๙. กุตุหลสาลาสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค กุตุหลสาลาสูตร
ครั้งนั้นแล วัจฉโคตรปริพาชกได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ เมื่อวันก่อนๆ โน้น พวกสมณพราหมณ์และปริพาชกผู้ถือลัทธิ อื่นมากด้วยกัน นั่งประชุมกันในศาลาวุ่นวาย ได้เกิดมีการสนทนาขึ้นใน ระหว่างว่า ปูรณกัสสปนี้แลเป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มี เกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี ปูรณกัสสปนั้นย่อมพยากรณ์ สาวกผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพ โน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ แม้สาวกคนใดของท่านปูรณกัสสปนั้น เป็นบุรุษสูงสุด เป็นบุรุษยอดเยี่ยม บรรลุความปฏิบัติยอดเยี่ยมแล้ว ท่าน ปูรณกัสสปก็ย่อมพยากรณ์สาวกแม้นั้นผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติ ทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ แม้ มักขลิโคสาล... แม้นิครณฐนาฏบุตร... แม้สญชัยเวลัฏฐบุตร... แม้ปกุธกัจจานะ ... แม้อชิตเกสกัมพลก็เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี แม้ท่านอชิตเกสกัมพลนั้นก็ย่อมพยากรณ์ สาวกผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ แม้สาวกใดของท่านอชิตเกสกัมพลนั้นเป็นบุรุษ สูงสุด เป็นบุรุษยอดเยี่ยม ได้บรรลุความปฏิบัติอันยอดเยี่ยมแล้ว ท่านอชิตเกส- *กัมพลก็ย่อมพยากรณ์สาวกผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วแม้นั้นในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้เหมือนกัน แม้พระ สมณโคดมนี้ก็เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็น เจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี แม้พระสมณโคดมนั้น ก็ทรงพยากรณ์สาวกผู้ กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ท่าน โน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้ และสาวกของพระสมณโคดมนั้น รูปใดเป็นบุรุษ สูงสุด เป็นบุรุษยอดเยี่ยม ได้บรรลุความปฏิบัติอันยอดเยี่ยมแล้ว พระสมณโคดม ก็ทรงพยากรณ์สาวกรูปนั้น ผู้กระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้วในอุปบัติทั้งหลายว่า ท่าน โน่นเกิดในภพโน้น ท่านโน่นบังเกิดในภพโน้น ดังนี้เหมือนกัน ยิ่งกว่านั้น พระสมณโคดมนั้นยังทรงพยากรณ์สาวกรูปนั้นอย่างนี้ว่า รูปโน้นตัดตัณหาขาดแล้ว ถอนสังโยชน์ทิ้งเสียแล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วเพราะได้บรรลุเหตุที่ละมานะได้ โดยชอบ ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้านั้น มีความเคลือบแคลงสงสัย แท้ว่า อย่างไรๆ พระสมณโคดมก็ต้องทรงรู้ธรรมอันบุคคลพึงรู้ยิ่ง ฯ
อถ โข วจฺฉโคตฺโต ปริพฺพาชโก เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข วจฺฉโคตฺโต ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ เอตทโวจ ปุริมานิ โภ โคตม ทิวสานิ ปุริมตรานิ สมฺพหุลานํ อญฺญติตฺถิยานํ สมณพฺราหฺมณปริพฺพาชกานํ กุตุหลสาลายํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อยมนฺตรากถา อุทปาทิ อยํ โข ปูรโณ กสฺสโป สงฺฆี เจว คณี จ คณาจริโย จ ญาโต ยสสฺสี ติตฺถกโร สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส โส สาวกํ อพฺภตีตํ กาลกตํ อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโนติ ฯ โยปิสฺส สาวโก อุตฺตมปุริโส ปรมปุริโส ปรมปตฺติปตฺโต ตมฺปิ สาวกํ อพฺภตีตํ กาลกตํ อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโนติ ฯ {๗๙๙.๑} อยมฺปิ โข มกฺขลิ โคสาโล ฯ อยมฺปิ โข นิคณฺโฐ นาฏปุตฺโต ฯ อยมฺปิ โข สญฺชโย เวลฏฺฐปุตฺโต ฯ อยมฺปิ โข ปกุโธ กจฺจาโน ฯ อยมฺปิ โข อชิโต เกสกมฺพโล สงฺฆี เจว คณี จ คณาจริโย จ ญาโต ยสสฺสี ติตฺถกโร สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส โสปิ สาวกํ อพฺภตีตํ กาลกตํ อุปฺปตฺตีสุ พฺยากโรติ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโนติ ฯ โยปิสฺส สาวโก อุตฺตมปุริโส ปรมปุริโส ปรมปตฺติปตฺโต ตํปิ สาวกํ อพฺภตีตํ กาลกตํ อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโนติ ฯ {๗๙๙.๒} อยมฺปิ โข สมโณ โคตโม สงฺฆี เจว คณี จ คณาจริโย จ ญาโต ยสสฺสี ติตฺถกโร สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส โสปิ สาวกํ อพฺภตีตํ กาลกตํ อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโนติ ฯ โย จ ขฺวสฺส สาวโก อุตฺตมปุริโส ฯเปฯ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโนติ ฯ อปิจ โข นํ เอวํ พฺยากโรติ อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ วิวตฺตยิ สญฺโญชนํ สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺสาติ ฯ ตสฺส มยฺหํ โภ โคตม อหุเทว กงฺขา อหุ วิจิกิจฺฉา กถญฺหิ นาม สมณสฺส โคตมสฺส ธมฺโม อภิญฺเญยฺโยติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรวัจฉะ จริงทีเดียว ควรที่ท่านจะ สงสัยเคลือบแคลงใจ ความเคลือบแคลงเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านในฐานะที่ควรสงสัย ดูกรวัจฉะ เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยังมีอุปาทานเท่านั้น หาบัญญัติแก่ คนที่หาอุปาทานมิได้ไม่ ดูกรวัจฉะ ไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง ไม่มีเชื้อหาลุกโพลงไม่ แม้ฉันใด ดูกรวัจฉะ เราก็ย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยังมีอุปาทาน หาบัญญัติแก่คนที่หาอุปาทานมิได้ไม่ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมัยใด เปลวไฟถูกลมพัด ย่อมไปไกลได้ ก็พระโคดมผู้เจริญจะทรงบัญญัติอะไรแก่เปลวไฟนี้ ในเพราะเชื้อเล่า ฯ พ. ดูกรวัจฉะ สมัยใด เปลวไฟถูกลมพัด ย่อมไปไกลได้ เราย่อม บัญญัติเชื้อ คือ ลมนั้น ดูกรวัจฉะ เพราะว่าสมัยนั้น ลมย่อมเป็นเชื้อของ เปลวไฟนั้น ฯ ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมัยใด สัตว์ย่อมทอดทิ้งกายนี้ด้วย ไม่ เข้าถึงกายอันใดอันหนึ่งด้วย ก็พระโคดมผู้เจริญ จะทรงบัญญัติอะไรแก่สัตว์นี้ใน เพราะอุปาทานเล่า ฯ พ. ดูกรวัจฉะ สมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ด้วย ไม่เข้าถึงกายอันใดอันหนึ่ง ด้วย เราย่อมบัญญัติอุปาทาน คือ ตัณหานั่นแล ดูกรวัจฉะ เพราะว่าสมัยนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น ฯ จบสูตรที่ ๙
อลญฺหิ เต วจฺฉ กงฺขิตุํ อลํ วิจิกิจฺฉิตุํ กงฺขานิเย จ ปน เต ฐาเน วิจิกิจฺฉา อุปฺปนฺนา ฯ สอุปาทานสฺส ขฺวาหํ วจฺฉ อุปปตฺตึ ปญฺญเปมิ โน อนุปาทานสฺส ฯ เสยฺยถาปิ วจฺฉ อคฺคิ สอุปาทาโน ชลติ โน อนุปาทาโน เอวเมว ขฺวาหํ วจฺฉ สอุปาทานสฺส อุปปตฺตึ ปญฺญเปมิ โน อนุปาทานสฺสาติ ฯ ยสฺมึ โภ โคตม สมเย อจฺจิ วาเตน ขิตฺตา ทูรํปิ คจฺฉติ อิมิสฺสา ปน ภวํ โคตโม กึ อุปาทานสฺมึ ปญฺญเปตีติ ฯ ยสฺมึ โข วจฺฉ สมเย อจฺจิ วาเตน ขิตฺตา ทูรํ คจฺฉติ ตมหํ วาตุปาทานํ ปญฺญเปมิ วาโต หิสฺส วจฺฉ ตสฺมึ สมเย อุปาทานํ โหตีติ ฯ ยสฺมึ โภ โคตม สมเย อิมญฺจ กายํ นิกฺขิปติ สตฺโต จ อญฺญตรํ กายํ อนุปปนฺโน โหติ ฯ อิมสฺส ปน ภวํ โคตโม กึ อุปาทานสฺมึ ปญฺญเปตีติ ฯ ยสฺมึ โข วจฺฉ สมเย อิมญฺจ กายํ นิกฺขิปติ สตฺโต จ อญฺญตรํ กายํ อนุปปนฺโน โหติ ตมหํ ตณฺหุปาทานํ วทามิ ตณฺหา หิสฺส วจฺฉ ตสฺมึ สมเย อุปาทานํ โหตีติ ฯ นวมํ ฯ