This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๓. สัปปุริสสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๗๘–๑๙๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์20 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๓. สัปปุริสสูตร (๑๑๓)

สปฺปุริสสุตฺตํ

๑๗๘

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว พระผู้มี พระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัปปุริสธรรม และ อสัปปุริสธรรมแก่พวกเธอ เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจัก กล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ สปฺปุริสธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ อสปฺปุริสธมฺมญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

๑๗๙

พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อสัปปุริส ธรรมเป็นอย่างไร คืออสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ มิใช่เป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความ เป็นผู้มีสกุลสูงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้มีสกุลสูงเลย ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ออกจากสกุลสูงบวชแล้ว แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญ เธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีสกุลสูงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ อิธ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น อุจฺจากุลา ปพฺพชิตาติ ฯ โส ตาย อุจฺจากุลีนตาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยํ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข อุจฺจากุลีนตาย โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อุจฺจากุลีนตาย เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยํ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๐

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ออกจาก สกุลใหญ่ ออกจากสกุลมีโภคะมาก ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ออกจากสกุลใหญ่...ออกจากสกุลมีโภคะมาก... ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ออกจาก สกุลใหญ่ ออกจากสกุลมีโภคะมาก ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว อสัต- *บุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีสกุลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะยิ่ง นั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้มีสกุลใหญ่ มี โภคะมาก มีโภคะยิ่งเลย ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ออกจากสกุลใหญ่ ออกจาก สกุลมีโภคะมาก ออกจากสกุลมีโภคะยิ่ง บวชแล้ว แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญ เธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้มีสกุลใหญ่ มีโภคะมาก มีโภคะยิ่งนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส มหากุลา ปพฺพชิโต โหติ มหาโภคกุลา ปพฺพชิโต โหติ อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโต โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโต อิเม ปนญฺเญ น อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิตาติ ฯ โส ตาย อุฬารโภคตาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข อุฬารโภคตาย โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ อุฬารโภคกุลา ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อุฬารโภคตาย เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ปรากฏ มียศ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ปรากฏ มียศ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ปรากฏ มีศักดิ์น้อย อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ ปรากฏนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้ปรากฏ ถึงแม้ ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ปรากฏ มียศ แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษ นั้น (ทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น) ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ ปรากฏนั้นๆ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ญาโต โหติ ยสสฺสี ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ญาโต ยสสฺสี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อปฺปญาตา อปฺเปสกฺขาติ ฯ โส เตน ญาตตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ญาตตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ญาโต โหติ ยสสฺสี โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส เตน ญาตตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร ส่วนภิกษุ อื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัช- *บริขาร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะการได้นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะการได้ ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่ เป็นผู้ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจยเภสัชบริขาร แต่เป็นผู้ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลาย ก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะการได้นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาต- เสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ลาภี จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารานํ อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขารานนฺติ ฯ โส เตน ลาเภน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ลาเภน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ลาภี โหติ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺช- ปริกฺขารานํ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ลาเภน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๓

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นพหูสูต ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นพหูสูต ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นพหูสูต อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพหูสูตนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นพหูสูต ถึงแม้ ภิกษุไม่ใช่เป็นพหูสูต แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประ- *พฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้น ทำการปฏิบัติ แต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพหูสูต นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส พหุสฺสุโต โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ พหุสฺสุโต อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น พหุสฺสุตาติ ฯ โส เตน พาหุสจฺเจน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข พาหุสจฺเจน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ พหุสฺสุโต โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน พาหุสจฺเจน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๔

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นพระวินัย- *ธร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นพระวินัยธร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่ เป็นพระวินัยธร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นพระวินัยธรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นพระวินัยธร ถึงแม้ ภิกษุไม่ใช่เป็นพระวินัยธร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษ นั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็น พระวินัยธรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส วินยธโร โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ วินยธโร อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น วินยธราติ ฯ โส เตน วินยธรตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข วินยธรตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ วินยธโร โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน วินยธรตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นพระธรรม กถึก ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นพระธรรมกถึก อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้ อื่น เพราะความเป็นพระธรรมกถึกนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริส- *ธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นพระธรรมกถึก ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นพระธรรมกถึก แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติ ชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความ เป็นพระธรรมกถึกนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ธมฺมกถิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ธมฺมกถิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ธมฺมกถิกาติ ฯ โส เตน ธมฺมกถิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ธมฺมกถิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ธมฺมกถิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ธมฺมกถิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่ป่า เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่ ป่าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติ ชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็น ผู้อยู่ป่าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อารญฺญโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อารญฺญโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น อารญฺญกาติ ฯ โส เตน อารญฺญกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข อารญฺญกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ อารญฺญโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน อารญฺญกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๗

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้ทรงผ้า บังสุกุลเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ส่วน ภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่ม ผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุล เป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชา สรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็ คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ปํสุกูลิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ปํสุกูลิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ปํสุกูลิกาติ ฯ โส เตน ปํสุกูลิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปํสุกูลิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ปํสุกูลิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ปํสุกูลิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๘

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้เที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็ คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชา สรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็ คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส ปิณฺฑปาติโก โหติ ฯ โส อติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ปิณฺฑปาติโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น ปิณฺฑปาติกาติ ฯ โส เตน ปิณฺฑปาติกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปิณฺฑปาติกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ ปิณฺฑปาติโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน ปิณฺฑปาติกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๘๙

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่โคน ไม้เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่น เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะ ความเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็น วัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญ เธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้อยู่โคนไม้เป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริส- *ธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส รุกฺขมูลิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ รุกฺขมูลิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น รุกฺขมูลิกาติ ฯ โส เตน รุกฺขมูลิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข รุกฺขมูลิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ รุกฺขมูลิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน รุกฺขมูลิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๐

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่ป่าช้า เป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ อยู่ป่าช้าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คนทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่ นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะ ความเป็นผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเป็นผู้อยู่กลางแจ้งเป็น วัตร...เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร...เป็นผู้ถือการนั่งตามลำดับอาสนะเป็นวัตร ... เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ถือ การฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ถือการฉันใน อาสนะเดียวเป็นวัตร อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ถือการ ฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตรนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ธรรมคือ ความโลภ ความ โกรธ ความหลง ย่อมไม่ถึงความหมดสิ้นไป เพราะความเป็นผู้ถือการฉันใน อาสนะเดียวเป็นวัตร ถึงแม้ภิกษุไม่ใช่เป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร แต่เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติธรรมอันสมควร คน ทั้งหลายก็ต้องบูชาสรรเสริญเธอในที่นั้นๆ สัตบุรุษนั้นทำการปฏิบัติแต่ภายในเท่า นั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะความเป็นผู้ถือการฉันในอาสนะเดียวเป็นวัตร นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส โสสานิโก โหติ ... อพฺโภกาสิโก โหติ ... เนสชฺชิโก โหติ ... ยถาสนฺถติโก โหติ ... เอกาสนิโก โหติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ เอกาสนิโก อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู น เอกาสนิกาติ ฯ โส เตน เอกาสนิกตฺเตน อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข เอกาสนิกตฺเตน โลภธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โทสธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โมหธมฺมา วา ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ โน เจปิ เอกาสนิโก โหติ โส จ โหติ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน สามีจิปฏิปนฺโน อนุธมฺมจารี โส ตตฺถ ปุชฺโช โส ตตฺถ ปาสํโสติ ฯ โส ปฏิปทํเยว อนฺตรํ กริตฺวา เตน เอกาสนิกตฺเตน เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ ใช่เป็นผู้ได้ปฐมฌานสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยปฐมฌาน สมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้ปฐมฌานสมาบัติ พระผู้มี พระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุ นั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหาแต่ภายใน เท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยปฐมฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย ปฐมชฺฌานสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะสงบวิตกและ วิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่...เข้าตติยฌาน...เข้า จตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้จตุตถฌานสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้จตุตถฌาน สมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยจตุตถฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้จตุตถฌานสมาบัติ พระ- *ผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหาแต่ ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยจตุตถฌานสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ ... ตติยํ ฌานํ ... จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย จตุตฺถชฺฌานสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๓

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษเข้าอากาสา- *นัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญาได้โดย ประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาได้ เพราะไม่มนสิการนานัตตสัญญา ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วย อากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้อากาสานัญจายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุ ใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหา แต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๔

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษล่วงอากาสา- *นัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าวิญญาณัญจายตนฌานด้วยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด อยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตน สมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อสัตบุรุษ นั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุ ใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นทำความไม่มีตัณหา แต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัตินั้น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษล่วงวิญญาณัญ- *จายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าอากิญจัญญายตนฌานด้วยมนสิการว่า ไม่ มีอะไรสักน้อยหนึ่งอยู่ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้อากิญจัญญายตน- *สมาบัติ ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ อสัตบุรุษ นั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้อากิญจัญญายตนสมาบัติ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกันด้วยเหตุ ใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษทำความไม่มีตัณหาแต่ ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย อากิญฺจญฺญายตน- สมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๖

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก อสัตบุรุษล่วงอากิญ- *จัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ ย่อม พิจารณาเห็นดังนี้ว่า เราเป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ส่วนภิกษุอื่น เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อสัตบุรุษนั้นจึงยกตน ข่มผู้อื่น ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ อสัปปุริสธรรม ฯ ส่วนสัตบุรุษแล ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า แม้เนวสัญญานาสัญญายตน- *สมาบัติ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสว่า ไม่มีตัณหาแล้ว เพราะคนทั้งหลายสำคัญกัน ด้วยเหตุใดๆ เหตุนั้นๆ ย่อมเป็นอย่างอื่นจากที่สำคัญนั้น สัตบุรุษนั้นจึงทำความ ไม่มีตัณหาแต่ภายในเท่านั้น ไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตน- *สมาบัตินั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้นี้ก็คือ สัปปุริสธรรม ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อสปฺปุริโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ลาภี อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา น ลาภิโนติ ฯ โส ตาย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว อสปฺปุริสธมฺโม ฯ สปฺปุริโส จ โข ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ เนวสญฺญานาสญฺญายตน- สมาปตฺติยาปิ โข อคมฺมยตา วุตฺตา ภควตา เยน เยน หิ มญฺญนฺติ ตโต ตํ โหติ อญฺญถาติ ฯ โส อคมฺมยตญฺเญว อนฺตรํ กริตฺวา ตาย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ อยมฺปิ ภิกฺขเว สปฺปุริสธมฺโม ฯ

๑๙๗

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สัตบุรุษล่วงเนวสัญญา- *นาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวงแล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็น ด้วยปัญญา จึงมีอาสวะสิ้นไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้แลย่อมไม่สำคัญอะไรๆ ย่อมไม่สำคัญที่ไหนๆ และไม่สำคัญด้วยเหตุไรๆ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชม ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ สัปปุริสสูตร ที่ ๓ -----------------------------------------------------

ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปฺปุริโส สพฺพโส เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ ปญฺญายปสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ น กิญฺจิ มญฺญติ น กุหิญฺจิ มญฺญติ น เกนจิ มญฺญตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ สปฺปุริสสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ตติยํ ฯ ---------

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๓. สัปปุริสสูตร