๓. กุมมสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค กุมมสูตร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีเต่าตัวหนึ่ง เที่ยวหากิน อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็ได้เที่ยวหากินอยู่ ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น เต่าได้แลเห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากินอยู่ แต่ไกลแล้ว ก็หดอวัยวะ ๕ ทั้งหัว (หดขาทั้ง ๔ มีคอเป็นที่ ๕) เข้าอยู่ในกระดอง ของตนเสีย มีความขวนขวายน้อย นิ่งอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายสุนัขจิ้งจอก ก็ได้แลเห็นเต่าซึ่งเที่ยวหากินอยู่แต่ไกลแล้ว เข้าไปหาเต่าถึงที่แล้ว ได้ยืนอยู่ใกล้ เต่าด้วยคิดว่า เวลาใดเต่าตัวนี้จักเหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้น เราจักงับมันฟาดแล้วกัดกินเสีย เวลาใด เต่าไม่เหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่ง ออกมา เวลานั้น สุนัขจิ้งจอกก็หมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส จึงหลีกไปจากเต่า ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารผู้ใจบาปอันท่านทั้งหลายเข้าใกล้อยู่เสมอๆ แล้ว ก็คิดว่า บางทีเราจะพึงได้โอกาสทางจักษุ หู จมูก ลิ้น กายหรือใจ ของภิกษุ เหล่านี้บ้าง เพราะฉันนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย อยู่ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว อย่าถือนิมิต อย่าถืออนุพยัญชนะ จงปฏิบัติเพื่อสำรวม จักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌา และโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงด้วยหู... ดมกลิ่นด้วยจมูก... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว อย่าถือนิมิต อย่าถืออนุพยัญชนะ จงปฏิบัติเพื่อ สำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมใน มนินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวลาใด ท่านทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลายอยู่ เวลานั้นมารผู้ใจบาปก็จักหมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส หลีกจากท่าน ทั้งหลายไป ดุจสุนัขจิ้งจอกหมดความอาลัยหลีกจากเต่า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว กุมฺโม กจฺฉโป สายณฺหสมยํ อนุนทีตีเร โคจรปสุโต อโหสิ ฯ สิคาโลปิ โข ภิกฺขเว สายณฺหสมยํ อนุนทีตีเร โคจรปสุโต อโหสิ ฯ อทฺทสา โข ภิกฺขเว กุมฺโม กจฺฉโป สิคาลํ ทูรโต ว โคจรปสุตํ ทิสฺวาน โสณฺฑิปญฺจมานิ องฺคานิ สเก กปาเล สโมทหิตฺวา อปฺโปสฺสุกฺโก ตุณฺหีภูโต สงฺกสายติ ฯ สิคาโลปิ โข ภิกฺขเว อทฺทส กุมฺมํ กจฺฉปํ ทูรโต ว โคจรปสุตํ ทิสฺวาน เยน กุมฺโม กจฺฉโป เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กุมฺมํ กจฺฉปํ ปจฺจุปฏฺฐิโต อโหสิ ฯ ยทายํ กุมฺโม กจฺฉโป โสณฺฑิปญฺจมานํ องฺคานํ อญฺญตรํ วา อญฺญตรํ วา องฺคํ อภินินฺนาเมสฺสติ ตตฺเถว จ นํ คเหตฺวา อุทฺทาลิตฺวา ขาทิสฺสามีติ ฯ {๓๒๐.๑} ยทา โข ภิกฺขเว กุมฺโม กจฺฉโป โสณฺฑิปญฺจมานํ องฺคานํ อญฺญตรํ วา อญฺญตรํ วา องฺคํ น อภินินฺนามิ ฯ อถ สิคาโล กุมฺมมฺหา นิพฺพิชฺช ปกฺกามิ โอตารํ อลภมาโน ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ตุเมฺหปิ มาโร ปาปิมา สตตํ สมิตํ ปจฺจุปฏฺฐิโต อปฺเปว นามาหํ อิเมสํ จกฺขุโต วา โอตารํ ลเภยฺยํ ฯเปฯ ชิวฺหาโต วา โอตารํ ลเภยฺยํ ฯเปฯ มนโต วา โอตารํ ลเภยฺยนฺติ ฯ {๓๒๐.๒} ตสฺมาติห ภิกฺขเว อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารา วิหรถ จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา มา นิมิตฺตคฺคาหิโน อหุวตฺถ มา อนุพฺยญฺชนคฺคาหิโน ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชถ รกฺขถ จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชถ ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ฯ ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ฯ มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย มา นิมิตฺตคฺคาหิโน อหุวตฺถ มา อนุพฺยญฺชนคฺคาหิโน ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชถ รกฺขถ มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชถ ฯ ยโต ตุเมฺห ภิกฺขเว อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารา วิหริสฺสถ ฯ อถ ตุเมฺหหิปิ มาโร ปาปิมา นิพฺพิชฺช ปกฺกมิสฺสติ โอตารํ อลภมาโน กุมฺมมฺหาว สิคาโลติ ฯ
ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นในมโนวิตก อันตัณหามานะและทิฐิไม่ อิงอาศัย ไม่เบียดเบียนผู้อื่นดับกิเลสได้แล้ว ไม่ติเตียนผู้ใด ผู้หนึ่ง เหมือนเต่าหดคอและขาอยู่ในกระดองของตน ฉะนั้น ฯ จบสูตรที่ ๓
กุมฺโมว องฺคานิ สเก กปาเล สโมทหํ ภิกฺขุ มโนวิตกฺเก อนิสฺสิโต อญฺญมเหฐยาโน ปรินิพฺพุโต น อุปวเทยฺย กญฺจีติ ฯ ตติยํ ฯ