๘. ภิกขุสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๘. ภิกขุสูตร
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์ นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึง เหตุเกิดแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติ ให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ ย่อมรู้ทั่วถึงชาติ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงภพ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่ว ถึงอุปาทาน ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงตัณหา ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงเวทนา ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึง ผัสสะ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสฬายตนะ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงนามรูป ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึง วิญญาณ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสังขารทั้งหลาย ย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่งสังขาร ย่อมรู้ ทั่วถึงความดับแห่งสังขาร ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขาร ฯ
สาวตฺถิยํ วิหรติ ... ตตฺร โข ฯเปฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ชรามรณํ ปชานาติ ชรามรณสมุทยํ ปชานาติ ชรามรณนิโรธํ ปชานาติ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ฯ ชาตึ ปชานาติ ฯเปฯ ภวํ ปชานาติ ... อุปาทานํ ปชานาติ ... ตณฺหํ ปชานาติ ... เวทนํ ปชานาติ ... ผสฺสํ ปชานาติ ... สฬายตนํ ปชานาติ ... นามรูปํ ปชานาติ ... วิญฺญาณํ ปชานาติ ... สงฺขาเร ปชานาติ สงฺขารสมุทยํ ปชานาติ สงฺขารนิโรธํ ปชานาติ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะ ของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความ แก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ความ เคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรา และมรณะดังพรรณนามานี้ เรียกว่าชรามรณะ เพราะชาติเกิด ชรามรณะจึงเกิด เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ ความดำริชอบ ๑ วาจาชอบ ๑ การงานชอบ ๑ อาชีพชอบ ๑ พยายามชอบ ๑ ระลึกชอบ ๑ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับชรามรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภพเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุปาทานเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ตัณหาเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสะเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สฬายตนะเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็นามรูป เป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ สังขารเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขาร ๓ ประการเหล่านี้ คือ กายสังขาร ๑ วจีสังขาร ๑ จิตตสังขาร ๑ นี้เรียกว่าสังขาร เพราะอวิชชาเกิด สังขารจึงเกิด เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ ความเห็นชอบ ๑ ฯลฯ ความตั้งใจมั่นชอบ ๑ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับสังขาร ฯ
กตมญฺจ ภิกฺขเว ชรามรณํ ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ ปาลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณํ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ชรามรณํ ฯ ชาติสมุทยา ชรามรณสมุทโย ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ {๙๒.๑} กตมญฺจ ภิกฺขเว ชาติ ฯเปฯ กตโม จ ภิกฺขเว ภโว ... กตมญฺจ ภิกฺขเว อุปาทานํ ... กตมา จ ภิกฺขเว ตณฺหา ... เวทนา ... ผสฺโส ... สฬายตนํ ... นามรูปํ ... วิญฺญาณํ ... กตเม จ ภิกฺขเว สงฺขารา ตโยเม ภิกฺขเว สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร อิเม วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว สงฺขารา ฯ อวิชฺชาสมุทยา สงฺขารสมุทโย อวิชฺชานิโรธา สงฺขารนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค สงฺขารนิโรธคามินี ปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุย่อมรู้ทั่วถึงชรามรณะ อย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงเหตุเกิดแห่งชรามรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งชรา มรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรามรณะอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่ว ถึงชาติอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงภพอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงอุปาทานอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงตัณหาอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงเวทนาอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงผัสสะ อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสฬายตนะอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงนามรูปอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงวิญญาณอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมรู้ทั่วถึงสังขารทั้งหลายอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึง เหตุเกิดแห่งสังขารอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงข้อ ปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งสังขารอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในกาลนั้น ภิกษุนี้ เรากล่าวว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทิฐิบ้าง เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะบ้าง เป็นผู้มาถึง สัทธรรมนี้บ้าง เห็นสัทธรรมนี้บ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันเป็นเสกขะบ้าง เป็นผู้ประกอบด้วยวิชชาอันเป็นเสกขะบ้าง เป็นผู้บรรลุกระแสแห่งธรรมบ้าง เป็นพระอริยะมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลสบ้าง ว่าอยู่ชิดประตูอมตนิพพานบ้าง ฯ จบสูตรที่ ๘
ยโต โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ชรามรณํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณสมุทยํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณนิโรธํ ปชานาติ เอวํ ชรามรณนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ฯเปฯ เอวํ ชาตึ ปชานาติ ฯเปฯ ภวํ ... อุปาทานํ ... ตณฺหํ ... เวทนํ ... ผสฺสํ ... สฬายตนํ ... นามรูปํ ... วิญฺญาณํ ... เอวํ สงฺขาเร ปชานาติ เอวํ สงฺขารสมุทยํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารนิโรธํ ปชานาติ เอวํ สงฺขารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน อิติปิ ทสฺสนสมฺปนฺโน อิติปิ อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ อิติปิ เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต อิติปิ เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต อิติปิ ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน อิติปิ อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ อิติปิ อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ อิติปีติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ