๔. ปมาทวิหารีสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค ปมาทวิหารีสูตร
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เราจักแสดงภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท และภิกษุผู้อยู่ด้วยความไม่ ประมาท เธอทั้งหลายจงฟังเถิด ก็ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างไร ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่สำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึง รู้แจ้งด้วยจักษุ เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่ มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก จิตของภิกษุผู้ มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ เพราะ ธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้ จริง ฯลฯ เมื่อภิกษุไม่สำรวมชิวหินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้ง ด้วยลิ้น เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ฯลฯ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความ ประมาทแท้จริง ฯลฯ เมื่อภิกษุไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในธรรมา- *รมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี เมื่อ ปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุ นั้นก็อยู่ลำบาก จิตของภิกษุผู้มีความลำบากย่อมไม่ตั้งมั่น เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรม ทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็น ผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ด้วยประการฉะนี้ ฯ
สาวตฺถีนิทานํ ฯเปฯ ปมาทวิหาริญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อปฺปมาทวิหาริญฺจ ตํ สุณาถ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปมาทวิหารี โหติ ฯ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตสฺส ภิกฺขเว วิหรโต จิตฺตํ พฺยาสิจฺจติ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ตสฺส พฺยาสิตฺตจิตฺตสฺส ปามุชฺชํ น โหติ ปามุชฺเช อสติ ปีติ น โหติ ปีติยา อสติ ปสฺสทฺธิ น โหติ ปสฺสทฺธิยา อสติ ทุกฺขํ วิหรติ ทุกฺขิโน จิตฺตํ น สมาธิยติ อสมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา น ปาตุภวนฺติ ธมฺมานํ อปาตุภาวา ปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยํ อสํวุตสฺส ภิกฺขเว วิหรโต จิตฺตํ พฺยาสิจฺจติ ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยสุ รเสสุ ตสฺส พฺยาสิตฺตจิตฺตสฺส ฯเปฯ ปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ อสํวุตสฺส ภิกฺขเว วิหรโต จิตฺตํ พฺยาสิจฺจติ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ตสฺส พฺยาสิตฺตจิตฺตสฺส ปามุชฺชํ น โหติ ปามุชฺเช อสติ ปีติ โหติ ปีติยา อสติ ปสฺสทฺธิ น โหติ ปสฺสทฺธิยา อสติ ทุกฺขํ วิหรติ ทุกฺขิโน จิตฺตํ น สมาธิยติ อสมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา น ปาตุภวนฺติ ธมฺมานํ อปาตุภาวา ปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ปมาทวิหารี โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร เมื่อ ภิกษุสำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ เมื่อ ภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย จิตของภิกษุผู้มี ความสุขก็ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ เพราะธรรมทั้งหลาย ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง ฯลฯ เมื่อภิกษุสำรวมชิวหินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ เมื่อภิกษุสำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ เมื่อภิกษุมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็ เกิด เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ ภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย จิตของ ภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ เพราะธรรม ทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ด้วยประการฉะนี้ ฯ จบสูตรที่ ๔
กถญฺจ ภิกฺขเว อปฺปมาทวิหารี โหติ ฯ จกฺขุนฺทฺริยํ สํวุตสฺส ภิกฺขเว วิหรโต จิตฺตํ น พฺยาสิจฺจติ จกฺขุวิญฺเญยฺเยสุ รูเปสุ ตสฺส อพฺยาสิตฺตจิตฺตสฺส ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ วิหรติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ ธมฺมานํ ปาตุภาวา อปฺปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยํ สํวุตสฺส ภิกฺขเว วิหรโต จิตฺตํ น พฺยาสิจฺจติ ฯเปฯ อปฺปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯเปฯ มนินฺทฺริยํ สํวุตสฺส ภิกฺขเว วิหรโต จิตฺตํ น พฺยาสิจฺจติ มโนวิญฺเญยฺเยสุ ธมฺเมสุ ตสฺส อพฺยาสิตฺตจิตฺตสฺส ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวทยติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ธมฺมา ปาตุภวนฺติ ธมฺมานํ ปาตุภาวา อปฺปมาทวิหารีเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อปฺปมาทวิหารี โหตีติ ฯ จตุตฺถํ ฯ