This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๑๗ · สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

本册其他条目

๑. นกุลปิตาสูตร๒. เทวทหสูตร๓. หลิททิกานิสูตร ที่ ๑๔. หลิททิกานิสูตร ที่ ๒๕. สมาธิสูตร๖. ปฏิสัลลานสูตร๗. อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๑๘. อุปาทานปริตัสสนาสูตร ที่ ๒๙. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๑๑๐. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๒๑๑. อตีตานาคตปัจจุปันนสูตร ที่ ๓๑. อนิจจสูตร๒. ทุกขสูตร ที่ ๑๓. อนัตตสูตร ที่ ๑๔. อนิจจสูตร ที่ ๒๕. ทุกขสูตร ที่ ๒๖. อนัตตสูตร ที่ ๒๗. อนิจจเหตุสูตร๘. ทุกขเหตุสูตร๙. อนัตตเหตุสูตร๑๐. อานันทสูตร๑. ภารสูตร๒. ปริญญาสูตร๓. ปริชานสูตร๔. ฉันทราคสูตร๕. อัสสาทสูตร ที่ ๑๖. อัสสาทสูตร ที่ ๒๗. อัสสาทสูตร ที่ ๓๘. อภินันทนสูตร๙. อุปปาทสูตร๑๐. อฆมูลสูตร๑๑. ปภังคสูตร๑. นตุมหากสูตร ที่ ๑๒. นตุมหากสูตร ที่ ๒๓. ภิกขุสูตร ที่ ๑๔. ภิกขุสูตร ที่ ๒๕. อานันทสูตร ที่ ๑๖. อานันทสูตร ที่ ๒๗. อนุธัมมสูตร ที่ ๑๘. อนุธัมมสูตร ที่ ๒๙. อนุธัมมสูตร ที่ ๓๑๐. อนุธัมมสูตร ที่ ๔๑. อัตตทีปสูตร๒. ปฏิปทาสูตร๓. อนิจจสูตร ที่ ๑๔. อนิจจสูตร ที่ ๒๕. สมนุปัสสนาสูตร๖. ปัญจขันธสูตร๗. โสณสูตร ที่ ๑๘. โสณสูตร ที่ ๒๙. นันทิขยสูตร ที่ ๑๑๐. นันทิขยสูตร ที่ ๒๑. อุปายสูตร๒. พีชสูตร๓. อุทานสูตร๔. ปริวัฏฏสูตร๕. สัตตัฏฐานสูตร๖. พุทธสูตร๗. ปัญจวัคคิยสูตร๘. มหาลิสูตร๙. อาทิตตสูตร๑๐. นิรุตติปถสูตร๑. อุปาทิยสูตร๒. มัญญมานสูตร๓. อภินันทมานสูตร๔. อนิจจสูตร๕. ทุกขสูตร๖. อนัตตสูตร๗. อนัตตนิยสูตร๘. รชนิยสัณฐิตสูตร๙. ราธสูตร๑๐. สุราธสูตร๑. อัสสาทสูตร๒. สมุทยสูตร ที่ ๑๓. สมุทยสูตร ที่ ๒๔. อรหันตสูตร ที่ ๑๕. อรหันตสูตร ที่ ๒๖. สีหสูตร๗. ขัชชนิยสูตร๘. ปิณโฑลยสูตร๙. ปาลิเลยยสูตร๑๐. ปุณณมสูตร๑. อานันทสูตร๒. ติสสสูตร๓. ยมกสูตร๔. อนุราธสูตร๕. วักกลิสูตร๖. อัสสชิสูตร๗. เขมกสูตร๘. ฉันนสูตร๙. ราหุลสูตร ที่ ๑๑๐. ราหุลสูตร ที่ ๒๑. นทีสูตร๒. ปุปผสูตร๓. เผณปิณฑสูตร๔. โคมยสูตร๕. นขสิขสูตร๖. สามุททกสูตร๗. คัททูลสูตร ที่ ๑๘. คัททูลสูตร ที่ ๒๙. นาวาสูตร๑๐. สัญญาสูตร๑. อันตสูตร๒. ทุกขสูตร๓. สักกายสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณสูตร ที่ ๑๖. สมณสูตร ที่ ๒๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทปหีนสูตร ที่ ๑๑๐. ฉันทปหีนสูตร ที่ ๒๑. อวิชชาสูตร๒. วิชชาสูตร๓. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๑๔. ธัมมกถิกสูตร ที่ ๒๕. พันธนสูตร๖. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๑๗. ปริมุจจิตสูตร ที่ ๒๘. สังโยชนสูตร๙. อุปาทานสูตร๑๐. สีลสูตร๑๑. สุตวาสูตร๑๒. กัปปสูตร ที่ ๑๑๓. กัปปสูตร ที่ ๒๑. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑๒. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๒๓. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๓๔. อัสสาทสูตร ที่ ๑๕. อัสสาทสูตร ที่ ๒๖. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๑๗. สมุทยธัมมสูตร ที่ ๒๘. โกฏฐิตสูตร ที่ ๑๙. โกฏฐิตสูตร ที่ ๒๑๐. โกฏฐิตสูตร ที่ ๓๑. กุกกุฬสูตร๒. อนิจจสูตร ที่ ๑๓. อนิจจสูตร ที่ ๒๔. อนิจจสูตร ที่ ๓๕. ทุกขสูตร ที่ ๑ ๖. ทุกขสูตร ที่ ๒ ๗. ทุกขสูตร ที่ ๓๘. อนัตตสูตร ที่ ๑๙. อนัตตสูตร ที่ ๒๑๐. อนัตตสูตร ที่ ๓๑๑. กุลปุตตสูตร ที่ ๑๑๒. กุลปุตตสูตร ที่ ๒๑๓. กุลปุตตสูตร ที่ ๓๑๔. กุลปุตตสูตร ที่ ๔๑. อัชฌัตติกสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. เอโสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. มิจฉาทิฏฐิสูตร๖. สักกายทิฏฐิสูตร๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร๘. อภินิเวสสูตร ที่ ๑๙. อภินิเวสสูตร ที่ ๒๑๐. อานันทสูตร๑. มารสูตร๒. สัตตสูตร๓. ภวเนตติสูตร๔. ปริญเญยยสูตร๕. สมณพราหมณสูตร ที่ ๑๖. สมณพราหมณสูตร ที่ ๒๗. โสตาปันนสูตร๘. อรหันตสูตร๙. ฉันทราคสูตร ที่ ๑๑๐. ฉันทราคสูตร ที่ ๒๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. มารสูตร๒. มารธัมมสูตร๓. อนิจจสูตร๔. อนิจจธัมมสูตร๕. ทุกขสูตร๖. ทุกขธัมมสูตร๗. อนัตตาสูตร๘. อนัตตธัมมสูตร๙. ขยธัมมสูตร๑๐. วยธัมมสูตร๑๑. สมุทยธัมมสูตร๑๒. นิโรธธัมมสูตร๑. นวาตสูตร๒. เอตังมมสูตร๓. โสอัตตาสูตร๔. โนจเมสิยาสูตร๕. นัตถิทินนสูตร๖. กโรโตสูตร๗. เหตุสูตร๘. มหาทิฏฐิสูตร๙. สัสสตทิฏฐิสูตร๑๐. อสัสสตทิฏฐิสูตร๑๑. อันตวาสูตร๑๒. อนันตวาสูตร๑๓. ตังชีวังตังสรีรังสูตร๑๔. อัญญังชีวังอัญญังสรีรังสูตร๑๕. โหติตถาคตสูตร๑๖. นโหติตถาคตสูตร๑๗. โหติจนโหติตถาคตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร๑. นวาตสูตร๑๘. เนวโหตินนโหติตถาคตสูตร๑๙. รูปีอัตตาสูตร๒๐. อรูปีอัตตาสูตร๒๑. รูปีจอรูปีจอัตตาสูตร๒๒. เนวรูปีนารูปีอัตตาสูตร๒๓. เอกันตสุขีอัตตาสูตร๒๔. เอกันตทุกขีอัตตาสูตร๒๕. สุขทุกขีอัตตาสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. นวาตสูตร๒๖. อทุกขมสุขีอัตตาสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. ผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๔. ผัสสสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. จักขุสูตร๒. รูปสูตร๓. วิญญาณสูตร๕. เวทนาสูตร๖. สัญญาสูตร๗. เจตนาสูตร๘. ตัณหาสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ขันธสูตร๑. วิเวกสูตร๒. อวิตักกสูตร๓. ปีติสูตร๔. อุเปกขาสูตร๕. อากาสสูตร๖. วิญญาณสูตร๗. อากิญจัญญายตนสูตร๘. เนวสัญญานาสัญญายตนสูตร๙. นิโรธสูตร๑๐. สูจิมุขีสูตร๑. สุทธกสูตร๒. ปณีตตรสูตร๓. อุโปสถสูตร ที่ ๑๔. อุโปสถสูตร ที่ ๒๕. อุโปสถสูตร ที่ ๓๖. อุโปสถสูตร ที่ ๔๗. สุตสูตร ที่ ๑๘. สุตสูตร ที่ ๒๙. สุตสูตร ที่ ๓๑๐. สุตสูตร ที่ ๔๑๑-๒๐. อัณฑชทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๒๑-๕๐. ชลาพุชาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๓๐๑. สุทธกสูตร๒. หรติสูตร๓. ทวยการีสูตร ที่ ๑๔-๖. ทวยการีสูตร ที่ ๒-๔๗-๑๖. อัณฑชทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๑๗-๔๖. ชลาพุชาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๓๐๑. สุทธกสูตร๒. สุจริตสูตร๓. มูลคันธทาตาสูตร๔-๑๒. สารคันธาทิทาตาสูตร ที่ ๑-๙๑๓-๒๒. มูลคันธทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๒๓-๑๑๒. สารคันธาทิทานูปการสูตร ที่ ๑-๙๐๑. เทสนาสูตร๒. สุจริตสูตร๓-๑๒. สีตวลาหกทานูปการสูตร ที่ ๑-๑๐๑๓-๕๒. อุณหวลาหกทานูปการาทิสูตร ที่ ๑-๕๐๕๓. สีตวลาหกสูตร๕๔. อุณหวลาหกสูตร๕๕. อัพภวลาหกสูตร๕๖. วาตวลาหกสูตร๕๗. วัสสวลาหกสูตร๑. รูปอัญญาณสูตร๒. เวทนาอัญญาณสูตร๓. สัญญาณอัญญาณสูตร๔. สังขารอัญญาณสูตร๕. วิญญาณอัญญาณสูตร๖-๑๐. รูป-วิญญาณ อทัสสนาทิสูตร๑๑-๑๕. รูป-วิญญาณ อนภิสมยาทิสูตร๑๖-๒๐. รูป-วิญญาณ อนนุโพธาทิสูตร๒๑-๒๕. รูป-วิญญาณ อัปปฏิเวธาทิสูตร๒๖-๓๐. รูป-วิญญาณ อสัลลักขณาทิสูตร๓๑-๓๕. รูป-วิญญาณ อนุปลักขณาทิสูตร๓๖-๔๐. รูป-วิญญาณ อสมเปกขณาทิสูตร๔๑-๔๕. รูป-วิญญาณ อัปปัจจเวกขณาทิสูตร๔๖-๕๐. รูป-วิญญาณ อัปปัจจุปลักขณาทิสูตร๕๑-๕๔. รูป-สังขาร อัปปัจจักขกัมมาทิสูตร๕๕. วิญญาณอัปปัจจักขกัมมสูตร๑. สมาธิสมาปัตติสูตร๒. ฐิติสูตร๓. วุฏฐานสูตร๔. กัลลิตสูตร๕. อารัมมณสูตร๖. โคจรสูตร๗. อภินีหารสูตร๘. สักกัจจการีสูตร๙. สาตัจจการีสูตร๑๐. สัปปายการีสูตร

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๘. ฉันนสูตร

ข้อ ๒๓๑–๒๓๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค4 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๘. ฉันนสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ

๒๓๑

เอกํ สมยํ สมฺพหุลา เถรา ภิกฺขู พาราณสิยํ วิหรนฺติ อิสิปตเน มิคทาเย ฯ อถ โข อายสฺมา ฉนฺโน สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต อปาปุรณํ อาทาย วิหาเรน วิหารํ อุปสงฺกมิตฺวา เถเร ภิกฺขู เอตทโวจ โอวทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต เถรา อนุสาสนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต เถรา กโรนฺตุ เม อายสฺมนฺโต เถรา ธมฺมึ กถํ ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ

สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระหลายรูป อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนคร พาราณสี. ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะออกจากที่เร้นในเวลาเย็น ถือลูกดาลเข้าไปสู่วิหาร ได้กล่าว กะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงกล่าวสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระ ทั้งหลาย จงพร่ำสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงแสดงธรรมีกถาแก่ผมด้วย ตามที่ผม จะพึงเห็นธรรมได้.

๒๓๒

เอวํ วุตฺเต เถรา ภิกฺขู อายสฺมนฺตํ ฉนฺนํ เอตทโวจุํ รูปํ โข อาวุโส ฉนฺน อนิจฺจํ เวทนา อนิจฺจา สญฺญา อนิจฺจา สงฺขารา อนิจฺจา วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ฯ รูปํ อนตฺตา เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนตฺตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯ อถ โข อายสฺมโต ฉนฺนสฺส เอตทโหสิ มยฺหํปิ โข เอวํ โหติ รูปํ อนิจฺจํ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ฯ รูปํ อนตฺตา เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนตฺตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ อถ จ ปน เม สพฺพสงฺขารสมเถ สพฺพูปธิ- ปฏินิสฺสคฺเค ตณฺหกฺขเย วิราเค นิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ ปริตสฺสนา- อุปาทานํ อุปฺปชฺชติ ปจฺจุทาวตฺตติ มานสํ อถ โกจรหิ เม อตฺตาติ ฯ น โข ปเนตํ ธมฺมํ ปสฺสโต โหติ โก นุ โข เม ตถา ธมฺมํ เทเสยฺย ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ

เมื่อพระฉันนะกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้กล่าวกะท่านพระฉันนะ ว่า ดูกรท่านฉันนะ รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณ ไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณ เป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. ลำดับนั้น ท่านพระฉันนะเกิดความ คิดนี้ว่า แม้เราก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตของเรา ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่หลุดพ้น ในธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ในการสละ คืนอุปธิทั้งปวง ในความสิ้นตัณหา ในวิราคะ ในนิโรธ ในนิพพาน ความสะดุ้งกลัวและอุปาทาน ย่อมเกิดขึ้น ใจก็ถอยกลับอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรเล่าเป็นตนของเรา. แต่ความคิดเห็น อย่างนี้ไม่มีแก่ผู้เห็นธรรม (สัจจธรรม ๔) ใครหนอจะแสดงธรรมแก่เรา โดยที่เราจะพึงเห็นธรรม ได้.

๒๓๓

อถ โข อายสฺมโต ฉนฺนสฺส เอตทโหสิ อยํ โข อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม สตฺถุ เจว สํวณฺณิโต สมฺภาวิโต จ วิญฺญูนํ สพฺรหฺมจารีนํ ปโหติ จ เม อายสฺมา อานนฺโท ตถา ธมฺมํ เทเสตุํ ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยํ อตฺถิ จ เม อายสฺมนฺเต อานนฺเท ตาวติกา วิสฺสฏฺฐิ ยนฺนูนาหํ เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมา ฉนฺโน เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน โกสมฺพี โฆสิตาราโม เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา อานนฺเทน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา ฉนฺโน อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ {๒๓๓.๑} เอกมิทาหํ อาวุโส อานนฺท สมยํ พาราณสิยํ วิหรามิ อิสิปตเน มิคทาเย อถ ขฺวาหํ อาวุโส สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต อปาปุรณํ อาทาย วิหาเรน วิหารํ อุปสงฺกมิตฺวา เถเร ภิกฺขู เอตทโวจํ โอวทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต เถรา อนุสาสนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต เถรา กโรนฺตุ เม อายสฺมนฺโต เถรา ธมฺมึ กถํ ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต มํ อาวุโส เถรา ภิกฺขู เอตทโวจุํ รูปํ โข อาวุโส ฉนฺน อนิจฺจํ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ฯ รูปํ อนตฺตา ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนตฺตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ฯ {๒๓๓.๒} ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ มยฺหํปิ โข เอวํ โหติ รูปํ อนิจฺจํ ฯเปฯ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ฯ รูปํ อนตฺตา เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ อนตฺตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ อถ จ ปน เม สพฺพสงฺขารสมเถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺเค ตณฺหกฺขเย วิราเค นิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น ปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ น วิมุจฺจติ ปริตสฺสนาอุปาทานํ อุปฺปชฺชติ ปจฺจุทาวตฺตติ มานสํ อถ โกจรหิ เม อตฺตาติ ฯ น โข ปเนตํ ธมฺมํ ปสฺสโต โหติ โก นุ โข เม ตถา ธมฺมํ เทเสยฺย ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ {๒๓๓.๓} ตสฺส มยฺหํ อาวุโส เอตทโหสิ อยํ โข อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม สตฺถุ เจว สํวณฺณิโต สมฺภาวิโต จ วิญฺญูนํ สพฺรหฺมจารีนํ ปโหติ จ เม อายสฺมา อานนฺโท ตถา ธมฺมํ เทเสตุํ ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยํ อตฺถิ จ อายสฺมนฺเต อานนฺเท ตาวติกา วิสฺสฏฺฐิ ยนฺนูนาหํ เยนายสฺมา อานนฺโท เตนุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ โอวทตุ มํ อายสฺมา อานนฺโท อนุสาสตุ มํ อายสฺมา อานนฺโท กโรตุ เม อายสฺมา อานนฺโท ธมฺมึ กถํ ยถาหํ ธมฺมํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ

ลำดับนั้นเอง ท่านพระฉันนะได้มีความคิดว่า ท่านพระอานนท์นี้อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ท่านพระอานนท์ผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญและทรงยกย่องแล้ว ย่อมสามารถ แสดงธรรมแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญ และสามารถจะแสดงธรรมแก่เรา โดยที่เรา จะพึงเห็นธรรมได้ อนึ่ง เราก็มีความคุ้นเคยในท่านพระอานนท์อยู่มาก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้า ไปหาท่านพระอานนท์เถิด. ลำดับนั้น ท่านพระฉันนะก็เก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้า ไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่าน พระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้น ผมออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น ถือลูกดาลเข้าไปสู่วิหาร ทางวิหารแล้ว ได้กล่าวกะ ภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงกล่าวสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงพร่ำสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงแสดงธรรมีกถาแก่ผมด้วย ตามที่ผมจะพึงเห็น ธรรมได้. เมื่อผมกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้กล่าวกะผมว่า ท่านฉันนะ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ ผมนั้นได้มีความคิดว่า แม้เราก็มีความคิดเห็นอย่างนั้นว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตของเราไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่หลุดพ้น ในธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ในการสละคืนอุปธิทั้งปวง ในความสิ้นตัณหา ในวิราคะ ในนิโรธ ในนิพพาน ความสะดุ้งกลัวและอุปาทานย่อมเกิดขึ้น ใจก็ถอยกลับอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรเล่าเป็นตนของเรา. แต่ความคิดเห็นอย่างนี้ไม่มีแก่ผู้เห็นธรรม ใครหนอ จะแสดงธรรมแก่เรา โดยที่เราจะพึงเห็นธรรมได้. อาวุโส ผมนั้นได้มีความคิดว่า ท่านพระอานนท์นี้ อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ท่านพระอานนท์ผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญและยกย่อง ย่อมสามารถแสดง ธรรมแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญ และสามารถจะแสดงธรรมแก่เราโดยที่เราจะพึงเห็น ธรรมได้ อนึ่ง เราก็มีความคุ้นเคยในท่านพระอานนท์อยู่มาก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปหา ท่านพระอานนท์เถิด ขอท่านพระอานนท์ จงกล่าวสอนผมด้วย ขอท่านพระอานนท์ จงพร่ำสอน ผมด้วย ขอท่านพระอานนท์ จงแสดงธรรมีกถาแก่ผมด้วย ตามที่ผมจะพึงเห็นธรรมได้.

๒๓๔

เอตฺตเกนปิ มยํ อายสฺมโต ฉนฺนสฺส อตฺตมนา อภิรทฺธา ตํ อายสฺมา ฉนฺโน อาวิอกาสิสิ ขีลํ ปภินฺทิ โอทหาวุโส ฉนฺน โสตํ ภพฺโพสิ ธมฺมํ วิญฺญาตุนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมโต ฉนฺนสฺส ตาวตเกเนว อุฬารํ ปีติปา โมชฺชํ อุปฺปชฺชิ ภพฺโพ กิรสฺมิ ธมฺมํ วิญฺญาตุนฺติ ฯ {๒๓๔.๑} สมฺมุขา เมตํ อาวุโส ฉนฺน ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ กจฺจานโคตฺตํ ภิกฺขุํ โอวทนฺตสฺส ทฺวยนิสฺสิโต ขฺวายํ กจฺจาน โลโก เยภุยฺเยน อตฺถิตญฺเจว นตฺถิตญฺจ ฯ โลกสมุทยํ โข กจฺจาน ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ยา โลเก นตฺถิตา สา น โหติ ฯ โลกนิโรธํ โข กจฺจาน ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสโต ยา โลเก อตฺถิตา สา น โหติ ฯ อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ ขฺวายํ กจฺจาน โลโก เยภุยฺเยน ตสฺส อุปายุปาทานํ เจตโส อธิฏฺฐานาภินิเวสานุสยํ น อุเปติ น อุปาทิยติ น อธิฏฺฐาติ อตฺตา เมติ ทุกฺขเมว อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขํ นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌตีติ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อปรปฺปจฺจยา ญาณเมวสฺส เอตฺถ โหติ ฯ เอตฺตาวตา โข กจฺจาน สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ ฯ สพฺพมตฺถีติ โข กจฺจาน อยเมโก อนฺโต สพฺพํ นตฺถีติ อยํ ทุติโย อนฺโต ฯ เอเต เต กจฺจาน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺเฌน ตถาคโต ธมฺมํ เทเสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ฯ อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ ฯเปฯ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ โหตีติ ฯ เอวเมตํ อาวุโส อานนฺท โหติ เยสํ อายสฺมนฺตานํ ตาทิสา สพฺรหฺมจารโย อนุกมฺปกา อตฺถกามา โอวาทกา อนุสาสกา อิทญฺจ ปน เม อายสฺมโต อานนฺทสฺส ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ธมฺโม อภิสมิโตติ ฯ

ท่านพระอานนท์กล่าวว่า แม้ด้วยเหตุเท่านี้ ผมก็ดีใจด้วยท่านพระฉันนะ ทั้ง ได้รำพึงกันมาแต่แรก ท่านพระฉันนะได้กระทำข้อนั้นให้แจ่มแจ้งแล้ว ทำลายความดื้อดึงได้แล้ว ท่านพระฉันนะ ท่านจงเงี่ยโสตลงฟัง ท่านเป็นผู้สมควรจะรู้ธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง. ลำดับนั้น ความปีติและความปราโมทย์อย่างโอฬาร ก็บังเกิดมีแก่ท่านพระฉันนะ ด้วยเหตุเพียงเท่านั้นว่า เราเป็นผู้สมควรจะรู้ธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง. อา. ท่านพระฉันนะ ผมได้สดับคำนี้มาเฉพาะพระพักตร์ รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสสั่งสอนภิกษุกัจจานโคตรอยู่ว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑. ก็เมื่อบุคคลเห็นเหตุเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม เป็นจริงอยู่ ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี. เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงอยู่ ความมีในโลกย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายเป็นเหตุถือมั่นและ ความยึดมั่น แต่อริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งอุบายเป็นเหตุถือมั่น มีความ ยึดมั่นด้วยความตั้งจิตไว้เป็นอนุสัยว่า อัตตาของเรา ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ ต้องเชื่อผู้อื่นเลย. ดูกรกัจจานะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ. ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี. ตถาคตแสดงธรรมโดย สายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะ อวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ฉ. ดูกรท่านอานนท์ ท่านเหล่าใด มีการกล่าวสอนอย่างนี้ ท่านเหล่านั้น เป็นผู้อนุเคราะห์ มุ่งประโยชน์ กล่าวสอนและพร่ำสอนเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ก็แลผมเองได้ฟังธรรมเทศนานี้ ของท่านอานนท์แล้ว เข้าใจธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง. จบ สูตรที่ ๘.

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย