๗. มหาสมัยสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ๗. มหาสมัยสูตร (๒๐)
มหาสมยสุตฺตํ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ - สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตพระนครกบิล- *พัสดุ์ ในสักกชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วน เป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ ประชุมกันมาก เพื่อทัศนา พระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ฯ ครั้งนั้น เทวดาชั้นสุทธาวาส ๔ องค์ ได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาค พระองค์นี้แล ประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตพระนครกบิลพัสดุ์ ในสักกชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ ก็พวก เทวดาจากโลกธาตุทั้ง ๑๐ ประชุมกันมาก เพื่อทัศนาพระผู้มีพระภาคและภิกษุ สงฆ์ ไฉนหนอ แม้พวกเราก็ควรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว พึงกล่าวคาถาเฉพาะองค์ละคาถา ในสำนักพระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น เทวดา พวกนั้น หายไป ณ เทวโลกชั้นสุทธาวาสแล้วมาปรากฏเบื้องพระพักตร์พระผู้มี- *พระภาค เหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออก หรือคู้แขนที่เหยียดออกเข้า ฉะนั้น เทวดาพวกนั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ มหาวเน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สพฺเพเหว อรหนฺเตหิ ฯ ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา เยภุยฺเยน สนฺนิปติตา โหนฺติ ภควนฺตํ ทสฺสนาย ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ฯ อถโข จตุนฺนํ สุทฺธาวาสกายิกานํ เทวานํ เอตทโหสิ อยํ โข ภควา สกฺเกสุ วิหรติ กปิลวตฺถุสฺมึ มหาวเน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ สพฺเพเหว อรหนฺเตหิ ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา เยภุยฺเยน สนฺนิปติตา โหนฺติ ภควนฺตํ ทสฺสนาย ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ยนฺนูน มยมฺปิ เยน ภควา เตนุปสงฺกเมยฺยาม อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต สนฺติเก ปจฺเจกคาถํ ภาเสยฺยามาติ ฯ {๒๓๕.๑} อถโข ตา เทวตา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว สุทฺธาวาเสสุ เทเวสุ อนฺตรหิตา ภควโต ปุรโต ปาตุรหํสุ ฯ อถโข ตา เทวตา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข เอกา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ
การประชุมใหญ่ในป่าใหญ่ หมู่เทวดามาประชุมกันแล้ว พวกเราพากันมาสู่ธรรมสมัยนี้ เพื่อได้เห็นหมู่ท่านผู้ชนะมาร ฯ
มหาสมโย ปวนสฺมึ เทวกายา สมาคตา อาคตมฺห อิมํ ธมฺมสมยํ ทกฺขิตาเยว อปราชิตสงฺฆนฺติ ฯ
ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้น มั่นคง กระทำจิตของตนๆ ให้ ตรง บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมรักษาอินทรีย์ เหมือนสารถีถือ บังเหียนขับม้า ฉะนั้น ฯ
อถโข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ตตฺร ภิกฺขโว สมาทหํสุ จิตฺตํ อตฺตโน อุชุกมกํสุ สารถีว เนตฺตานิ คเหตฺวา อินฺทฺริยานิ รกฺขนฺติ ปณฺฑิตาติ ฯ
ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า ภิกษุเหล่านั้น ตัดกิเลสดุจตะปู ตัดกิเลสดุจลิ่มสลัก ถอน กิเลสดุจเสาเขื่อนได้แล้ว เป็นผู้ไม่หวั่นไหว หมดจด ปราศ- *จากมลทิน เที่ยวไป ท่านเป็นหมู่นาคหนุ่ม อันพระผู้มีพระภาค ผู้มีจักษุทรงฝึกดีแล้ว ฯ
อถโข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ เฉตฺวา ขีลํ เฉตฺวา ปลีฆํ อินฺทขีลํ โอหจฺจมเนชา เต จรนฺติ สุทฺธา วิมลา จกฺขุมตา สุทนฺตา สุสูนาคาติ ฯ
ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะ เขาจัก ไม่ไปอบายภูมิ ละกายมนุษย์แล้ว จักยังเทวกายให้บริบูรณ์ ฯ
อถโข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ เย เกจิ พุทฺธํ สรณํ คตาเส น เต คมิสฺสนฺติ อปายภูมึ ปหาย มานุสํ เทหํ เทวกายํ ปริปูเรสฺสนฺตีติ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาในโลกธาตุทั้ง ๑๐ ประชุมกันมาก เพื่อทัศนา ตถาคตและภิกษุสงฆ์ พวกเทวดาประมาณเท่านี้แหละได้ประชุมกัน เพื่อทัศนา พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้มีแล้วในอดีตกาล เหมือนที่ ประชุมกันเพื่อทัศนาเราในบัดนี้ พวกเทวดาประมาณเท่านี้แหละ จักประชุมกันเพื่อ ทัศนาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจักมีในอนาคตกาล เหมือนที่ประชุมกัน เพื่อทัศนาเราในบัดนี้ เราจักบอกนามพวกเทวดา เราจักระบุนามพวกเทวดา เราจักแสดงนามพวกเทวดา พวกเธอจงฟังเรื่องนั้น จงใส่ใจให้ดี เรา จักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส พระคาถานี้ว่า
อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เยภุยฺเยน ภิกฺขเว ทสสุ โลกธาตูสุ เทวตา สนฺนิปติตา โหนฺติ ตถาคตํ ทสฺสนาย ภิกฺขุสงฺฆญฺจ เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อตีตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา เตสมฺปิ ภควนฺตานํ เอตปรมาเยว เทวตา สนฺนิปติตา อเหสุํ เสยฺยถาปิ มยฺหํ เอตรหิ เยปิ เต ภิกฺขเว ภวิสฺสนฺติ อนาคตมทฺธานํ อรหนฺโต สมฺมาสมฺพุทฺธา เตสมฺปิ ภควนฺตานํ เอตปรมาเยว เทวตา สนฺนิปติตา ภวิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ มยฺหํ เอตรหิ อาจิกฺขิสฺสามิ ภิกฺขเว เทวกายานํ นามานิ กิตฺตยิสฺสามิ ภิกฺขเว เทวกายานํ นามานิ เทสิสฺสามิ ภิกฺขเว เทวกายานํ นามานิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ
เราจักร้อยกรองโศลก ภุมมเทวดาอาศัยอยู่ ณ ที่ใด พวกภิกษุก็อาศัยที่นั้น ภิกษุพวกใดอาศัยซอกเขา ส่งตนไปแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภิกษุพวกนั้น เป็นอันมาก เร้นอยู่ เหมือนราชสีห์ ครอบงำความขนพองสยองเกล้าเสียได้ มีใจผุดผ่อง เป็นผู้ หมดจด ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว พระศาสดาทรงทราบภิกษุ ประมาณ ๕๐๐ เศษ ที่อยู่ ณ ป่ามหาวัน เขตพระนครกบิล- *พัสดุ์ แต่นั้นจึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีในพระศาสนา ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่เทวดามุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักหมู่ เทวดานั้น ภิกษุเหล่านั้นสดับรับสั่งของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ กระทำความเพียร ญาณเป็นเครื่องเห็นพวกอมนุษย์ ได้ปรากฏแก่ ภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางพวก ได้เห็นอมนุษย์ร้อยหนึ่ง บางพวก ได้เห็นอมนุษย์พันหนึ่ง บางพวกได้เห็นอมนุษย์เจ็ดหมื่น บาง พวกได้เห็นอมนุษย์หนึ่งแสน บางพวกได้เห็นไม่มีที่สุด อมนุษย์ได้แผ่ไปทั่วทิศ พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงใคร่ครวญ ทราบเหตุนั้นสิ้นแล้ว แต่นั้น จึงตรัสเรียกสาวกผู้ยินดีใน พระศาสนา ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่เทวดามุ่งมากันแล้ว พวกเธอจงรู้จักหมู่เทวดานั้น เราจักบอกพวกเธอด้วยวาจา ตามลำดับ ยักษ์เจ็ดพันเป็นภุมมเทวดาอาศัยอยู่ในพระนคร กบิลพัสดุ์ มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายัง ป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ยักษ์หกพันอยู่ที่เขาเหมวตา มี รัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ยักษ์สามพันอยู่ที่เขา สาตาคีรี มีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ยักษ์เหล่านั้นรวม เป็นหนึ่งหมื่นหกพัน มีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ยักษ์ ห้าร้อยอยู่ที่เขาเวสสามิตตะ มีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มี อานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุม ของภิกษุ ยักษ์ชื่อกุมภีระอยู่ในพระนครราชคฤห์ เขาเวปุลละ เป็นที่อยู่ของยักษ์นั้น ยักษ์แสนเศษแวดล้อมยักษ์ชื่อกุมภีระ นั้น ยักษ์ชื่อกุมภีระอยู่ในพระนครราชคฤห์แม้นั้น ก็ได้มายัง ป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ฯ
สิโลกมนุกสฺสามิ ยตฺถ ภุมฺมา ตทสฺสิตา เย สิตา คิริคพฺภรํ ปหิตตฺตา สมาหิตา ฯ ปุถู สีหาว สลฺลีนา โลมหํสาภิสมฺภุโน โอทาตมนสา สุทฺธา วิปฺปสนฺนมนาวิลา ฯ ภิยฺโย ปญฺจสเต ญตฺวา วเน กาปิลวตฺถเว ตโต อามนฺตยิ สตฺถา สาวเก สาสเน รเต เทวกายา อภิกฺกนฺตา เต วิชานาถ ภิกฺขโว เต จ อาตปฺปมกรุํ สุตฺวา พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ เตสมฺปาตุรหุ ญาณํ อมนุสฺสาน ทสฺสนํ อปฺเปเก สตมทฺทกฺขุํ สหสฺสํ อถ สตฺตรึ ฯ สตํ เอเก สหสฺสานํ อมนุสฺสานมทฺทสุํ อปฺเปเกนนฺตมทฺทกฺขุํ ทิสา สพฺพา ผุฏา อหุํ ฯ ตญฺจ สพฺพํ อภิญฺญาย ววกฺขิตฺวาน จกฺขุมา ตโต อามนฺตยิ สตฺถา สาวเก สาสเน รเต เทวกายา อภิกฺกนฺตา เต วิชานาถ ภิกฺขโว เย โวหํ กิตฺตยิสฺสามิ คิราหิ อนุปุพฺพโส ฯ สตฺตสหสฺสา ว ยกฺขา ภุมฺมา กาปิลวตฺถวา อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ ฉสหสฺสา เหมวตา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ สาตาคิรา ติสหสฺสา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ อิจฺเจเต โสฬสสหสฺสา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ เวสฺสามิตฺตา ปญฺจสตา ยกฺขา นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ กุมฺภีโร ราชคหิโก เวปุลฺลสฺส นิเวสนํ ภิยฺโย นํ สตสหสฺสํ ยกฺขานํ ปยิรุปาสติ ฯ กุมฺภีโร ราชคหิโก โสปาค สมิตึ วนํ ฯ
ท้าวธตรัฏฐ อยู่ด้านทิศบูรพา ปกครองทิศนั้นเป็นอธิบดีของ พวกคนธรรพ์ เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็ มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ท้าววิรุฬหก อยู่ด้านทิศทักษิณ ปกครองทิศนั้นเป็นอธิบดีของพวกกุมภัณฑ์ เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายัง ป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ท้าววิรูปักษ์ อยู่ด้านทิศปัศจิม ปก ครองทิศนั้นเป็นอธิบดีของพวกนาค เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มี อานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ท้าวกุเวรอยู่ด้านทิศอุดร ปกครองทิศนั้น เป็นอธิบดีของพวก ยักษ์ เธอเป็นมหาราช มียศ แม้บุตรของเธอก็มาก มีนามว่า อินท มีกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ท้าวธตรัฏฐเป็นใหญ่ทิศ บูรพา ท้าววิรุฬหก เป็นใหญ่ทิศทักษิณ ท้าววิรูปักษ์เป็นใหญ่ ทิศปัศจิม ท้าวกุเวรเป็นใหญ่ทิศอุดร ท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น ยังทิศทั้ง ๔ โดยรอบให้รุ่งเรือง ได้ยืนอยู่แล้วในป่าเขตพระ นครกบิลพัสดุ์ ฯ
ปุริมญฺจ ทิสํ ราชา ธตรฏฺโฐ ปสาสติ คนฺธพฺพานํ อาธิปติ มหาราชา ยสสฺสิ โส ฯ ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ ทกฺขิณญฺจ ทิสํ ราชา วิรูโฬฺห ตปฺปสาสติ กุมฺภณฺฑานํ อาธิปติ มหาราชา ยสสฺสิ โส ฯ ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ ปจฺฉิมญฺจ ทิสํ ราชา วิรูปกฺโข ปสาสติ นาคานํ อาธิปติ มหาราชา ยสสฺสิ โส ฯ ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ อุตฺตรญฺจ ทิสํ ราชา กุเวโร ตปฺปสาสติ ยกฺขานํ อาธิปติ มหาราชา ยสสฺสิ โส ฯ ปุตฺตาปิ ตสฺส พหโว อินฺทนามา มหพฺพลา อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทนานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ ปุริมทิสํ ธตรฏฺโฐ ทกฺขิเณน วิรูฬฺหโก ปจฺฉิเมน วิรูปกฺโข กุเวโร อุตฺตรํ ทิสํ จตฺตาโร เต มหาราชา สมนฺตา จตุโร ทิสา ททฺทลฺลมานา อฏฺฐํสุ วเน กาปิลวตฺถเว ฯ
พวกบ่าวของท้าวมหาราชทั้ง ๔ นั้น มีมายา ล่อลวง โอ้อวด เจ้าเล่ห์ มาด้วยกัน มีชื่อคือกุเฏณฑุ ๑ เวเฏณฑุ ๑ วิฏ ๑ วิฏฏะ ๑ จันทนะ ๑ กามเสฏฐะ ๑ กินนุฆัณฑุ ๑ นิฆัณฑุ ๑ และท้าวเทวราชทั้งหลายผู้มีนามว่าปนาทะ ๑ โอป- มัญญะ ๑ เทพสารถีมีนามว่า มาตลิ ๑ จิตตเสนะ ผู้คนธรรพ์ ๑ นโฬราชะ ๑ ชโนสภะ ๑ ปัญจสิขะ ๑ ติมพรู ๑ สุริยวัจฉสา เทพธิดา ๑ มาทั้งนั้น ราชาและคนธรรพ์พวกนั้น และพวกอื่น กับเทวราชทั้งหลายยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ อนึ่งเหล่านาคที่อยู่ในสระชื่อนภสะบ้าง อยู่ในเมืองเวสาลีบ้าง พร้อมด้วยนาคบริษัทเหล่าตัจฉกะก็มา กัมพลนาค และอัสสตร- *นาคก็มา นาคผู้อยู่ในท่า ชื่อปายาคะ กับญาติ ก็มา นาคผู้อยู่ใน แม่น้ำยมุนา เกิดในสกุลธตรัฏฐ ผู้มียศ ก็มา เอราวัณเทพ บุตรผู้เป็นช้างใหญ่ แม้นั้นก็มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ฯ
เตสํ มายาวิโน ทาสา อาคู วญฺจนิกา สฐา มายา กุเฏณฺฑุ เวเฏณฺฑุ วิฏู จ วิฏุโฏ สห จนฺทโน กามเสฏฺโฐ จ กินฺนุฆณฺฑุ นิฆณฺฑุ จ ฯ ปนาโท โอปมญฺโญ จ เทวสุโต จ มาตลิ จิตฺตเสโน จ คนฺธพฺโพ นโฬราชา ชโนสโภ อาคู ปญฺจสิโข เจว ติมฺพรู สุริยวจฺฉสา ฯ เอเต จญฺเญ จ ราชาโน คนฺธพฺพา สห ราชุภิ โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ อถาคู นาภสา นาคา เวสาลา สห ตจฺฉกา กมฺพลสฺสตรา อาคู ปายาคา สห ญาติภิ ยามุนา ธตรฏฺฐา จ อาคู นาคา ยสสฺสิโน เอราวโณ มหานาโค โสปาค สมิตึ วนํ ฯ
ปักษีทวิชาติผู้เป็นทิพย์ มีนัยน์ตาบริสุทธิ์ นำนาคราชไปได้ โดยพลันนั้น มาโดยทางอากาศถึงท่ามกลางป่า ชื่อของปักษี นั้นว่า จิตรสุบรรณ ในเวลานั้น นาคราชทั้งหลาย ไม่ได้มีความ กลัว พระพุทธเจ้าได้ทรงกระทำให้ปลอดภัยจากครุฑ นาคกับ ครุฑเจรจากัน ด้วยวาจาอันไพเราะ กระทำพระพุทธเจ้าให้ เป็นสรณะ พวกอสูรอาศัยสมุทรอยู่ อันท้าววชิรหัตถ์รบชนะ แล้ว เป็นพี่น้องของท้าววาสพ มีฤทธิ์ มียศ เหล่านี้คือพวก กาลกัญชอสูร มีกายใหญ่น่ากลัวก็มา พวกทานเวฆสอสูรก็มา เวปจิตติอสูร สุจิตติอสูร ปหาราทอสูร และนมุจีพระยามาร ก็มาด้วยกัน บุตรของพลิอสูรหนึ่งร้อย มีชื่อว่าไพโรจน์ทั้งหมด ผูกสอดเครื่องเสนาอันมีกำลังเข้าไปใกล้อสุรินทราหู แล้วกล่าว ว่า ดูกรท่านผู้เจริญ บัดนี้ เป็นสมัยที่จะประชุมกัน ดังนี้แล้ว เข้าไปยังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ฯ
เย นาคราเช สหสา หรนฺติ ทิพฺพา ทิชา ปกฺขิ วิสุทฺธจกฺขู เวหายสา เต วนมชฺฌปตฺตา จิตฺรา สุปณฺณา อิติ เตส นามํ อภยนฺตทา นาคราชานมาสี สุปณฺณโต เขมมกาสิ พุทฺโธ สณฺหาหิ วาจาหิ อุปวฺหยนฺตา นาคา สุปณฺณา สรณมกํสุ พุทฺธํ ฯ ชิตา วชิรหตฺเถน สมุทฺทํ อสุรา สิตา ภาตโร วาสวสฺเสเต อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน ฯ กาลกญฺชา มหาภิสฺมา อสุรา ทานเวฆสา เวปจิตฺติ สุจิตฺติ จ ปหาราโท นมุจี สห ฯ สตญฺจ พลิปุตฺตานํ สพฺเพ เวโรจนามกา สนฺนยฺหิตฺวา พลึ เสนํ ราหุภทฺทมุปาคมุํ สมโยทานิ ภทฺทนฺเต ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ
ในเวลานั้น เทวดาทั้งหลาย ชื่ออาโป ชื่อปฐวี ชื่อเตโช ชื่อวาโย ได้พากันมาแล้ว เทวดา ชื่อวรุณะ ชื่อวารุณะ ชื่อโสมะ ชื่อยสสะ ก็มาด้วยกัน เทวดาผู้บังเกิดในหมู่เทวดาด้วยเมตตาและกรุณา ฌาน เป็นผู้มียศ ก็มา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้เป็น ๑๐ พวก ทั้ง หมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ เทวดา ชื่อเวณฑู ชื่อสหลี ชื่ออสมา ชื่อยมะ ทั้งสองพวก ก็มา เทวดาผู้อาศัยพระจันทร์ กระทำพระจันทร์ไว้ในเบื้องหน้าก็มา เทวดาผู้อาศัยพระอาทิตย์ กระทำพระอาทิตย์ไว้ในเบื้องหน้าก็มา เทวดากระทำนักษัตรไว้ใน เบื้องหน้าก็มา มันทพลาหกเทวดาก็มา แม้ท้าวสักกปุรินท- *ทวาสวะ ซึ่งประเสริฐกว่าสุเทวดาทั้งหลายก็เสด็จมา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ อนึ่งเทวดาชื่อสหภู ผู้รุ่งเรืองดุจเปลวไฟก็มา เทวดาชื่ออริฏฐกะ ชื่อโรชะ มีรัศมีดังสีดอกผักตบก็มา เทวดาชื่อวรุณะ ชื่อสหธรรม ชื่ออัจจุตะ ชื่ออเนชกะ ชื่อสุเลยยะ ชื่อรุจิระก็มา เทวดา ชื่อวาสวเนสีก็มา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมด ล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่ง มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ เทวดาชื่อสมานะ ชื่อ มหาสมานะ ชื่อมานุสะ ชื่อมานุสุตตมะ ชื่อขิฑฑาปทูสิกะ ก็มา เทวดาชื่อมโนปทูสิกะก็มา อนึ่ง เทวดาชื่อหริ เทวดาชื่อโลหิต- *วาสี ชื่อปารคะ ชื่อมหาปารคะ ผู้มียศ ก็มา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ เทวดา ชื่อสุกกะ ชื่อกรุมหะ ชื่ออรุณะ ชื่อเวฆนสะก็มาด้วยกัน เทวดาชื่อโอทาตคัยหะ ผู้เป็นหัวหน้า เทวดาชื่อวิจักขณะ ก็มา เทวดาชื่อสทามัตตะ ชื่อหารคชะ และชื่อมิสสกะ ผู้มียศ ก็มา ปชุนนเทวบุตร ซึ่งคำรามให้ฝนตกทั่วทิศก็มา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุม ของภิกษุ เทวดาชื่อเขมิยะ เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นยามะ และเทวดาชื่อกัฏฐกะ มียศ เทวดาชื่อลัมพิตกะ ชื่อลามเสฏฐะ ชื่อโชตินามะ ชื่ออาสา และเทวดาชั้นนิมมานรดีก็มา อนึ่ง เทวดาชั้นปรนิมมิตะก็มา หมู่เทวดา ๑๐ เหล่านี้ เป็น ๑๐ พวก ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มีรัศมี มียศ ยินดี มุ่งมายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ หมู่เทวดา ๖๐ เหล่านี้ ทั้งหมดล้วนมีรัศมีต่างๆ กัน มาแล้วโดยกำหนดชื่อ และ เทวดาเหล่าอื่นผู้เช่นกัน มาพร้อมกันด้วยคิดว่า เราทั้งหลายจัก เห็นพระนาค ผู้ปราศจากชาติ ไม่มีกิเลสดุจตะปู มีโอฆะอัน ข้ามแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้ามพ้นโอฆะ ผู้ล่วงความยึดถือได้แล้ว ดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆฉะนั้น. ฯ
อาโป จ เทวา ปฐวี จ เตโช วาโย ตทาคมุํ วรุณา วารุณา เทวา โสโม จ ยสสา สห ฯ เมตฺตากรุณากายิกา อาคู เทวา ยสสฺสิโน ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ เวณฺฑู จ เทวา สหลี จ อสมา จ ทุเว ยมา จนฺทสฺสูปนิสา เทวา จนฺทมาคู ปุรกฺขิตา ฯ สุริยสฺสูปนิสา เทวา สุริยมาคู ปุรกฺขิตา นกฺขตฺตานิ ปุรกฺขตฺวา อาคู มนฺทวลาหกา วสูนํ วาสโว เสฏฺโฐ สกฺโก ปาค ปุรินฺทโท ฯ ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ อถาคู สหภู เทวา ชลมคฺคิสิขาริว อริฏฺฐกา จ โรชา จ อุมฺมาปุปฺผนิภาสิโน วรุณา สหธมฺมา จ อจฺจุตา จ อเนชกา สูเลยฺยรุจิรา อาคู อาคู วาสวเนสิโน ฯ ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ สมานา มหาสมานา มานุสา มานุสุตฺตมา ขิฑฺฑาปทูสิกา อาคู อาคู มโนปทูสิกา อถาคู หรโย เทวา เย จ โลหิตวาสิโน ปารคา มหาปารคา อาคู เทวา ยสสฺสิโน ฯ ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ สุกฺกา กรุมฺหา อรุณา อาคู เวฆนสา สห ฯ โอทาตคยฺหา ปาโมกฺขา อาคู เทวา วิจกฺขณา สทามตฺตา หารคชา มิสฺสกา จ ยสสฺสิโน ถนยํ อาคา ปชุนฺโน โย ทิสา อภิวสฺสติ ฯ ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ เขมิยา ตุสิตา ยามา กฏฺฐกา จ ยสสฺสิโน ลมฺพิตกา ลามเสฏฺฐา โชตินามา จ อาสวา นิมฺมานรติโน อาคู อถาคู ปรนิมฺมิตา ฯ ทเสเต ทสธา กายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน อิทฺธิมนฺโต ชุติมนฺโต วณฺณวนฺโต ยสสฺสิโน โมทมานา อภิกฺกามุํ ภิกฺขูนํ สมิตึ วนํ ฯ สฏฺเฐเต เทวนิกายา สพฺเพ นานตฺตวณฺณิโน นามนฺวเยน อาคญฺฉุํ เย จญฺเญ สทิสา สห ปวุตฺถชาติมกฺขีลํ โอฆติณฺณมนาสวํ ทกฺเขโมฆตรํ นาคํ จนฺทํว อสิตาติตํ ฯ
สุพรหมและปรมัตตพรหม ซึ่งเป็นบุตรของพระพุทธเจ้าผู้มี ฤทธิ์ ก็มาด้วย สนังกุมารพรหม และติสสพรหมแม้นั้น ก็มายังป่าอันเป็นที่ประชุมของภิกษุ ท้าวมหาพรหมย่อมปกครอง พรหมโลกพันหนึ่ง ท้าวมหาพรหมนั้นบังเกิดแล้วในพรหมโลก มีอานุภาพ มีกายใหญ่โต มียศ ก็มา พรหม ๑๐ พวก ผู้เป็น อิสระในพวกพรหมพันหนึ่ง มีอำนาจเป็นไปเฉพาะองค์ละอย่าง ก็มา มหาพรหมชื่อหาริตะ อันบริวารแวดล้อมแล้ว มาในท่าม กลางพรหมเหล่านั้น มารเสนา ได้เห็นพวกเทวดา พร้อมทั้ง พระอินทร์พระพรหมทั้งหมดนั้น ผู้มุ่งมา ก็มาด้วย แล้วกล่าวว่า ท่านจงดูความเขลาของมาร พระยามารกล่าวว่า พวกท่านจงมาจับ เทวดาเหล่านี้ผูกไว้ ความผูกด้วยราคะ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงล้อมไว้โดยรอบ อย่าปล่อยใครๆ ไป พระยามารบัง คับเสนามารในที่ประชุมนั้นดังนี้แล้ว เอาฝ่ามือตบแผ่นดิน กระ ทำเสียงน่ากลัว เหมือนเมฆยังฝนให้ตก คำรามอยู่ พร้อมทั้ง ฟ้าแลบ ฉะนั้น เวลานั้น พระยามารนั้นไม่อาจยังใครให้เป็นไป ในอำนาจได้ โกรธจัด กลับไปแล้ว พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงพิจารณาทราบเหตุนั้นทั้งหมด แต่นั้น จึงตรัสเรียกสาวกผู้ ยินดีในพระศาสนาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารเสนามาแล้ว พวกเธอจงรู้จักเขา ภิกษุเหล่านั้นสดับพระดำรัสสอนของพระ พุทธเจ้าแล้ว ได้กระทำความเพียร มารและเสนามารหลีกไป จากภิกษุผู้ปราศจากราคะ ไม่ยังแม้ขนของท่านให้ไหว (พระ ยามารกล่าวสรรเสริญว่า) พวกสาวกของพระองค์ทั้งหมดชนะ สงครามแล้ว ล่วงความกลัวได้แล้ว มียศปรากฏในหมู่ชน บัน เทิงอยู่กับด้วยพระอริยเจ้า ผู้เกิดแล้วในพระศาสนา ดังนี้แล. ฯ จบมหาสมัยสูตร ที่ ๗ -----------------------------------------------------
สุพฺรหฺมา ปรมตฺโต จ ปุตฺตา อิทฺธิมโต สห สนงฺกุมาโร ติสฺโส จ โสปาค สมิตึ วนํ ฯ สหสฺสพฺรหฺมโลกานํ มหาพฺรหฺมาภิติฏฺฐติ อุปปนฺโน ชุติมนฺโต ภิสฺมากาโย ยสสฺสิ โส ฯ ทเสตฺถ อิสฺสรา อาคู ปจฺเจกวสวตฺติโน เตสญฺจ มชฺฌโต อาคา หาริโต ปริวาริโต ฯ เต จ สพฺเพ อภิกฺกนฺเต สินฺเท เทเว สพฺรหฺมเก มารเสนา อภิกฺกามิ ปสฺส กณฺหสฺส มนฺทิยํ ฯ เอถ คณฺหถ พนฺธถ ราเคน พนฺธมตฺถุ โว สมนฺตา ปริวาเรถ มา โว มุญฺจิตฺถ โกจิ นํ ฯ อิติ ตตฺถ มหาเสโน กณฺหเสนํ อเปสยิ ปาณินา ตลมาหจฺจ สรํ กตฺวาน เภรวํ ฯ ยถา ปาวุสฺสโก เมโฆ ถนยนฺโต สวิชฺชุโก ตทา โส ปจฺจุทาวตฺติ สงฺกุทฺโธ อสยํวเส ฯ ตญฺจ สพฺพํ อภิญฺญาย ววกฺขิตฺวาน จกฺขุมา ตโต อามนฺตยิ สตฺถา สาวเก สาสเน รเต มารเสนา อภิกฺกนฺตา เต วิชานาถ ภิกฺขโว เต จ อาตปฺปมกรุํ สุตฺวา พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ วีตราเคหิ ปกฺกามุํ เนสํ โลมมฺปิ อิญฺชยุํ สพฺเพ วิชิตสงฺคามา ภยาตีตา ยสสฺสิโน โมทนฺติ สห ภูเตหิ สาวกา เต ชเนสุตาติ ฯ มหาสมยสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ สตฺตมํ ฯ ----------