๖. โอวาทสูตร ที่ ๑
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๖. โอวาทสูตรที่ ๑
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน เขตพระนคร ราชคฤห์ ... ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้าง หนึ่ง ครั้นท่านพระมหากัสสปะนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรกัสสป เธอจงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย จงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เราหรือเธอ พึงกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย เราหรือเธอพึงกระทำธรรมีกถาแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ฯ
ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน ... อถ โข อายสฺมา มหากสฺสโป เยน ภควา เตนุสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ มหากสฺสปํ ภควา เอตทโวจ โอวท กสฺสป ภิกฺขู กโรหิ กสฺสป ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ อหํ วา กสฺสป ภิกฺขู โอวเทยฺยํ ตฺวํ วา อหํ วา ภิกฺขูนํ ธมฺมึ กถํ กเรยฺยํ ตฺวํ วาติ ฯ
พระมหากัสสปะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ ภิกษุ ทั้งหลายในบัดนี้ เป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมที่ทำให้เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับอนุศาสนีโดยเคารพ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในพระธรรมวินัยนี้ ข้าพระองค์ ได้เห็นภิกษุชื่อภัณฑะ ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระอานนท์ และภิกษุชื่ออาภิชชิกะ ซึ่งเป็นสัทธิวิหาริกของพระอนุรุทธะ กล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะว่า จงมาเถิด ภิกษุ ใครจักกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดีกว่ากัน ใครจักกล่าวได้นาน กว่ากัน ดังนี้ ฯ
ทุพฺพจา โข ภนฺเต ภควา เอตรหิ ภิกฺขู โทวจสฺสกรเณหิ กรเณหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตา อกฺขมา อปฺปทกฺขิณคฺคาหิโน อนุสาสนึ ฯ อิธาหํ ภนฺเต อทฺทสํ ภณฺฑญฺจ นาม ภิกฺขุํ อานนฺทสฺส สทฺธิวิหารึ อาภิชฺชิกญฺจ นาม ภิกฺขุํ อนุรุทฺธสฺส สทฺธิวิหารึ อญฺญมญฺญํ สุเตน อจฺจาวทนฺเต เอหิ ภิกฺขุ โก พหุตรํ ภาสิสฺสติ โก สุนฺทรตรํ ภาสิสฺสติ โก จิรตรํ ภาสิสฺสตีติ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอจงมา จงเรียกภัณฑภิกษุ สัทธิวิหาริกของอานนท์ และอาภิชชิก- *ภิกษุ สัทธิวิหาริกของอนุรุทธะ มาตามคำของเราว่า พระศาสดาตรัสเรียกท่านผู้มี อายุทั้งหลาย ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า แล้วเข้าไปหา ภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหาแล้วได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า พระ- *ศาสดาตรัสเรียกท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำภิกษุนั้นว่า ขอรับ ผู้มีอายุ ดังนี้แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
อถ โข ภควา อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ ภิกฺขุ มม วจเนน ภณฺฑญฺจ ภิกฺขุํ อานนฺทสฺส สทฺธิวิหารึ อาภิชฺชิกญฺจ ภิกฺขุํ อนุรุทฺธสฺส สทฺธิวิหารึ อามนฺเตหิ สตฺถา อายสฺมนฺเต อามนฺเตตีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู เอตทโวจ สตฺถา อายสฺมนฺเต อามนฺเตตีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข เต ภิกฺขู ตสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ
ครั้นภิกษุเหล่านั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถาม ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอได้กล่าวล่วงเกินกันและกัน ด้วยสุตะว่า จงมาเถิดภิกษุ ใครจักกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดีกว่ากัน ใครจักกล่าว ได้นานกว่ากัน ดังนี้จริงหรือ ฯ ภิกษุเหล่านั้นทูลรับว่า จริงอย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงไว้แล้วอย่างนี้หรือ หนอ พวกเธอจึงกล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะอย่างนี้ว่า จงมาเถิดภิกษุ ใคร จักกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดีกว่ากัน ใครจักกล่าวได้นานกว่ากัน ฯ ภิ. ไม่เป็นอย่างนั้นเลย พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าพวกเธอไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่าง นี้ ดูกรโมฆบุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเธอรู้อะไร เห็นอะไร บวชอยู่ในธรรม วินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ ย่อมกล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะไปทำไมเล่าว่า จงมาเถิดภิกษุ ใครจักกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดีกว่ากัน ใครจักกล่าว ได้นานกว่ากัน ฯ
เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต ภิกฺขู ภควา เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตุเมฺห ภิกฺขเว อญฺญมญฺญํ สุเตน อจฺจาวทถ เอหิ ภิกฺขุ โก พหุตรํ ภาสิสฺสติ โก สุนฺทรตรํ ภาสิสฺสติ โก จิรตรํ ภาสิสฺสตีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ ฯ กินฺนุ เม ตุเมฺห ภิกฺขเว เอวํ ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาถ เอวํ ตุเมฺห ภิกฺขเว อญฺญมญฺญํ สุเตน อจฺจาวทถ เอหิ ภิกฺขุ โก พหุตรํ ภาสิสฺสติ โก สุนฺทรตรํ ภาสิสฺสติ โก จิรตรํ ภาสิสฺสตีติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ โน เจ กิร เม ตุเมฺห ภิกฺขเว เอวํ ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาถ อถ กิญฺจรหิ ตุเมฺห โมฆปุริสา กึ ชานนฺตา กึ ปสฺสนฺตา เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา อญฺญมญฺญํ สุเตน อจฺจาวทถ เอหิ ภิกฺขุ โก พหุตรํ ภาสิสฺสติ โก สุนฺทรตรํ ภาสิสฺสติ โก จิรตรํ ภาสิสฺสตีติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นซบศีรษะใกล้พระบาทพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ครอบงำ ข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้พาลอย่างไร ผู้หลงอย่างไร ผู้ไม่ฉลาดอย่างไร ข้าพระองค์ เหล่าใดบวชในพระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วอย่างนี้ กล่าวล่วงเกินกัน และกันด้วยสุตะว่า จงมาเถิดภิกษุ ใครจักกล่าวได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดี กว่ากัน ใครจักกล่าวได้นานกว่ากัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงรับโทษโดยความเป็นโทษ แห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเหล่านั้น เพื่อสำรวม ต่อไป ฯ
อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อจฺจโย โน ภนฺเต อจฺจคมา ยถาพาเล ยถามูเฬฺห ยถาอกุสเล เย มยํ เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา อญฺญมญฺญํ สุเตน อจฺจาวทิมฺหา เอหิ ภิกฺขุ โก พหุตรํ ภาสิสฺสติ โก สุนฺทรตรํ ภาสิสฺสติ โก จิรตรํ ภาสิสฺสตีติ เตสํ โน ภนฺเต ภควา อจฺจยํ อจฺจยโต ปฏิคฺคณฺหาตุ อายตึ สํวรายาติ ฯ
พ. เอาเถิดภิกษุทั้งหลาย โทษได้ครอบงำพวกเธอ ผู้พาลอย่าง ไร ผู้หลงอย่างไร ผู้ไม่ฉลาดอย่างไร เธอเหล่าใดบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวดี แล้วอย่างนี้ ได้กล่าวล่วงเกินกันและกันด้วยสุตะว่า จงมาเถิดภิกษุ ใครจักกล่าว ได้มากกว่ากัน ใครจักกล่าวได้ดีกว่ากัน ใครจักกล่าวได้นานกว่ากัน ดังนี้ ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใดแล พวกเธอมาเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนเสีย ตามสมควรแก่ธรรม เมื่อนั้นเราทั้งหลายขอรับโทษนั้นของเธอเหล่านั้น ก็การที่ บุคคลเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนเสียตามสมควรแก่ธรรม และถึง ความสำรวมต่อไปนี้ เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า ฯ จบสูตรที่ ๖
ตคฺฆ ตุเมฺห ภิกฺขเว อจฺจโย อจฺจคมา ยถาพาเล ยถามูเฬฺห ยถาอกุสเล เย ตุเมฺห เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิตา สมานา อญฺญมญฺญํ สุเตน อจฺจาวทิตฺถ เอหิ ภิกฺขุ โก พหุตรํ ภาสิสฺสติ โก สุนฺทรตรํ ภาสิสฺสติ โก จิรตรํ ภาสิสฺสตีติ ยโต จ โข ตุเมฺห ภิกฺขเว อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรถ ตํ โว มยํ อจฺจยํ ปฏิคฺคณฺหาม วุฑฺฒิ เหสา ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย โย อจฺจยํ อจฺจยโต ทิสฺวา ยถาธมฺมํ ปฏิกโรติ อายตึ จ สํวรํ อาปชฺชตีติ ฯ ฉฏฺฐํ ฯ