๘. สุทัตตสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สุทัตตสูตรที่ ๘
อฏฺฐมํ สุทตฺตสุตฺตํ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับในสีตวัน เขตกรุง ราชคฤห์ ฯ สมัยนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีไปถึงกรุงราชคฤห์ด้วยกรณียกิจ บางอย่าง ฯ อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สดับว่า เขาลือกันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้ว ในโลก จึงในขณะนั้นเอง ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ฯ ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ดำริว่า วันนี้เป็นกาลไม่ควรเพื่อ จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พรุ่งนี้เถิด เราจึงจักเข้าเฝ้าท่านคฤหบดีนอนรำพึงถึง พระพุทธเจ้า สำคัญว่าสว่างแล้วลุกขึ้นในราตรีถึง ๓ ครั้ง ฯ ลำดับนั้น ท่านคฤหบดีเดินไปทางประตูป่าช้า พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ ฯ
เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ สีตวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน อนาถปิณฺฑิโก คหปติ ราชคหํ อนุปฺปตฺโต โหติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อสฺโสสิ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ พุทฺโธ กิร โลเก อุปฺปนฺโนติ ตาวเทว จ ปน ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุกาโม โหติ ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส เอตทโหสิ อกาโล โข อชฺช ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ เสฺวทานาหํ กาเลน ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสามีติ ฯ พุทฺธคตาย สติยา นิปชฺชิ รตฺติยา สุทํ ติกฺขตฺตุํ วุฏฺฐาสิ ปภาตนฺติ มญฺญมาโน ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน สีวถิกทฺวารํ เตนุปสงฺกมิ ฯ อมนุสฺสา ทฺวารํ วิวรึสุ ฯ
ครั้นเมื่ออนาถบิณฑิกคฤหบดีออกจากเมืองไป แสงสว่างก็ อันตรธานไป ความมืดปรากฏขึ้น ความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยอง เกล้าบังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้น ฯ ครั้งนั้น ยักษ์ชื่อสีวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถเทียมด้วยม้าอัสดรแสนหนึ่ง หญิงสาวที่สอดสวมแก้วมณีและกุณฑลแสนหนึ่ง ย่อมไม่ ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่าง เท้าไปก้าวหนึ่ง ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี ท่านจงก้าว หน้าไปเถิดคฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ การ ถอยหลังไม่ประเสริฐเลย ฯ ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถ บิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป ฯ
อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส นครมฺหา นิกฺขมนฺตสฺส อาโลโก อนฺตรธายิ อนฺธกาโร ปาตุรโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส อุทปาทิ ฯ ตโต จ ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ อถ โข สิวโก ยกฺโข อนฺตรหิโต สทฺทํ อนุสฺสาเวสิ สตํ หตฺถี สตํ อสฺสา สตํ อสฺสตรี รถา สตํ กญฺญาสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา เอกสฺส ปทวีติหารสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกมนนฺเต เสยฺโย โน ปฏิกฺกมนนฺติ ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อนฺธกาโร อนฺตรธายิ อาโลโก ปาตุรโหสิ ยํ อโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ
แม้ครั้งที่ ๒ แสงสว่างหายไป ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่าน อนาถบิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าบังเกิด ขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก ฯ แม้ครั้งที่ ๒ ยักษ์ชื่อสิวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง ฯลฯ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐ เลย ฯ ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิก คฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป ฯ
ทุติยมฺปิ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อาโลโก อนฺตรธายิ อนฺธกาโร ปาตุรโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส อุทปาทิ ฯ ตโต จ ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข สิวโก ยกฺโข อนฺตรหิโต สทฺทมนุสฺสาเวสิ สตํ หตฺถี สตํ อสฺสา ฯเปฯ กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกมนนฺเต เสยฺโย โน ปฏิกฺกมนนฺติ ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อนฺธกาโร อนฺตรธายิ อาโลโก ปาตุรโหสิ ยํ อโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ
แม้ครั้งที่ ๓ แสงสว่างหายไป ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่าน อนาถบิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าบังเกิด ขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก ฯ แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์ชื่อสิวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง ฯลฯ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐ เลย ฯ ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างได้ปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถ- *บิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ ระงับไป ฯ
ตติยมฺปิ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อาโลโก อนฺตรธายิ อนฺธกาโร ปาตุรโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส อุทปาทิ ฯ ตโต จ ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข สิวโก ยกฺโข อนฺตรหิโต สทฺทมนุสฺสาเวสิ สตํ หตฺถี สตํ อสฺสา ฯเปฯ กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกมนนฺเต เสยฺโย โน ปฏิกฺกมนนฺติ ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อนฺธกาโร อนฺตรธายิ อาโลโก ปาตุรโหสิ ยํ อโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ
ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเดินเข้าไปถึงสีตวัน ฯ สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เสด็จ จงกรมอยู่ในที่แจ้ง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกคฤหบดีผู้มาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสเรียก อนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า มานี่เถิดสุทัตตะ ฯ ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงทักเราโดย ชื่อ จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าในที่นั้นเอง แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ พระองค์ประทับอยู่เป็นสุขหรือ พระเจ้าข้า ฯ
อถ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน สีตวนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย อชฺโฌกาเส จงฺกมติ ฯ อทฺทสา โข ภควา อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน จงฺกมา โอโรหิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ นิสชฺช โข ภควา อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ เอตทโวจ เอหิ สุทตฺตาติ ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ นาเมน มํ ภควา อาลปตีติ ตตฺเถว ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ กจฺจิ ภนฺเต ภควา สุขํ วสิตฺถาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า พราหมณ์ผู้ดับกิเลสเสียได้แล้วไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เป็น ผู้เย็น ปราศจากอุปธิ ย่อมอยู่เป็นสุขเสมอไป ผู้ที่ตัด ตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องได้หมดแล้ว กำจัดความกระวนกระวาย ในใจเสียได้ เป็นผู้สงบอยู่เป็นสุข เพราะถึงสันติด้วยใจ ฯ
สพฺพทา เว สุขํ เสติ พฺราหฺมโณ ปรินิพฺพุโต โย น ลิมฺปติ กาเมสุ สีติภูโต นิรูปธิ สพฺพา อาสตฺติโย เฉตฺวา วิเนยฺย หทเย ทรํ อุปสนฺโต สุขํ เสติ สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตสาติ ฯ