดาตรัสพระดำรัสอันใด พระองค์จงกำหนดพระดำรัสนั้นให้ดี แล้วกลับมาบอกแก่หม่อมฉัน.

พระสวามีนั้นเสด็จไปถึงแล้ว กราบทูลข่าวสาสน์ของพระนางให้พระศาสดาทรงทราบแล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางโกลิยธิดาฝากถวายบังคมมาที่พระบาทของพระศาสดา.

พระศาสดาทรงอาศัยความอนุเคราะห์พระนาง ตรัสว่า ขอพระนางสุปปวาสาโกลิยธิดาจงเป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเถิด จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด.

พระสวามีนั้นทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มุ่งตรงไปยังบ้านของตน.

สัตว์ผู้มาบังเกิดในครรภ์ได้คลอดออกจากท้องของพระนางสุปปวาสา ง่ายดายดุจเทน้ำออกจากธรมกรกฉะนั้น เรียบร้อยก่อนที่พระสวามีจะมาถึง ประชาชนที่มานั่งแวดล้อมมีน้ำตาคลอ เริ่มจะร้องไห้ ก็กลับเป็นหัวเราะว่าดีใจเมื่อพระสวามีของพระนางกลับมาแจ้งข่าวสาสน์อันน่ายินดีให้ได้ทราบ.

พระสวามีนั้นทรงเห็นกิริยาท่าทางของคนเหล่านั้นแล้ว ทรงคิดว่า ชะรอยว่าพระดำรัสที่พระทศพลตรัสแล้ว คงจักสำเร็จผลไปในทางทีดีเป็นแน่. พระสวามีนั้นพอเสด็จมาถึงแล้ว ก็ตรัสถึงพระดำรัสของพระศาสดาแก่พระราชธิดา.

พระราชธิดาตรัสว่า ความภักดีในชีวิตที่พระองค์นิมนต์พระศาสดาแล้วนั่นแหละ จักเป็นมงคล ขอพระองค์จงไปนิมนต์พระทศพลตลอด ๗ วัน.

พระราชสวามีทรงกระทำตามพระดำรัสของพระนางแล้ว.

ชนทั้งหลายได้ยังมหาทานให้เป็นไปแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วันแล้ว.

ทารกนั้นเป็นผู้ทำจิตใจของหมู่ญาติที่กำลังเร่าร้อนให้ดับสนิทคือทำให้กลายเป็นความเย็น เพราะเหตุนั้น หมู่ญาติจึงตั้งชื่อเขาว่า สีวลี. ตั้งแต่เวลาที่ได้เกิดมาแล้ว ทารกนั้นได้เป็นผู้แข็งแรง อดทนได้ในการงานทั้งปวง (มีกำลังดี) เพราะค่าที่เขาอยู่ในครรภ์มานานถึง ๗ ปี.

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระได้ทำการสนทนาปราศรัยกับเขาในวันที่ ๗.

แม้พระศาสดาก็ได้ตรัสพระคาถานี้ไว้ว่า :-

บุคคลใดล่วงพ้นหนทางลื่น หล่ม สงสาร โมหะได้

ข้ามฝั่งแล้ว มีความเพียรเพ่งพินิจไม่มีความหวั่นไหว

หมดความสงสัย ดับแล้วเพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น เราเรียก

บุคคลนั้นว่าเป็นพราหมณ์.

ลำดับนั้น พระเถระได้กล่าวกะเด็กนั้นอย่างนี้ว่า เธอได้รับความทุกข์เห็นปานนี้ การบวชจะไม่สมควรหรือ.

เด็กคนนั้นตอบว่าเมื่อได้รับอนุญาตก็จะพึงบวช ขอรับ.

พระนางสุปปวาสาเห็นเด็กนั้นกำลังพูดกับพระเถระ จึงคิดว่า ลูกของเรากำลังพูดเรื่องอะไรกับพระธรรมเสนาบดีหนอแล จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ลูกชายของดิฉัน พูดเรื่องอะไรกับพระคุณเจ้า.

พระเถระพูดว่า เด็กนั้นพูดถึงความทุกข์ในการอยู่ในครรภ์ที่ตนเองได้เสวยมาแล้ว แล้วพูดว่า กระผมได้รับอนุญาตแล้ว จักบวช.

พระนางตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดีละ ขอให้พระคุณเจ้าให้เขาบวชเถิด.

พระเถระจึงนำเขาไปยังวิหารแล้วได้ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้ว ก็ให้เขาบวช พร่ำสอนว่า สีวลีเอ่ย! หน้าที่เกี่ยวกับโอวาทอย่างอื่นของเธอไม่มี เธอจงพิจารณาถึงความทุกข์ที่เธอได้เสวยมาแล้วตลอด ๗ ปีเถิด.

ท่านตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมจักได้รู้ถึงภาระของท่านเกี่ยวกับการบวชบ้าง เพื่อผมจักได้ทำตาม.

ก็พระสีวลีนั้นได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๑ ลง ได้ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๒ ลง ได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล ในขณะที่เขาปลงมวยผมชั้นที่ ๓ ลง การปลงผมทั้งหมดได้อย่างเรียบร้อย และการกระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลได้มีแล้วในเวลาไม่ก่อนไม่หลังแล.

ต่อมา ได้มีถ้อยคำเกิดขึ้นในหมู่ภิกษุว่า โอ พระเถระถึงจะมีบุญอย่างนี้ ก็ยังอยู่ในครรภ์ของมารดาถึง ๗ ปี ๗ เดือน แล้วยังอยู่ในครรภ์หลงอีก ๗ วัน.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้นี้มิใช่กระทำกรรมไว้ในชาตินี้เท่านั้นแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ก่อนแต่พุทธรูปบาทกาลนั่นแล กุลบุตรผู้นี้ได้บังเกิดในราชตระกูลในกรุงพาราณสี พอพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ได้ปรากฏว่าสมบูรณ์ด้วยสมบัติ.

ในคราวนั้น พระราชาปัจจันตชนบทพระองค์หนึ่งทรงดำริว่า เราจักยึดเอาราชสมบัติให้ได้ แล้วจึงเสด็จมาล้อมพระนครเอาไว้ ได้ตั้งค่ายพักแรมแล้ว.

ลำดับนั้น พระราชาได้มีสมานฉันท์เป็นอันเดียวกันกับพระราชมารดา สั่งให้ปิดประตูทั้ง ๔ ทิศ ตั้งค่ายป้องกันตลอด ๗ วัน ความหลงประตูได้มีแก่พวกคนที่จะเข้าไป และคนที่จะออกมา.

ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายประกาศธรรมในมิคทายวิหาร. พระราชาได้ทรงสดับแล้ว จึงทรงมีรับสั่งให้เปิดประตูเมืองแล. แม้พระเจ้าปัจจันตราชาก็ทรงหนีไปแล้ว.

ด้วยวิบากแห่งกรรมอันนั้น เขาจึงได้เสวยความทุกข์ในอบายมีนรกเป็นต้น.

ในพุทธุปบาทกาลนี้ แม้จะได้บังเกิดในราชตระกูลก็ตาม ยังได้เสวยความทุกข์เห็นปานนี้ร่วมกับพระราชมารดา.

ก็ตั้งแต่เวลาที่ท่านได้บวชแล้ว ปัจจัย ๔ ย่อมบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุสงฆ์ตามปรารถนา.

เรื่องในอดีตนี้ได้บังเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้.

ในกาลต่อมา พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี. พระเถระได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทดลองกำลังบุญของข้าพระองค์ ขอพระองค์จงประทานภิกษุให้ ๕๐๐ องค์เถิด.

พระศาสดาตรัสว่า เธอจงพาไปเถิดสีวลี.

พระสีวลีนั้นได้พาภิกษุ ๕๐๐ องค์ไปแล้ว มุ่งหน้าไปยังหิมวันตประเทศ ถึงหนทางปากดง.

เทวดาที่สิง อยู่ ณ ต้นนิโครธอันพระเถระนั้นเห็นแล้วเป็นครั้งแรก ได้ถวายทานแล้วตลอด ๗ วัน.

เพราะเหตุนั้น พระเถระนั้นจึงกล่าวว่า :-

ท่านจงดูต้นนิโครธเป็นครั้งที่ ๑ ภูเขาบัณฑวะ

เป็นครั้งที่ ๒ แม่น้ำอจิรวดีเป็นครั้งที่ ๓ แม่น้ำสาคร

อันประเสริฐเป็นครั้งที่ ๔ ภูเขาหิมวันต์เป็นครั้งที่ ๕

ท่านเข้าถึงสระฉัททันต์เป็นครั้งที่ ๖ ภูเขาคันธมาทน์

เป็นครั้งที่ ๗ และที่อยู่ของพระเรวตะเป็นครั้งที่ ๘.

ประชาชนทั้งหลายได้ถวายทานในที่ทุกแห่งตลอด ๗ วันเท่านั้น.

ก็ในบรรดา ๗ วัน นาคทัตตเทวราชที่ภูเขาคันธมาทน์ ได้ถวายบิณฑบาตชนิดน้ำนมวันหนึ่ง ได้ถวายบิณฑบาตชนิดเนยใสวันหนึ่ง.

ลำดับนั้น ภิกษุสงฆ์จึงกล่าวกะท่านว่า ผู้มีอายุ แม่โคนมที่เขารีดนมถวายแด่เทวราชนี้มิได้ปรากฏ การบีบน้ำนมส้มก็มิได้ปรากฏ แน่ะเทวราช ผลที่เกิดขึ้นแก่ท่านแต่กาลไร.

เทวราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผลนี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรน้ำนมในกาลแห่งพระกัสสปทศพล.

ในกาลต่อมา พระศาสดาได้ทรงกระทำการต้อนรับพระขทิรวนิยเรวตเถระ.

อย่างไร

คือ ครั้งนั้น พระสารีบุตรกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า พระเรวตะผู้เป็นน้องชายของข้าพระองค์บวชแล้ว เธอจะพึงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) หรือไม่พึงยินดี ข้าพระองค์จักไปเยี่ยมเธอ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเรวตะเริ่มทำความเพียรเจริญวิปัสสนา จึงทรงห้าม (พระสารีบุตร) ถึง ๒ ครั้ง.

ในครั้งที่ ๓ เมื่อพระสารีบุตรทูลอ้อนวอนอีก ทรงทราบว่า พระเรวตะบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงตรัสว่า สารีบุตร แม้เราเองก็จักไป เธอจงบอกให้พวกภิกษุได้ทราบด้วย.

พระเถระสั่งให้ภิกษุทั้งหลายมาประชุมกันแล้ว แจ้งให้ภิกษุทั้งหมดได้ทราบด้วยคำว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาทรงมีพระประสงค์จะเสด็จไปสู่ที่จาริก พวกท่านผู้มีความประสงค์จะตามเสด็จด้วยก็จงมาเถิด.

ในกาลที่พระทศพลจะเสด็จไปสู่ที่จากริก ชื่อว่าพวกภิกษุผู้ที่มักชักช้าอยู่ มีจำนวนน้อย โดยมากมีความประสงค์จะตามเสด็จมีจำนวนมากกว่า เพราะตั้งใจกันว่า พวกเราจักได้เห็นพระสรีระอันมีวรรณะดุจทองคำของพระศาสดา หรือว่าพวกเราจักได้ฟังพระธรรมกถาอันไพเราะ เพราะเหตุนั้น พระศาสดามีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไปด้วยพระประสงค์ว่า จักเยี่ยมพระเรวตะ.

ณ ที่ประเทศแห่งหนึ่ง พระอานนเถระถึงหนทาง ๒ แพร่ง แล้วกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตรงนี้มีหนทาง ๒ แพร่ง ภิกษุสงฆ์จะไปทางไหน พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ หนทางไหนเป็นหนทางตรง.

พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หนทางตรงมีระยะประมาณ ๓๐ โยชน์เป็นหนทางที่มีอมนุษย์ ส่วนหนทางอ้อมมีระยะทาง ๖๐ โยชน์ เป็นหนทางสะดวกปลอดภัย มีภิกษาดีหาง่าย.

พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สีวลีได้มาพร้อมกับพวกเรามิใช่หรือ.

พระอานนท์กราบทูลว่า ใช่ พระสีวลีมาแล้ว พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พระสงฆ์จงไปตามเส้นทางตรงนั้นแหละ เราจักได้ทดลองบุญของพระสีวลี.

พระศาสดามีพระภิกษุสงฆ์เป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่เส้นทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อจะทรงทดลองบุญของพระสีวลีเถระ.

จำเดิมแต่ที่ได้เสด็จไปตามหนทาง หมู่เทวดาได้เนรมิตพระนครในที่ทุกๆ โยชน์ ช่วยกันจัดแจงพระวิหารเพื่อเป็นที่ประทับและที่อยู่แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พวกเทวบุตรซึ่งเป็นดุจกรรมกรที่พระราชาทรงส่งไป ได้ถือเอาข้าวยาคูและของเคี้ยวเป็นต้นไป ถามอยู่ว่า พระผู้เป็นเจ้าสีวลีไปไหน ดังนี้แล้วจึงไป.

พระเถระให้ช่วยกันถือเอาสักการะและสัมมมานะแล้วไปเฝ้าพระศาสดา.

พระศาสดาได้ทรงเสวยร่วมกับภิกษุสงฆ์. โดยทำนองนี้แหละ พระศาสดาเมื่อจะทรงเสวยสักการะ เสด็จไปวันละโยชน์เป็นอย่างสูง จนล่วงพ้นหนทางกันดาร ๓๐ โยชน์ เสด็จถึงที่อยู่ของพระชทิรวนิยเรวตเถระแล้ว.

พระเถระทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงเนรมิตวิหารจำนวนเพียงพอแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข และเนรมิตพระคันธกุฎีที่ประทับกลางคืนและที่ประทับกลางวันแด่พระทศพล ด้วยฤทธิ์ ณ ที่อยู่ของตนนั่นแหละแล้วออกไปทำการต้อนรับพระตถาคตเจ้า.

พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังพระวิหารตามหนทางที่ประดับตกแต่งแล้ว.

ครั้นเมื่อพระตถาคตเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎีแล้ว พวกภิกษุจึงค่อยเข้าไปยังเสนาสนะที่ถึงแล้วตามลำดับพรรษา.

พวกเทวดาคิดว่า เวลานี้มิใช่เวลาอาหาร จึงได้นำเอาน้ำปานะ ๘ อย่างถวาย.

พระศาสดาทรงดื่มน้ำปานะร่วมกับภิกษุสงฆ์. เมื่อพระตถาคตเสวยสักการะและสัมมานะโดยทำนองนี้นั่นแหละ เวลาผ่านไปแล้วครึ่งเดือน.

ลำดับนั้น ภิกษุผู้ไม่พอใจบางพวก นั่งแล้วในที่แห่งหนึ่งพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันว่า พระทศพลตรัสว่า พระน้องชายแห่งอัครสาวกของเราดังนี้ แล้วเสด็จมาเพื่อทอดพระเนตรภิกษุผู้เป็นช่างก่อสร้างเห็นปานนี้ พระเชตวันมหาวิหารหรือว่าพระวิหารเช่นเวฬุวันวิหารเป็นต้น จักทำอะไรในสำนักแห่งวิหารนี้ได้ ถึงภิกษุรูปนี้ก็เป็นผู้ทำการก่อสร้างงานเห็นอย่างนี้จักบำเพ็ญสมณธรรมอะไรได้.

ลำดับนั้น พระศาสดาทรงดำริว่า เมื่อเราอยู่ในที่นี้นานไป สถานที่นี้จักกลายเป็นที่เกลื่อนกล่น ธรรมดาพวกภิกษุผู้อยู่ในป่า ต้องการความสงบเงียบมีอยู่ การอยู่ด้วยความผาสุกจักไม่มีแก่พระเรวตะแน่. แต่นั้นก็เสด็จไปสู่ที่พักกลางวันของพระเถระ.

แม้พระเถระก็อยู่เพียงผู้เดียวอาศัยแผ่นกระดานพาดยึดที่ท้ายจงกรม นั่งบนหลังแผ่นหินแล้ว ได้มองเห็นพระศาสดาเสด็จมาแต่ไกลเทียว จึงลุกขึ้นต้อนรับแล้ว.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเธอว่า เรวตะ สถานที่นี้เนื้อร้าย เธอได้ฟังเสียงช้างม้าเป็นต้นที่ดุร้ายแล้ว จะทำอย่างไร?

พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าความยินดีในการอยู่ป่า บังเกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพระองค์ ก็เพราะได้ฟังเสียงของสัตว์เหล่านั้นแล.

ณ สถานที่นั้น พระศาสดาได้ตรัสถึงชื่อว่า อานิสงส์ในการอยู่ป่า ด้วยพระคาถา ๕๐๐ คาถาแด่พระเรวตเถระ.

วันรุ่งขึ้นเสด็จไปบิณฑบาตในสถานที่ไม่ไกล ตรัสเรียกพระเรวตเถระมาแล้ว ได้ทรงกระทำพวกภิกษุผู้ที่กล่าวโทษพระเถระให้หลงลืมไม้เท้า รองเท้า ทะนานน้ำมันและร่มแล้ว.

พวกภิกษุเหล่านั้นพากันกลับมาเพื่อนำบริขารของตนไป แม้จะย้อนไปตามเส้นทางที่มาแล้วก็ตาม แต่ไม่สามารถจะกำหนดจำสถานที่นั้นได้. เพราะเมื่อไปครั้งแรก ภิกษุเหล่านั้นเดินไปตามเส้นทางที่ประดับตกแต่งแล้ว แต่วันนั้นเดินไปตามทางขรุขระ ในที่นั้นต้องนั่งยองๆ ต้องเดินเข่า.

ภิกษุเหล่านั้นพากันเดินเยียบย่ำกอไม้ พุ่มไม้และหนาม ไปถึงสถานที่ที่ตนเคยอยู่ จำได้ว่าร่มของตนคล้องไว้ที่ตอตะเคียนตรงนั้น ตรงนั้น จำได้ว่ารองเท้าไม้และทะนานน้ำมันอยู่ตรงนั้น.

ในตอนนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงทราบว่าภิกษุรูปนี้มีฤทธิ์ จึงถือเอาบริขารของตน แล้วพากันพูดว่า สักการะเห็นปานนี้ย่อมเป็นสักการะที่พระเถระจัดแจงไว้เพื่อพระทศพล ดังนี้แล้วจึงได้พากันไป.

ในเวลาที่พวกภิกษุพากันนั่งแล้วในเรือนของตน นางวิสาขาอุบาสิกาจึงเรียนถามพวกภิกษุที่ล่วงหน้ามาก่อนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สถานที่อยู่ของพระเรวตะเป็นที่น่าจับใจไหมหนอ?

พวกภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนอุบาสิกา น่าจับใจ เสนาสนะนั้นมีส่วนเปรียบด้วยนันทวันและจิตตลดาวันแล.

ต่อมา นางวิสาขาก็ถามพวกภิกษุผู้พากันภายหลังกว่าภิกษุเหล่านั้นบ้างว่า พระคุณเจ้า สถานที่อยู่ของพระเรวตะเป็นที่น่าพอใจไหม?

ภิกษุเหล่านั้นตอบว่า อย่าถามเลย อุบาสิกา สถานที่นั้นเป็นที่ไม่สมควรจะกล่าว ภิกษุรูปนั้นย่อมอยู่ในสถานที่ซึ่งมีแต่ที่แห้งแล้ง ก้อนกรวด ก้อนหิน ขรุขระและตอไม้เท่านั้นแล.

นางวิสาขาได้ฟังถ้อยคำของพวกภิกษุผู้มาก่อนและมาหลังแล้ว คิดว่าถ้อยคำของภิกษุพวกไหนหนอเป็นความจริง จึงถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้ภายหลังภัตรไปสู่ที่บำรุงของพระทศพลเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุบางพวกพากันนินทาที่อยู่ของพระเรวตเถระ สถานที่อยู่นั่นเป็นอย่างไร พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนวิสาขา ที่อยู่จะเป็นสถานที่อยู่รื่นรมย์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่ว่าจิตของพระอริยะทั้งหลายย่อมยินดีในสถานที่ใด สถานที่นั้นนั่นแหละชื่อว่าสถานที่รื่นรมย์ใจ ดังนี้แล้ว

จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

พระอรหันต์อยู่ในที่ใด จะเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม

ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นย่อมเป็นภูมิภาคอัน

น่ารื่นรมย์ใจ.

ในกาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าแล้ว ทรงสถาปนาพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสีวลีเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ.

ลำดับนั้น ท่านพระสีวลีเถระได้บรรลุพระอรหัต ได้รับเอกทัคตะแล้ว ระลึกถึงบุรพกรรมของตนแล้ว เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่จนได้เคยประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้.

ข้าพเจ้าจักกระทำการพรรณนาเนื้อความเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น.

บทว่า สีลํ ตสฺส อสงฺเขยฺยํ ความว่า ศีลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น กำหนดนับไม่ได้ สิกขาบททั้งหลายที่ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ว่า :-

สังวรวินัยเหล่านี้คือ จำนวน ๙ พันโกฏิ.

๑๘๐ โกฏิ, ๕ ล้าน และอื่นอีก ๓๖ พระสัมพุทธ

เจ้าทรงประกาศไว้แล้ว คือ ทรงแสดงไว้แล้วโดย

มุขเปยยาล ในสิกขาวินัยสังวรแล.

อธิบายว่า ก็ศีลของผู้มีพระภาคเจ้า อันใครๆ ไม่อาจจะกำหนดนับได้โดยสิ้นเชิง.

บทว่า สมาธิวชิรูปโม ความว่า เพชรที่มีอยู่ ย่อมทำการตัดรัตนะเช่น แก้วอินทนิล แก้วไพฑูรย์ แก้วมณี แก้วผลึกและเพชรตาแมวเป็นต้น ให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ ฉันใด สมาธิในโลกุตตรมรรคของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมมุตตระก็ฉันนั้นเหมือนกัน คือย่อมแทง ย่อมทำลาย ย่อมตัดได้เด็ดขาดซึ่งธรรมทั้งหลายอันเป็นฝ่ายตรงกันข้ามและเป็นข้าศึก.

บทว่า อสงฺขยฺยํ ญาณวรํ ความว่า หมู่แห่งพระญาณ เช่นพระสยัมภูญาณและพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้นของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งสามารถเพื่อจะรู้และแทงตลอดอริยสัจ ๔ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ และสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหลายได้ อันบุคคลกำหนดนับไม่ได้ คือปราศจากการนับโดยประเภทเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันเป็นต้น.

บทว่า วิมุตฺติ จ อโนปมา ความว่า วิมุตติ ๔ มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ไม่มีข้ออุปมา ปราศจากข้ออุปมา เพราะพ้นจากสังกิเลสทั้งหลาย อันใครๆ ไม่สามารถเพื่อจะอุปมาว่าเป็นเช่นกับสิ่งเหล่านี้.

คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาสีวลิเถราปทาน -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๕๕. ภัททิยวรรค ๓. สีวลีเถราปทาน 注释 · 第33册