This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระวินัยปิฎก

อนาปัตติวาร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๒๘๑–๒๙๙พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑19 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ อนาปัตติวาร

๒๘๑

ภิกษุสำคัญว่าได้บรรลุ ๑ ภิกษุไม่ประสงค์จะกล่าวอวด ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ มีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติ. วินีตวัตถุ อุทานคาถา

อนาปตฺติ อธิมาเนน อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺส อุมฺมตฺตกสฺส ขิตฺตจิตฺตสฺส เวทนฏฺฏสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ

๒๘๒

เรื่องสำคัญว่าได้บรรลุมรรคผล ............................. ๑ เรื่อง เรื่องอยู่ป่า ................. ๑ เรื่อง เรื่องเที่ยวบิณฑบาต .............. ๑ เรื่อง เรื่องอุปัชฌายะ .............. ๒ เรื่อง เรื่องอิริยาบถ .................. ๔ เรื่อง เรื่องละสัญโญชน์ ............. ๑ เรื่อง เรื่องธรรมในที่ลับ ............... ๑ เรื่อง เรื่องวิหาร ................. ๑ เรื่อง เรื่องบำรุง .................... ๑ เรื่อง เรื่องทำไม่ยาก .............. ๑ เรื่อง เรื่องความเพียร ................ ๑ เรื่อง เรื่องไม่กลัวความตาย ......... ๑ เรื่อง เรื่องความเสียหาย .............. ๑ เรื่อง เรื่องความประกอบชอบ ........ ๑ เรื่อง เรื่องปรารภความเพียร ........... ๑ เรื่อง เรื่องประกอบความเพียร ....... ๑ เรื่อง เรื่องอดกลั้นเวทนา .............. ๒ เรื่อง เรื่องพราหมณ์ ............... ๕ เรื่อง เรื่องพยากรณ์มรรคผล ............ ๓ เรื่อง เรื่องครองเรือน ............. ๑ เรื่อง เรื่องห้ามกาม .................. ๑ เรื่อง เรื่องยินดี .................. ๑ เรื่อง เรื่องหลีกไป ................... ๑ เรื่อง อัฏฐิสังขลิกเปรต เคยเป็นนายโคฆาต ....................... ๑ เรื่อง มังสเปสิเปรต เคยเป็นนายโคฆาต .......................... ๑ เรื่อง มังสปิณฑเปรต เคยเป็นพรานนก ............................ ๑ เรื่อง นิจฉวิเปรต เคยเป็นคนฆ่าแกะ ............................. ๑ เรื่อง อสิโลมเปรต เคยเป็นคนฆ่าสุกร ............................ ๑ เรื่อง สัตติโลมเปรต เคยเป็นพรานเนื้อ ............................ ๑ เรื่อง อุสุโลมเปรต เคยเป็นนายเพชฌฆาต ..................... ๑ เรื่อง สูจิโลมเปรต เคยเป็นนายสารถี .............................. ๑ เรื่อง สูจกเปรต เคยเป็นคนส่อเสียด ............................. ๑ เรื่อง กุมภัณฑเปรต เคยเป็นผู้พิพากษาโกงชาวบ้าน ........ ๑ เรื่อง คูถนิมุคคเปรต เคยเป็นชู้กับภรรยาเขา ................... ๑ เรื่อง คูถขาทิเปรต เคยเป็นพราหมณ์ชั่วช้า ..................... ๑ เรื่อง นิจฉวิตถีเปรต เคยเป็นหญิงนอกใจผัว .................... ๑ เรื่อง มังคุลิตถีเปรต เคยเป็นหญิงแม่มด ......................... ๑ เรื่อง โอกิลินีเปรต เคยเป็นหญิงขี้หึงเอาไฟคลอกหญิงร่วมสามี ............. ๑ เรื่อง อสีสกพันธเปรต เคยเป็นนายโจรเพชฌฆาต ................. ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุเปรต .............. ๑ เรื่อง เรื่องภิกษุณีเปรต ................ ๑ เรื่อง เรื่องสิกขมานาเปรต .......... ๑ เรื่อง เรื่องสามเณรเปรต .............. ๑ เรื่อง เรื่องสามเณรีเปรต ........... ๑ เรื่อง ซึ่งในครั้งศาสนาพระพุทธกัสสปเธอเหล่านั้นบวชแล้ว ได้ทำกรรมลามกไว้ เรื่องแม่น้ำตโปทา ๑ เรื่อง เรื่องรบ ณ กรุงราชคฤห์ ๑ เรื่อง เรื่องช้างลงน้ำ ๑ เรื่อง เรื่องพระโสภิตะอรหันต์ ระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัล์ป ๑ เรื่อง. เรื่องสำคัญว่าได้บรรลุ

อธิมาเน อรญฺญมฺหิ ปิณฺโฑปชฺฌาริยาปโถ สญฺโญชนา รโห ธมฺมา วิหาโร ปจฺจุปฏฺฐิโต น ทุกฺกรํ วิริยมโถปิ มจฺจุโน ภายาวุโส วิปฺปฏิสาริ สมฺมา วิริเยน โยเคน อราธนาย อถ เวทนาย อธิวาสนา ทุเว พฺราหฺมเณ ปญฺจ วตฺถูนิ อญฺญํ พฺยากรณา ตโย อคาราวรณา กามา รติ จาปิ อปกฺกมิ อฏฺฐิ เปสี อุโภ คาวฆาตกา ปิณฺโฑ สากุณิโก นิจฺฉโวรพฺภิ อสิ จ สูกริโก สตฺติ มาควิ อุสุ จ การณิโก สูจิ สารถิ โย จ สิพฺพิยติ สูจโก หิ โส อณฺฑภาริ อหู คามกูฏโก กูเป นิมุคฺโค หิ โส ปารทาริโก คูถขาที อหู ทุฏฺฐพฺราหฺมโณ นิจฺฉวิตฺถี อติจารินี อหู มงฺคุลิตฺถี อหู อิกฺขณิตฺถิกา โอกิลินี สปตฺติงฺคาโรกิริ สีสจฺฉินฺโน อหู โจรฆาตโก ภิกฺขุ ภิกฺขุนี สิกฺขมานา สามเณโร อถ สามเณริกา กสฺสปสฺส วินยสฺมึ ปพฺพชฺชา ปาปกมฺมํ เต อกรึสุ ตาวเท ตโปทา ราชคเห ยุทฺธํ นาคาโนคาหเนน จ โสภิโต อรหํ ภิกฺขุ ปญฺจกปฺปสตํ สเรติ ฯ

๒๘๓

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอวดอ้างคุณวิเศษด้วยสำคัญว่าได้บรรลุแล้วมี ความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ไม่ต้องอาบัติเพราะสำคัญ ว่าได้บรรลุ. เรื่องอยู่ป่า

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อธิมาเนน อญฺญํ พฺยากาสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ภควตา สิกฺขาปทํ ปญฺญตฺตํ กจฺจิ นุ โข อหํ ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ อถโข โส ภิกฺขุ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อธิมาเนนาติ ฯ

๒๘๔

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ป่าด้วยตั้งใจว่าคนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คน ยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้อง อาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงอยู่ป่าด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใด อยู่ด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. เรื่องเที่ยวบิณฑบาต ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คนยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว เราต้อง อาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดเที่ยวบิณฑบาตด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. เรื่องอุปัชฌายะ ๒ เรื่อง

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปณิธาย อรญฺเญ วิหรติ เอวํ มํ ชโน สมฺภาเวสฺสตีติ ฯ ตํ ชโน สมฺภาเวสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว ปณิธาย อรญฺเญ วตฺถพฺพํ โย วเสยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๒๘๔.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปณิธาย ปิณฺฑาย จรติ เอวํ มํ ชโน สมฺภาเวสฺสตีติ ฯ ตํ ชโน สมฺภาเวสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว ปณิธาย ปิณฺฑาย จริตพฺพํ โย จเรยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๒๘๕

๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า อาวุโส พวกภิกษุสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌายะของพวกเรา ล้วนเป็นพระอรหันต์ แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า อาวุโส พวกภิกษุอัน เตวาสิกของพระอุปัชฌายะของพวกเรา ล้วนเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย. เรื่องอิริยาบถ ๔ เรื่อง

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ เย อาวุโส อมฺหากํ อุปชฺฌายสฺส สทฺธิวิหาริกา สพฺเพ ว อรหนฺโตติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ {๒๘๕.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ เย อาวุโส อมฺหากํ อุปชฺฌายสฺส อนฺเตวาสิกา สพฺเพ ว มหิทฺธิกา มหานุภาวาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ

๒๘๖

๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเดินจงกรมอยู่ด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่อง เราด้วยวิธีนี้ คนยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงเดิน จงกรมด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดเดินจงกรมด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งยืนอยู่ด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คน ยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุเธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงยืนด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดยืนด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. ๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คน ยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงนั่งด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดนั่งด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. ๔. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนอนอยู่ด้วยตั้งใจว่า คนจักยกย่องเราด้วยวิธีนี้ คน ยกย่องภิกษุนั้นแล้ว เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค ตรัสว่าดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุไม่พึงนอนด้วยตั้งใจเช่นนั้น ภิกษุใดนอนด้วยตั้งใจเช่นนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. เรื่องละสัญโญชน์

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปณิธาย จงฺกมติ เอวํ มํ ชโน สมฺภาเวสฺสตีติ ฯ ตํ ชโน สมฺภาเวสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว ปณิธาย จงฺกมิตพฺพํ โย จงฺกเมยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๒๘๖.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปณิธาย ติฏฺฐติ ฯเปฯ ปณิธาย นิสีทติ ฯเปฯ ปณิธาย เสยฺยํ กปฺเปติ เอวํ มํ ชโน สมฺภาเวสฺสตีติ ฯ ตํ ชโน สมฺภาเวสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส น จ ภิกฺขเว ปณิธาย เสยฺยา กปฺเปตพฺพา โย กปฺเปยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๒๘๗

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุนั้นก็กล่าวอวดอย่างนี้ว่า อาวุโส แม้ผมก็ละสัญโญชน์ได้ แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว. เรื่องธรรมในที่ลับ

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ ฯ โสปิ เอวมาห มยฺหํปิ อาวุโส สญฺโญชนา ปหีนาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

๒๘๘

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในที่ลับ พูดอวดอุตตริมนุสสธรรม ภิกษุ ผู้รู้จิตของบุคคลอื่น ตักเตือนเธอว่า อาวุโส คุณอย่าได้พูดเช่นนั้น เพราะธรรมเช่นนั้น ไม่มีแก่คุณ ภิกษุนั้นมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุอีกรูปหนึ่งอยู่ในที่ลับ พูดอวดอุตตริมนุสสธรรม เทพดาตักเตือน เธอว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้น เพราะธรรมนั้นไม่มีแก่พระคุณเจ้า ภิกษุ นั้นมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติทุกกฏ. เรื่องวิหาร

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รโหคโต อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ ฯ ปรจิตฺตวิทู ภิกฺขุ ตํ ภิกฺขุํ อปสาเทสิ มา อาวุโส เอวรูปํ อภณิ นตฺเถโส ตุยฺหนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ {๒๘๘.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ รโหคโต อุตฺตริ- มนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ ฯ เทวตา ตํ ภิกฺขุํ อปสาเทสิ มา ภนฺเต เอวรูปํ อภณิ นตฺเถโส ตุยฺหนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ

๒๘๙

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดกะอุบาสกคนหนึ่งว่า ดูกรอุบาสก ภิกษุผู้อยู่ ในวิหารของท่านนั้น เป็นพระอรหันต์ และภิกษุนั้นก็อยู่ในวิหารของอุบาสกนั้น เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย. เรื่องบำรุง ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งได้พูดกะอุบาสกผู้หนึ่งว่า ดูกรอุบาสก ภิกษุที่ท่านบำรุง ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้น เป็นพระอรหันต์ และอุบาสกนั้นก็ บำรุงภิกษุนั้นอยู่ด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เธอมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย. เรื่องทำไม่ยาก

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรํ อุปาสกํ เอตทโวจ โย อาวุโส ตุยฺหํ วิหาเร วสติ โส ภิกฺขุ อรหาติ ฯ โส จ ภิกฺขุ ตสฺส วิหาเร วสติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ {๒๘๙.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรํ อุปาสกํ เอตทโวจ ยํ ตฺวํ อาวุโส ภิกฺขุํ อุปฏฺฐาสิ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสน- คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน โส ภิกฺขุ อรหาติ ฯ โส จ ตํ ภิกฺขุํ อุปฏฺฐาติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาเรน ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ

๒๙๐

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริมนุสสธรรมของคุณมีหรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย การทำพระอรหัตตผลให้แจ้งไม่ใช่ของทำได้ยาก แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องความเพียร ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริ- *มนุสสธรรมของคุณมีหรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อันท่านผู้ปรารภความเพียรแล้ว พึงยังธรรมให้ สัมฤทธิผลได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควร พูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องไม่กลัวความตาย ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พูดกะภิกษุนั้นว่า ดูกรอาวุโส ท่านอย่าได้กลัวเลย ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผมไม่กลัวต่อความตาย แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวก ของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องความเสียหาย ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พูดกับภิกษุนั้นว่า ดูกรอาวุโส ท่านอย่าได้กลัวเลย ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย สำหรับท่านผู้มีความกินแหนงแคลงใจต้องกลัวแน่ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วน เราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องประกอบชอบ ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริ- *มนุสสธรรมของคุณมีหรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อันท่านผู้ประกอบโดยชอบ พึงยังธรรมให้ สัมฤทธิผลได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควร พูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่ประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องปรารภความเพียร ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริ- *มนุสสธรรมของคุณมีหรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ท่านผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว พึงยังธรรมให้ สัมฤทธิผลได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควร พูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องประกอบความเพียร ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า อุตตริ- *มนุสสธรรมของคุณมีหรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ท่านที่มีความเพียรอันประกอบแล้ว พึงยังธรรม ให้สัมฤทธิผลได้ แล้วมีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึง ควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องอดกลั้นเวทนา ๒ เรื่อง ๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า ดูกร อาวุโส คุณยังพออดทนต่อทุกขเวทนาได้หรือ ยังพอประทังชีวิตไปได้หรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อันคนพอดีพอร้ายไม่สามารถจะอดกลั้นได้ แล้ว มีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุผู้ไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ ภิกษุทั้งหลายได้พากันถามภิกษุนั้นว่า ดูกร อาวุโส ท่านยังพออดทนต่อทุกขเวทนาได้หรือ ยังพอประทังชีวิตไปได้หรือ? ภิกษุนั้นตอบว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อันปุถุชนไม่สามารถจะอดกลั้นได้ แล้วมีความ รังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติปาราชิก แต่ต้องอาบัติถุลลัจจัย. เรื่องพราหมณ์ ๕ เรื่อง

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ อตฺถายสฺมโต อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ ฯ นาวุโส ทุกฺกรํ อญฺญํ พฺยากาตุนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ เย โข เต ภควโต สาวกา เต เอวํ วเทยฺยุํ อหญฺจมฺหิ น ภควโต สาวโก กจฺจิ นุ โข อหํ ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อนุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ อตฺถายสฺมโต อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ ฯ อาราธนีโย โข อาวุโส ธมฺโม อารทฺธวิริเยนาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ มา โข อาวุโส ภายีติ ฯ นาหํ อาวุโส มจฺจุโน ภายามีติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๓} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ มา โข อาวุโส ภายีติ ฯ โย นูนาวุโส วิปฺปฏิสารี อสฺส โส ภาเยยฺยาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๔} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ อตฺถายสฺมโต อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ ฯ อาราธนีโย โข อาวุโส ธมฺโม สมฺมาปยุตฺเตนาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๕} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ อตฺถายสฺมโต อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ ฯ อาราธนีโย โข อาวุโส ธมฺโม อารทฺธวิริเยนาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ อตฺถายสฺมโต อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ ฯ อาราธนีโย โข อาวุโส ธมฺโม ยุตฺตโยเคนาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๖} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ กจฺจาวุโส ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียนฺติ ฯ นาวุโส สกฺกา เยน วา เตน วา อธิวาเสตุนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๐.๗} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ ตํ ภิกฺขู เอตทโวจุํ กจฺจาวุโส ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียนฺติ ฯ นาวุโส สกฺกา ปุถุชฺชเนน อธิวาเสตุนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ ปาราชิกสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ

๒๙๑

๑. ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่ง นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า นิมนต์พระอรหันต์ทั้งหลาย จงมาเถิดเจ้าข้า ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราหาได้เป็น พระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติ อย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่ต้องอาบัติ เพราะเขากล่าวด้วยความเลื่อมใส. ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่ง นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า นิมนต์พระ อรหันต์ทั้งหลาย จงนั่งเถิดเจ้าข้า ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราหาได้เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะเขากล่าวด้วยความเลื่อมใส ๓. ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่ง นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลาย จงบริโภคเถิดเจ้าข้า ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราหาได้เป็นพระ อรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะเขากล่าวด้วยความเลื่อมใส ๔. ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่ง นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลาย จงฉันให้อิ่มเถิดเจ้าข้า ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราหาได้ เป็นพระอรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติ อย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะเขากล่าวด้วยความเลื่อมใส ๕. ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้หนึ่ง นิมนต์ภิกษุทั้งหลายมาแล้วได้กล่าวว่า นิมนต์ พระอรหันต์ทั้งหลาย จงกลับไปเถิดเจ้าข้า ภิกษุเหล่านั้นมีความรังเกียจว่า พวกเราหาได้เป็นพระ อรหันต์ไม่ ก็พราหมณ์นี้มาร้องเรียกพวกเราด้วยวาทะว่าอรหันต์ พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่เป็นอาบัติ เพราะเขากล่าวด้วยความเลื่อมใส. เรื่องพยากรณ์มรรคผล ๓ เรื่อง

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร พฺราหฺมโณ ภิกฺขู นิมนฺเตตฺวา เอตทโวจ อายนฺตุ โภนฺโต อรหนฺโตติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ มยญฺจมฺหา น อรหนฺโต อยญฺจ พฺราหฺมโณ อเมฺห อรหนฺตวาเทน สมุทาจรติ กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปสาทภญฺเญติ ฯ {๒๙๑.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร พฺราหฺมโณ ภิกฺขู นิมนฺเตตฺวา เอตทโวจ นิสีทนฺตุ โภนฺโต อรหนฺโตติ ฯเปฯ ภุญฺชนฺตุ โภนฺโต อรหนฺโตติ ฯเปฯ ตปฺเปนฺตุ โภนฺโต อรหนฺโตติ ฯเปฯ คจฺฉนฺตุ โภนฺโต อรหนฺโตติ ฯ เตสํ กุกฺกุจฺจํ อโหสิ มยญฺจมฺหา น อรหนฺโต อยญฺจ พฺราหฺมโณ อเมฺห อรหนฺตวาเทน สมุทาจรติ กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขเว ปสาทภญฺเญติ ฯ

๒๙๒

๑. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูป หนึ่ง แม้ภิกษุรูปนั้นก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส แม้ผมก็ละอาสวะได้ แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว ๒. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง พูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุ รูปนั้นก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส ธรรมเหล่านั้นย่อมมีแม้แก่ผม แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว. ๓. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง พูดอวดอุตตริมนุสสธรรมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง แม้ภิกษุ รูปนั้นก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส แม้ผมก็ปรากฏในธรรมเหล่านี้ แล้วมีความรังเกียจ จึงกราบ ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว. เรื่องครองเรือน

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ ฯ โสปิ เอวมาห มยฺหํปิ อาวุโส อาสวา ปหีนาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ {๒๙๒.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ ฯ โสปิ เอวมาห มยฺหํปิ อาวุโส เอเต ธมฺมา สํวิชฺชนฺตีติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ {๒๙๒.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อุลฺลปติ ฯ โสปิ เอวมาห อหํปิ อาวุโส เอเตสุ ธมฺเมสุ สนฺทิสฺสามีติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

๒๙๓

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกญาติได้กล่าวกะภิกษุรูปหนึ่งว่า นิมนต์ท่านมาอยู่ครอง เรือนเถิด ขอรับ ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ท่านทั้งหลาย คนอย่างฉันไม่ควรแท้ที่จะอยู่ครองเรือน แล้วมีความ รังเกียจ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องห้ามกาม ก็โดยสมัยนั้นแล พวกญาติได้กล่าวกะภิกษุรูปหนึ่งว่า นิมนต์ท่านมาบริโภคกามเถิด ขอรับ ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ท่านทั้งหลาย กามทั้งหลาย เราห้ามแล้ว แล้วมีความรังเกียจ จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องยินดี ก็โดยสมัยนั้นแล พวกญาติได้กล่าวกะภิกษุรูปหนึ่งว่า ท่านยังยินดียิ่งอยู่หรือ? ภิกษุรูปนั้นตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย เรายังยินดียิ่งอยู่ ด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้ว มีความรังเกียจว่า เฉพาะท่านที่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเท่านั้น จึงควรพูดอย่างนั้น ส่วนเราสิ หาได้เป็นสาวกของพระองค์ไม่ เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ เธอคิดอย่างไร? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้ามิได้มีความประสงค์จะพูดอวด พระพุทธเจ้าข้า ภ. ดูกรภิกษุ ภิกษุไม่มีความประสงค์จะพูดอวด ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องหลีกไป

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรํ ภิกฺขุํ ญาตกา เอตทโวจุํ เอหิ ภนฺเต อคารํ อชฺฌาวสาติ ฯ อภพฺโพ โข อาวุโส มาทิโส อคารํ อชฺฌาวสิตุนฺติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อนุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๓.๑} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรํ ภิกฺขุํ ญาตกา เอตทโวจุํ เอหิ ภนฺเต กาเม ปริภุญฺชาติ ฯ อาวฏา เม อาวุโส กามาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อนุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ {๒๙๓.๒} เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรํ ภิกฺขุํ ญาตกา เอตทโวจุํ อภิรมสิ ภนฺเตติ ฯ อภิรโต อหํ อาวุโส ปรมาย อภิรติยาติ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ เย โข เต ภควโต สาวกา เต เอวํ วเทยฺยุํ อหญฺจมฺหิ น ภควโต สาวโก กจฺจิ นุ โข อหํ ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึจิตฺโต ตฺวํ ภิกฺขูติ ฯ อนุลฺลปนาธิปฺปาโย อหํ ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ อนุลฺลปนาธิปฺปายสฺสาติ ฯ

๒๙๔

ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก จำพรรษาอยู่ในอาวาสแห่งหนึ่งตั้ง กติกากันไว้ว่า ภิกษุใดหลีกไปจากอาวาสนี้ก่อน พวกเราจักแก้ไขภิกษุนั้นว่าเป็นพระอรหันต์ ภิกษุรูปหนึ่งหลีกไปจากอาวาสนั้นก่อน ด้วยตั้งใจว่า ภิกษุทั้งหลายจงเข้าใจเราว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วมีความรังเกียจว่า เราต้องอาบัติปาราชิกแล้วกระมังหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคๆ ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอต้องอาบัติปาราชิกแล้ว. เรื่องอัฏฐิสังขลิกเปรต

เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา ภิกฺขู กติกํ กตฺวา อญฺญตรสฺมึ อาวาเส วสฺสํ อุปคจฺฉึสุ โย อิมมฺหา อาวาสา ปฐมํ ปกฺกมิสฺสติ ตํ มยํ อรหาติ ชานิสฺสามาติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ มํ อรหาติ ชานนฺตูติ ตมฺหา อาวาสา ปฐมํ ปกฺกามิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ กจฺจิ นุ โข อหํ ปาราชิกํ อาปตฺตึ อาปนฺโนติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อาปตฺตึ ตฺวํ ภิกฺขุ อาปนฺโน ปาราชิกนฺติ ฯ

๒๙๕

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็น สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระ มหาโมคคัลลานะอยู่ ณ คิชฌกูฏบรรพต ครั้นเวลาเช้า ท่านพระมหาโมคคัลลานะครองอันตรวาสก แล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปหาท่านพระลักขณะจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระลักขณะ ว่า อาวุโส ลักขณะมาเถิด เราจะเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ด้วยกัน ท่านพระลักขณะรับคำ ท่านมหาโมคคัลลานะว่า ได้ อาวุโส ขณะที่ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กำลังลงจากคิชฌกูฏบรรพตนั้น ได้แย้มให้ปรากฏ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง จึงท่านพระลักขณะได้ถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า อาวุโส มหาโมคคัลลานะ อะไรหนอ เป็นเหตุ อะไรหนอ เป็นปัจจัยให้แย้ม? ม. อาวุโส ลักขณะ ยังไม่สมควรที่จะพยากรณ์ปัญหานี้ ท่านจงถามปัญหานี้กะผม ในสำนักพระผู้มีพระภาคเถิด ครั้นท่านพระลักขณะกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับ จากบิณฑบาตในเวลาภายหลังภัตรแล้ว จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ท่านพระลักขณะได้กล่าวคำนี้กะท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ท่าน พระมหาโมคคัลลานะ เมื่อกำลังลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้ทำการแย้มให้ ปรากฏ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง อาวุโส โมคคัลลานะ อะไรหนอ เป็นเหตุ อะไรหนอ เป็น ปัจจัยให้แย้ม ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นอัฏฐิสังขลิกเปรตมีแต่ร่างกระดูก ลอยไปในเวหาส ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนก ตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่งตามช่องซี่โครง สะบัดซึ่งเปรต นั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง อาวุโส ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่า ประหลาดจริงหนอ ที่สัตว์แม้เห็นปานนี้ ยักษ์แม้เห็นปานนี้ เปรตแม้เห็นปานนี้ การได้อัตภาพ แม้เห็นปานนี้ก็มีอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะอวดอุตต- *ริมนุสสธรรม ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สาวกทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีจักษุอยู่ ย่อมเป็นผู้มีญาณอยู่ เพราะสาวกได้รู้ได้เห็น หรือได้ทำสัตว์เช่นนี้ให้เป็น พยานแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อกาลก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์นั้น แต่เราไม่ได้พยากรณ์ ถ้าเรา พยากรณ์สัตว์นั้น และคนอื่นไม่เชื่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ แก่เขาเหล่านั้นสิ้นกาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าโคอยู่ในพระนคร ราชคฤห์นี่เอง ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลาย พันปี หลายแสนปี แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น แหละที่ยังเป็นส่วน เหลืออยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องมังสเปสิเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร- *ราชคฤห์นี้ ได้เห็นมังสเปสิเปรต มีแต่ชิ้นเนื้อลอยไปในเวหาส ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้น ร้อง ครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้น เคย เป็นคนฆ่าโค อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องมังสปิณฑเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร- *ราชคฤห์นี้ ได้เห็นมังสปิณฑเปรต มีแต่ก้อนเนื้อ ลอยไปในเวหาส ฝูงแร้ง เหยี่ยว และ นกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้น เคย เป็นพรานนกอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องนิจฉวิเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร- *ราชคฤห์นี้ ได้เห็นนิจฉวิเปรตชาย ไม่มีผิวหนัง ลอยไปในเวหาส ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้น ร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น คนฆ่าแกะอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องอสิโลมเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอสิโลมเปรตชาย มีขนเป็นดาบ ลอยไปในเวหาส ดาบเหล่านั้นของมันหลุดลอยขึ้นไป แล้วตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น คนฆ่าสุกรอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องสัตติโลมเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นสัตติโลมเปรตชาย มีขนเป็นหอก ลอยไปในเวหาส หอกเหล่านั้นของมัน หลุดลอยขึ้นไปแล้วตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้น เคยเป็นพรานเนื้ออยู่ในพระนครราชคฤห์นี่เอง ... เรื่องอุสุโลมเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอุสุโลมเปรตชาย มีขนเป็นลูกศรลอยไปในเวหาส ลูกศรนั้นของมัน หลุดลอยขึ้นไปแล้ว ตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น เพชฌฆาตอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องสูจิโลมเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นสูจิโลมเปรตชาย มีขนเป็นเข็มลอยไปในเวหาส เข็มเหล่านั้นของมัน หลุดลอยขึ้นไปแล้ว ตกลงที่กายของมันเอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น นายสารถีอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องสูจกเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นสูจกโลมเปรตชาย มีขนเป็นเข็ม ลอยไปในเวหาส เข็มเหล่านั้นของมัน ทิ่มเข้าไปในศีรษะ แล้วออกทางปาก ทิ่มเข้าไปในปาก แล้วออกทางอก เข็มออกทางอก ทิ่มเข้า ไปในอก แล้วออกทางปาก ทิ่มเข้าไปในปาก แล้วออกทางอก ทิ่มเข้าไปในอก แล้วออกทาง ท้อง ทิ่มเข้าไปในท้อง แล้วออกทางขาทั้งสอง ทิ่มเข้าไปในขาทั้งสอง แล้วออกทางแข้งทั้งสอง ทิ่มเข้าไปในแข้งทั้งสอง แล้วออกทางเท้าทั้งสอง เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคย เป็นคนส่อเสียดอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องกุมภัณฑเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราช- *คฤห์นี้ ได้เห็นกุมภัณฑเปรตชาย มีอัณฑะโตเท่าหม้อ ลอยไปในเวหาส เปรตนั้นแม้เมื่อเดินไป ย่อมยกอัณฑะเหล่านั้นแหละขึ้นพาดบ่าเดินไป แม้เมื่อนั่งก็ย่อมนั่งบนอัณฑะเหล่านั้นแหละ ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่ง เปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น ผู้พิพากษาโกงชาวบ้าน อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องคูถนิมุคคเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราช- *คฤห์นี้ ได้เห็นคูถนิมุคคเปรตชาย ผู้จมอยู่ในหลุมคูถท่วมศีรษะ ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น ชู้กับภรรยาของชายอื่น อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องคูถขาทิเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราช- *คฤห์นี้ ได้เห็นคูถขาทิเปรตชาย ผู้จมอยู่ในหลุมคูถท่วมศีรษะ กำลังเอามือทั้งสองกอบคูถกินอยู่ ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น พราหมณ์ผู้ชั่วช้า อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พราหมณ์นั้นนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ด้วยภัตตาหารแล้ว เทคูถลงในรางจนเต็ม สั่งคนให้ไปบอก ภัตตกาล แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ขอท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงฉันอาหารและนำไปให้พอแก่ความ ต้องการจากสถานที่นี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้ในนรก หลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ ซึ่งยังเป็น ส่วนเหลืออยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องนิจฉวิตถีเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร- *ราชคฤห์นี้ ได้เห็นนิจฉวิตถีเปรตหญิง ไม่มีผิวหนัง ลอยไปในเวหาส ฝูงแร้ง เหยี่ยว และ นกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตหญิงนั้นอยู่ไปมา เปรตหญิงนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... เปรตหญิงนั้น เคยเป็นหญิงประพฤตินอกใจสามีอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะ พูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องมังคุลิตถีเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร- *ราชคฤห์นี้ ได้เห็นมังคุลิตถีเปรตหญิง มีรูปร่างน่าเกลียด มีกลิ่นเหม็น ลอยไปในเวหาส ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัด ซึ่งเปรตหญิงนั้นอยู่ไปมา เปรตหญิงนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... เปรตหญิงนั้น เคยเป็นแม่มดอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องโอกิลินีเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร- *ราชคฤห์นี้ ได้เห็นโอกิลินีเปรตหญิง มีร่างกายถูกไฟลวก มีหยาดเหงื่อไหลหยด มีถ่านเพลิง โปรยลง ลอยไปในเวหาส เปรตหญิงนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... เปรตหญิงนั้น เคยเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากาลิงคะ นางเป็นคนขี้หึง ได้เอากระทะเต็มด้วยถ่านเพลิงคลอกสตรี ร่วมพระสวามี ... เรื่องอสีสกพันธเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นอสีสกพันธเปรตมีศีรษะขาดลอยไปในเวหาส ตาและปากของมันอยู่ที่อก ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัด ซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สัตว์นั้นเคยเป็น เพชฌฆาตผู้ฆ่าโจร ชื่อทามริกะ อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... เรื่องภิกษุเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นภิกษุเปรตลอยไปในเวหาส สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมัน ถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุเปรตนั้น เคยเป็นภิกษุผู้ลามก ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... เรื่องภิกษุณีเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นภิกษุณีเปรตลอยไปในเวหาส สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกายของมัน ถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุณีเปรตนั้น เคยเป็นภิกษุณีผู้ลามก ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... เรื่องสิกขมานาเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นสิกขมานาเปรต ลอยไปในเวหาส สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกาย ของมัน ถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สิกขมานาเปรตนั้น เคยเป็นสิกขมานาผู้ลามก ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... เรื่องสามเณรเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นสามเณรเปรตลอยไปในเวหาส สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกาย ของมัน ถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ... สามเณรเปรตนั้น เคยเป็นสามเณร ผู้ลามก ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... เรื่องสามเณรีเปรต โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระลักขณะกับท่านพระมหา- *โมคคัลลานะ ... ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนคร ราชคฤห์นี้ ได้เห็นสามเณรีเปรตลอยไปในเวหาส สังฆาฏิ บาตร ประคตเอว และร่างกาย ของมัน ถูกไฟติดลุกโชน เปรตนั้นร้องครวญคราง ... ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ... สามเณรีเปรตนั้น เคยเป็นสามเณรีผู้ลามก ในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ... เรื่องแม่น้ำตโปทา

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา จ ลกฺขโณ อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต วิหรนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยนายสฺมา ลกฺขโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ลกฺขณํ เอตทโวจ อายามาวุโส ลกฺขณ ราชคหํ ปิณฺฑาย ปวิสิสฺสามาติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา ลกฺขโณ อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตํ ปาตฺวากาสิ ฯ อถโข อายสฺมา ลกฺขโณ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ โก นุ โข อาวุโส มหาโมคฺคลฺลาน เหตุ โก ปจฺจโย สิตสฺส ปาตุกมฺมายาติ ฯ อกาโล โข อาวุโส ลกฺขณ เอตสฺส ปณฺหสฺส พฺยากรณาย ภควโต มํ สนฺติเก เอตํ ปณฺหํ ปุจฺฉาติ ฯ อถโข อายสฺมา จ ลกฺขโณ อายสฺมา จ มหาโมคฺคลฺลาโน ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ลกฺขโณ อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ อิธายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตํ ปาตฺวากาสิ โก นุ โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน เหตุ โก ปจฺจโย สิตสฺส ปาตุกมฺมายาติ ฯ อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อฏฺฐิกสงฺขลิกํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา ผาสุฬนฺตริกาหิ วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ เอวรูโปปิ นาม สตฺโต ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม ยกฺโข ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม เปโต ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม อตฺตภาวปฏิลาโภ ภวิสฺสตีติ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อุลฺลปตีติ ฯ อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ จกฺขุภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ญาณภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ยตฺร หิ นาม สาวโก เอวรูปํ ญสฺสติ วา ทกฺขติ วา สกฺขึ วา กริสฺสติ ปุพฺเพ ว เม โส ภิกฺขเว สตฺโต ทิฏฺโฐ อโหสิ อปิจาหํ น พฺยากาสึ อหญฺเจตํ พฺยากเรยฺยํ ปเร จ เม น สทฺทเหยฺยุํ เย เม น สทฺทเหยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห โคฆาตโก อโหสิ โส ตสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน พหูนิ วสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตานิ พหูนิ วสฺสสหสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตสหสฺสานิ นิรเย ปจิตฺวา ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน เอวรูปํ อตฺตภาวปฏิลาภํ ปฏิสํเวเทติ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯเปฯ {๒๙๕.๑} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ มํสเปสึ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห โคฆาตโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๒} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ มํสปิณฺฑํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห สากุณิโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๓} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ นิจฺฉวึ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห โอรพฺภิโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๔} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อสิโลมํ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส เต อสี อุปฺปติตฺวา อุปฺปติตฺวา ตสฺเสว กาเย นิปตนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห สูกริโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๕} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ สตฺติโลมํ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส ตา สตฺติโย อุปฺปติตฺวา อุปฺปติตฺวา ตสฺเสว กาเย นิปตนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห มาควิโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๖} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อุสุโลมํ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส เต อุสู อุปฺปติตฺวา อุปฺปติตฺวา ตสฺเสว กาเย นิปตนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห การณิโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๗} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ สูจิโลมํ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส ตา สูจิโย อุปฺปติตฺวา อุปฺปติตฺวา ตสฺเสว กาเย นิปตนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห สารถิ อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๘} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ สูจิโลมํ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส ตา สูจิโย สีเส ปวิสิตฺวา มุขโต นิกฺขมนฺติ มุเข ปวิสิตฺวา อุรโต นิกฺขมนฺติ อุเร ปวิสิตฺวา อุทรโต นิกฺขมนฺติ อุทเร ปวิสิตฺวา อูรูหิ นิกฺขมนฺติ อูรูสุ ปวิสิตฺวา ชงฺฆาหิ นิกฺขมนฺติ ชงฺฆาสุ ปวิสิตฺวา ปาเทหิ นิกฺขมนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห สูจิโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๙} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ กุมฺภณฺฑํ ปุริสํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ โส คจฺฉนฺโตปิ เต ว อณฺเฑ ขนฺเธ โอโรเปตฺวา คจฺฉนฺติ นิสีทนฺโตปิ เตเสฺวว อณฺเฑสุ นิสีทติ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห คามกูโฏ อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๑๐} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ ปุริสํ คูถกูเป สสีสกํ นิมุคฺคํ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห ปรทาริโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๑๑} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ ปุริสํ คูถกูเป สสีสกํ นิมุคฺคํ อุโภหิ หตฺเถหิ คูถํ ขาทนฺตํ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห ทุฏฺฐพฺราหฺมโณ อโหสิ โส กสฺสปสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาวจเน ภิกฺขุสงฺฆํ ภตฺเตน นิมนฺเตตฺวา โทณิยา คูถสฺส ปูราเปตฺวา กาลํ อาโรจาเปตฺวา เอตทโวจ อิโต โภนฺโต ยาวทตฺถํ ภุญฺชนฺตุ เจว หรนฺตุ จาติ โส ตสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน พหูนิ วสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตานิ พหูนิ วสฺสสหสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตสหสฺสานิ นิรเย ปจิตฺวา ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน เอวรูปํ อตฺตภาวปฏิลาภํ ปฏิสํเวเทติ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯเปฯ อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ นิจฺฉวึ อิตฺถึ เวหาสํ คจฺฉนฺตึ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ เอสา ภิกฺขเว อิตฺถี อิมสฺมึเยว ราชคเห อติจารินี อโหสิ ฯเปฯ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯ {๒๙๕.๑๒} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อิตฺถึ ทุคฺคนฺธํ มงฺคุลึ เวหาสํ คจฺฉนฺตึ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอสา ภิกฺขเว อิตฺถี อิมสฺมึเยว ราชคเห อิกฺขณิกา อโหสิ ฯเปฯ อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อิตฺถึ อุปฺปกฺกํ โอกิลินึ โอกิรณึ เวหาสํ คจฺฉนฺตึ สาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอสา ภิกฺขเว อิตฺถี กาลิงฺคสฺส รญฺโญ อคฺคมเหสี อโหสิ สา อิสฺสาปกตา สปตฺตึ องฺคารกฏาเหน โอกิริ ฯเปฯ {๒๙๕.๑๓} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ อสีสกพนฺธํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส อุเร อกฺขีนิ เจว โหนฺติ มุขญฺจ ตเมนํ คิชฺฌาปิ กงฺกาปิ กุลลาปิ อนุปติตฺวา อนุปติตฺวา วิตุเทนฺติ วิตจฺเฉนฺติ วิราเชนฺติ สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว สตฺโต อิมสฺมึเยว ราชคเห ทามริโก นาม โจรฆาตโก อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๑๔} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ ภิกฺขุํ เวหาสํ คจฺฉนฺตํ ตสฺส สงฺฆาฏิปิ อาทิตฺตา สมฺปชฺชลิตา สญฺโชติภูตา ปตฺโตปิ อาทิตฺโต สมฺปชฺชลิโต สญฺโชติภูโต กายพนฺธนํปิ อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สญฺโชติภูตํ กาโยปิ อาทิตฺโต สมฺปชฺชลิโต สญฺโชติภูโต สฺวาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ฯเปฯ เอโส ภิกฺขเว ภิกฺขุ กสฺสปสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาวจเน ปาปภิกฺขุ อโหสิ ฯเปฯ {๒๙๕.๑๕} อิธาหํ อาวุโส คิชฺฌกูฏา ปพฺพตา โอโรหนฺโต อทฺทสํ ภิกฺขุนึ ฯเปฯ อทฺทสํ สิกฺขมานํ อทฺทสํ สามเณรํ อทฺทสํ สามเณรึ เวหาสํ คจฺฉนฺตึ ตสฺสา สงฺฆาฏิปิ อาทิตฺตา สมฺปชฺชลิตา สญฺโชติภูตา ปตฺโตปิ อาทิตฺโต สมฺปชฺชลิโต สญฺโชติภูโต กายพนฺธนํปิ อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สญฺโชติภูตํ กาโยปิ อาทิตฺโต สมฺปชฺชลิโต สญฺโชติภูโต สาสฺสุทํ อฏฺฏสฺสรํ กโรติ ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ เอวรูโปปิ นาม สตฺโต ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม ยกฺโข ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม เปโต ภวิสฺสติ เอวรูโปปิ นาม อตฺตภาวปฏิลาโภ ภวิสฺสตีติ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อุลฺลปตีติ ฯ {๒๙๕.๑๖} อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ จกฺขุภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ญาณภูตา วต ภิกฺขเว สาวกา วิหรนฺติ ยตฺร หิ นาม สาวโก เอวรูปํ ญสฺสติ วา ทกฺขติ วา สกฺขึ วา กริสฺสติ ปุพฺเพ ว เม สา ภิกฺขเว สามเณรี ทิฏฺฐา อโหสิ อปิจาหํ น พฺยากาสึ อหญฺเจตํ พฺยากเรยฺยํ ปเร จ เม น สทฺทเหยฺยุํ เย เม น สทฺทเหยฺยุํ เตสนฺตํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย เอสา ภิกฺขเว สามเณรี กสฺสปสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ปาวจเน ปาปสามเณรี อโหสิ สา ตสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน พหูนิ วสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตานิ พหูนิ วสฺสสหสฺสานิ พหูนิ วสฺสสตสหสฺสานิ นิรเย ปจิตฺวา ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน เอวรูปํ อตฺตภาวปฏิลาภํ ปฏิสํเวเทติ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯ

๒๙๖

ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย แม่น้ำตโปทานี้ไหลมาแต่ห้วงใด ห้วงนั้นมีน้ำใสเย็น จืดสนิท สะอาดสะอ้าน มีท่า เรียบราบ น่ารื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก อนึ่ง ดอกบัวประมาณเท่ากงเกวียนแย้มบานอยู่ แต่ถึง อย่างนั้น แม่น้ำตโปทานี้ก็เดือดพล่านไหลไปอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทนาว่า ไฉนท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าว อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส แม่น้ำตโปทานี้ไหลมาแต่ห้วงใด ห้วงนั้นมีน้ำใส เย็นจืดสนิท สะอาด สะอ้านมีท่าเรียบราบ น่ารื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก อนึ่ง ดอกบัวประมาณเท่ากงเกวียนแย้ม บานอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น แม่น้ำตโปทานี้ก็เดือดพล่านไหลไปอยู่ ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าว อวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย แม่น้ำตโปทานี้ไหลมาแต่ห้วงใด ห้วงนั้นมีน้ำใส เย็น จืดสนิท สะอาดสะอ้าน มีท่า เรียบราบน่ารื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก อนึ่ง ดอกบัวประมาณเท่ากงเกวียนแย้มบานอยู่ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย แต่แม่น้ำตโปทานี้ ไหลผ่านมาในระหว่างมหานรกสองขุม เพราะฉะนั้น แม่น้ำตโปทานี้ จึงเดือดพล่านไหลไปอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องรบ ณ พระนครราชคฤห์

อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภิกฺขู อามนฺเตสิ ยตายํ อาวุโส ตโปทา สนฺทติ โส ทโห อจฺโฉทโก สีโตทโก สาโตทโก เสโตทโก สุปติตฺโถ รมณีโย ปหูตมจฺฉกจฺฉโป จกฺกมตฺตานิ จ ปทุมานิ ปุปฺผนฺติ อถ จ ปนายํ ตโปทา กุถิตา สนฺทตีติ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอวํ วกฺขติ ยตายํ อาวุโส ตโปทา สนฺทติ โส ทโห อจฺโฉทโก สีโตทโก สาโตทโก เสโตทโก สุปติตฺโถ รมณีโย ปหูตมจฺฉกจฺฉโป จกฺกมตฺตานิ จ ปทุมานิ ปุปฺผนฺติ อถ จ ปนายํ ตโปทา กุถิตา สนฺทตีติ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อุลฺลปตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ยตายํ ภิกฺขเว ตโปทา สนฺทติ โส ทโห อจฺโฉทโก สีโตทโก สาโตทโก เสโตทโก สุปติตฺโถ รมณีโย ปหูตมจฺฉกจฺฉโป จกฺกมตฺตานิ จ ปทุมานิ ปุปฺผนฺติ อปิจายํ ภิกฺขเว ตโปทา ทฺวินฺนํ มหานิรยานํ อนฺตริกาย อาคจฺฉติ เตนายํ ตโปทา กุถิตา สนฺทติ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯ

๒๙๗

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ทำสงครามพ่ายแพ้พวก เจ้าลิจฉวี ต่อมาภายหลัง ท้าวเธอทรงระดมพลยกไปรบพวกเจ้าลิจฉวีได้ชัยชนะ และตีกลอง นันทิเภรีประกาศในสงครามว่า พระราชาทรงชนะพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว ครั้งนั้น ท่านพระมหา- *โมคคัลลานะพูดกะภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสทั้งหลาย พระราชาทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว แต่เขา ตีกลองนันทิเภรีประกาศในสงครามว่า พระราชาทรงได้ชัยชนะพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว ภิกษุทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทนาว่า ไฉนท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระราชาทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว แต่เขาตีกลองนันทิเภรี ประกาศในสงครามว่า พระราชาทรงได้ชัยชนะพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งแรกพระราชาทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวี ต่อมาภายหลังท้าวเธอทรงระดมพล ยกไปรบพวกเจ้าลิจฉวีได้ชัยชนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องช้างลงน้ำ

เตน โข ปน สมเยน ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ลิจฺฉวีหิ สทฺธึ สงฺคาเมนฺโต ปภคฺโค โหติ ฯ อถ ราชา ปจฺฉา เสนํ สงฺกฑฺฒิตฺวา ลิจฺฉวิโย ปราเชสิ ฯ สงฺคาเม จ นนฺทิ จรติ รญฺญา ลิจฺฉวิโย ปภคฺคาติ ฯ อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภิกฺขู อามนฺเตสิ ราชา อาวุโส ลิจฺฉวีหิ ปภคฺโค สงฺคาเม จ นนฺทิ จรติ รญฺญา ลิจฺฉวิโย ปภคฺคาติ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอวํ วกฺขติ ราชา อาวุโส ลิจฺฉวีหิ ปภคฺโค สงฺคาเม จ นนฺทิ จรติ รญฺญา ลิจฺฉวิโย ปภคฺคาติ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อุลฺลปตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ปฐมํ ภิกฺขเว ราชา ลิจฺฉวีหิ ปภคฺโค อถ ราชา ปจฺฉา เสนํ สงฺกฑฺฒิตฺวา ลิจฺฉวิโย ปราเชสิ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯ

๒๙๘

ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย เราเข้าอาเนญชสมาธิใกล้ฝั่งแม่น้ำสัปปินิกา ณ ตำบลนี้ ได้ยินเสียงโขลงช้างลงน้ำ เวลาขึ้นจากน้ำเปล่งเสียงดังดุจนกกระเรียน ภิกษุทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพทะนาว่า ไฉนท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เราเข้าอาเนญชสมาธิใกล้ฝั่งแม่น้ำสัปปินิกา ณ ตำบลนี้ ได้ยินเสียงโขลงช้างลงน้ำ เวลาขึ้นจากน้ำเปล่งเสียงดังดุจนกกระเรียน ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมาธินั้นมีอยู่ แต่ไม่บริสุทธิ์ โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะ ไม่ต้องอาบัติ. เรื่องพระโสภิตะอรหันต์

อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธาหํ อาวุโส สปฺปินิกาย นทิยา ตีเร อาเนญฺชํ สมาธึ สมาปนฺโน นาคานํ โอคยฺห อุตฺตรนฺตานํ โกญฺจํ กโรนฺตานํ สทฺทํ อสฺโสสินฺติ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอวํ วกฺขติ อิธาหํ อาวุโส สปฺปินิกาย นทิยา ตีเร อาเนญฺชํ สมาธึ สมาปนฺโน นาคานํ โอคยฺห อุตฺตรนฺตานํ โกญฺจํ กโรนฺตานํ สทฺทํ อสฺโสสินฺติ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อุลฺลปตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อตฺเถโส ภิกฺขเว สมาธิ โส จ โข อปริสุทฺโธ สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลานสฺสาติ ฯ

๒๙๙

ครั้งนั้น ท่านพระโสภิตะเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เราระลึกชาติได้ห้าร้อยกัลป์ ภิกษุทั้งหลายพากัน เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนท่านพระ โสภิตะ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เราระลึกชาติได้ห้าร้อยกัลป์ ท่านพระโสภิตะ กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชาตินี้ของโสภิตะมีอยู่ แต่มีชาติเดียวเท่านั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย โสภิตะ พูดจริง โสภิตะ ไม่ต้องอาบัติ. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ จบ.

อถโข อายสฺมา โสภิโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อหํ อาวุโส ปญฺจ กปฺปสตานิ อนุสฺสรามีติ ฯ ภิกฺขู อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อายสฺมา โสภิโต เอวํ วกฺขติ อหํ อาวุโส ปญฺจ กปฺปสตานิ อนุสฺสรามีติ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อายสฺมา โสภิโต อุลฺลปตีติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อตฺเถสา ภิกฺขเว โสภิตสฺส สา จ โข เอกาเยว ชาติ สจฺจํ ภิกฺขเว โสภิโต อาห อนาปตฺติ ภิกฺขเว โสภิตสฺสาติ ฯ จตุตฺถปาราชิกํ นิฏฺฐิตํ ฯ -------------

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

อนาปัตติวาร