This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๗ · สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

本册其他条目

๑. นกุลปิตาสูตร๒. เทวทหสูตร๓. หลิททิกานิสูตร ที่ ๑๔. หลิททิกานิสูตร ที่ ๒๕. สมาธิสูตร๖. ปฏิสัลลานสูตร๗. อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๑๘. อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๒๙. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๑๑๐. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๒๑๑. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๓๑. อนิจจสูตร๒. ทุกขสูตร ที่ ๑๓. อนัตตสูตร ที่ ๑๔. อนิจจสูตร ที่ ๒๕. ทุกขสูตร ที่ ๒๖. อนัตตสูตร ที่ ๒๗. อนิจจเหตุสูตร๘. ทุกขเหตุสูตร๙. อนัตตเหตุสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. ภารสูตร๒. ปริญญาสูตร๓. ปริชานสูตร๔. ฉันทราคสูตร๕. อัสสาทสูตร ที่ ๑๖. อัสสาทสูตร ที่ ๒๗. อัสสาทสูตร ที่ ๓๘. อภินันทนสูตร๙. อุปปาทสูตร๑๐. อฆมูลสูตร๑๑. ปภังคสูตร๑. นตุมหากสูตร ที่ ๑๒. นตุมหากสูตร ที่ ๒๓. ภิกขุสูตร ที่ ๑๔. ภิกขุสูตร ที่ ๒๕. อานันทสูตร ที่ ๑๖. อานันทสูตร ที่ ๒๗. อนุธัมมสูตร ที่ ๑๘. อนุธัมมสูตร ที่ ๒๙. อนุธัมมสูตร ที่ ๓๑๐. อนุธัมมสูตร ที่ ๔๑. อัตตทีปสูตร๒. ปฏิปทาสูตร๓. อนิจจสูตร ที่ ๑๔. อนิจจสูตร ที่ ๒๕. สมนุปัสสนาสูตร๖. ปัญจขันธสูตร๗. โสณสูตร ที่ ๑๘. โสณสูตร ที่ ๒๙. นันทิขยสูตร ที่ ๑๑๐. นันทิขยสูตร ที่ ๒๑. อุปายสูตร๒. พีชสูตร๓. อุทานสูตร๔. ปริวัฏฏสูตร๕. สัตตัฏฐานสูตร๖. พุทธสูตร๗. ปัญจวัคคิยสูตร๘. มหาลิสูตร๙. อาทิตตสูตร๑๐. นิรุตติปถสูตร๑. อุปาทิยสูตร๒. มัญญมานสูตร๓. อภินันทมานสูตร๔. อนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร๖. อนัตตสูตร๗. อนัตตนิยสูตร๘. รชนิยสัณฐิตสูตร๙. ราธสูตร๑๐. สุราธสูตร๑. อัสสาทสูตร๒. สมุทยสูตร ที่ ๑๓. สมุทยสูตร ที่ ๒๔. อรหันตสูตร ที่ ๑๕. อรหันตสูตร ที่ ๒๖. สีหสูตร๗. ขัชชนิยสูตร๘. ปิณโฑลยสูตร๙. ปาลิเลยยสูตร๑๐. ปุณณมสูตร๑. อานันทสูตร๒. ติสสสูตร๓. ยมกสูตร๔. อนุราธสูตร๕. วักกลิสูตร๖. อัสสชิสูตร๗. เขมกสูตร๘. ฉันนสูตร๙. ราหุลสูตร ที่ ๑๑๐. ราหุลสูตร ที่ ๒๑. นทีสูตร๒. ปุปผสูตร๓. เผณปิณฑสูตร๔. โคมยสูตร๕. นขสิขสูตร๖. สามุททกสูตร๗. คัททูลสูตร ที่ ๑๘. คัททูลสูตร ที่ ๒๙. นาวาสูตร๑๐. สัญญาสูตร๑. อันตสูตร๒. ทุกขสูตร๓. สักกายสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร ที่ ๑๖. สมณสูตร ที่ ๒๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทปหีนสูตร ที่ ๑๑๐. ฉันทปหีนสูตร ที่ ๒๑. อวิชชาสูตร๒. วิชชาสูตร๓. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๑๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒๕. พันธนสูตร๖. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑๗. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๒๘. สังโยชนสูตร๙. อุปาทานสูตร๑๐. สีลสูตร๑๑. สุตวาสูตร๑๒. กัปปสูตร ที่ ๑๑๓. กัปปสูตร ที่ ๒๑. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑๒. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๒๓. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๓๔. อัสสาทสูตร ที่ ๑๕. อัสสาทสูตร ที่ ๒๖. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑๗. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๒๘. โกฏฐิตสูตร ที่ ๑๙. โกฏฐิตสูตร ที่ ๒๑๐. โกฏฐิตสูตร ที่ ๓๑. กุกกุฬสูตร๒. อนิจจสูตร ที่ ๑๓. อนิจจสูตร ที่ ๒๔. อนิจจสูตร ที่ ๓๕. ทุกขสูตร ที่ ๑ ๖. ทุกขสูตร ที่ ๒ ๗. ทุกขสูตร ที่ ๓๘. อนัตตสูตร ที่ ๑๙. อนัตตสูตร ที่ ๒๑๐. อนัตตสูตร ที่ ๓๑๑. กุลปุตตสูตร ที่ ๑๑๒. กุลปุตตสูตร ที่ ๒๑๓. กุลปุตตสูตร ที่ ๓๑๔. กุลปุตตสูตร ที่ ๔๑. อัชฌัตติกสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. เอโสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร๖. สักกายทิฏฐิสูตร๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร๘. อภินิเวสสูตร ที่ ๑๙. อภินิเวสสูตร ที่ ๒๑๐. อานันทสูตร๑. มารสูตร๒. สัตตสูตร๓. ภวเนตติสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๖. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทราคสูตร ที่ ๑๑๐. ฉันทราคสูตร ที่ ๒๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. นวาตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. นัตถิทินนสูตร๖. กโรโตสูตร๗. เหตุสูตร๘. มหาทิฏฐิสูตร๙. สัสสตทิฏฐิสูตร๑๐. อสัสสตทิฏฐิสูตร๑๑. อันตวาสูตร๑๒. อนันตวาสูตร๑๓. ตังชีวังตังสรีรังสูตร๑๔. อัญญังชีวังอัญญังสรีรังสูตร๑๕. โหติตถาคตสูตร๑๖. นโหติตถาคตสูตร๑๗. โหติจนโหติตถาคตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร๑. นวาตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร๑๙. รูปีอัตตาสูตร๒๐. อรูปีอัตตาสูตร๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร๒๓. เอกันตสุขีอัตตาสูตร๒๔. เอกันตทุกขีอัตตาสูตร๒๕. สุขทุกขีอัตตาสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. ผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. ผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. วิเวกสูตร๒. อวิตักกสูตร๓. ปีติสูตร๔. อุเปกขาสูตร๕. อากาสสูตร๖. วิญญาณสูตร๗. อากิญจัญญายตนสูตร๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร๙. นิโรธสูตร๑๐. สูจิมุขีสูตร๑. สุทธกสูตร๒. ปณีตตรสูตร๓. อุโปสถสูตร ที่ ๑๔. อุโปสถสูตร ที่ ๒๕. อุโปสถสูตร ที่ ๓๖. อุโปสถสูตร ที่ ๔๗. สุตสูตร ที่ ๑๘. สุตสูตร ที่ ๒๙. สุตสูตร ที่ ๓๑๐. สุตสูตร ที่ ๔๑๑-๒๐. อัณฑชทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๒๑-๕๐. ชลาพุชาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๓๐๑. สุทธกสูตร๒. หรติสูตร๓. ทวยการีสูตร ที่ ๑๔-๖. ทวยการีสูตร ที่ ๒-๔๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๑๗-๔๖. ชลาพุชาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๓๐๑. สุทธกสูตร๒. สุจริตสูตร๓. มูลคันธทาตาสูตร๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสูตร ที่ ๑-๙๑๓-๒๒. มูลคันธทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๒๓-๑๑๒. สารคันธาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๙๐๑. เทสนาสูตร๒. สุจริตสูตร๓-๑๒. สีตวลาหกทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการาทิสูตร ที่ ๑-๕๐๕๓. สีตวลาหกสูตร๕๔. อุณหวลาหกสูตร๕๕. อัพภวลาหกสูตร๕๖. วาตวลาหกสูตร๕๗. วัสสวลาหกสูตร๑. รูปอัญญาณสูตร๒. เวทนาอัญญาณสูตร๓. สัญญาณอัญญาณสูตร๔. สังขารอัญญาณสูตร๕. วิญญาณอัญญาณสูตร๖-๑๐. รูป-วิญญาณ อทัสสนาทิสูตร๑๑-๑๕. รูป-วิญญาณ อนภิสมยาทิสูตร๑๖-๒๐. รูป-วิญญาณ อนนุโพธาทิสูตร๒๑-๒๕. รูป-วิญญาณ อัปปฏิเวธาทิสูตร๒๖-๓๐. รูป-วิญญาณ อสัลลักขณาทิสูตร๓๑-๓๕. รูป-วิญญาณ อนุปลักขณาทิสูตร๓๖-๔๐. รูป-วิญญาณ อสมเปกขณาทิสูตร๔๑-๔๕. รูป-วิญญาณ อัปปัจจเวกขณาทิสูตร๔๖-๕๐. รูป-วิญญาณ อัปปัจจุปลักขณาทิสูตร๕๑-๕๔. รูป-สังขาร อัปปัจจักขกัมมาทิสูตร๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร๑. สมาธิสมาปัตติสูตร๒. ฐิติสูตร๓. วุฏฐานสูตร๔. กัลลิตสูตร๕. อารัมมณสูตร๖. โคจรสูตร๗. อภินีหารสูตร๘. สักกัจจการีสูตร๙. สาตัจจการีสูตร๑๐. สัปปายการีสูตร

注释

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๕. วักกลิสูตร

ข้อ ๒๑๕–๒๒๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค7 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

印本前页文字

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๕. วักกลิสูตร ว่าด้วยการเห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์. สมัยนั้นแล ท่านพระวักกลิอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข- *เวทนา พักอยู่ที่นิเวศน์ของนายช่างหม้อ. ครั้งนั้น ท่านพระวักกลิ เรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลาย มาแล้ว กล่าวว่า มาเถิดอาวุโส ท่านทั้งหลาย จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ จงถวาย บังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเราแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และ พวกท่านจงทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาท่านวักกลิถึงที่อยู่เถิด. ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านวักกลิ แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิ- *ภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียร เกล้า และทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานพระวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มี- *พระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาวักกลิภิกษุถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับ นิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงครองผ้าแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า ไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ท่านพระวักกลิ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นเห็น แล้ว ก็ลุกขึ้นจากเตียง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระวักกลิว่า อย่าเลย วักกลิ เธออย่าลุกจากเตียงเลย อาสนะเหล่านี้ ที่เขาปูลาดไว้มีอยู่ เราจะนั่งที่อาสนะนั้น. พระผู้มีพระ- *ภาคประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้. ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระวักกลิว่า ดูกรวักกลิ เธอพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนานั้น ปรากฏว่าทุเลาลง ไม่กำเริบ ขึ้นหรือ. ท่านพระวักกลิกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ไม่สามารถ ยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์แรงกล้า มีแต่กำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย ทุกข- *เวทนาปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย. พ. ดูกรวักกลิ เธอไม่มีความรำคาญ ไม่มีความเดือดร้อนอะไรบ้างหรือ? ว. พระเจ้าข้า ที่แท้จริง ข้าพระองค์มีความรำคาญไม่น้อย มีความเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย เลย. พ. ดูกรวักกลิ ก็ตัวเธอเอง ไม่ติเตียนตนเองได้โดยศีลบ้างหรือ? ว. พระเจ้าข้า ตัวข้าพระองค์เอง จะติเตียนได้โดยศีลก็หาไม่. พ. ดูกรวักกลิ ถ้าหากว่า ตัวเธอเองติเตียนตนเอง โดยศีลไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจะมีความรำคาญและมีความเดือดร้อนอะไร? ว. พระเจ้าข้า จำเดิมแต่กาลนานมาแล้ว ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาค แต่ว่าในร่างกายของข้าพระองค์ ไม่มีกำลังพอที่จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้. พ. อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นนี้ จะมีประโยชน์อะไร? ดูกรวักกลิ ผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม. วักกลิ เป็นความจริง บุคคลเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม. วักกลิ เธอจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ว. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ว. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ว. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ว. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ว. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ว. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมทราบชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสสอน ท่านพระวักกลิ ด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ทรงลุก จากอาสนะ เสด็จไปยังภูเขาคิชฌกูฏ.

ครั้งนั้นแล พระวักกลิ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ได้เรียก ภิกษุอุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า มาเถิด อาวุโส ท่านจงช่วยอุ้มเราขึ้นเตียงแล้ว หามไป ยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ก็ภิกษุผู้เช่นกับเรา ไฉนเล่า จะพึงสำคัญว่าตนพึงทำกาละ ใน ละแวกบ้านเล่า? ภิกษุอุปัฏฐากเหล่านั้น รับคำท่านวักกลิแล้ว อุ้มท่านพระวักกลิขึ้นเตียง หาม ไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ที่ภูเขาคิชฌกูฏตลอด ราตรีและวันที่ยังเหลืออยู่นั้น. ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ มีฉวีวรรณ งดงาม ทำภูเขาคิชฌกูฏให้สว่างทั่วไปทั้งหมดแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุ คิดเพื่อความหลุดพ้น. เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ก็วักกลิภิกษุนั้นหลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. เทวดาเหล่านั้น ได้กราบทูลอย่างนี้แล้ว ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว ก็หายไป ณ ที่นั้นเอง.

ครั้นพอราตรีนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า มา เถิด ภิกษุทั้งหลาย จงพากันเข้าไปหาวักกลิภิกษุถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงบอกวักกลิกภิกษุอย่างนี้ว่า อาวุโส วักกลิ ท่านจงฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคและคำของเทวดา ๒ องค์ อาวุโส ณ ราตรีนี้ เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ ผู้มีฉวีวรรณงดงาม ทำภูเขาคิชฌกูฏให้ สว่างทั่วไปทั้งหมด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุ คิดเพื่อความหลุดพ้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ก็วักกลิภิกษุนั้น หลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. อาวุโส วักกลิ แต่ว่าพระผู้มีพระภาค ตรัสกะท่านอย่างนี้ว่า อย่ากลัวเลย วักกลิ อย่ากลัวเลย วักกลิ จักมีความตายอันไม่ต่ำช้าแก่ เธอ จักมีกาลกิริยาอันไม่เลวทรามแก่เธอ. ภิกษุเหล่านั้น รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านวักกลิว่า อาวุโส วักกลิ ท่านจงฟัง พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค และคำของเทวดา ๒ องค์.

ครั้งนั้นแล ท่านพระวักกลิเรียกภิกษุอุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า มาเถิด อาวุโส ท่านจงช่วยกันอุ้มเราลงจากเตียง เพราะว่า ภิกษุผู้เช่นกับเรานั่งบนอาสนะสูงแล้ว จะ พึงสำคัญว่า ตนควรฟังคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคนั้นอย่างไรเล่า? ภิกษุเหล่านั้น รับคำของ ท่านพระวักกลิแล้ว ก็ช่วยกันอุ้มท่านพระวักกลิลงจากเตียงแล้ว กล่าวว่า ณ ราตรีนี้ เมื่อปฐม ยามล่วงไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ ฯลฯ ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุ คิดเพื่อความหลุดพ้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ก็วักกลิภิกษุนั้น หลุดพ้นแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. อาวุโส วักกลิ แต่ว่าพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงท่านอย่างนี้ว่า อย่ากลัว เลย วักกลิ อย่ากลัวเลย วักกลิ จักมีความตายอันไม่ต่ำช้าแก่เธอ จักมีกาลกิริยาไม่เลวทราม แก่เธอ. พระวักกลิกล่าวว่า อาวุโส ถ้าเช่นนั้น ท่านจงช่วยถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มี พระภาคด้วยเศียรเกล้า ตามคำของผมด้วยว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนักได้รับ ทุกขเวทนา เธอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และยังได้สั่งมา กราบทูล อย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่า รูปไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ ไม่เคลือบแคลงว่า เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี กำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์ ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านพระวักกลิแล้วหลีกไป ครั้งนั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้น หลีกไปไม่นาน ท่านพระวักกลิก็ นำเอาศาตรามา.

ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และยังได้สั่งมากราบทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่า รูปไม่เที่ยง ไม่ สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปร ปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้า พระองค์. ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่า เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยง ไม่ สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปร ปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ ข้าพระองค์ ดังนี้.

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า มาไปกันเถิด ภิกษุทั้งหลาย เราจะพากันไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ ซึ่งเป็นที่ที่วักกลิกุลบุตรนำเอาศาตรา มา. ภิกษุเหล่านั้น รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยัง วิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ พร้อมด้วยภิกษุเป็นจำนวนมาก. ได้ทอดพระเนตรเห็น ท่าน พระวักกลินอนคอบิดอยู่บนเตียงแต่ไกลเทียว. ก็สมัยนั้นแล ปรากฏเป็นกลุ่มควัน กลุ่มหมอก ลอยไป ทางทิศบูรพา ทิศปัศจิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และอนุทิศ. ลำดับนั้นเอง พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมองเห็น กลุ่มควัน กลุ่มหมอก ลอยไปทางทิศบูรพา ฯลฯ และอนุทิศหรือไม่? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นแหละคือมารใจหยาบช้า ค้นหาวิญญาณของวักกลิกุลบุตร ด้วยคิดว่าวิญญาณของวักกลิกุลบุตร ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งไหนหนอ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย วักกลิกุล- *บุตรมีวิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่ ปรินิพพานแล้ว. จบ สูตรที่ ๕.

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย