This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๓๕

本册其他条目

วิภังคปกรณ์ ขันธวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ขันธวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ รูปขันธ์เป็นต้นวิภังคปกรณ์ ขันธวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ อายตนวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ อายตนวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ อายตนวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ ธาตุวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ธาตุวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ธาตุวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ สัจจวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ สัจจวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อัฏฐังคิกวารวิภังคปกรณ์ สัจจวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ อินทริยวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ อินทริยวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ อภิธรรมมาติกาวิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อกุศลนิเทสวิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ กุศลนิเทสวิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อัพยากตนิเทสวิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อวิชชามูลกกุศลนิเทสเป็นต้นวิภังคปกรณ์ ปัจจยาการวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อกุศลมูลกวิบากนิเทสวิภังคปกรณ์ สติปัฏฐานวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ สติปัฏฐานวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ สติปัฏฐานวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ สัมมัปปธานวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ สัมมัปปธานวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ สัมมัปปธานวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ อิทธิปาทวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ อิทธิปาทวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ อิทธิปาทวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ โพชฌงควิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ โพชฌงควิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ แจกโพชฌงค์ ๗ ด้วยโลกุตตรกุศลจิตวิภังคปกรณ์ โพชฌงควิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ มรรควิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ มรรควิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อัฏฐังคิกวารวิภังคปกรณ์ มรรควิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ ฌานวิภังค์ มาติกาวิภังคปกรณ์ ฌานวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ มาติกานิเทศวิภังคปกรณ์ ฌานวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ฌานวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ อัปปมัญญาวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ อัปปมัญญาวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์ อัปปมัญญา ๔ เมตตากุศลฌานเป็นต้นวิภังคปกรณ์ อัปปมัญญาวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ สิกขาปทวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ สิกขาปทวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ อภิธรรมภาชนีย์วิภังคปกรณ์ ปฏิสัมภิทาวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะวิภังคปกรณ์ ญาณวิภังค์ มาติกาวิภังคปกรณ์ ญาณวิภังค์ เอกกนิเทศ-ปัญจกนิเทศวิภังคปกรณ์ ญาณวิภังค์ ฉักกนิเทศ-ทสกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ มาติกาวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ เอกกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ทุกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ติกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ จตุกกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ปัญจกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ฉักกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ สัตตกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ นวกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ทสกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐารสกนิเทศวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ทิฏฐิ ๖๒วิภังคปกรณ์ ธัมมหทยวิภังค์ สัพพสังคาหิกวารเป็นต้น

经典

วิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ อัฏฐกนิเทศ

อรรถกถาแปลไทย

56 行1 个版本

อรรถกถาแปลไทย · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

อรรถกถาอัฏฐกนิทเทส อธิบายมาติกาหมวด ๘

กิเลสวัตถุ คือ กิเลสทั้งหลายนั่นแหละ.

คำว่า กุสีตวตฺถูนิ ได้แก่ วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้าน คือความขี้เกียจ อธิบายว่าเป็นเหตุแห่งความเกียจคร้าน.

คำว่า กมฺมํ กตฺตพฺพํ โหติ (แปลว่า เราจักต้องทำการงาน) ได้แก่ การงานที่ต้องทำมีการพิจารณาปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น.

คำว่า น วิริยํ อารภติ (แปลว่า ไม่ปรารภความเพียร) ได้แก่ ไม่ปรารภความเพียรแม้ทั้ง ๒ อย่าง.

คำว่า อุปฺปตฺตสฺส ได้แก่ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง มีฌาน วิปัสสนา มรรคและผล.

คำว่า อนธิคตสฺส ได้แก่ เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุอันนั้นนั่นแหละ.

คำว่า อสจฺฉิกตสฺส ได้แก่ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งฌาน วิปัสสนา มรรคและผลนั้นนั่นแหละที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง.

คำว่า อิทํ ปฐมํ อธิบายว่า การจมลงอย่างนี้ว่า เชิญท่านเถิด เราจะนอน ดังนี้ นี้เป็นกุสีตวัตถุข้อที่หนึ่ง.

พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.

ก็ในคำว่า มาสาจิตํ มญฺเญ (แปลว่า เป็นเหมือนถั่วหมัก) ได้แก่ ถั่วอันบุคคลให้เปียกชุ่มแล้วด้วยน้ำ ชื่อว่าถั่วหมัก. อธิบายว่า ถั่วหมักเปียกชุ่มแล้วย่อมเป็นของหนัก ฉันใด กายของผู้เกียจคร้านนั้นย่อมหนัก ฉันนั้น.

คำว่า คิลานาวุฏฺฐิโต โหติ ได้แก่ ภิกษุเพิ่งจะหายป่วย.

____________________________

กิเลสวัตถุ ๘ คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ.

จิตตปฏิฆาตในโลกธรรม

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อฏฺฐสุ โลกธมฺเมสุ ดังนี้.

ที่ชื่อว่าโลกธรรม เพราะเป็นธรรมของชาวโลก. สัตว์โลกทั้งหลาย ชื่อว่าพ้นจากโลกธรรมเหล่านี้ย่อมไม่มีเลย โลกธรรมเหล่านี้ย่อมมีแม้แก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า โลกธรรม ดังนี้.

บทว่า ปฏิฆาโต ได้แก่อาการคือ การกระทบจิต.

คำว่า ลาเภ สาราโค (แปลว่า ความยินดีในลาภ) ได้แก่ ความยินดี อันเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโสมนัสอันอิงอาศัยเรือนอย่างนี้ว่า เราย่อมได้ลาภ ดังนี้ ความยินดีนั้นจึงชื่อว่ากระทบจิต.

คำว่า อลาเภน ปฏิวิโรโธ (แปลว่า ความยินร้ายในความเสื่อมลาภ) ได้แก่ ความยินร้ายอันเกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งโทมนัสว่า เราย่อมไม่ได้ลาภ ดังนี้ ความยินดียินร้ายแม้นั้น ย่อมกระทบจิต เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าปฏิฆาตะ.

แม้ในคำว่า ความยินดีในยศเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ว่า เรามีบริวารมาก เรามีบริวารน้อย เราได้รับความสรรเสริญ เราได้รับการนินทา เราถึงสุข เราถึงทุกข์ ดังนี้.

คำว่า อนริยโวหารา ได้แก่ โวหาร (คำพูด) ของบุคคลผู้มิใช่พระอริยะ.

โทษทั้งหลายของบุรุษ ชื่อว่า ปุริสโทส.

คำว่า น สรามิ ได้แก่ ย่อมแก้ตัว ย่อมให้ตนหลุดพ้น โดยความเป็นผู้ไม่มีสติอย่างนี้ว่า เราระลึกไม่ได้ กำหนดไม่ได้ซึ่งฐานะแห่งกรรมนี้อันเราทำแล้ว.

คำว่า โจทกํเยว ปฏิปฺผรติ ได้แก่ เป็นผู้ขัดแย้งกันแผ่ไป คือย่อมตั้งอยู่ด้วยความเป็นผู้โต้เถียงกัน.

คำว่า กินฺนุ โข ตุยฺหํ ความว่า ประโยชน์อะไรหนอ ด้วยการกล่าวของท่านผู้โง่เขลา ไม่ฉลาด คือย่อมแสดงว่า ท่านย่อมไม่รู้เรื่องวัตถุแห่งอาบัติ ย่อมไม่รู้จักการตำหนิ. อธิบายว่า แม้ท่านเองก็ไม่รู้จักอาบัติ ท่านจึงสำคัญคำอะไรๆ อันบุคคลพึงกล่าวอย่างนี้ ดังนั้น โทษนั้นย่อมครอบงำท่าน.

คำว่า ปจฺจาโรเปติ ความว่า ย่อมกล่าวยกอาบัติขึ้นว่า ท่านนั่นแหละต้องอาบัติ เป็นต้น.

คำว่า ปฏิกโรหิ ได้แก่ ย่อมแสดงว่า ท่านจงแสดงเทสนาคามินี (คือการแสดงอาบัติตั้งแต่ถุลลัจจัย จนถึงอาบัติต่ำสุด) จงออกจากวุฏฐานคามินี (คือออกจากอาบัติสังฆาทิเสส) เมื่อตั้งมั่นอยู่ในความบริสุทธิ์จากอาบัติเหล่านั้น จึงควรทักท้วงผู้อื่น ดังนี้.

คำว่า อญฺเญนฺญํ ปฏิจรติ ได้แก่ ย่อมกลบเกลื่อนซึ่งเหตุอย่างอื่นด้วยเหตุอื่น หรือว่า กลบเกลื่อนซึ่งถ้อยคำด้วยถ้อยคำ.

คำว่า อาปตฺตึ อาปนฺโนสิ ได้แก่ ย่อมกล่าวว่า ใครพูดว่าเราต้องอาบัติ เราต้องอาบัติอะไร ต้องอาบัติอย่างไร ต้องอาบัติที่ไหน ย่อมพูดอะไรๆ อย่างนี้.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสงฆ์กล่าวว่า อาบัติอะไรๆ เห็นปานนี้ ท่านเห็นหรือ ดังนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่ฟัง ย่อมไม่น้อมโสตเข้าไป.

คำว่า พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ ได้แก่ ถูกสงฆ์ถามว่า ท่านต้องอาบัติชื่อนี้หรือ. ภิกษุผู้ถูกถามนั้น ก็จะพูดเป็นอย่างอื่นว่า กระผมจะไปเมืองปาฏลีบุตร. เมื่อสงฆ์ถามอีกว่า พวกเราย่อมไม่ถามการไปเมืองปาฏลีบุตรของเธอ ดังนี้. ภิกษุนั้นก็จะพูดต่อไปว่า เราไปสู่เมืองราชคฤห์. สงฆ์กล่าวว่า ท่านจะไปเมืองราชคฤห์หรือไปบ้านพราหมณ์ก็ตาม เธอก็ต้องอาบัติ ดังนี้.

บรรดาคำพูดนอกเรื่องเหล่านั้น เมื่อภิกษุกล่าวคำว่า เนื้อสุกรอันเราได้แล้วเป็นต้น ชื่อว่าย่อมพูดสับสน.

คำว่า โกปํ ได้แก่ ความเป็นผู้โกรธแล้ว.

คำว่า โทสํ ได้แก่ เป็นผู้ประทุษร้ายแล้ว. คำแม้ทั้งสองนี้ ก็เป็นชื่อของความโกรธนั่นแหละ.

คำว่า อปฺปจฺจยํ ได้แก่ กิริยาที่ไม่สันโดษ. คำนี้เป็นชื่อของโทมนัส.

คำว่า ปาตุกโรติ ได้แก่ ย่อมแสดง ย่อมประกาศ.

คำว่า พาหาวิกฺเขปกํ ภณติ ได้แก่ แกว่งแขนพูดถ้อยคำอันไม่มียางอาย.

คำว่า วิเหเสติ ได้แก่ ย่อมเบียดเบียน ย่อมเสียดสี.

คำว่า อนาทยิตฺวา ได้แก่ ไม่ถือเอาด้วยความเคารพยำเกรง คือดูหมิ่นและไม่เอื้อเฟื้อ.

คำว่า อติพาฬฺหํ ได้แก่ แน่วแน่ยิ่งเกินประมาณ.

คำว่า มยิ พฺยาวฏา ได้แก่ ถึงการขวนขวายในเรา.

คำว่า หีนายาวตฺติตฺวา อธิบายว่า ลาเพศมาเป็นคฤหัสถ์ เพื่อต้องการเป็นคนเลว.

คำว่า อตฺตมนา โหถ ได้แก่ ย่อมกล่าวโดยประสงค์ว่า ท่านทั้งหลายจงมีจิตยินดี จงได้สิ่งอันเราพึงได้ จงอยู่ในที่อันเราพึงอยู่ จงอยู่อย่างผาสุกอันเราทำแล้วเพื่อท่านทั้งหลาย ดังนี้.

วาทะอันเป็นไปในคำว่า อัตตาไม่มีสัญญา ชื่อว่าอสัญญีวาทะ.

อสัญญีวาทะนั้นมีอยู่แก่บุคคลเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้นจึงชื่อว่าอสัญญีวาทะ.

ความเห็นผิดว่า อัตตามีรูป ในคำว่า รูปี อตฺตา เป็นต้น ความว่า ทิฏฐิว่า อัตตามีรูป ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ได้ฌาน เพราะยึดถือกสิณรูปว่าเป็นอัตตา. ส่วนความเห็นผิดของผู้ไม่ได้ฌานย่อมมีด้วยสักว่าการตรึกเท่านั้น เหมือนความเห็นผิดของอาชีวกทั้งหลาย.

ก็แลความเห็นผิดว่าอัตตาไม่มีรูป ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ได้ฌานเท่านั้น เพราะถือเอานิมิตในอรูปสมาบัติว่าเป็นอัตตา. ความเห็นผิดของผู้ไม่ได้ฌาน ย่อมมีเพียงความตรึกอย่างเดียว เหมือนความเห็นผิดของพวกนิครนถ์. ก็ในที่นี้ บัณฑิตพึงสอบสวนถึงเหตุให้แน่นอนในความเป็นแห่งอัตตาอันไม่มีสัญญาทีเดียว. เพราะว่า บุคคลผู้มีความเห็นผิด ยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ย่อมเป็นราวกะคนบ้า.

คำว่า อัตตาทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป ได้แก่ ความเห็นผิดที่ท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ยึดถือเอารูปฌานและอรูปฌานปะปนกัน. ทิฏฐินี้ย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ได้รูปาวจรและอรูปาวจรสมาบัติบ้าง แก่ผู้ตรึกเอาเองบ้าง.

ก็คำว่า อัตตามีรูปก็ไม่ใช่ ไม่มีรูปก็ไม่ใช่ เป็นทิฏฐิของผู้ชอบตรึกโดยส่วนเดียวเท่านั้น.

คำว่า อนฺตวา (แปลว่า อัตตามีที่สุด) ได้แก่ ทิฏฐิของบุคคลผู้ถือปริตตกสิณ (กสิณมีอารมณ์เล็กน้อย) โดยความเป็นอัตตา.

คำว่า อนนฺตวา ได้แก่ ทิฏฐิของผู้ถือกสิณมีอารมณ์ไม่มีประมาณ.

คำว่า อนฺตวา จ อนนฺตวา จ (แปลว่า อัตตาทั้งที่มีที่สุดและหาที่สุดมิได้) ได้แก่ ทิฏฐิอันเกิดขึ้น เพราะถือเอากสิณในเบื้องบนและเบื้องต่ำที่มีที่สุด และถือเอากสิณในเบื้องขวางที่ไม่มีที่สุดว่าเป็นอัตตา.

คำว่า เนวนฺตวา นานนฺตวา (แปลว่า อัตตามีที่สุดก็มิใช่ หาที่สุดมิได้ก็มิใช่) ได้แก่ ทิฏฐิของพวกชอบคิดเท่านั้น.

บทที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.

อัฏฐกนิทเทส จบ. -----------------------------------------------------

所用版本与授权

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสาร