เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็น สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายชาวรัฐอาฬวี สร้างกุฎีซึ่งมีเครื่องอุปกรณ์อันตนขอเขามาเอง อันหาเจ้าของมิได้ เป็นส่วนเฉพาะตนเอง ใหญ่ ไม่มีกำหนด กุฎีเหล่านั้นจึงไม่สำเร็จ เธอต้องมีการวิงวอน มีการขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลาย จงให้บุรุษ จงให้แรงบุรุษ จงให้โค จงให้เกวียน จงให้มีด จงให้ขวาน จงให้ผึ่ง จงให้จอบ จงให้สิ่ว จงให้เถาวัลย์ จงให้ไม้ไผ่ จงให้หญ้ามุงกระต่าย จงให้หญ้าปล้อง จงให้หญ้าสามัญ จงให้ดิน ดังนี้เป็นต้น ประชาชนที่ถูกเบียดเบียนด้วยการวิงวอนด้วยการขอ พอเห็นภิกษุทั้งหลายแล้ว หวาดบ้าง สะดุ้งบ้าง หนีไปเสียบ้าง เดินเลี่ยงไปเสียทางอื่นบ้าง เมินหน้าเสียบ้าง ปิดประตู เสียบ้าง แม้พบแม่โคเข้าก็หนี สำคัญว่าพวกภิกษุ.
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรา อิตฺถี สามิเกน สห ภณฺฑิตฺวา มาตุฆรํ อคมาสิ ฯ กุลูปโก ภิกฺขุ สมฺโมทนียํ อกาสิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อลํวจนียา ภิกฺขูติ ฯ นาลํวจนียา ภควาติ ฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ นาลํวจนีเยติ ฯ
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปะจำพรรษาอยู่ในพระนครราชคฤห์ แล้วออกเดินทาง มุ่งไปรัฐอาฬวี เที่ยวจาริกไปโดยลำดับถึงรัฐอาฬวีแล้ว ทราบว่าท่านพักอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ในรัฐ- *อาฬวีนั้น ครั้นเวลาเช้า ท่านพระมหากัสสปะครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาต ในรัฐอาฬวี ประชาชนเห็นท่านพระมหากัสสปะแล้วหวาดบ้าง สะดุ้งบ้าง หลบหนีไปบ้าง เดิน- *เลี่ยงไปทางอื่นบ้าง เมินหน้าบ้าง ปิดประตูบ้านบ้าง ครั้นท่านพระมหากัสสปะเที่ยวบิณฑบาตไปใน รัฐอาฬวี เวลาหลังอาหารกลับจากบิณฑบาตแล้ว เรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อก่อนรัฐอาฬวีนี้มีอาหารบริบูรณ์ หาบิณฑบาตได้ง่าย ภิกษุสงฆ์ครองชีพด้วยการถือบาตรแสวงหา ก็ทำได้ง่าย มาบัดนี้รัฐอาฬวีอัตคัดอาหาร หาบิณฑบาตได้ยาก ภิกษุสงฆ์จะครองชีพด้วยการถือ บาตรแสวงหาก็ทำไม่ได้ง่าย อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ให้รัฐอาฬวีนี้เป็นดั่งนี้ จึงภิกษุเหล่านั้น กราบเรียนเรื่องนั้นให้ท่านพระมหากัสสปะทราบแล้ว.
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ปณฺฑเก สญฺจริตฺตํ สมาปชฺชิ ฯ ตสฺส กุกฺกุจฺจํ อโหสิ ฯเปฯ อนาปตฺติ ภิกฺขุ สงฺฆาทิเสสสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺสาติ ฯ ปญฺจมสงฺฆาทิเสสํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------- ฉฏฺฐสงฺฆาทิเสสํ
คราวนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกโดยหนทางอันจะไปสู่รัฐอาฬวี เมื่อเสด็จจาริกโดยลำดับ ได้เสด็จถึงรัฐอาฬวีแล้ว ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ในรัฐอาฬวีนั้น จึงท่านพระมหากัสสปะเข้าไปเฝ้า ถวาย บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุชาวรัฐอาฬวีว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอ ให้สร้างกุฎี ซึ่งมีเครื่องอุปกรณ์ที่ตนต้องขอเขามาเอง อันหาเจ้าของมิได้ เป็นส่วนเฉพาะตนเอง ใหญ่ไม่มีกำหนด กุฎีเหล่านั้นจึงไม่สำเร็จ พวกเธอจึงต้องมีการวิงวอน มีการขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่านทั้งหลายจงให้บุรุษ จงให้แรงบุรุษ จงให้โค จงให้เกวียน จงให้มีด จงให้ขวาน จงให้ผึ่ง จงให้จอบ จงให้สิ่ว จงให้เถาวัลย์ จงให้ไม้ไผ่ จงให้หญ้ามุงกระต่าย จงให้หญ้าปล้อง จงให้ หญ้าสามัญ จงให้ดิน ดังนี้เป็นต้น ประชาชนที่ถูกเบียดเบียนด้วยการวิงวอน ด้วยการขอ พอเห็นภิกษุทั้งหลายเข้า บ้างก็หวาด บ้างก็สะดุ้ง บ้างก็หลบหนีไป บ้างก็เลี่ยงไปทางอื่น บ้างก็ เมินหน้า บ้างก็ปิดประตูบ้าน แม้พบแม่โคก็หลบหนี สำคัญว่าพวกภิกษุ ดังนี้ จริงหรือ? ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้ให้ สร้างกุฎีซึ่งมีเครื่องอุปกรณ์ที่ตนต้องขอเขามาเอง อันหาเจ้าของมิได้ เป็นส่วนเฉพาะตน ใหญ่ไม่มี กำหนดเล่า กุฎีเหล่านั้นจึงไม่สำเร็จ พวกเธอจึงต้องมีการวิงวอน มีการขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้บุรุษ จงให้แรงบุรุษ จงให้โค จงให้เกวียน จงให้มีด จงให้ขวาน จงให้ผึ่ง จงให้ จอบ จงให้สิ่ว จงให้เถาวัลย์ จงให้ไม้ไผ่ จงให้หญ้ามุงกระต่าย จงให้หญ้าปล้อง จงให้หญ้า- *สามัญ จงให้ดิน ดั่งนี้เป็นต้น ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และ เพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว ครั้นพระผู้มีพระภาค ทรงติเตียนภิกษุชาวรัฐอาฬวีโดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษ แห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภ ความเพียร โดยอเนกปริยายแล้ว ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่ เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่าดังนี้:- เรื่องฤาษีสองพี่น้อง
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อาฬวิกา ภิกฺขู สญฺญาจิกาโย กุฏิกาโย การาเปนฺติ อสฺสามิกาโย อตฺตุทฺเทสิกาโย อปฺปมาณิกาโย ฯ ตาโย น นิฏฺฐานํ คจฺฉนฺติ ฯ เต ยาจนพหุลา วิญฺญตฺติพหุลา วิหรนฺติ ปุริสํ เทถ ปุริสตฺถกรํ เทถ โคณํ เทถ สกฏํ เทถ วาสึ เทถ ผรสุํ เทถ กุฐารึ เทถ กุทฺทาลํ เทถ นิขาทนํ เทถ วลฺลึ เทถ เวฬุํ เทถ มุญฺชํ เทถ ปพฺพชํ เทถ ติณํ เทถ มตฺติกํ เทถาติ ฯ มนุสฺสา อุปทฺทุตา ยาจนาย อุปทฺทุตา วิญฺญตฺติยา ภิกฺขู ทิสฺวา อุพฺพิชฺชนฺติปิ อุตฺตสนฺติปิ ปลายนฺติปิ อญฺเญนปิ คจฺฉนฺติ อญฺเญนปิ มุขํ กโรนฺติ ทฺวารํปิ ถเกนฺติ คาวีปิ ทิสฺวา ปลายนฺติ ภิกฺขูติ มญฺญมานา ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ฤาษีสองพี่น้องเข้าอาศัยแม่น้ำคงคาสำนักอยู่ ครั้งนั้น มณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น้ำคงคาเข้าไปหาฤาษีผู้น้อง ครั้นแล้ววงด้วยขนด ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่อยู่บนศีรษะ เพราะความกลัวนาคราชนั้น ฤาษีผู้น้องได้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิว พรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น ฤาษีผู้พี่เห็นฤาษีผู้น้องซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น จึงได้ไต่ถามว่า เหตุไรเธอจึงซูบผอม เศร้าหมองมีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น น. ท่านพี่ มณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น้ำคงคา เข้ามาหาข้าพเจ้า ณ สถานที่นี้ ครั้นแล้ว วงข้าพเจ้าด้วยขนด ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่บนศีรษะ เพราะความกลัวนาคราชนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็น พ. ท่านต้องการไม่ให้นาคราชนั้นมาหรือ น. ข้าพเจ้าต้องการไม่ให้นาคราชนั้นมา พ. ท่านเห็นนาคราชนั้นมีอะไรบ้าง น. ข้าพเจ้าเห็นมีแก้วมณีประดับอยู่ที่คอ พ. ถ้าเช่นนั้น ท่านจงขอแก้วมณีกะนาคราชนั้นว่า ท่านจงให้แก้วมณีแก่ข้าพเจ้าๆ ต้องการแก้วมณี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นมณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น้ำคงคาเข้าไปหาฤาษีผู้น้อง หยุดอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ฤาษีผู้น้องได้กล่าวขอแก้วมณี กะมณีกัณฐนาคราชว่า ขอท่านจงให้ แก้วมณีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแก้วมณี จึงมณีกัณฐนาคราชรำพึงว่า ภิกษุขอแก้วมณี ภิกษุ ต้องการแก้วมณี แล้วได้รีบกลับไป แม้ครั้งที่สอง มณีกัณฐนาคราชขึ้นจากแม่น้ำคงคาเข้าไปหาฤาษี ผู้น้องๆ เห็นมณีกัณฐนาคราชมาแต่ไกล ได้กล่าวขอแก้วมณี กะมณีกัณฐนาคราชว่า ขอท่านจงให้ แก้วมณีแก่ข้าพเจ้าๆ ต้องการแก้วมณี จึงมณีกัณฐนาคราชรำพึงว่า ภิกษุขอแก้วมณี ภิกษุต้องการ แก้วมณี แล้วได้กลับแต่ที่ไกลนั้นเทียว แม้ครั้งที่สามมณีกัณฐนาคราชกำลังจะขึ้นจากแม่น้ำคงคา ฤาษีผู้น้องได้เห็นมณีกัณฐนาคราชกำลังโผล่ขึ้นจากแม่น้ำคงคา ก็ได้กล่าวขอแก้วมณี กะมณีกัณฐ- *นาคราชว่า ขอท่านจงให้แก้วมณีแก่ข้าพเจ้าๆ ต้องการแก้วมณี ขณะนั้นมณีกัณฐนาคราชได้กล่าว ตอบฤาษี ผู้น้องด้วยคาถา ความว่าดังนี้:- ข้าวน้ำ ที่ดียิ่ง มากหลาย บังเกิดแก่ข้าพเจ้า เพราะเหตุแห่งแก้วมณีดวงนี้ ข้าพเจ้าจะให้แก้วนั้นแก่ท่านไม่ได้ ท่านเป็นคนขอจัด ข้าพเจ้าจักไม่มาสู่อาศรมของท่านอีกแล้ว ท่านขอแก้วกะข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าสะดุ้งกลัว ดังคนหนุ่มถือดาบซึ่งลับดีแล้วบนหินลับ ข้าพเจ้าจักไม่ให้แก้วนั้นแก่ท่านๆ เป็นคนขอจัด ข้าพเจ้าจักไม่มาสู่อาศรมของท่านอีกแล้ว ครั้งนั้นมณีกัณฐนาคราชได้หลีกไป พลางรำพึงว่า ภิกษุขอแก้วมณี ภิกษุต้องการแก้วมณี ได้หลีกไปอย่างนั้นแล้ว ไม่กลับมาอีก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อมาฤาษีผู้น้องได้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็นยิ่งกว่าเก่า เพราะไม่ได้เห็นนาคราชผู้น่าดูนั้น ฤาษีผู้พี่ได้เห็นฤาษีผู้น้องซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลืองขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วย เอ็นยิ่งกว่าเก่าจึงได้ถามดูว่า เพราะเหตุไรท่านจึงซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคล้ำ มีผิวเหลือง ขึ้นๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเอ็นยิ่งกว่าเก่า ฤาษีผู้น้องตอบว่า เพราะไม่ได้เห็นนาคราชผู้น่าดูนั้น จึงฤาษี ผู้พี่ได้กล่าวกะฤาษีผู้น้องด้วยคาถา ความว่าดังนี้:- บุคคลรู้ว่าสิ่งใดเป็นที่รักของเขา ไม่ควรขอสิ่งนั้น อนึ่ง คนย่อมเป็นที่เกลียดชัง ก็เพราะขอจัด นาคที่ถูกพราหมณ์ขอแก้วมณี จึงไม่มาให้พราหมณ์นั้นเห็นอีกเลย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การวิงวอน การขอ ไม่เป็นที่พอใจของสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้นแล้ว ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่มนุษย์เล่า. เรื่องนกฝูงใหญ่
อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป ราชคเห วสฺสํ วุตฺโถ เยน อาฬวี เตน ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน อาฬวี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ อายสฺมา มหากสฺสโป อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย ฯ อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย อาฬวึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ มนุสฺสา อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ปสฺสิตฺวา อุพฺพิชฺชนฺติปิ อุตฺตสนฺติปิ ปลายนฺติปิ อญฺเญนปิ คจฺฉนฺติ อญฺเญนปิ มุขํ กโรนฺติ ทฺวารํปิ ถเกนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป อาฬวิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปุพฺพายํ อาวุโส อาฬวี สุภิกฺขา อโหสิ สุลภปิณฺฑา สุกรา อุญฺเฉน ปคฺคเหน ยาเปตุํ เอตรหิ โข ปนายํ อาฬวี ทุพฺภิกฺขา ทุลฺลภปิณฺฑา น สุกรา อุญฺเฉน ปคฺคเหน ยาเปตุํ โก นุ โข อาวุโส เหตุ โก ปจฺจโย เยนายํ อาฬวี ทุพฺภิกฺขา ทุลฺลภปิณฺฑา น สุกรา อุญฺเฉน ปคฺคเหน ยาเปตุนฺติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู อายสฺมโต มหากสฺสปสฺส เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง แถบ ภูเขาหิมพานต์ ณ สถานที่ไม่ห่างไพรสณฑ์นั้นมีหนองน้ำใหญ่ ครั้งนั้นนกฝูงใหญ่ กลางวันเที่ยว หาอาหารที่หนองน้ำนั้น เวลาเย็นเข้าอาศัยไพรสณฑ์นั้นสำนักอยู่ ภิกษุนั้นรำคาญเพราะเสียงนกฝูง นั้น จึงเข้าไปหาเรา ครั้นกราบไหว้เราแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เราได้ถามภิกษุนั้นว่า ดูกรภิกษุ ยังพอทนอยู่หรือ ยังพอครองอยู่หรือ เธอเดินทางมาด้วยความลำบากน้อยหรือ ก็นี่ เธอมาจากไหนเล่า ภิกษุนั้นกราบทูลว่า ยังพอทนอยู่ ยังพอครองอยู่ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าเดินทาง มาด้วยความลำบากเล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้า มีไพรสณฑ์ใหญ่อยู่แถบภูเขาหิมพานต์ ณ สถานที่ไม่ ห่างไพรสณฑ์นั้นแล มีหนองน้ำใหญ่ ครั้นเวลากลางวัน นกฝูงใหญ่เที่ยวหาอาหารที่หนองน้ำนั้น เวลาเย็นก็เข้าอาศัยไพรสณฑ์นั้นสำนักอยู่ ข้าพระพุทธเจ้าถูกเสียงนกฝูงนั้นรบกวน จึงหนีมาจาก ไพรสณฑ์นั้น พระพุทธเจ้าข้า ร. ดูกรภิกษุ ก็เธอต้องการจะไม่ให้นกฝูงนั้นมาหรือ? ภิ. ข้าพระพุทธเจ้าต้องการไม่ให้นกฝูงนั้นมา พระพุทธเจ้าข้า ร. ดูกรภิกษุ ถ้าเช่นนั้นเธอจงกลับไปที่ไพรสณฑ์นั้น เข้าอาศัยไพรสณฑ์นั้นแล้ว ใน ปฐมยามแห่งราตรี จงประกาศ ๓ ครั้ง ว่าดังนี้ แน่นกผู้เจริญทั้งหลาย นกทั้งหลายที่อาศัยอยู่ ในไพรสณฑ์นี้มีประมาณเท่าใด จงฟังเราๆ ต้องการขน นกทั้งหลายจงให้ขนแก่เรานกละหนึ่งขน ในมัชฌิมยามแห่งราตรีก็จงประกาศ ๓ ครั้ง ว่าดังนี้ แน่นกผู้เจริญทั้งหลาย นกทั้งหลายที่อาศัยอยู่ใน ไพรสณฑ์นี้ มีประมาณเท่าใด จงฟังเราๆ ต้องการขน นกทั้งหลายจงให้ขนแก่เรานกละหนึ่งขน ในปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็จงประกาศ ๓ ครั้ง ว่าดังนี้ แน่นกผู้เจริญทั้งหลาย นกทั้งหลายที่อาศัย อยู่ในไพรสณฑ์นี้ มีประมาณเท่าใด จงฟังเราๆ ต้องการขน นกทั้งหลายจงให้ขนแก่เรานกละ หนึ่งขน จึงภิกษุรูปนั้นกลับไปที่ไพรสณฑ์นั้น เข้าอาศัยไพรสณฑ์นั้นแล้ว ในปฐมยามแห่งราตรี ประกาศ ๓ ครั้งว่าดังนี้ แน่นกผู้เจริญทั้งหลาย ... ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ประกาศ ๓ ครั้งว่าดังนี้ แน่นกผู้เจริญทั้งหลาย ... ในปัจฉิมยามแห่งราตรี ประกาศ ๓ ครั้ง ว่าดังนี้ แน่นกผู้เจริญทั้งหลาย ... ครั้นนกฝูงนั้นทราบว่า ภิกษุขอขน ภิกษุต้องการขนดังนี้ ได้หลีกไปจากไพรสณฑ์นั้น ได้หลีกไป อย่างนั้นเทียว ไม่กลับมาอีก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการวิงวอน การขอ จักไม่ได้เป็นที่พึงใจของพวกสัตว์ดิรัจฉาน เหล่านั้นแล้ว ก็จะป่วยกล่าวไปไยเล่าถึงหมู่สัตว์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์. เรื่องรัฐบาลกุลบุตร
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน อาฬวี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน อาฬวี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ อคฺคาฬเว เจติเย ฯ อถโข อายสฺมา มหากสฺสโป เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหากสฺสโป ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อาฬวิเก ภิกฺขู ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตุมฺเห ภิกฺขเว สญฺญาจิกาโย กุฏิกาโย การาเปถ อสฺสามิกาโย อตฺตุทฺเทสิกาโย อปฺปมาณิกาโย ตาโย น นิฏฺฐานํ คจฺฉนฺติ เต ตุมฺเห ยาจนพหุลา วิญฺญตฺติพหุลา วิหรถ ปุริสํ เทถ ปุริสตฺถกรํ เทถ โคณํ เทถ สกฏํ เทถ วาสึ เทถ ผรุสํ เทถ กุฐารึ เทถ กุทฺทาลํ เทถ นิขาทนํ เทถ วลฺลึ เทถ เวฬุํ เทถ มุญฺชํ เทถ ปพฺพชํ เทถ ติณํ เทถ มตฺติกํ เทถาติ มนุสฺสา อุปทฺทุตา ยาจนาย อุปทฺทุตา วิญฺญตฺติยา ภิกฺขู ทิสฺวา อุพฺพิชฺชนฺติปิ อุตฺตสนฺติปิ ปลายนฺติปิ อญฺเญนปิ คจฺฉนฺติ อญฺเญนปิ มุขํ กโรนฺติ ทฺวารํปิ ถเกนฺติ คาวีปิ ทิสฺวา ปลายนฺติ ภิกฺขูติ มญฺญมานาติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ {๔๙๘.๑} วิครหิ พุทฺโธ ภควา อนนุจฺฉวิกํ โมฆปุริสา ฯเปฯ อกรณียํ กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา สญฺญาจิกาโย กุฏิกาโย การาเปสฺสถ {๔๙๘.๒} อสฺสามิกาโย อตฺตุทฺเทสิกาโย อปฺปมาณิกาโย ตาโย น นิฏฺฐานํ คจฺฉนฺติ เต ตุเมฺห ยาจนพหุลา วิญฺญตฺติพหุลา วิหริสฺสถ ปุริสํ เทถ ปุริสตฺถกรํ เทถ โคณํ เทถ สกฏํ เทถ วาสึ เทถ ผรุสํ เทถ กุฐารึ เทถ กุทฺทาลํ เทถ นิขาทนํ เทถ วลฺลึ เทถ เวฬุํ เทถ มุญฺชํ เทถ ปพฺพชํ เทถ ติณํ เทถ มตฺติกํ เทถาติ เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ อญฺญถตฺตายาติ ฯ อถโข ภควา อาฬวิเก ภิกฺขู อเนกปริยาเยน วิครหิตฺวา ฯเปฯ ภิกฺขูนํ ตทนุจฺฉวิกํ ตทนุโลมิกํ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว บิดาของรัฐบาลกุลบุตรได้กล่าวถามรัฐบาล กุลบุตรด้วยคาถา ความว่าดังนี้:- แน่ะพ่อรัฐบาล เออก็คนเป็นอันมากที่พากันมาขอเรา เราไม่รู้จัก ไฉนเจ้าไม่ ขอเรา รัฐบาลกุลบุตรได้กล่าวตอบบิดาด้วยคาถา ความว่าดังนี้:- คนผู้ขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ถูกขอ ฝ่ายคนผู้ถูกขอ เมื่อไม่ให้ ก็ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ขอท่าน ขออย่าให้ข้าพเจ้าเป็นที่เกลียดชังของท่านเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รัฐบาลกุลบุตรนั้นยังได้กล่าวตอบอย่างนี้กะบิดาของตนแล้ว ก็จะป่วย กล่าวไปไยเล่าถึงคนอื่นต่อคนอื่น.
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว เทฺว ภาตโร อิสโย คงฺคํ นทึ อุปนิสฺสาย วิหรึสุ ฯ อถโข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา คงฺคํ นทึ อุตฺตริตฺวา เยน กนิฏฺโฐ อิสิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กนิฏฺฐํ อิสึ สตฺตกฺขตฺตุํ โภเคหิ ปริกฺขิปิตฺวา อุปริ มุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ กริตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถโข ภิกฺขเว กนิฏฺโฐ อิสิ ตสฺส นาคสฺส ภยา กิโส อโหสิ ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ฯ อทฺทสา โข ภิกฺขเว เชฏฺโฐ อิสิ กนิฏฺฐํ อิสึ กิสํ ลูขํ ทุพฺพณฺณํ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาตํ ธมนิสนฺถตคตฺตํ ทิสฺวาน กนิฏฺฐํ อิสึ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ โภ กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโตติ ฯ อิธ เม โภ มณิกณฺโฐ นาคราชา คงฺคํ นทึ อุตฺตริตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ สตฺตกฺขตฺตุํ โภเคหิ ปริกฺขิปิตฺวา อุปริ มุทฺธนิ มหนฺตํ ผณํ กริตฺวา อฏฺฐาสิ ตสฺสาหํ โภ นาคสฺส ภยา กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโตติ ฯ อิจฺฉสิ ปน ตฺวํ โภ ตสฺส นาคสฺส อนาคมนนฺติ ฯ อิจฺฉามหํ โภ ตสฺส นาคสฺส อนาคมนนฺติ ฯ อปิ ปน ตฺวํ โภ ตสฺส นาคสฺส กิญฺจิ ปสฺสสีติ ฯ ปสฺสามหํ โภ มณิมสฺส กณฺเฐ ปิลนฺธนนฺติ ฯ เตนหิ ตฺวํ โภ ตํ นาคํ มณึ ยาจ มณึ เม โภ เทหิ มณินา เม อตฺโถติ ฯ อถโข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา คงฺคํ นทึ อุตฺตริตฺวา เยน กนิฏฺโฐ อิสิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตํ โข ภิกฺขเว มณิกณฺฐํ นาคราชานํ กนิฏฺโฐ อิสิ เอตทโวจ มณึ เม โภ เทหิ มณินา เม อตฺโถติ ฯ {๔๙๙.๑} อถโข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา ภิกฺขุ มณึ ยาจติ ภิกฺขุสฺส มณินา อตฺโถติ ขิปฺปเมว อคมาสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา คงฺคํ นทึ อุตฺตริตฺวา เยน กนิฏฺโฐ อิสิ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสา โข ภิกฺขเว กนิฏฺโฐ อิสิ มณิกณฺฐํ นาคราชานํ ทูรโต ว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน มณิกณฺฐํ นาคราชานํ เอตทโวจ มณึ เม โภ เทหิ มณินา เม อตฺโถติ ฯ {๔๙๙.๒} อถโข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา ภิกฺขุ มณึ ยาจติ ภิกฺขุสฺส มณินา อตฺโถติ ตโต ว ปฏินิวตฺติ ฯ ตติยมฺปิ โข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา คงฺคํ นทึ อุตฺตรติ ฯ อทฺทสา โข ภิกฺขเว กนิฏฺโฐ อิสิ มณิกณฺฐํ นาคราชานํ คงฺคํ นทึ อุตฺตรนฺตํ ทิสฺวาน มณิกณฺฐํ นาคราชานํ เอตทโวจ มณึ เม โภ เทหิ มณินา เม อตฺโถติ ฯ อถโข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา กนิฏฺฐํ อิสึ คาถาหิ อชฺฌภาสิ มมนฺนปานํ วิปุลํ อุฬารํ อุปฺปชฺชตีมสฺส มณิสฺส เหตุ ตนฺเต น ทสฺสํ อติยาจโกสิ น จาปิ เต อสฺสมมาคมิสฺสํ ฯ สุสู ยถา สกฺขรโธตปาณิ ตาเสสิ มํ เสลมยาจมาโน ตนฺเต น ทสฺสํ อติยาจโกสิ น จาปิ เต อสฺสมมาคมิสฺสนฺติ ฯ {๔๙๙.๓} อถโข ภิกฺขเว มณิกณฺโฐ นาคราชา ภิกฺขุ มณึ ยาจติ ภิกฺขุสฺส มณินา อตฺโถติ ปกฺกามิ ฯ ตถา ปกฺกนฺโต ว อโหสิ น ปุน ปจฺจาคญฺฉิ ฯ อถโข ภิกฺขเว กนิฏฺโฐ อิสิ ตสฺส นาคสฺส ทสฺสนียสฺส อทสฺสเนน ภิยฺโยโส มตฺตาย กิโส อโหสิ ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต ฯ อทฺทสา โข ภิกฺขเว เชฏฺโฐ อิสิ กนิฏฺฐํ อิสึ ภิยฺโยโส มตฺตาย กิสํ ลูขํ ทุพฺพณฺณํ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาตํ ธมนิสนฺถตคตฺตํ ทิสฺวาน กนิฏฺฐํ อิสึ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ โภ ภิยฺโยโส มตฺตาย กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโตติ ฯ ตสฺสาหํ โภ นาคสฺส ทสฺสนียสฺส อทสฺสเนน ภิยฺโยโส มตฺตาย กิโส ลูโข ทุพฺพณฺโณ อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโตติ ฯ อถโข ภิกฺขเว เชฏฺโฐ อิสิ กนิฏฺฐํ อิสึ คาถาย อชฺฌภาสิ น ตํ ยาเจ ยสฺส ปิยํ ชิคึเส เทสฺโส จ โหติ อติยาจนาย นาโค มณึ ยาจิโต พฺราหฺมเณน อทสฺสนญฺเญว ตทชฺฌคมาติ ฯ เตสํ หิ นาม ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตานํ ปาณานํ อมนาปา ภวิสฺสติ ยาจนา อมนาปา วิญฺญตฺติ กิมงฺคํ ปน มนุสฺสภูตานํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โภคสมบัติของคฤหัสถ์รวบรวมได้ยาก แม้ได้มาแล้วก็ยังยาก ที่จะตามรักษา ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย เมื่อโภคสมบัตินั้นอันพวกคฤหัสถ์รวบรวมได้ยาก แม้เขา ได้มาแล้วก็ยังยากที่จะตามรักษาอย่างนี้ พวกเธอได้มีการวิงวอน มีการขอเขาบ่อยครั้ง หลายคราว แล้วว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้คน จงให้แรงงาน จงให้โค จงให้เกวียน จงให้มีด จงให้ขวาน จงให้ผึ่ง จงให้จอบ จงให้สิ่ว จงให้เถาวัลย์ จงให้ไม้ไผ่ จงให้หญ้ามุงกระต่าย จงให้หญ้าปล้อง จงให้หญ้าสามัญ จงให้ดิน ดังนี้เป็นต้น การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำ ของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่น ของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุชาวรัฐอาฬวีโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่ง ความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภ ความเพียร โดยเอนกปริยาย แล้วทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่อง นั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุ ผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะเกิดใน ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือ ตามพระวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๑๐. ๖. อนึ่ง ภิกษุผู้จะสร้างกุฎีอันหาเจ้าของมิได้ เฉพาะตนเอง ด้วยอาการ ขอเอาเอง พึงสร้างให้ได้ประมาณ ประมาณในการสร้างกุฎีนั้นดังนี้ โดยยาว ๑๒ คืบ โดยกว้างในร่วมใน ๗ คืบ ด้วยคืบสุคต พึงนำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่ ภิกษุ เหล่านั้นพึงแสดงที่อันไม่มีผู้จองไว้ อันมีชานรอบ หากภิกษุสร้างกุฎีด้วยอาการขอเอา เอง ในที่อันมีผู้จองไว้ อันหาชานรอบมิได้ หรือไม่นำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่ หรือสร้างให้ล่วงประมาณเป็นสังฆาทิเสส. เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี จบ.
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อญฺญตโร ภิกฺขุ หิมวนฺตปสฺเส วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ ตสฺส โข ปน ภิกฺขเว วนสณฺฑสฺส อวิทูเร มหนฺตํ นินฺนํ ปลฺลลํ ฯ อถโข ภิกฺขเว มหาสกุณสงฺโฆ ตสฺมึ ปลฺลเล ทิวสํ โคจรํ จริตฺวา สายํ ตํ วนสณฺฑํ วาสาย อุปคจฺฉติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส ภิกฺขุ ตสฺส สกุณสงฺฆสฺส สทฺเทน อุพฺพาโฬฺห เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๕๐๐.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อหํ ภิกฺขเว ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจํ กจฺจิ ภิกฺขุ ขมนียํ กจฺจิ ยาปนียํ กจฺจิสิ อปฺปกิลมเถน อทฺธานํ อาคโต กุโต จ ตฺวํ ภิกฺขุ อาคจฺฉสีติ ฯ ขมนียํ ภควา ยาปนียํ ภควา อปฺปกิลมเถน จาหํ ภนฺเต อทฺธานํ อาคโต อตฺถิ ภนฺเต หิมวนฺตปสฺเส มหาวนสณฺโฑ ตสฺส โข ปน ภนฺเต วนสณฺฑสฺส อวิทูเร มหนฺตํ นินฺนํ ปลฺลลํ อถโข ภนฺเต มหาสกุณสงฺโฆ ตสฺมึ ปลฺลเล ทิวสํ โคจรํ จริตฺวา สายํ ตํ วนสณฺฑํ วาสาย อุปคจฺฉติ ตโต อหํ ภควา อาคจฺฉามิ ตสฺส สกุณสงฺฆสฺส สทฺเทน อุพฺพาโฬฺหติ ฯ อิจฺฉสิ ปน ตฺวํ ภิกฺขุ ตสฺส สกุณสงฺฆสฺส อนาคมนนฺติ ฯ อิจฺฉามหํ ภนฺเต ตสฺส สกุณสงฺฆสฺส อนาคมนนฺติ ฯ เตนหิ ตฺวํ ภิกฺขุ ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ วนสณฺฑํ อชฺโฌคาเหตฺวา รตฺติยา ปฐมํ ยามํ ติกฺขตฺตุํ สทฺทมนุสฺสาเวหิ สุณนฺตุ เม โภนฺโต สกุณา ยาวติกา อิมสฺมึ วนสณฺเฑ วาสํ อุปคตา ปตฺเตน เม อตฺโถ เอเกกํ เม โภนฺโต ปตฺตํ ททนฺตูติ รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ฯเปฯ รตฺติยา ปจฺฉิมํ ยามํ ติกฺขตฺตุํ สทฺทมนุสฺสาเวหิ สุณนฺตุ เม โภนฺโต สกุณา ยาวติกา อิมสฺมึ วนสณฺเฑ วาสํ อุปคตา ปตฺเตน เม อตฺโถ เอเกกํ เม โภนฺโต ปตฺตํ ททนฺตูติ ฯ {๕๐๐.๒} อถโข ภิกฺขเว โส ภิกฺขุ ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ วนสณฺฑํ อชฺโฌคาเหตฺวา รตฺติยา ปฐมํ ยามํ ติกฺขตฺตุํ สทฺทมนุสฺสาเวสิ สุณนฺตุ เม โภนฺโต สกุณา ยาวติกา อิมสฺมึ วนสณฺเฑ วาสํ อุปคตา ปตฺเตน เม อตฺโถ เอเกกํ เม โภนฺโต ปตฺตํ ททนฺตูติ รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ฯเปฯ รตฺติยา ปจฺฉิมํ ยามํ ติกฺขตฺตุํ สทฺทมนุสฺสาเวสิ สุณนฺตุ เม โภนฺโต สกุณา ยาวติกา อิมสฺมึ วนสณฺเฑ วาสํ อุปคตา ปตฺเตน เม อตฺโถ เอเกกํ เม โภนฺโต ปตฺตํ ททนฺตูติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส สกุณสงฺโฆ ภิกฺขุ ปตฺตํ ยาจติ ภิกฺขุสฺส ปตฺเตน อตฺโถติ ตมฺหา วนสณฺฑา ปกฺกามิ ตถา ปกฺกนฺโต ว อโหสิ น ปุน ปจฺจาคญฺฉิ ฯ เตสํ หิ นาม ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตานํ ปาณานํ อมนาปา ภวิสฺสติ ยาจนา อมนาปา วิญฺญตฺติ กิมงฺคํ ปน มนุสฺสภูตานํ ฯ