๗. อนัตตนิยสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๗. อนัตตนิยสูตร ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่มิใช่ของตน
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ สิ่งใดแล ไม่ใช่เป็นของตน เธอควรละความพอใจ ในสิ่งนั้นเสีย. ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว. พ. ดูกรภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร เล่า? ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. พ. ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดี แล้ว. ดูกรภิกษุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มิใช่เป็นของตน ควรละความ พอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด ฯลฯ ภิกษุรูปนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย. จบ สูตรที่ ๗.
สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ ฯเปฯ วิหเรยฺยนฺติ ฯ ยํ โข ภิกฺขุ อนตฺตนิยํ ตตฺร เต ฉนฺโท ปหาตพฺโพติ ฯ อญฺญาตํ ภควา อญฺญาตํ สุคตาติ ฯ ยถากถํ ปน ตฺวํ ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสีติ ฯ รูปํ โข ภนฺเต อนตฺตนิยํ ตตฺร เม ฉนฺโท ปหาตพฺโพ ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนตฺตนิยํ ตตฺร เม ฉนฺโท ปหาตพฺโพ ฯ อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามีติ ฯ {๑๔๕.๑} สาธุ สาธุ ภิกฺขุ สาธุ โข ตฺวํ ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานาสิ ฯ รูปํ โข ภิกฺขุ อนตฺตนิยํ ตตฺร เต ฉนฺโท ปหาตพฺโพ ฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนตฺตนิยํ ตตฺร เต ฉนฺโท ปหาตพฺโพ ฯ อิมสฺส โข ภิกฺขุ มยา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯเปฯ อญฺญตโร จ ปน โส ภิกฺขุ อรหตํ อโหสีติ ฯ