This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๔

本册其他条目

ธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ติกมาติกา ๒๒ ติกะธรรมสังคณีปกรณ์ มาติกา ทุกมาติกา ๑๔๒ ทุกะ เหตุโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวารธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๑ สุญญตวารธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม กามาวจรมหากุศลจิต ๘ จิตดวงที่ ๒ เป็นต้นธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล กสิณ ฌาน จตุกกนัยธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล กสิณ ฌาน ปัญจกนัยธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล กสิณ ฌาน ปฏิปทา ๔ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อารมณ์ ๔ เป็นต้นธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อภิภายตนะธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล วิโมกข์ ๓ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล พรหมวิหารฌาน ๔ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล อสุภฌาน ๑๐ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม อรูปาวจรกุศล อรูปฌาน ๔ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม เตภูมิกกุศลธรรม ๓ ประเภทธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๑ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๒ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม โลกุตตรกุศลจิต มรรคจิตดวงที่ ๓ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม อกุศลจิต ๑๒ จิตดวงที่ ๑ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อกุศลธรรม อกุศลจิต ๑๒ จิตดวงที่ ๒ ถึง ๑๒ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อัพยากตธรรม กามาวจรวิบากธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อัพยากตธรรม กามาวจรวิบาก มหาวิบาก ๘ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อัพยากตธรรม รูปาวจรวิบากและอรูปาวจรวิบากธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อัพยากตธรรม โลกุตตรวิบากธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อัพยากตธรรม อกุศลวิบากอัพยากฤตธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ อัพยากตธรรม กามาวจรกิริยา รูปาวจรกิริยา อรูปาวจรกิริยาธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ มาติกาธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ เอกกนิเทศธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ ทุกนิเทศ อุปาทาภาชนีย์ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ ทุกนิเทศ (ต่อ)ธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ ติกนิทเทสธรรมสังคณีปกรณ์ รูปกัณฑ์ รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทศเป็นต้นธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ ติกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ เหตุโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ อาสวโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ สัญโญชนโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ คันถโคจฉกะเป็นต้นธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ นีวรณโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ ปรามาสโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ อุปาทานโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ กิเลสโคจฉกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ ปิฏฐิทุกะธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ สุตตันติกทุกะธรรมสังคณีปกรณ์ อัตถุทธารกัณท์ ติกะธรรมสังคณีปกรณ์ อัตถุทธารกัณท์ เหตุโคจฉกะเป็นต้น

经典

ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล กสิณ ฌาน ปัญจกนัย

อรรถกถาแปลไทย

23 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายฌานปัญจกนัย

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มปัญจกนัย (นัยแห่งฌานหมวด ๕) ว่า กตเม ธมฺมา กุสลา (ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน) ดังนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงฌานปัญจกนัย?

ตอบว่า เพราะแสดงตามอัธยาศัยของบุคคล และเพราะความงามแห่งเทศนา.

ได้ยินว่า ในเทวบริษัทที่ประชุมกัน วิตกของเทวดาบางพวกเท่านั้นปรากฏเป็นของหยาบ ส่วนวิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิตปรากฏเป็นของสงบ พระศาสดาทรงจำแนกชื่อทุติยฌานมีองค์ ๔ ซึ่งไม่มีวิตกมีแต่วิจารด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น บางพวกมีวิจารปรากฏโดยเป็นของหยาบ ปีติ สุข เอกัคคตาจิตปรากฏโดยเป็นของสงบ พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อตติยฌานมีองค์ ๓ ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น บางพวกมีปีติปรากฏโดยเป็นของหยาบ สุขเอกัคคตาจิตปรากฏโดยความสงบ พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อจตุตถฌาน มีองค์ ๒ ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น บางพวกมีสุขปรากฏโดยเป็นของหยาบ อุเบกขาและเอกัคคตาจิตปรากฏโดยความสงบ พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อปัญจมฌานมีองค์ ๒ ด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น นี้ชื่อว่าอัธยาศัยของบุคคลก่อน.

ส่วนชื่อว่า เทศนาที่ถึงความงามแห่งเทศนา เพราะธรรมธาตุใดอันเวไนยสัตว์แทงตลอดดีแล้ว ธรรมธาตุนั้น พระตถาคตทรงแทงตลอดมาดีแล้ว เพราะฉะนั้น พระศาสดาผู้ทรงบรรลุถึงความงามแห่งเทศนา ผู้ฉลาดในวิธีเทศนาเพราะทรงมีพระญาณใหญ่ ทรงกำหนดเทศนาได้ตามพระประสงค์ด้วยสามารถแห่งองค์นั้นๆ ในที่นี้ ทรงจำแนกปฐมฌานมีองค์ ๕ ทุติยฌานมีองค์ ๔ คือไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ตติยฌานมีองค์ ๓ จตุตถฌานมีองค์ ๒ ปัญจมฌานก็มีองค์ ๒ นั่นแหละ นี้ชื่อว่าเทศนาวิลาส (ความงามแห่งเทศนา).

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมาธิ ๓ เหล่าใดในพระสูตรว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิ ๓ เหล่านี้ คือ

สวิตักกสวิจารสมาธิ

อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ

อวิตักกอวิจารสมาธิ.

บรรดาสมาธิเหล่านั้น สวิตักกสวิจารสมาธิและอวิตักกอวิจารสมาธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกแสดงไว้ในหนหลังแล้ว. ส่วนอวิตักกวิจารมัตตสมาธิยังมิได้ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อแสดงอวิตักกวิจารมัตตสมาธินั้น จึงทรงเริ่มปัญจกนัยนี้.

ในนิทเทสแห่งทุติยฌานในปัญจกนัยนั้น บรรดาธรรมมีผัสสะเป็นต้น ธรรมมีเพียงวิตกที่ลดลง ส่วนในโกฏฐาสวารเนื้อความว่า ฌานมีองค์ ๔ มรรคมีองค์ ๔ ดังนี้ เท่านั้นที่แปลกกัน คำที่เหลือทั้งหมดเช่นกับปฐมฌานนั่นแหละ. และฌานที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ในจตุกนัยเป็นฌานที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ในปัญจกนัยนี้ เพื่อแสดงลำดับการบรรลุฌานเหล่านั้น พึงทราบนัยดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า บุตรของอำมาตย์คนหนึ่ง มาสู่พระนครจากชนบทเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา เขาเฝ้าพระราชาเพียงวันเดียวเท่านั้น แล้วผลาญทรัพย์ทั้งหมดด้วยการดื่มสุรา วันหนึ่ง พวกนักเลงแก้ผ้าเขาซึ่งเมาสุรา แล้วเอาเสื่อลำแพนเก่ามาปิดไว้ แล้วเอาออกจากโรงสุรา ผู้รู้วิชาดูลักษณะคนหนึ่งเห็นเขานอนหลับที่กองหยากเยื่อ จึงสันนิษฐานว่า บุรุษคนนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้ เราควรช่วยบุรุษนี้ จึงให้อาบน้ำชำระร่างกาย ให้นุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบคู่หนึ่ง แล้วให้อาบด้วยน้ำหอมอีก แล้วให้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียด ให้ขึ้นสู่ปราสาท ให้บริโภคโภชนะอย่างดี แล้วมอบคนปรนนิบัติให้ ด้วยคำว่า พวกเธอจงบำเรอผู้นี้อย่างนี้ แล้วหลีกไป.

ต่อจากนั้นพวกคนใช้เหล่านั้น ก็ยกเขาให้ขึ้นสู่ที่นอนก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปร้านดื่มสุรา คนปรนนิบัติ ๔ คน ได้ยืนกดมือและเท้าเขาไว้ คนหนึ่งนวดเท้า คนหนึ่งเอาพัดใบตาลมาพัดโบก คนหนึ่งนั่งดีดพิณขับกล่อมอยู่. เขาหายเมื่อยแล้วเพราะหลับบนที่นอนหน่อยหนึ่งแล้วตื่นขึ้นไม่สามารถทนการกดมือและเท้าได้ จึงคุกคามด้วยคำว่า ใครมากดเท้ากดมือเราไว้ จงออกไป คนเหล่านั้นก็ออกไปเพียงคำเดียวเท่านั้น เขาก็หลับไปอีกหน่อยหนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้น ทนการนวดเท้าไม่ได้ จึงพูดว่า ใครมานวดเท้าของเราจงออกไป แม้คนนวดเท้านั้นก็หลีกไปเพียงคำเดียวนั่นแหละ เขาหลับไปอีกหน่อยหนึ่งตื่นขึ้นทนลมพัดใบตาลเหมือนลมเจือฝนไม่ได้ จึงพูดว่า นั่นใครจงออกไป แม้คนนั้นก็หลีกไปเพียงคำเดียวเท่านั้น เขาหลับไปอีกหน่อยหนึ่ง ตื่นขึ้นทนเสียงเพลงขับเหมือนหลาวแทงหูไม่ได้ จึงคุกคามคนดีดพิณ แม้คนดีดพิณก็ออกไปเพียงคำเดียวเหมือนกัน ที่นั้นเขาละอุปัทวะ (ความรบกวน) คือความเมื่อยล้า การถูกกด การบีบนวด การถูกลมพัดและเพลงขับประโคม จึงนอนสบาย ตื่นขึ้นแล้วได้ไปเฝ้าพระราชา แม้พระราชาก็ได้พระราชทานความเป็นใหญ่ให้แก่เขา เขาได้เป็นที่พึ่งแก่มหาชนเกิดขึ้นแล้ว.

ในเรื่องนั้น พึงเห็นกุลบุตรผู้ครองเรือนถึงความเสื่อมโทรม เพราะความพินาศไปแห่งทรัพย์เป็นอเนกนี้ เปรียบเหมือนบุตรแห่งอำมาตย์ผู้ถึงความเสื่อมโทรม เพราะพินาศไปด้วยการดื่มน้ำเมานั้น. พระตถาคตเปรียบเหมือนบุคคลผู้รู้วิชาดูลักษณะ การที่พระตถาคตทรงสันนิษฐานว่า กุลบุตรนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้ สมควรจะบรรพชา ดังนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้รู้วิชาดูลักษณะ สันนิษฐานว่า บุคคลนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชน สมควรจะช่วยเหลือ.

ต่อมากุลบุตรได้บรรพชา เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำทำความชำระร่างกาย ต่อมากุลบุตรนี้ ได้นุ่งห่มผ้าคือศีล ๑๐ เหมือนบุตรอำมาตย์นั้นนุ่งผ้าเนื้อหยาบ การที่กุลบุตรนี้ได้อาบน้ำหอม คือ ปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำหอมอีก. การที่กุลบุตรนี้ได้นุ่งห่มผ้าทุกูลพัสตร์ คือถึงพร้อมด้วยศีลวิสุทธิ์ตามที่กล่าวแล้ว เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นได้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดอีก. การที่กุลบุตรนี้นุ่งห่มผ้าทุกูล คือศีลวิสุทธิขึ้นสู่ปราสาท คือสมาธิภาวนา เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นนุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดขึ้นสู่ปราสาท.

ต่อจากนั้นกุลบุตรนี้ได้การบริโภคอมตธรรม มีสติและสัมปชัญญะเป็นต้นซึ่งมีอุปการะต่อสมาธิ เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภคอาหารอย่างดี. การที่กุลบุตรนี้ ถูกวิตกและวิจารยกขึ้นสู่อุปจารแห่งฌาน เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภคอาหารแล้ว ถูกผู้บำเรอทั้งหลายยกขึ้นสู่ที่นอน. เนกขัมมวิตกของกุลบุตรนี้ บีบคั้นจิตในอารมณ์เพื่อป้องกัน มุ่งหน้าต่อกามสัญญา เปรียบเหมือนชาย ๔ คน กดเท้ากดมือของบุตรแห่งอำมาตย์นั้นไว้ เพื่อมิให้ไปสู่โรงดื่มอีก. วิจารที่เคล้าเคลียจิตในอารมณ์ของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนบุรุษบีบนวดเท้าของอำมาตย์นั้น. ปีติอันให้ซึ่งความเยือกเย็นใจของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนการให้บุรุษเอาพัดใบตาลพัดโบกให้บุตรของอำมาตย์นั้น. โสมนัสอนุเคราะห์จิตของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนนักดนตรีทำการอนุเคราะห์โสตของบุตรของอำมาตย์นั้น. การที่กุลบุตรบรรเทาความเมื่อยคือปราศจากนิวรณ์ โดยอาศัยอุปจารฌานเข้าถึงปฐมฌานนี้ เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้น บรรเทาความเมื่อยล้าหน่อยหนึ่ง ด้วยการเข้าไปสู่ที่นอนแล้วหลับไป. การที่กุลบุตรนี้ออกจากปฐมฌานเห็นโทษวิตก เพราะทนวิตกบีบคั้นจิตไม่ได้ จึงละวิตกเข้าฌานที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตสมาธิ (ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร) เปรียบเหมือนการที่บุตรของอำมาตย์หลับแล้วตื่นขึ้นคุกคามคนผู้กดมือกดเท้า เพราะทนต่อการกดมือกดเท้าไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นหลีกไป จึงหลับหน่อยหนึ่ง.

ต่อจากนั้น การที่กุลบุตรนี้ออกจากทุติยฌานเป็นต้นบ่อยๆ เห็นโทษวิจารเป็นต้น โดยลำดับ เพราะไม่อาจทนต่อวิจารเป็นต้น ซึ่งมีโทษตามที่กล่าวแล้ว และเพราะละวิจารเป็นต้นเหล่านั้น จึงเข้าฌานที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ ละโสมนัสได้แล้ว เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นนอนหลับแล้วตื่นขึ้นบ่อยๆ คุกคามคนผู้บีบนวดเท้าเป็นต้น โดยลำดับตามที่กล่าวแล้วเพราะไม่อาจทนต่อการบีบนวดเท้าเป็นต้น และเพราะคนนวดเท้าเป็นต้นเหล่านั้นออกไปแล้ว จึงเข้าถึงความหลับหน่อยหนึ่งบ่อยๆ.

ก็เมื่อกุลบุตรแม้นี้ออกจากปัญจมฌานเข้าถึงวิปัสสนามรรคบรรลุพระอรหัต เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นลุกจากที่นอนไปเฝ้าพระราชา แล้วถึงพร้อมด้วยอิสริยยศ. แม้ความที่กุลบุตรแม้นี้บรรลุพระอรหัตแล้วเป็นที่พึ่งแก่ชนเป็นอันมาก พึงทราบเหมือนความที่บุตรของอำมาตย์นั้นได้อิสริยยศแล้วเป็นที่พึ่งแก่ชนเป็นอันมาก ฉะนั้น.

จริงอยู่ ด้วยความเกิดขึ้นแห่งพระอรหัตมีประมาณเท่านี้ กุลบุตรนี้ ก็ชื่อว่าเป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยมฉะนี้แล. ฌานปัญจกนัยจบ.

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ย่อมเป็นอันประกาศชื่อ สุทธิกนวกะ (ความบริสุทธิ์ ๙) อันต่างโดยฌานจตุกนัยและฌานปัญจกนัย แต่เมื่อว่าโดยอรรถ สุทธิกนวกะนั้นพึงทราบว่าเป็นฌานปัญจกนัยนั่นเอง เพราะฌานจตุกนัยรวมเข้าในฌานปัญจกนัยได้.

-----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร

ธรรมสังคณีปกรณ์ จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปาวจรกุศล กสิณ ฌาน ปัญจกนัย 注释 · 第34册