This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๒. กฬารขัตติยสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๐๔–๑๑๗พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค14 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค ๒. กฬารขัตติยสูตร

๑๐๔

พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล กฬารขัตติยภิกษุเข้าไปหาท่าน พระสารีบุตรถึงที่อยู่ แล้วได้ปราศรัยกับท่าน ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง กันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วได้กล่าวกะท่าน พระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร โมลิยผัคคุณภิกษุได้ลาสิกขา เวียนมา ทางฝ่ายต่ำเสียแล้ว ฯ ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านโมลิยผัคคุณะนั้นคงไม่ได้ความพอใจใน พระธรรมวินัยนี้เป็นแน่ ฯ ก. ถ้าเช่นนั้น ท่านพระสารีบุตรคงได้ความพอใจในพระธรรมวินัยนี้ กระมัง ฯ สา. ท่านผู้มีอายุ ผมไม่มีความสงสัยเลย ฯ ก. ท่านผู้มีอายุ ก็ต่อไปเล่า ท่านไม่สงสัยหรือ ฯ สา. ท่านผู้มีอายุ ถึงต่อไปผมก็ไม่สงสัยเลย ฯ

สาวตฺถิยํ วิหรติ ... อถ โข กฬารขตฺติโย ภิกฺขุ เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา สารีปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข กฬารขตฺติโย ภิกฺขุ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ โมลิยผคฺคุโน อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺโตติ นห นูน โส อายสฺมา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อสฺสาสมลตฺถาติ เตนหายสฺมา สารีปุตฺโต อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อสฺสาสมฺปตฺโตติ ฯ น ขฺวาหํ อาวุโส กงฺขามีติ ฯ อายตึ ปนาวุโสติ ฯ น ขฺวาหํ อาวุโส วิจิกิจฺฉามีติ ฯ

๑๐๕

ลำดับนั้น กฬารขัตติยภิกษุลุกจากอาสนะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรอวดอ้างพระอรหัตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้น แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้ไม่มี ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า มานี่แน่ะภิกษุ เธอจง ไปเรียกสารีบุตรมาตามคำของเราว่า พระศาสดารับสั่งเรียกหาท่าน ฯ ภิกษุนั้นรับพระพุทธพจน์แล้ว เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรยังที่อยู่ แล้ว เรียนต่อท่านว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร พระศาสดารับสั่งเรียกหาท่าน ฯ ท่านพระสารีบุตรรับคำของภิกษุนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ฯ

อถ โข กฬารขตฺติโย ภิกฺขุ อุฏฺฐายาสนา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข กฬารขตฺติโย ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมตา ภนฺเต สารีปุตฺเตน อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ ฯ อถ โข ภควา อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ ภิกฺขุ มม วจเนน สารีปุตฺตํ อามนฺเตหิ สตฺถา ตํ อาวุโส สารีปุตฺต อามนฺเตตีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ สตฺถา ตํ อาวุโส สารีปุตฺต อามนฺเตตีติ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ

๑๐๖

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรสารีบุตร เขาว่าเธออวดอ้าง อรหัตผลว่า เรารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จ แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี ดังนี้ จริงหรือ ฯ ท่านพระสารีบุตรกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์หาได้กล่าวเนื้อ ความตามบท ตามพยัญชนะเช่นนี้ไม่ ฯ ภ. ดูกรสารีบุตร กุลบุตรย่อมอวดอ้างอรหัตผลโดยปริยายอย่างใด อย่างหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลทั้งหลายก็ต้องเห็นอรหัตผลที่อวดอ้างไปแล้ว โดยความเป็นอันอวดอ้าง ฯ สา. พระพุทธเจ้าข้า แม้ข้าพระองค์ก็ได้กราบทูลไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่า ข้าพระองค์หาได้กล่าวเนื้อความตามบท ตามพยัญชนะเช่นนี้ไม่ ฯ ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ท่านรู้เห็นอย่างไร จึงอวดอ้างอรหัตผลว่า เราย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอ พึงพยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จ แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี เพราะรู้ได้ว่า เมื่อปัจจัยแห่งชาติสิ้นแล้ว เพราะปัจจัยอันเป็นต้นเหตุสิ้นไป ชาติจึงสิ้นไป พระพุทธเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์ ถูกถามอย่างนี้ ก็พึงพยากรณ์อย่างนี้ ฯ

เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตยา สารีปุตฺต อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ ฯ น โข ภนฺเต เอเตหิ ปเทหิ เอเตหิ พฺยญฺชเนหิ อตฺโถ จ วุตฺโตติ ฯ เยนเกนจิปิ สารีปุตฺต ปริยาเยน กุลปุตฺโต อญฺญํ พฺยากโรติ อถ โข พฺยากตํ พฺยากตโต ทฏฺฐพฺพนฺติ ฯ นนุ อหมฺปิ ภนฺเต เอวํ วทามิ น โข ภนฺเต เอเตหิ ปเทหิ เอเตหิ พฺยญฺชเนหิ อตฺโถ จ วุตฺโตติ ฯ สเจ ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กถํ ชานตา ปน ตยา อาวุโส สารีปุตฺต กถํ ปสฺสตา อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กถํ ชานตา ปน ตยา อาวุโส สารีปุตฺต กถํ ปสฺสตา อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ยํนิทานาวุโส ชาติ ตสฺส นิทานสฺส สงฺขยา ขีณสฺมึ ขีณมิติ วิทิตฺวา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๐๗

ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็ชาติมีอะไร เป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถาม เช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ มีภพเป็นสมุทัย มีภพเป็นกำเนิด มีภพเป็น แดนเกิด ฯ

สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ชาติ ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ชาติ ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ชาติ โข อาวุโส ภวนิทานา ภวสมุทยา ภวชาติกา ภวปฺปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๐๘

ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็ภพเล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อ ถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ มีอุปาทานเป็นสมุทัย มีอุปาทานเป็นกำเนิด มี อุปาทานเป็นแดนเกิด ฯ

สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ภโว ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ภโว ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ภโว โข อาวุโส อุปาทานนิทาโน อุปาทานสมุทโย อุปาทานชาติโก อุปาทานปฺปภโวติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๐๙

ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็อุปาทาน เล่า มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหาเป็นกำเนิด มี ตัณหาเป็นแดนเกิด ฯ

สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อุปาทานํ ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานํ ฯเปฯ กึปภวนฺติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อุปาทานํ ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานํ ฯเปฯ กึปภวนฺติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ อุปาทานํ โข อาวุโส ตณฺหานิทานํ ฯเปฯ ตณฺหาปภวนฺติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๑๐

ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็ตัณหา เล่ามีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มีเวทนาเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นกำเนิด มี เวทนาเป็นแดนเกิด ฯ

สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ตณฺหา ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ตณฺหา ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ตณฺหา โข อาวุโส เวทนานิทานา เวทนาสมุทยา เวทนาชาติกา เวทนาปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๑๑

ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ก็เวทนา เล่ามีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด เมื่อถูกถามเช่นนี้ เธอพึงพยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะ เป็นแดนเกิด ฯ

สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ เวทนา ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานา ฯเปฯ กึปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ เวทนา ปนาวุโส สารีปุตฺต กึนิทานา ฯเปฯ กึปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ เวทนา โข อาวุโส ผสฺสนิทานา ฯเปฯ ผสฺสปฺปภวาติ เอวํ ปุฏฺโฐหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๑๒

ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร ท่านรู้ เห็นอย่างไร ความเพลิดเพลินในเวทนาจึงไม่ปรากฏ เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึง พยากรณ์อย่างไร ฯ ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ารู้ว่า เวทนา ๓ เหล่านี้คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขม- *สุขเวทนา เป็นของไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ความเพลิดเพลิน ในเวทนาจึงไม่ปรากฏ ฯ

สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กถํ ชานโต ปน เต อาวุโส สารีปุตฺต กถํ ปสฺสโต ยา เวทนาสุ นนฺทิ สา น อุปฏฺฐาสีติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กถํ ชานโต ปน เต อาวุโส สารีปุตฺต กถํ ปสฺสโต ยา เวทนาสุ นนฺทิ สา น อุปฏฺฐาสีติ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ ติสฺโส โข อิมา อาวุโส เวทนา กตมา ติสฺโส สุขา เวทนา ทุกฺขา เวทนา อทุกฺขมสุขา เวทนา อิมา โข อาวุโส ติสฺโส เวทนา อนิจฺจา ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขนฺติ วิทิตํ ยา เวทนาสุ นนฺทิ สา น อุปฏฺฐาสีติ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๑๓

ถูกละๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดยย่อ ก็ ได้ใจความดังนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งล้วนเป็นทุกข์ทั้งนั้น ดูกรสารีบุตร ถ้าเขาถามเธออย่างนี้ว่า ท่านสารีบุตร เพราะความหลุดพ้นเช่นไร ท่านจึงอวดอ้าง อรหัตผลว่า ท่านรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มี เมื่อถูกถามอย่างนี้ เธอพึง พยากรณ์อย่างไร ฯ พระพุทธเจ้าข้า ถ้าเขาถามข้าพระองค์เช่นนั้น ข้าพระองค์พึงพยากรณ์ อย่างนี้ว่า อาสวะทั้งหลายย่อมไม่ครอบงำท่านผู้มีสติอยู่อย่างใด ข้าพเจ้าก็เป็นผู้มี สติอยู่อย่างนั้น เพราะความหลุดพ้นในภายใน เพราะอุปาทานทั้งปวงสิ้นไป ทั้ง ข้าพเจ้าก็มิได้ดูหมิ่นตนเองด้วย พระพุทธเจ้าข้า เมื่อถูกถามอย่างนี้ ข้าพระองค์พึง พยากรณ์อย่างนี้ ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต อยมฺปิ โข สารีปุตฺต ปริยาโย เอตสฺเสว อตฺถสฺส สงฺขิตฺเตน เวยฺยากรณาย ยงฺกิญฺจิ เวทยิตํ ตํ ทุกฺขสฺมินฺติ สเจ ปน ตํ สารีปุตฺต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กถํ วิโมกฺขา ปน ตยา อาวุโส สารีปุตฺต อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ เอวํ ปุฏฺโฐ ตฺวํ สารีปุตฺต กินฺติ พฺยากเรยฺยาสีติ ฯ สเจ มํ ภนฺเต เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ กถํ วิโมกฺขา ปน ตยา อาวุโส สารีปุตฺต อญฺญา พฺยากตา ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานามีติ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยํ อชฺฌตฺตวิโมกฺขา ขฺวาหํ อาวุโส สพฺพุปาทานกฺขยา ตถาสโต วิหรามิ ยถาสตํ วิหรนฺตํ อาสวา นานุสฺสวนฺติ อตฺตานญฺจ นาวชานามีติ เอวํ ปุฏฺโฐ อหํ ภนฺเต เอวํ พฺยากเรยฺยนฺติ ฯ

๑๑๔

ถูกละๆ สารีบุตร ตามที่เธอพยากรณ์ความข้อนั้นโดยย่อ ก็ ได้ใจความดังนี้ว่า อาสวะเหล่าใดอันพระสมณะกล่าวแล้ว ข้าพเจ้าไม่สงสัย ไม่ เคลือบแคลง ในอาสวะเหล่านั้นว่า อาสวะเหล่านั้น ข้าพเจ้าละได้แล้วหรือยัง ฯ ครั้นพระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตตรัสดังนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์ เสด็จเข้าไปยังพระวิหาร ฯ

สาธุ สาธุ สารีปุตฺต อยมฺปิ โข สารีปุตฺต ปริยาโย เอตสฺเสว อตฺถสฺส สงฺขิตฺเตน เวยฺยากรณาย เย อาสวา สมเณน วุตฺตา เตสฺวาหํ น กงฺขามิ เต เม ปหีนาติ น วิจิกิจฺฉามีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อุฏฺฐายาสนา วิหารํ ปาวิสิ ฯ

๑๑๕

เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปแล้วไม่นานนัก ท่านพระสารีบุตร จึงกล่าวกะภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัส ถามปัญหาข้อแรกกะผม ซึ่งผมยังไม่เคยรู้มาก่อน ผมจึงทูลตอบปัญหาล่าช้าไป ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาปัญหาข้อแรกของผมแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า ถ้า พระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมตลอดทั้งวันด้วยบทอื่นๆ ด้วย ปริยายอื่นๆ แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน แม้ถ้าพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้น กะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อ นั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน หาก พระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบท อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถาม ความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน แม้ผม ก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบท อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวาย พระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน หาก พระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบท อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความ ข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน แม้ผมก็พึงทูล ตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอด ห้าคืนห้าวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มี พระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน หากพระผู้มี พระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอด เจ็ดคืนเจ็ดวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ฯ

ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิตํ มํ อาวุโส ภควา ปฐมํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ ตสฺส เม อโหสิ ทนฺธายิตตฺตํ ยโต จ โข เม อาวุโส ภควา ปฐมํ ปญฺหํ อนุโมทิ ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ ทิวสญฺเจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ ทิวสํปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตึ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตึปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตินฺทิวญฺเจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตินฺทิวํปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ เทฺว รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย ฯเปฯ เทฺว รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ ฯเปฯ ตีณิ รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย ... ตีณิ รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ ... จตฺตาริ รตฺตินฺทิวานิ เจปิ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย ... จตฺตาริ รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ ... ปญฺจ รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย ... ปญฺจ รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ ... ฉ รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย ... ฉ รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ ... สตฺต รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ สตฺต รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหีติ ฯ

๑๑๖

ลำดับนั้น พระกฬารขัตติยภิกษุลุกขึ้นจากอาสนะ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ท่าน พระสารีบุตรบันลือสีหนาทว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามปัญหา ข้อแรกกะผม ซึ่งผมยังไม่เคยรู้มาก่อน ผมจึงทูลตอบปัญหาล่าช้าไป ต่อเมื่อ พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาปัญหาข้อแรกของผมแล้ว ผมจึงคิดได้ว่า ถ้าพระผู้มี พระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมตลอดทั้งวันด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน แม้ถ้าพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาค ได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัส ถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน แม้ผม ก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบท อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้น ถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วย บทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึง ตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน แม้ ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มี- *พระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน หากพระผู้มีพระภาค จะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหก วัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้นถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยาย อื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน หากพระผู้มีพระภาคจะพึงตรัสถามความข้อนั้นกะผมด้วย บทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน แม้ผมก็พึงทูลตอบความข้อนั้น ถวายพระผู้มีพระภาคได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ฯ

อถ โข กฬารขตฺติโย ภิกฺขุ อุฏฺฐายาสนา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข กฬารขตฺติโย ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ อายสฺมตา ภนฺเต สารีปุตฺเตน สีหนาโท นทิโต ปุพฺเพ อปฺปฏิสํวิทิตํ มํ อาวุโส ภควา ปฐมํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ ตสฺส เม อโหสิ ทนฺธายิตตฺตํ ยโต จ โข เม อาวุโส ภควา ปฐมํ ปญฺหํ อนุโมทิ ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ ทิวสญฺเจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ ทิวสํปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตึ เจปิ ฯเปฯ รตฺตินฺทิวํ เจปิ มํ ภควา ... เทฺว รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา ... ตีณิ ... จตฺตาริ ... ปญฺจ ... ฉ ... สตฺต รตฺตินฺทิวานิ เจปิ มํ ภควา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ สตฺต รตฺตินฺทิวานิปหํ ภควโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหีติ ฯ

๑๑๗

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ก็เพราะธรรมธาตุอันสารีบุตร แทงตลอดดีแล้ว แม้หากว่าเราจะพึงถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วย ปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งวัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราด้วยบท อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดทั้งคืนทั้งวัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตร ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน สารีบุตรก็คงตอบความ ข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสองคืนสองวัน หากเรา จะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสาม วัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสามคืนสามวัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วย ปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดสี่คืนสี่วัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบท อื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เรา ได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดห้าคืนห้าวัน หากเราจะถามความข้อนั้น กะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน สารีบุตรก็คง ตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอดหกคืนหกวัน หากเราจะถามความข้อนั้นกะสารีบุตรด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยายอื่นๆ ตลอด เจ็ดคืนเจ็ดวัน สารีบุตรก็คงตอบความข้อนั้นแก่เราได้ด้วยบทอื่นๆ ด้วยปริยาย อื่นๆ ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ฯ จบสูตรที่ ๒

สา หิ ภิกฺขุ สารีปุตฺตสฺส ธมฺมธาตุ สุปฏิวิทฺธา ยสฺสา ธมฺมธาตุยา สุปฏิวิทฺธตฺตา ทิวสญฺเจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ ทิวสมฺปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตึ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ รตฺตึปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ฯเปฯ รตฺตินฺทิวญฺเจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ... รตฺตินฺทิวมฺปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ... เทฺว รตฺตินฺทิวานิ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ... เทฺว รตฺตินฺทิวานิปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ... ตีณิ รตฺตินฺทิวานิ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ... ตีณิ รตฺตินฺทิวานิปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ... จตฺตาริ รตฺตินฺทิวานิ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ... จตฺตาริ รตฺตินฺทิวานิปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ... ปญฺจ รตฺตินฺทิวานิ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ... ปญฺจ รตฺตินฺทิวานิปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ... ฉ รตฺตินฺทิวานิ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ ... ฉ รตฺตินฺทิวานิปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย ... สตฺต รตฺตินฺทิวานิ เจปหํ สารีปุตฺตํ เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยํ อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหิ สตฺต รตฺตินฺทิวานิปิ เม สารีปุตฺโต เอตมตฺถํ พฺยากเรยฺย อญฺญมญฺเญหิ ปเทหิ อญฺญมญฺเญหิ ปริยาเยหีติ ฯ ทุติยํ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย