This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๔. นันทโกวาทสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๗๖๖–๗๙๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์29 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๔. นันทโกวาทสูตร (๑๔๖)

นนฺทโกวาทสุตฺตํ

๗๖๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระมหาปชาบดีโคตมี พร้อมด้วยภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ รูป เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ถวาย- *อภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอยืนเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจง ทรงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี จงรับสั่งแสดงธรรมแก่พวกภิกษุณีเถิด ฯ

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข มหาปชาปตี โคตมี ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุนีสเตหิ สทฺธึ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข มหาปชาปตี โคตมี ภควนฺตํ เอตทโวจ โอวทตุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขุนิโย อนุสาสตุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขุนิโย กโรตุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขุนีนํ ธมฺมิกถนฺติ ฯ

๗๖๗

ก็สมัยนั้นแล ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ย่อมโอวาทพวกภิกษุณี โดยเป็นเวรกัน แต่ท่านพระนันทกะ ไม่ปรารถนาจะโอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็น เวรกัน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ วันนี้ เวรโอวาทภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน ของใครหนอแล ฯ ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งปวงทำเวร โอวาทภิกษุณีโดยเป็นเวรกันหมดแล้ว แต่ท่านพระนันทกะรูปนี้ ไม่ปรารถนาจะ โอวาทพวกภิกษุณีโดยเป็นเวรกัน ต่อนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสกะท่านพระนันทกะ ว่า ดูกรนันทกะ เธอจงโอวาทสั่งสอนพวกภิกษุณี ดูกรพราหมณ์ เธอจงกล่าว แสดงธรรมกถาแก่พวกภิกษุณีเถิด ท่านพระนันทกะทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วนุ่งสบงทรงบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร- *สาวัตถีในเวลาเช้า ครั้นกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเวลาอาหารแล้ว เข้าไปยัง วิหารราชการามแต่รูปเดียว ภิกษุณีเหล่านั้นได้เห็นท่านพระนันทกะเดินมาแต่ไกล พากันแต่งตั้งอาสนะและตั้งน้ำสำหรับล้างเท้าไว้ ท่านพระนันทกะนั่งบนอาสนะ ที่แต่งตั้งไว้แล้ว จึงล้างเท้า แม้ภิกษุณีเหล่านั้น ก็ถวายอภิวาทท่านพระนันทกะ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

เตน โข ปน สมเยน เถรา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย โอวทนฺติ ปริยาเยน ฯ อายสฺมา ปน นนฺทโก น อิจฺฉติ ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ปริยาเยน ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ กสฺส นุ โข อานนฺท อชฺช ปริยาโย ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ปริยาเยนาติ ฯ สพฺเพเหว ภนฺเต กโต ปริยาโย ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ปริยาเยน อยํ ภนฺเต อายสฺมา นนฺทโก น อิจฺฉติ ภิกฺขุนิโย โอวทิตุํ ปริยาเยนาติ ฯ {๗๖๗.๑} อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อามนฺเตสิ โอวท นนฺทก ภิกฺขุนิโย อนุสาส นนฺทก ภิกฺขุนิโย กโรหิ ตฺวํ พฺราหฺมณ ภิกฺขุนีนํ ธมฺมิกถนฺติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข อายสฺมา นนฺทโก ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต อตฺตทุติโย เยน ราชการาโม เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสาสุํ โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน อาสนํ ปญฺญาเปสุํ อุทกญฺจ ปาทานํ อุปฏฺฐเปสุํ ฯ นิสีทิ โข อายสฺมา นนฺทโก ปญฺญตฺเต อาสเน นิสชฺช ปาเท ปกฺขาเลสิ ฯ ตาปิ โข ภิกฺขุนิโย อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ

๗๖๘

พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกร น้องหญิงทั้งหลาย จักต้องมีข้อสอบถามกันแล ในข้อสอบถามนั้น น้องหญิง ทั้งหลายรู้อยู่ พึงตอบว่ารู้ ไม่รู้อยู่ ก็พึงตอบว่าไม่รู้ หรือน้องหญิงรูปใด มีความ เคลือบแคลงสงสัย น้องหญิงรูปนั้น พึงทวนถามข้าพเจ้าในเรื่องนั้นว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้อนี้เป็นอย่างไร ข้อนี้มีเนื้อความอย่างไร ฯ ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันย่อมพอใจ ยินดี ต่อพระผู้เป็นเจ้านันทกะ ด้วยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้านันทกะ ปวารณาแก่พวกดิฉัน เช่นนี้ ฯ

เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมา นนฺทโก เอตทโวจ ปฏิปุจฺฉกถา โข ภคินิโย ภวิสฺสติ ตตฺถ อาชานนฺตีติ อาชานามาติสฺส วจนียํ น อาชานนฺตีติ น อาชานามาติสฺส วจนียํ ยสฺสา วา ปนสฺส กงฺขา วา วิมติ วา อหเมว ตตฺถ ปฏิปุจฺฉิตพฺโพ อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส กฺวตฺโถติ ฯ เอตฺตเกนปิ มยํ ภนฺเต อยฺยสฺส นนฺทกสฺส อตฺตมนา อภินนฺทาม ยนฺโน อยฺโย นนฺทโก ปวาเรตีติ ฯ

๗๖๙

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสตเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริงว่า อายตนะภายใน ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย จกฺขุ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย โสตํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ฆานํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ชิวฺหา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ กาโย นิจฺโจ วา อนิจฺโจ วาติ ฯ อนิจฺโจ ภนฺเต ฯเปฯ มโน นิจฺโจ วา อนิจฺโจ วาติ ฯ อนิจฺโจ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ อชฺฌตฺติกา อายตนา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๗๐

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เสียง เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริงว่า อายตนะภายนอก ๖ ของเราไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย รูปา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย สทฺทา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ คนฺธา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ รสา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ ธมฺมา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ พาหิรา อายตนา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๗๑

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน จักษุวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสตวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริงว่า หมวดวิญญาณ ๖ ของเราไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย จกฺขุวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย โสตวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ กายวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ วิญฺญาณกายา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๗๒

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลัง ติดไฟอยู่ มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวน ไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แสงสว่างก็ไม่ เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็น ธรรมดา แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแล เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มี ความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็น ธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แสงสว่างของประทีปนั้น ก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เช่นกัน ฯ

เสยฺยถาปิ ภคินิโย เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ วฏฺฏิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อจฺจิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อาภาปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ฯ โย นุ โข ภคินิโย เอวํ วเทยฺย อมุสฺส เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ วฏฺฏิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อจฺจิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ยา จ ขฺวสฺส อาภา สา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมาติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุสฺส หิ ภนฺเต เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ วฏฺฏิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อจฺจิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ปเควสฺส อาภา อนิจฺจา วิปริณามธมฺมาติ ฯ

๗๗๓

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล บุคคลใด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า อายตนะภายใน ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะ ภายในเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้น เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวอย่างนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจัยที่เกิดแต่ อายตนะภายในนั้นๆ ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ จึงดับไป ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

เอวเมว โข ภคินิโย โย นุ โข เอวํ วเทยฺย ฉ โข เม อชฺฌตฺติกา อายตนา อนิจฺจา ยญฺจ โข อชฺฌตฺติเก อายตเน ปฏิจฺจ ปฏิสํเวเทมิ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตชฺชํ ตชฺชํ ภนฺเต ปจฺจยํ ปฏิจฺจ ตชฺชา ตชฺชา เวทนา อุปฺปชฺชติ ตชฺชสฺส ตชฺชสฺส ปจฺจยสฺส นิโรธา ตชฺชา ตชฺชา เวทนา นิรุชฺฌตีติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๗๔

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้ง อยู่ มีรากก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไป เป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ต้นไม้ ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีรากก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่ เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ว่าเงาของต้นไม้นั้นแล เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวน ไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวอยู่นั้นชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีราก ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาของต้นไม้ ก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เช่นกัน ฯ

เสยฺยถาปิ ภคินิโย มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต มูลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ขนฺโธปิ อนิจฺโจ วิปริณามธมฺโม สาขาปลาสมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ฉายาปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ฯ โย นุ โข ภคินิโย เอวํ วเทยฺย อมุสฺส มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต มูลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ขนฺโธปิ อนิจฺโจ วิปริณามธมฺโม สาขาปลาสมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ยา จ ขฺวสฺส ฉายา สา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมาติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุสฺส หิ ภนฺเต มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต มูลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ขนฺโธปิ อนิจฺโจ วิปริณามธมฺโม สาขาปลาสมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ปเควสฺส ฉายา อนิจฺจา วิปริณามธมฺมาติ ฯ

๗๗๕

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล บุคคลใดพึง กล่าวอย่างนี้ว่า อายตนะภายนอก ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะภาย นอกเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้น เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวนั้นชื่อว่า กล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจัยที่ เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ จึง ดับไป ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

เอวเมว โข ภคินิโย โย นุ โข เอวํ วเทยฺย ฉ โข เม พาหิรา อายตนา อนิจฺจา ยญฺจ โข พาหิเร อายตเน ปฏิจฺจ ปฏิสํเวเทมิ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตชฺชํ ตชฺชํ ภนฺเต ปจฺจยํ ปฏิจฺจ ตชฺชา ตชฺชา เวทนา อุปฺปชฺชติ ตชฺชสฺส ตชฺชสฺส ปจฺจยสฺส นิโรธา ตชฺชา ตชฺชา เวทนา นิรุชฺฌตีติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๗๖

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือ ลูกมือของคนฆ่าโคผู้ฉลาด ฆ่าโคแล้ว ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค แยกส่วน เนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำใน ระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้ แล้วกล่าว อย่างนี้ว่า โคตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้ เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ดูกรน้องหญิง ทั้งหลาย คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้นชื่อว่า กล่าวชอบหรือ หนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค ผู้ฉลาดโน้น ฆ่าโคแล้ว ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นใน ระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้ แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า โค ตัวนี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้ เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ก็จริง ถึงกระนั้นแล โค นั้นก็แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น ฯ

เสยฺยถาปิ ภคินิโย ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา คาวึ วธิตฺวา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน คาวึ วิกนฺเตยฺย อนุปหจฺจ อนฺตรํ มํสกายํ อนุปหจฺจ พาหิรํ จมฺมกายํ ยํ ยเทว ตตฺถ อนฺตรา วิลิมํสํ อนฺตรา นหารู อนฺตรา พนฺธนํ ตํ ตเทว ติเณฺหน โควิกนฺตเนน สญฺฉินฺเทยฺย สงฺกนฺเตยฺย สมฺปริกนฺเตยฺย สญฺฉินฺทิตฺวา สงฺกนฺติตฺวา สมฺปริกนฺติตฺวา วิธุนิตฺวา พาหิรํ จมฺมกายํ เตเนว จมฺเมน ตํ คาวึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา เอวํ วเทยฺย ตเถวายํ คาวี สํยุตฺตา อิมินา จมฺเมนาติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อสุ หิ ภนฺเต ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา คาวึ วธิตฺวา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน คาวึ วิกนฺเตยฺย อนุปหจฺจ อนฺตรํ มํสกายํ อนุปหจฺจ พาหิรํ จมฺมกายํ ยํ ยเทว ตตฺถ อนฺตรา วิลิมํสํ อนฺตรา นหารู อนฺตรา พนฺธนํ ตํ ตเทว ติเณฺหน โควิกนฺตเนน สญฺฉินฺเทยฺย สงฺกนฺเตยฺย สมฺปริกนฺเตยฺย สญฺฉินฺทิตฺวา สงฺกนฺติตฺวา สมฺปริกนฺติตฺวา วิธุนิตฺวา พาหิรํ จมฺมกายํ เตเนว จมฺเมน ตํ คาวึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา กิญฺจาปิ โส เอวํ วเทยฺย ตเถวายํ คาวี สํยุตฺตา อิมินา จมฺเมนาติ อถ โข สา คาวี วิสํยุตฺตา เตเนว จมฺเมน ฯ

๗๗๗

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อ ความชัด เนื้อความในอุปมานั้น มีดังต่อไปนี้ ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ข้อว่าส่วน เนื้อข้างในนั้น เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ ส่วนหนังข้างนอกนั้น เป็นชื่อของ อายตนะภายนอก ๖ เนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง นั้น เป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคอันคมนั้น เป็นชื่อของปัญญาอันประเสริฐ ซึ่ง ใช้เถือ แล่ คว้านกิเลสในระหว่าง สัญโญชน์ในระหว่าง เครื่องผูกใน ระหว่างได้ ฯ

อุปมา โข เม อยํ ภคินิโย กตา อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย ฯ อยเมเวตฺถ อตฺโถ ฯ อนฺตโร มํสกาโยติ โข ภคินิโย ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ พาหิโร จมฺมกาโยติ โข ภคินิโย ฉนฺเนตํ พาหิรานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ อนฺตรา วิลิมํสํ อนฺตรา นหารู อนฺตรา พนฺธนฺติ โข ภคินิโย นนฺทิราคสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ติณฺหํ โควิกนฺตนนฺติ โข ภคินิโย อริยาเยตํ ปญฺญาย อธิวจนํ ยายํ อริยา ปญฺญา อนฺตรา กิเลสํ อนฺตรา สญฺโญชนํ อนฺตรา พนฺธนํ สญฺฉินฺทติ สงฺกนฺตติ สมฺปริกนฺตติ ฯ

๗๗๘

ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว เป็นเหตุ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ เหล่านี้ มี ๗ อย่างแล ๗ อย่างเป็นไฉน ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย คือ ภิกษุในพระธรรม วินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย (๒) ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... (๓) ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... (๔) ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... (๕) ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... (๖) ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... (๗) ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย นิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เหล่านี้แล โพชฌงค์ ๗ ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว เป็นเหตุ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ ฯ

สตฺต โข อิเม ภคินิโย โพชฺฌงฺคา เยสํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ กตเม สตฺต ฯ อิธ ภคินิโย ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อิเม โข ภคินิโย สตฺต โพชฺฌงฺคา เยสํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ฯ

๗๗๙

ครั้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนี้แล้ว จึงส่งไปด้วยคำว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงไปเถิด สมควรแก่เวลา แล้ว ลำดับนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะแล้ว ลุกจากอาสนะ อภิวาทท่านพระนันทกะ กระทำประทักษิณ เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอยืนเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย พวก เธอจงไปเถิด สมควรแก่เวลาแล้ว ต่อนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ

อถ โข อายสฺมา นนฺทโก ตา ภิกฺขุนิโย อิมินา โอวาเทน โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ คจฺฉถ ภคินิโย กาโลติ ฯ อถ โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมโต นนฺทกสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข ตา ภิกฺขุนิโย ภควา เอตทโวจ คจฺฉถ ภิกฺขุนิโย กาโลติ ฯ อถ โข ตา ภิกฺขุนิโย ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ

๗๘๐

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นหลีกไปแล้ว ไม่นาน ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในทุกวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำ นั้น ชนเป็นอันมากไม่มีความเคลือบแคลง หรือสงสัยว่า ดวงจันทร์พร่องหรือ เต็มหนอ แต่แท้ที่จริง ดวงจันทร์ก็ยังพร่องอยู่ทีเดียว ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีความ ดำริบริบูรณ์เลย ฉันนั้นเหมือนกันแล ในลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัส กะท่านพระนันทกะว่า ดูกรนันทกะ ถ้าเช่นนั้น วันพรุ่งนี้เธอก็พึงกล่าวสอน ภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนั้นเหมือนกัน ท่านพระนันทกะทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ

อถ โข ภควา อจิรปกฺกนฺตาสุ ตาสุ ภิกฺขุนีสุ ภิกฺขู อามนฺเตสิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ตทหุโปสเถ จาตุทฺทเส น โหติ พหุโน ชนสฺส กงฺขา วา วิมติ วา อูโน นุ โข จนฺโท ปุณฺโณ นุ โข จนฺโทติ อถ โข อูโน จนฺโท เตฺวว โหติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ตา นนฺทกสฺส ธมฺมเทสนาย อตฺตมนา เจว โหนฺติ โน จ โข ปริปุณฺณสงฺกปฺปาติ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อามนฺเตสิ เตนหิ ตฺวํ นนฺทก เสฺวปิ ตา ภิกฺขุนิโย เตเนโววาเทน โอวเทยฺยาสีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข อายสฺมา นนฺทโก ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ

๗๘๑

ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทกะ พอล่วงราตรีนั้นไปแล้ว ถึงเวลา เช้า จึงนุ่งสบงทรงบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นกลับจาก บิณฑบาต ภายหลังเวลาอาหารแล้ว เข้าไปยังวิหารราชการามแต่รูปเดียว ภิกษุณี เหล่านั้นได้เห็นท่านพระนันทกะเดินมาแต่ไกล จึงพากันแต่งตั้งอาสนะและตั้งน้ำ ล้างเท้าไว้ ท่านพระนันทกะนั่งบนอาสนะที่แต่งตั้งไว้แล้ว จึงล้างเท้า แม้ภิกษุณี เหล่านั้นก็อภิวาทท่านพระนันทกะแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

อถ โข อายสฺมา นนฺทโก ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต อตฺตทุติโย เยน ราชการาโม เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสาสุํ โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ฯ ทิสฺวาน อาสนํ ปญฺญาเปสุํ อุทกญฺจ ปาทานํ อุปฏฺฐเปสุํ ฯ นิสีทิ โข อายสฺมา นนฺทโก ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ นิสชฺช ปาเท ปกฺขาเลสิ ฯ ตาปิ โข ภิกฺขุนิโย อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ

๗๘๒

พอนั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านพระนันทกะได้กล่าวดังนี้ว่า ดูกร น้องหญิงทั้งหลาย จักต้องมีข้อสอบถามกันแล ในข้อสอบถามนั้น น้องหญิง ทั้งหลายรู้อยู่ พึงตอบว่ารู้ ไม่รู้อยู่ ก็พึงตอบว่าไม่รู้ หรือน้องหญิงรูปใด มีความ เคลือบแคลงสงสัยน้องหญิงรูปนั้น พึงทวนถามข้าพเจ้าในเรื่องนั้นว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้อนี้เป็นอย่างไร ข้อนี้มีเนื้อความอย่างไรเถิด ฯ ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันย่อมพอใจ ยินดี ต่อพระผู้เป็นเจ้านันทกะ ด้วยเหตุที่พระผู้เป็นเจ้านันทกะปวารณาแก่พวกดิฉัน เช่นนี้ ฯ

เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมา นนฺทโก เอตทโวจ ปฏิปุจฺฉกถา โข ภคินิโย ภวิสฺสติ ตตฺถ อาชานนฺตีติ อาชานามาติสฺส วจนียํ น อาชานนฺตีติ น อาชานามาติสฺส วจนียํ ยสฺสา วา ปนสฺส กงฺขา วา วิมติ วา อหเมว ตตฺถ ปฏิปุจฺฉิตพฺโพ อิทํ ภนฺเต กถํ อิมสฺส กฺวตฺโถติ ฯ เอตฺตเกนปิ มยํ ภนฺเต อยฺยสฺส นนฺทกสฺส อตฺตมนา อภินนฺทาม ยนฺโน อยฺโย นนฺทโก ปวาเรตีติ ฯ

๗๘๓

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน จักษุเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสต เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ฆานะเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ชิวหาเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. กายเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. มโนเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริงว่า อายตนะภายใน ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย จกฺขุ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย โสตํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ฆานํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ชิวฺหา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ กาโย นิจฺโจ วา อนิจฺโจ วาติ ฯ อนิจฺโจ ภนฺเต ฯเปฯ มโน นิจฺโจ วา อนิจฺโจ วาติ ฯ อนิจฺโจ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ อชฺฌตฺติกา อายตนา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๘๔

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เสียง เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. กลิ่นเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. รสเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. โผฏฐัพพะเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ธรรมารมณ์เที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริงว่า อายตนะภายนอก ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย รูปา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย สทฺทา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ คนฺธา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ รสา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯเปฯ ธมฺมา นิจฺจา วา อนิจฺจา วาติ ฯ อนิจฺจา ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ พาหิรา อายตนา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๘๕

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน จักษุวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสต วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ฆานวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. ชิวหาวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. กายวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯลฯ น. มโนวิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง ฯ ภิกษุณี. ไม่เที่ยง เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ฯ ภิกษุณี. เป็นทุกข์ เจ้าข้า ฯ น. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเรา นั่นอัตตาของเรา ฯ ภิกษุณี. ไม่ควรเลย เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. เพราะเมื่อก่อน พวกดิฉันมิได้เห็นข้อนั้นดีด้วยปัญญาชอบ ตามความเป็นจริงว่า หมวดวิญญาณ ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แม้เพราะเหตุนี้ เจ้าข้า ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

ตํ กึ มญฺญถ ภคินิโย จกฺขุวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ วิญฺญาณกายา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ โสตวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ กายวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วา ตํ สุขํ วาติ ฯ ทุกฺขํ ภนฺเต ฯ ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโสหสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ปุพฺเพว โน เหตํ ภนฺเต ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐํ อิติปิ เม ฉ วิญฺญาณกายา อนิจฺจาติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๘๖

ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันกำลังติดไฟ อยู่ มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไป เป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แสงสว่างก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ผู้ใดกล่าวอย่างนี้ว่า ประทีป น้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ว่าแสงสว่างของประทีปนั้นแล เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปร- *ปรวนไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวนั้นชื่อว่า พึงกล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะอะไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะประทีปน้ำมันที่กำลังติดไฟอยู่โน้น มีน้ำมันก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ไส้ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็น ธรรมดา เปลวไฟก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แสงสว่างของประทีปนั้น ก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เช่นกัน ฯ

เสยฺยถาปิ ภคินิโย เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ วฏฺฏิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อจฺจิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อาภาปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ฯ โย นุ โข ภคินิโย เอวํ วเทยฺย อมุสฺส เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ วฏฺฏิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อจฺจิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ยา จ ขฺวสฺส อาภา สา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมาติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุสฺส หิ ภนฺเต เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต เตลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ วฏฺฏิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา อจฺจิปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ปเควสฺส อาภา อนิจฺจา วิปริณามธมฺมาติ ฯ

๗๘๗

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล บุคคลใด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า อายตนะภายใน ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะ ภายในเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้น เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจัยที่เกิด แต่อายตนะภายในนั้นๆ ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายในนั้นๆ จึงดับไป ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

เอวเมว โข ภคินิโย โย นุ โข เอวํ วเทยฺย ฉ โข เม อชฺฌตฺติกา อายตนา อนิจฺจา ยญฺจ โข ฉ อชฺฌตฺติเก อายตเน ปฏิจฺจ ปฏิสํเวเทมิ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตชฺชํ ตชฺชํ ภนฺเต ปจฺจยํ ปฏิจฺจ ตชฺชา ตชฺชา เวทนา อุปฺปชฺชติ ตชฺชสฺส ตชฺชสฺส ปจฺจยสฺส นิโรธา ตชฺชา ตชฺชา เวทนา นิรุชฺฌตีติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๘๘

ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ มีรากก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็น ธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาก็ไม่เที่ยง แปรปรวน ไปเป็นธรรมดา ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า ต้นไม้ใหญ่มีแก่น ตั้งอยู่โน้น มีรากก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวน ไปเป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา แต่ว่าเงาของ ต้นไม้นั้นแล เที่ยง ยั่งยืน เป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ผู้ที่กล่าวนั้น ชื่อว่าพึงกล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะต้นไม้ใหญ่ มีแก่นตั้งอยู่โน้น มีราก ก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ลำต้นก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา กิ่งและใบก็ไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดา เงาของต้นไม้นั้น ก็ต้องไม่เที่ยง แปรปรวนไปเป็นธรรมดาเช่นกัน ฯ

เสยฺยถาปิ ภคินิโย มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต มูลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ขนฺโธปิ อนิจฺโจ วิปริณามธมฺโม สาขาปลาสมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ฉายาปิ อนิจฺจา วิปริณามธมฺมา ฯ โย นุ โข ภคินิโย เอวํ วเทยฺย อมุสฺส มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต มูลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ขนฺโธปิ อนิจฺโจ วิปริณามธมฺโม สาขาปลาสมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ยา จ ขฺวสฺส ฉายา สา นิจฺจา ธุวา สสฺสตา อวิปริณามธมฺมาติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุสฺส หิ ภนฺเต มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต มูลมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ขนฺโธปิ อนิจฺโจ วิปริณามธมฺโม สาขาปลาสมฺปิ อนิจฺจํ วิปริณามธมฺมํ ปเควสฺส ฉายา อนิจฺจา วิปริณามธมฺมาติ ฯ

๗๘๙

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล บุคคลใด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า อายตนะภายนอก ๖ ของเรา ไม่เที่ยง แต่เราอาศัยอายตนะ ภายนอกเสวยเวทนาใด เป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เวทนานั้น เที่ยง ยั่งยืนเป็นไปติดต่อ ไม่มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา บุคคลผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ อาศัยปัจจัยที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ แล้ว จึงเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจัยที่ เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ ดับ เวทนาที่เกิดแต่อายตนะภายนอกนั้นๆ จึงดับไป ฯ น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ถูกละๆ พระอริยสาวกผู้เห็นเรื่องนี้ด้วย ปัญญาชอบ ตามความเป็นจริง ย่อมมีความเห็นอย่างนี้แล ฯ

เอวเมว โข ภคินิโย โย นุ โข เอวํ วเทยฺย ฉ โข เม พาหิรา อายตนา อนิจฺจา ยญฺจ โข พาหิเร อายตเน ปฏิจฺจ ปฏิสํเวเทมิ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตํ นิจฺจํ ธุวํ สสฺสตํ อวิปริณามธมฺมนฺติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ตชฺชํ ตชฺชํ ภนฺเต ปจฺจยํ ปฏิจฺจ ตชฺชา ตชฺชา เวทนา อุปฺปชฺชติ ตชฺชสฺส ตชฺชสฺส ปจฺจสฺส นิโรธา ตชฺชา ตชฺชา เวทนา นิรุชฺฌตีติ ฯ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอวํ เหตํ ภคินิโย โหติ อริยสาวกสฺส ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ฯ

๗๙๐

ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของ คนฆ่าโคผู้ฉลาด ฆ่าโคแล้ว ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นใน ระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้ แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัวนี้ ประกอบด้วยหนังผืนนี้ เหมือนอย่างเดิมนั้นเอง ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย คนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้กล่าวนั้น ชื่อว่ากล่าวชอบหรือหนอแล ฯ ภิกษุณี. หามิได้ เจ้าข้า ฯ น. นั่นเพราะเหตุไร ฯ ภิกษุณี. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ ฉลาดโน้น ฆ่าโคแล้ว ใช้มีดแล่โคอันคมชำแหละโค แยกส่วนเนื้อข้างใน แยกส่วนหนังข้างนอกไว้ ในส่วนเนื้อนั้น ส่วนใดเป็นเนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นใน ระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง ก็ใช้มีดแล่โคอันคมเถือ แล่ คว้านส่วนนั้นๆ ครั้นแล้วคลี่ส่วนหนังข้างนอกออก เอาปิดโคนั้นไว้ แม้เขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า โคตัว นี้ประกอบด้วยหนังผืนนี้ เหมือนอย่างเดิมนั่นเอง ก็จริง ถึงกระนั้นแล โคนั้นก็ แยกกันแล้วจากหนังผืนนั้น ฯ

เสยฺยถาปิ ภคินิโย ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา คาวึ วธิตฺวา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน คาวึ วิกนฺเตยฺย อนูปหจฺจ อนฺตรํ มํสกายํ อนูปหจฺจ พาหิรํ จมฺมกายํ ยํ ยเทว ตตฺถ อนฺตรา วิลิมํสํ อนฺตรา นหารู อนฺตรา พนฺธนํ ตํ ตเทว ติเณฺหน โควิกนฺตเนน สญฺฉินฺเทยฺย สงฺกนฺเตยฺย สมฺปริกนฺเตยฺย สญฺฉินฺทิตฺวา สงฺกนฺติตฺวา สมฺปริกนฺติตฺวา วิธุนิตฺวา พาหิรํ จมฺมกายํ เตเนว จมฺเมน ตํ คาวึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา เอวํ วเทยฺย ตเถวายํ คาวี สํยุตฺตา อิมินา จมฺเมนาติ สมฺมา นุ โข โส ภคินิโย วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อมุ หิ ภนฺเต ทกฺโข โคฆาตโก วา โคฆาตกนฺเตวาสี วา คาวึ วธิตฺวา ติเณฺหน โควิกนฺตเนน คาวึ วิกนฺเตยฺย อนูปหจฺจ อนฺตรํ มํสกายํ อนูปหจฺจ พาหิรํ มํสกายํ ยํ ยเทว ตตฺถ อนฺตรา วิลิมํสํ อนฺตรา นหารู อนฺตรา พนฺธนํ ตํ ตเทว ติเณฺหน โควิกนฺตเนน คาวึ สญฺฉินฺเทยฺย สงฺกนฺเตยฺย สมฺปริกนฺเตยฺย สญฺฉินฺทิตฺวา สงฺกนฺติตฺวา สมฺปริกนฺติตฺวา วิธุนิตฺวา พาหิรํ จมฺมกายํ เตเนว จมฺเมน ตํ คาวึ ปฏิจฺฉาเทตฺวา กิญฺจาปิ โส เอวํ วเทยฺย ตเถวายํ คาวี สํยุตฺตา อิมินา จมฺเมนาติ อถ โข สา คาวี วิสํยุตฺตา เตเนว จมฺเมน ฯ

๗๙๑

น. ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เราเปรียบอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจเนื้อ ความชัด เนื้อความในอุปมานั้น มีดังต่อไปนี้ ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ข้อว่าส่วน เนื้อข้างในนั้น เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ ส่วนหนังข้างนอกนั้น เป็นชื่อของ อายตนะภายนอก ๖ เนื้อล่ำในระหว่าง เอ็นในระหว่าง เครื่องผูกในระหว่าง นั้น เป็นชื่อของนันทิราคะ มีดแล่โคอันคมนั้น เป็นชื่อของปัญญาอันประเสริฐ ซึ่ง ใช้เถือ แล่ คว้านกิเลสในระหว่าง สัญโญชน์ในระหว่าง เครื่องผูกใน ระหว่างได้ ฯ

อุปมา โข เม อยํ ภคินิโย กตา อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย ฯ อยเมเวตฺถ อตฺโถ ฯ อนฺตโร มํสกาโยติ โข ภคินิโย ฉนฺเนตํ อชฺฌตฺติกานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ พาหิโร จมฺมกาโยติ โข ภคินิโย ฉนฺเนตํ พาหิรานํ อายตนานํ อธิวจนํ ฯ อนฺตรา วิลิมํสํ อนฺตรา นหารู อนฺตรา พนฺธนนฺติ โข ภคินิโย นนฺทิราคสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ติณฺหํ โควิกนฺตนนฺติ โข ภคินิโย อริยาเยตํ ปญฺญาย อธิวจนํ ยายํ อริยา ปญฺญา อนฺตรา กิเลสํ อนฺตรา สญฺโญชนํ อนฺตรา พนฺธนํ สญฺฉินฺทติ สงฺกนฺตติ สมฺปริกนฺตติ ฯ

๗๙๒

ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย โพชฌงค์ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว เป็นเหตุ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่ง ด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ เหล่านี้ มี ๗ อย่างแล ๗ อย่างเป็นไฉน ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย คือ ภิกษุในพระธรรม วินัยนี้ (๑) ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย (๒) ย่อมเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ... (๓) ย่อมเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ... (๔) ย่อมเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ... (๕) ย่อมเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ... (๖) ย่อมเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ... (๗) ย่อมเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัย นิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย เหล่านี้แล โพชฌงค์ ๗ ที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วเป็นเหตุ ย่อมเข้าถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่ง ด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่ ฯ

สตฺต โข อิเม ภคินิโย โพชฺฌงฺคา เยสํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ กตเม สตฺต ฯ อิธ ภคินิโย ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ... อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ อิเม โข ภคินิโย สตฺต โพชฺฌงฺคา เยสํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรตีติ ฯ

๗๙๓

ครั้นท่านพระนันทกะกล่าวสอนภิกษุณีเหล่านั้นด้วยโอวาทนี้แล้ว จึงส่งไปด้วยคำว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงไปเถิด สมควรแก่เวลาแล้ว ลำดับนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น ยินดีอนุโมทนาภาษิตของท่านพระนันทกะแล้ว ลุกจาก อาสนะ อภิวาทท่านพระนันทกะ กระทำประทักษิณ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ยังที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พอ ยืนเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุณีทั้งหลาย พวกเธอ จงไปเถิด สมควรแก่เวลาแล้ว ต่อนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถวายอภิวาทพระผู้มี- *พระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ

อถ โข อายสฺมา นนฺทโก ตา ภิกฺขุนิโย อิมินา โอวาเทน โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ คจฺฉถ ภคินิโย กาโลติ ฯ อถ โข ตา ภิกฺขุนิโย อายสฺมโต นนฺทกสฺส ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตา โข ตา ภิกฺขุนิโย ภควา เอตทโวจ คจฺฉถ ภิกฺขุนิโย กาโลติ ฯ อถ โข ตา ภิกฺขุนิโย ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ

๗๙๔

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค เมื่อภิกษุณีเหล่านั้นหลีกไปแล้ว ไม่นาน ได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในทุกวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ นั้น ชนเป็นอันมากไม่มีความเคลือบแคลง หรือสงสัยว่า ดวงจันทร์พร่องหรือ เต็มหนอ แต่แท้ที่จริง ดวงจันทร์ก็เต็มแล้วทีเดียว ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณีเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ชื่นชมธรรมเทศนาของนันทกะ ทั้งๆ ที่มีความดำริ บริบูรณ์แล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป นั้น รูปสุดท้ายยังเป็นถึงพระโสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แน่นอนที่ จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ นันทโกวาทสูตร ที่ ๔ -----------------------------------------------------

อถ โข ภควา อจิรปกฺกนฺตาสุ ตาสุ ภิกฺขุนีสุ ภิกฺขู อามนฺเตสิ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส น โหติ พหุโน ชนสฺส กงฺขา วา วิมติ วา อูโน นุ โข จนฺโท ปุณฺโณ นุ โข จนฺโทติ อถ โข ปุณฺโณ จนฺโท เตฺวว โหติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ตา ภิกฺขุนิโย นนฺทกสฺส ธมฺมเทสนาย อตฺตมนา เจว ปริปุณฺณสงฺกปฺปา จ ฯ ตาสํ ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุนีสตานํ ยา ปจฺฉิมิกา ภิกฺขุนี สา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ นนฺทโกวาทสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ -----------

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๔. นันทโกวาทสูตร