This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๑๘

本册其他条目

๑. อัชฌัตตานิจจสูตร๒. อัชฌัตตทุกขสูตร๓. อัชฌัตตานัตตสูตร๔. พาหิรานิจจสูตร๕. พาหิรทุกขสูตร๖. พาหิรานัตตสูตร๗. อัชฌัตตานิจจาตีตานาคตสูตร๘. อัชฌัตตทุกขาตีตานาคตสูตร๙. อัชฌัตตานัตตาตีตานาคตสูตร๑๐. พาหิรานิจจาตีตานาคตสูตร ๑๑. พาหิรทุกขาตีตานาคตสูตร ๑๒. พาหิรานัตตาตีตานาคตสูตร๑. ปฐมปุพเพสัมโพธสูตร๒. ทุติยปุพเพสัมโพธสูตร๓. ปฐมอัสสาทปริเยสนสูตร๔. ทุติยอัสสาทปริเยสนสูตร๕. ปฐมโนเจอัสสาทสูตร๖. ทุติยโนเจอัสสาทสูตร๗. ปฐมาภินันทสูตร๘. ทุติยาภินันทสูตร๙. ปฐมทุกขุปปาทสูตร๑๐. ทุติยทุกขุปปาทสูตร๑. สัพพสูตร๒. ปหานสูตร๓. อภิญญาปริญญาปหานสูตร๔. ปฐมอปริชานนสูตร๕. ทุติยอปริชานนสูตร๖. อาทิตตสูตร๗. อันธภูตสูตร๘. สมุคฆาตสารุปปสูตร๙. ปฐมสมุคฆาตสัปปายสูตร๑๐. ทุติยสมุคฆาตสัปปายสูตร๔. ชาติธัมมวรรค๕. สัพพอนิจจวรรค๑. อวิชชาปหานสูตร๒. สัญโญชนปหานสูตร๓. สัญโญชนสมุคฆาตสูตร๔. อาสวปหานสูตร๕. อาสวสมุคฆาตสูตร๖. อนุสยปหานสูตร๗. อนุสยสมุคฆาตสูตร๘. สัพพุปาทานปริญญาสูตร๙. ปฐมสัพพุปาทานปริยาทานสูตร๑๐. ทุติยสัพพุปาทานปริยาทานสูตร๑. ปฐมมิคชาลสูตร๒. ทุติยมิคชาลสูตร๓. ปฐมสมิทธิมารปัญหาสูตร๔. สมิทธิสัตตปัญหาสูตร๕. สมิทธิทุกขปัญหาสูตร๖. สมิทธิโลกปัญหาสูตร๗. อุปเสนอาสีวิสสูตร๘. อุปวาณสันทิฏฐิกสูตร๙. ปฐมฉผัสสายตนสูตร๑๐. ทุติยฉผัสสายตนสูตร๑๑. ตติยฉผัสสายตนสูตร๑. ปฐมคิลานสูตร๒. ทุติยคิลานสูตร๓. ราธอนิจจสูตร๔. ราธทุกขสูตร๕. ราธอนัตตสูตร๖. ปฐมอวิชชาปหานสูตร๗. ทุติยอวิชชาปหานสูตร๘. สัมพหุลภิกขุสูตร๙. โลกปัญหาสูตร๑๐. ผัคคุนปัญหาสูตร๑. ปโลกธัมมสูตร๒. สุญญตโลกสูตร๓. สังขิตตธัมมสูตร๔. ฉันนสูตร๕. ปุณณสูตร๖. พาหิยสูตร๗. ปฐมเอชาสูตร๘. ทุติยเอชาสูตร๙. ปฐมทวยสูตร๑๐. ทุติยทวยสูตร๑. อทันตอคุตตสูตร๒. มาลุกยปุตตสูตร๓. ปริหานธัมมสูตร๔. ปมาทวิหารีสูตร๕. สังวรสูตร๖. สมาธิสูตร๗. ปฏิสัลลานสูตร๘. ปฐมนตุมหากสูตร๙. ทุติยนตุมหากสูตร๑๐. อุทกสูตร๑. โยคักเขมิสูตร๒. อุปาทายสูตร๓. ทุกขสมุทยสูตร๔. โลกสมุทยสูตร๕. เสยโยหมัสมิสูตร๖. สัญโญชนิยสูตร๗. อุปาทานิยสูตร๘. อัชฌัตติกายตนปริชานนสูตร๙. พาหิรายตนปริชานนสูตร๑๐. อุปัสสุติสูตร๑. ปฐมมารปาสสูตร๒. ทุติยมารปาสสูตร๓. โลกันตคมนสูตร๔. กามคุณสูตร๕. สักกปัญหสูตร๖. ปัญจสิขสูตร๗. สารีปุตตสัทธิวิหาริกสูตร๘. ราหุโลวาทสูตร๙. สัญโญชนิยธัมมสูตร๑๐. อุปาทานิยธัมมสูตร๑. เวสาลีสูตร๒. วัชชีสูตร๓. นาฬันทสูตร๔. ภารทวาชสูตร๕. โสณสูตร๖. โฆสิตสูตร๗. หาลิททกานิสูตร๘. นกุลปิตุสูตร๙. โลหิจจสูตร๑๐. เวรหัญจานิสูตร๑. เทวทหสูตร๒. ขณสูตร๓. ปฐมรูปารามสูตร๔. ทุติยรูปารามสูตร๕. ปฐมนตุมหากสูตร๖. ทุติยนตุมหากสูตร๗. อัชฌัตตอนิจจเหตุสูตร๘. อัชฌัตตทุกขเหตุสูตร ๙. อัชฌัตตานัตตเหตุสูตร๑๐. พาหิรานิจจเหตุสูตร ๑๑. พาหิรทุกขเหตุสูตร๑๒. พาหิรานัตตเหตุสูตร๑. กัมมนิโรธสูตร๒. ปฐมนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๓. ทุติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๔. ตติยนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๕. จตุตถนิพพานสัปปายปฏิปทาสูตร๖. อันเตวาสิกสูตร๗. กิมัตถิยพรหมจริยสูตร๘. อัตถินุโขปริยายสูตร๙. อินทริยสัมปันนสูตร๑๐. ธัมมกถิกปุจฉาสูตร๑. อัชฌัตตนันทิกขยสูตร๒. พาหิรนันทิกขยสูตร๓. อัชฌัตตอนิจจนันทิกขยสูตร๔. พาหิรอนิจจนันทิกขยสูตร๕. ชีวกัมพวนสมาธิสูตร๖. ชีวกัมพวนปฏิสัลลานสูตร๗. โกฏฐิกอนิจจสูตร๘. โกฏฐิกทุกขสูตร๙. โกฏฐิกอนัตตสูตร๑๐. มิจฉาทิฏฐิปหานสูตร๑๑. สักกายทิฏฐิปหานสูตร๑๒. อัตตานุทิฏฐิปหานสูตร๑. อัชฌัตตอนิจจฉันทสูตร ๒. อัชฌัตตอนิจจราคสูตร ๓. อัชฌัตตอนิจจฉันทราคสูตร๔-๖. ทุกขฉันทาทิสูตร๗-๙. อนัตตฉันทาทิสูตร๑๐-๑๒. พาหิรานิจจฉันทาทิสูตร๑๓-๑๕. พาหิรทุกขฉันทาทิสูตร๑๖-๑๘. พาหิรานัตตฉันทาทิสูตร๑๙. อัชฌัตตาตีตานิจจสูตร๒๐. อัชฌัตตานาคตานิจจสูตร๒๑. อัชฌัตตปัจจุปปันนานิจจสูตร๒๒-๒๔. อัชฌัตตาตีตาทิทุกขสูตร๒๕-๒๗. อัชฌัตตาตีตาทิอนัตตสูตร๒๘-๓๐. พาหิราตีตาทิอนิจจสูตร๓๑-๓๓. พาหิราตีตาทิทุกขสูตร๓๔-๓๖. พาหิราตีตาทิอนัตตสูตร๓๗. อัชฌัตตาตีตยทนิจจสูตร๓๘. อัชฌัตตานาคตยทนิจจสูตร๓๙. อัชฌัตตปัจจุปปันนยทนิจจสูตร๔๐-๔๒. อัชฌัตตาตีตาทิยังทุกขสูตร๔๓-๔๕. อัชฌัตตาตีตาทิยทนัตตสูตร๔๖-๔๘. พาหิราตีตาทิยทนิจจสูตร๔๙-๕๑. พาหิราตีตาทิยังทุกขสูตร๕๒-๕๔. พาหิราตีตาทิยทนัตตสูตร๕๕. อัชฌัตตายตนอนิจจสูตร๕๖. อัชฌัตตายตนทุกขสูตร๕๗. อัชฌัตตายตนอนัตตสูตร๕๘. พาหิรายตนอนิจจสูตร๕๙. พาหิรายตนทุกขสูตร๖๐. พาหิรายตนอนัตตสูตร๑. ปฐมสมุททสูตร๒. ทุติยสมุททสูตร๓. พาฬิสิโกปมสูตร๔. ขีรรุกโขปมสูตร๕. โกฏฐิกสูตร๖. กามภูสูตร๗. อุทายิสูตร๘. อาทิตตปริยายสูตร๙. ปฐมหัตถปาโทปมสูตร๑๐. ทุติยหัตถปาโทปมสูตร๑. อาสีวิโสปมสูตร๒. รโถปมสูตร๓. กุมโมปมสูตร๔. ปฐมทารุกขันโธปมสูตร๕. ทุติยทารุกขันโธปมสูตร๖. อวัสสุตปริยายสูตร๗. ทุกขธัมมสูตร๘. กิงสุโกปมสูตร๙. วีโณปมสูตร๑๐. ฉัปปาณโกปมสูตร๑๑. ยวกลาปิสูตร๑. สมาธิสูตร๒. สุขสูตร๓. ปหานสูตร๔. ปาตาลสูตร๕. ทัฏฐัพพสูตร๖. สัลลสูตร๗. ปฐมเคลัญญสูตร๘. ทุติยเคลัญญสูตร๙. อนิจจสูตร๑๐. ผัสสมูลกสูตร๑. รโหคตสูตร๒. ปฐมอากาสสูตร๓. ทุติยอากาสสูตร๔. อคารสูตร๕. ปฐมอานันทสูตร๖. ทุติยอานันทสูตร๗. ปฐมสัมพหุลสูตร๘. ทุติยสัมพหุลสูตร๙. ปัญจกังคสูตร๑๐. ภิกขุสูตร๑. สีวกสูตร๒. อัฏฐสตสูตร๓. อัญญตรภิกขุสูตร๔. ปุพพสูตร๕. ญาณสูตร๖. สัมพหุลภิกขุสูตร๗. ปฐมสมณพราหมณสูตร๘. ทุติยสมณพราหมณสูตร๙. ตติยสมณพราหมณสูตร๑๐. สุทธิกสูตร๑๑. นิรามิสสูตร๑. มาตุคามสูตร๒. ปุริสสูตร๓. อาเวณิกทุกขสูตร๔. ตีหิธัมเมหิสูตร๕. โกธนสูตร๖. อุปนาหีสูตร๗. อิสสุกีสูตร๘. มัจฉรีสูตร๙. อติจารีสูตร๑๐. ทุสสีลสูตร๑๑. อัปปัสสุตสูตร๑๒. กุสีตสูตร๑๓. มุฏฐัสสติสูตร๑๔. ปัญจเวรสูตร๑. อักโกธนสูตร๒. อนุปนาหีสูตร๓. อนิสสุกีสูตร๔. อมัจฉรีสูตร ๕. อนติจารีสูตร ๖. สุสีลสูตร ๗. พหุสสุตสูตร ๘. อารัทธวีริยสูตร ๙. อุปัฏฐิตัสสติสูตร๑๐. ปัญจสีลสูตร๑. วิสารทสูตร๒. ปสัยหสูตร๓. อภิภุยยสูตร ๔. เอกสูตร๕. อังคสูตร๖. นาเสนติสูตร๗. เหตุสูตร๘. ฐานสูตร๙. ปัญจสีลวิสารทสูตร๑๐. วัฑฒีสูตร๑. นิพพานปัญหาสูตร ๒. อรหัตตปัญหาสูตร ๓. ธัมมวาทีปัญหาสูตร ๔. กิมัตถิยสูตร ๕. อัสสาสัปปัตตสูตร ๖. ปรมัสสาสัปปัตตสูตร ๗. เวทนาปัญหาสูตร ๘. อาสวปัญหาสูตร ๙. อวิชชาปัญหาสูตร ๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ๑๑. โอฆปัญหาสูตร ๑๒. อุปาทานปัญหาสูตร ๑๓. ภวปัญหาสูตร ๑๔. ทุกขปัญหาสูตร ๑๕. สักกายปัญหาสูตร ๑๖. ทุกกรปัญหาสูตร๑. สามัณฑกสูตร ๒. ทุกกรสูตร๑. ปฐมัชฌานปัญหาสูตร ๒. ทุติยัชฌานปัญหาสูตร ๓. ตติยัชฌานปัญหาสูตร ๔. จตุตถัชฌานปัญหาสูตร ๕. อากาสานัญจายตนปัญหาสูตร ๖. วิญญาณัญจายตนปัญหาสูตร ๗. อากิญจัญญายตนปัญหาสูตร ๘. เนวสัญญานาสัญญายตนปัญหาสูตร ๙. อนิมิตตปัญหาสูตร ๑๐. สักกสูตร ๑๑. จันทนสูตร๑. สัญโญชนสูตร๒. ปฐมอิสิทัตตสูตร๓. ทุติยอิสิทัตตสูตร๔. มหกปาฏิหาริยสูตร๕. ปฐมกามภูสูตร๖. ทุติยกามภูสูตร๗. โคทัตตสูตร๘. นิคัณฐนาฏปุตตสูตร๙. อเจลกัสสปสูตร๑๐. คิลานทัสสนสูตร๑. จัณฑสูตร๒. ตาลปุตตสูตร๓. โยธาชีวสูตร๔. หัตถาโรหสูตร๕. อัสสาโรหสูตร๖. อสิพันธกปุตตสูตร๗. เขตตูปมสูตร๘. สังขธมสูตร๙. กุลสูตร๑๐. มณิจูฬกสูตร๑๑. คันธภกสูตร๑๒. ราสิยสูตร๑๓. ปาฏลิยสูตร๑. กายคตาสติสูตร ๒. สมถวิปัสสนาสูตร ๓. สวิตักกสวิจารสูตร ๔. สุญญตสมาธิสูตร ๕. สติปัฏฐานสูตร ๖. สัมมัปปธานสูตร ๗. อิทธิปาทสูตร ๘. อินทริยสูตร ๙. พลสูตร ๑๐. โพชฌังคสูตร ๑๑. มัคคังคสูตร๒. ทุติยวรรค๑. เขมาสูตร๒. อนุราธสูตร๓. ปฐมสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๔. ทุติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๕. ตติยสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๖. จตุตถสารีปุตตโกฏฐิตสูตร๗. โมคคัลลานสูตร๘. วัจฉโคตตสูตร๙. กุตูหลสาลาสูตร๑๐. อานันทสูตร๑๑. สภิยกัจจานสูตร

经典

๖. อวัสสุตปริยายสูตร

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

仅原文 · 不作诠释1 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๖. อวัสสุตปริยายสูตร ว่าด้วยอวัสสุตบรรยาย

๒๔๓注释

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิโครธาราม เขตกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ สมัยนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์รับสั่งให้สร้าง {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๕} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร ท้องพระโรงขึ้นใหม่เสร็จได้ไม่นาน ยังไม่มีสมณะ พราหมณ์ หรือมนุษย์คนใดคน หนึ่งเข้าไปอยู่อาศัย ครั้งนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ข้าพระองค์ทั้งหลาย คือ เจ้า ศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์รับสั่งให้สร้างท้องพระโรงขึ้นใหม่ เสร็จได้ ไม่นาน ยังไม่มีสมณะ พราหมณ์ หรือมนุษย์คนใดคนหนึ่งเข้าไปอยู่อาศัย ขอ พระผู้มีพระภาคโปรดใช้สอยท้องพระโรงนั้นก่อนเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรง ใช้สอยท้องพระโรงก่อนแล้ว เจ้าศากยราชทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์จักใช้สอย ในภายหลัง การใช้สอยของพระองค์นั้นพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเพื่อความสุข แก่เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์สิ้นกาลนาน” พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ ลำดับนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทรงทราบว่าพระผู้มีพระภาค ทรงรับนิมนต์แล้ว จึงเสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเสด็จเข้าไปยังท้องพระโรงใหม่ รับสั่งให้ปูลาดท้องพระโรง ซึ่ง เจ้าพนักงานได้ปูลาดด้วยเครื่องลาดทั้งปวงแล้ว ให้ปูลาดอาสนะทั้งหลาย ให้ตั้ง โอ่งน้ำไว้ ให้จุดประทีปน้ำมันขึ้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท้องพระโรงได้ปูลาดด้วยเครื่องลาดทั้งปวงแล้ว อาสนะปูลาดแล้ว ตั้งโอ่งน้ำประจำไว้ และจุดประทีปน้ำมันไว้แล้ว ขอพระองค์ทรง ทราบกาลอันสมควรในบัดนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า” ต่อมา พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรและจีวร เสด็จ เข้าไปยังท้องพระโรงใหม่พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าไป ประทับนั่งพิงเสากลาง ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ฝ่ายพระสงฆ์ล้าง เท้าแล้วก็เข้าไปยังท้องพระโรงแล้วนั่งพิงฝาด้านทิศตะวันตก หันหน้าไปทางทิศ ตะวันออก ให้พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ด้านหน้า {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๖} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร แม้เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทรงล้างพระบาทแล้วก็เสด็จเข้าไปยัง ท้องพระโรง ประทับนั่งพิงฝาด้านทิศตะวันออก ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันตก ให้พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ด้านหน้าเช่นกัน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจ ให้สดชื่นร่าเริง ด้วยธรรมีกถาตลอดราตรีส่วนมาก แล้วทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า “ท่านผู้โคตมโคตรทั้งหลาย ราตรี ล่วงไปแล้ว ท่านทั้งหลายจงรู้กาลอันสมควรใน บัดนี้เถิด” เจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ทูลรับพระดำรัสแล้วเสด็จลุกขึ้นจากที่ ประทับ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้วเสด็จจากไป ขณะนั้น เมื่อเจ้าศากยะทั้งหลายผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์เสด็จจากไปไม่นาน พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะมาตรัสว่า “โมคคัลลานะ ภิกษุสงฆ์ ปราศจากถีนมิทธะแล้ว ธรรมีกถาของเธอจงปรากฏแก่ภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อยหลัง จักเหยียดหลัง” ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยา (การ นอนดุจราชสีห์) โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีสติ สัมปชัญญะ ทรงทำไว้ในพระทัยว่าจะเสด็จลุกขึ้น ณ ที่นั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวดังนี้ว่า “ผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำของ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวดังนี้ว่า “ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ผมจักแสดงอวัสสุตบรรยาย และอนวัสสุตบรรยาย แก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี ผมจักกล่าว” ภิกษุเหล่านั้นรับคำของท่านพระ มหาโมคคัลลานะแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า @เชิงอรรถ : @ ราตรี ในที่นี้หมายถึงยาม ๒ (ตั้งแต่ ๔ ทุ่ม ถึง ตี ๒) (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๑) @ อวัสสุตบรรยาย หมายถึงเหตุแห่งความเป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลส (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๓, สํ.ฏีกา ๒/๒๔๓/๔๐๓) @ อนวัสสุตบรรยาย หมายถึงเหตุแห่งความเป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลส (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๓, @สํ.ฏีกา ๒/๒๔๓/๔๐๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๗} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร “ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลส เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้วย่อมยินดีในรูปที่น่ารัก ย่อมยินร้าย ในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีปริตตจิตอยู่ และไม่รู้ชัดเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็น บาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ย่อมยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ย่อมยินร้ายใน ธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ไม่ตั้งมั่นกายคตาสติ มีปริตตจิตอยู่ และไม่รู้ชัดเจโต- วิมุตติ และปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลสในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ฯลฯ เป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลสในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ฯลฯ เป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลสในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ ผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็ พึงได้ช่องได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางลิ้น ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางใจ มารก็พึงได้ช่องได้อารมณ์ เรือนที่สร้างด้วยไม้อ้อหรือเรือนที่สร้างด้วยหญ้าแห้งกรอบมีอายุ ๓-๔ ปี ถ้า แม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็พึงได้ช่องได้เชื้อ ถ้าแม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ฯลฯ ทางทิศเหนือ ฯลฯ ทางทิศใต้ ฯลฯ ทางทิศเบื้องต่ำ ฯลฯ ทางทิศเบื้องบน ฯลฯ ถ้าแม้คน เอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศไหนๆ ก็ตาม ไฟก็พึงได้ช่องได้เชื้อแม้ ฉันใด @เชิงอรรถ : @ อารมณ์ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๔๓/๑๑๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๘} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๖. อวัสสุตปริยายสูตร ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็พึงได้ช่องได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทาง ลิ้น ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางใจ มารก็พึงได้ช่องได้ อารมณ์ รูปครอบงำภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ได้ ภิกษุหาครอบงำรูปได้ไม่ เสียง ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำเสียงได้ไม่ กลิ่นครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหา ครอบงำกลิ่นได้ไม่ รสครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำรสได้ไม่ โผฏฐัพพะ ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำโผฏฐัพพะได้ไม่ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุได้ ภิกษุหาครอบงำธรรมารมณ์ได้ไม่ ภิกษุนี้เรียกว่าเป็นผู้ถูกครอบงำ คือ ถูกรูปครอบงำ ถูกเสียงครอบงำ ถูก กลิ่นครอบงำ ถูกรสครอบงำ ถูกโผฏฐัพพะครอบงำ และถูกธรรมารมณ์ครอบงำ แต่ครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ไม่ได้ ธรรมที่เป็น บาปอกุศลอันเป็นเหตุให้เศร้าหมอง ทำให้เกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไป ครอบงำเธอแล้ว ภิกษุเป็นผู้ชุ่มด้วยกิเลส เป็นอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลส เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่ยินดีในรูปที่น่ารัก ไม่ยินร้าย ในรูปที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งมั่นกายคตาสติ มีอัปปมาณจิตอยู่ และรู้ชัดเจโตวิมุตติ และปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่เป็น บาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ฯลฯ ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่ยินดีในธรรมารมณ์ที่น่ารัก ไม่ยินร้ายใน ธรรมารมณ์ที่ไม่น่ารัก เป็นผู้ตั้งมั่นกายคตาสติ มีอัปปมาณจิตอยู่ และรู้ชัดเจโต- วิมุตติและปัญญาวิมุตติตามความเป็นจริง อันเป็นที่ดับไปโดยไม่เหลือแห่งธรรมที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นที่เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๔๙} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๗. ทุกขธัมมสูตร ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสในรูปที่พึงรู้แจ้งทางตา ฯลฯ ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสในรสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น ฯลฯ เป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสในธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้นผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้น ... ทางลิ้น ฯลฯ ถ้าแม้มาร เข้าไปหาภิกษุนั้น ... ทางใจ มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ เรือนยอดหรือศาลาที่พอกดินเหนียวหนามีเครื่องฉาบทาเปียก ถ้าแม้คนเอา คบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันออก ไฟก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เชื้อ ฯลฯ ถ้าแม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟเข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศตะวันตก ฯลฯ ทางทิศใต้ ฯลฯ ทางทิศเบื้องต่ำ ฯลฯ ทางทิศเบื้องบน ฯลฯ ถ้าแม้คนเอาคบเพลิงที่ติดไฟ เข้าไปจุดเรือนนั้นทางทิศไหนๆ ก็ตาม ไฟก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้เชื้อ แม้ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ทางตา มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้มารเข้าไปหาภิกษุนั้น ... ทางใจ มารก็ไม่พึงได้ช่อง ไม่พึงได้อารมณ์ ภิกษุผู้มีปกติอยู่อย่างนี้ครอบงำรูปได้ รูป ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำเสียงได้ เสียงครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำ กลิ่นได้ กลิ่นครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำรสได้ รสครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุ ครอบงำโผฏฐัพพะได้ โผฏฐัพพะครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุครอบงำธรรมารมณ์ได้ ธรรมารมณ์ครอบงำภิกษุไม่ได้ ภิกษุนี้เรียกว่า เป็นผู้ครอบงำ คือ ครอบงำรูปได้ ครอบงำเสียงได้ ครอบงำ กลิ่นได้ ครอบงำรสได้ ครอบงำโผฏฐัพพะได้ และครอบงำธรรมารมณ์ได้ แต่ไม่ ถูกรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ครอบงำ เธอครอบงำธรรมที่ เป็นบาปอกุศลเหล่านั้นอันเป็นเหตุให้เศร้าหมอง ทำให้เกิดในภพใหม่ มีความ กระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งชาติ ชรา และมรณะต่อไปได้แล้ว ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่ชุ่มด้วยกิเลสเป็นอย่างนี้แล” {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๕๐} พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๔. อาสีวิสวรรค ๗. ทุกขธัมมสูตร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้เสด็จลุกขึ้น รับสั่งเรียกท่านพระมหาโมคคัลลานะ มาตรัสชมว่า “ดีละ ดีละ โมคคัลลานะ ดีนักที่เธอได้กล่าวอวัสสุตบรรยายและ อนวัสสุตบรรยายแก่ภิกษุทั้งหลาย” ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว พระศาสดาทรง พอพระทัย ภิกษุเหล่านั้นก็มีใจยินดี ต่างชื่นชมภาษิตของท่านพระมหาโมคคัลลานะ ดังนี้แล อวัสสุตปริยายสูตรที่ ๖ จบ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้