This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระวินัยปิฎก ·

เล่ม ๒ · มหาวิภังค์ ภาค ๒

本册其他条目

สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย การอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้ราตรีหนึ่ง]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุรูปหนึ่งสิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วย การให้ภิกษุณีซักจีวรเก่า]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีอุปปลวัณณา [ว่าด้วย การรับจีวรจากมือภิกษุณี]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรสิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การขอจีวรเกินกำหนด]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย มูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์รายเดียว]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย มูลค่าจีวรของเจ้าทรัพย์สองราย]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตรสิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การทำสันถัตเจือด้วยไหม]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย การทำทรงสันถัตไว้ให้ได้ ๖ ฝน]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร [ว่าด้วย การทำสันถัตสำหรับนั่ง]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วย การรับขนเจียม]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การซักขนเจียม]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย การรับทองเงิน]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การซื้อขายด้วยรูปิยะ มีประการต่างๆ]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย การแลกเปลี่ยนมีประการต่างๆ]…สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย บาตร]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย บาตรมีแผลหย่อนห้า]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ [ว่าด้วย เภสัช]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย ผ้าอาบน้ำฝน]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย การให้จีวรแล้วชิงเอามา]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การขอด้ายมาเอง]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย การสั่งช่างหูก ให้ทอจีวร]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องมหาอำมาตย์คนหนึ่ง [ว่าด้วย อัจเจกจีวร]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย เสนาสนะป่าเป็นที่มีรังเกียจ]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การน้อมลาภที่เขาจะถวายเป็นของสงฆ์]…บทสรุปสิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระหัตถกะศากยบุตร [ว่าด้วย พูดเท็จ]เรื่องพระฉัพพัคคีย์อุปสัมบันด่าอุปสัมบันอุปสัมบันด่าอนุปสัมบันอุปสัมบันล้ออุปสัมบันอุปสัมบันล้ออนุปสัมบันอนาปัตติวารเรื่องพระฉัพพัคคีย์สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย สอนธรรมว่าพร้อมกัน]เรื่องพระนวกะสิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอนุรุทธเถระ [ว่าด้วย นอนร่วมกับมาตุคาม]เรื่องพระอุทายีสิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา [ว่าด้วย บอกอุตตริมนุสสธรรม]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย บอกอาบัติชั่วหยาบ]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี [ว่าด้วย ขุดดิน] หัวข้อประจำเรื่องสิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี [ว่าด้วย พรากของเขียว]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วย แกล้งกล่าวคำอื่น]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร [ว่าด้วย โพนทะนา]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุมากรูป [ว่าด้วย หลีกไปไม่เก็บเสนาสนะ]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วย ใช้เสนาสนะแล้วไม่เก็บ]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย นอนแทรกแซง]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วย การฉุดคร่าภิกษุ]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุ ๒ รูป [ว่าด้วย นั่งนอนบนร่างร้าน]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วย การสร้างวิหารใหญ่]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี [ว่าด้วย ใช้น้ำมีตัวสัตว์]…เรื่องพระฉัพพัคคีย์สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระจูฬปันถกเถระ [ว่าด้วย สั่งสอนภิกษุณีเมื่ออาทิตย์ตกแล้ว]เรื่องพระฉัพพัคคีย์สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย สั่งสอนภิกษุณี เพราะเห็นแก่ลาภ]เรื่องภิกษุรูปหนึ่งสิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วย เย็บจีวร]เรื่องพระฉัพพัคคีย์เรื่องพระฉัพพัคคีย์เรื่องภิกษุณีถุลลนันทาสิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วย นั่งในที่ลับ] หัวข้อประจำเรื่องเรื่องพระฉัพพัคคีย์เรื่องพระเทวทัตเรื่องบุรุษเข็ญใจเรื่องอุบาสิกาชื่อกาณมาตาเรื่องภิกษุหลายรูปสิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุ ๒ รูป [ว่าด้วย ห้ามภัตแล้วถูกแค่นให้ฉัน]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วย ฉันอาหารในเวลาวิกาล]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระเวฬัฏฐสีสเถระ [ว่าด้วย ฉันอาหารที่ทำการสั่งสม]เรื่องพระฉัพพัคคีย์เรื่องภิกษุรูปหนึ่งสิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระอานนท์ [ว่าด้วย แจกขนมแก่นักบวช]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย บอกให้กลับ]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย นั่งแทรกแซง]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย นั่งในที่กำบัง]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย นั่งในที่ลับ]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย รับนิมนต์แล้วไปฉันที่อื่น]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องมหานามศากยะ [ว่าด้วย ปวารณาด้วยปัจจัย]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย ไปดูกองทัพ]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย อยู่ในกองทัพ]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย ไปสู่สนามรบ] หัวข้อประจำเรื่องสิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระสาคตะ [ว่าด้วย การดื่มสุรา]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การจี้]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วย การเล่นน้ำ]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วย ความไม่เอื้อเฟื้อ]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การหลอนภิกษุ]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย การติดไฟ]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระเจ้าพิมพิสาร [ว่าด้วย การอาบน้ำ]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย ของสำหรับทำให้เสียสี]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย การวิกัปจีวร]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ [ว่าด้วย การซ่อนจีวร] หัวข้อประจำเรื่องสิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระอุทายี [ว่าด้วย แกล้งฆ่าสัตว์]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย บริโภคน้ำมีตัวสัตว์]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย ฟื้นอธิกรณ์]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย ปิดอาบัติชั่วหยาบ]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องเด็กชายอุบาลี [ว่าด้วย อุปสมบทกุลบุตรมีอายุ หย่อน ๒๐ ปี]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วย เดินทางร่วมกับพ่อค้าผู้เป็นโจร]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วย ชักชวนมาตุคามเดินทางสายเดียวกัน]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระอริฏฐะ มิจฉาทิฏฐิ [ว่าด้วย พระอริฏฐะ]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การคบหากับภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องสมณุทเทสกัณฑกะ มิจฉาทิฏฐิ [ว่าด้วย สมณุทเทสชื่อกัณฑกะ]…สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระฉันนะ [ว่าด้วย การว่ากล่าวโดยถูกธรรม]สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การก่นสิกขาบท]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การแสร้งทำหลง]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การให้ประหาร]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การเงื้อหอกคือฝ่ามือ]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การโจทด้วยอาบัติไม่มีมูล]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การแกล้งก่อความรำคาญ]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การแอบฟัง]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การคัดค้านกรรม]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การไม่ให้ฉันทะ]สิกขาบทที่ ๑๑ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร [ว่าด้วย เรื่องท่านพระทัพพมัลลบุตร]สิกขาบทที่ ๑๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การน้อมลาภสงฆ์] หัวข้อประจำเรื่องเรื่องพระเจ้าปเสนทิโกศลสิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง [ว่าด้วย การเก็บรตนะ]สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การเข้าบ้านในเวลาวิกาล]สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุหลายรูป [ว่าด้วย การทำกล่องเข็ม]สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร [ว่าด้วย เตียงตั่งเกินประมาณ]สิกขาบทที่ ๖ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย เตียงตั่งยัดนุ่น]สิกขาบทที่ ๗ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การทำผ้าสำหรับนั่ง]สิกขาบทที่ ๘ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การทำผ้าปิดฝี]สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ [ว่าด้วย การทำผ้าอาบน้ำฝน]สิกขาบทที่ ๑๐ เรื่องพระนันทะ [ว่าด้วย การทำจีวรเท่าสุคตจีวร] หัวข้อประจำเรื่องบทสรุปสิกขาบทที่ ๑ เรื่องภิกษุณีรูปหนึ่งสิกขาบทที่ ๒ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์สิกขาบทที่ ๓ เรื่องตระกูลหนึ่งสิกขาบทที่ ๔ เรื่องคนรับใช้ของเจ้าศากยะบทสรุปวรรคที่ ๑ ปริมัณฑลวรรควรรคที่ ๒ อุชชัคฆิกวรรควรรคที่ ๓ ขัมภกตวรรควรรคที่ ๔ สักกัจจวรรควรรคที่ ๕ กพฬวรรควรรคที่ ๖ สุรุสุรุวรรคปาทุกาวรรค สิกขาบทที่ ๑ธรรมคืออธิกรณสมถะคำนิคม

经典 · พระวินัยปิฎก

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

ข้อ ๑๘๒–๑๙๖พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒15 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

ทุติยสิกฺขาปทํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ๑. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ เรื่องพระฉัพพัคคีย์

๑๘๒

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสนฺติ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขุํเสนฺติ วมฺเภนฺติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสิสฺสนฺติ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขุํเสสฺสนฺติ วมฺเภสฺสนฺตีติ ฯ {๑๘๒.๑} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สจฺจํ กิร ตุเมฺห ภิกฺขเว เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสถ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขุํเสถ วมฺเภถาติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตุเมฺห โมฆปุริสา เปสเลหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ภณฺฑนฺตา เปสเล ภิกฺขู โอมสิสฺสถ ชาติยาปิ ฯเปฯ หีเนนปิ อกฺโกเสน ขุํเสสฺสถ วมฺเภสฺสถ เนตํ โมฆปุริสา อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ฯ

โดยสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีล เป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือ ด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง. บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็ เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์ ทะเลาะกับภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงได้ กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่าสบประมาทกระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์- *ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทราม บ้างเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ใน เพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า จริงหรือภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอ ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง? พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียน พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน พวกเธอจึงได้ ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ..., ครั้นแล้วทรงกระทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายดังต่อไปนี้:- เรื่องโคนันทิวิสาล

๑๘๓

ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ตกฺกสิลายํ อญฺญตรสฺส พฺราหฺมณสฺส นนฺทิวิสาโล นาม พลิพทฺโท อโหสิ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ คจฺฉ ตฺวํ พฺราหฺมณ เสฏฺฐินา สทฺธึ สหสฺเสน อพฺภุทํ กโรหิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ เสฏฺฐินา สทฺธึ สหสฺเสน อพฺภุทํ อกาสิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ สกฏสตํ อติพนฺธิตฺวา นนฺทิวิสาลํ พลิพทฺทํ ยุญฺชิตฺวา เอตทโวจ อญฺฉ กูฏ วหสฺสุ กูฏาติ ฯ {๑๘๓.๑} อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท ตตฺเถว อฏฺฐาสิ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ สหสฺเสน ปราชิโต ปชฺฌายิ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ พฺราหฺมณ ปชฺฌายสีติ ฯ ตถา หิ ปนาหํ โภ ตยา สหสฺเสน ปราชิโตติ ฯ กิสฺส ปน มํ ตฺวํ พฺราหฺมณ อกูฏํ กูฏวาเทน ปาเปสิ คจฺฉ ตฺวํ พฺราหฺมณ เสฏฺฐินา สทฺธึ ทฺวีหิ สหสฺเสหิ อพฺภุทํ กโรหิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ มา จ มํ อกูฏํ กูฏวาเทน ปาเปสีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ เสฏฺฐินา สทฺธึ ทฺวีหิ สหสฺเสหิ อพฺภุทํ อกาสิ มยฺหํ พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสฺสตีติ ฯ อถโข ภิกฺขเว โส พฺราหฺมโณ สกฏสตํ อติพนฺธิตฺวา นนฺทิวิสาลํ พลิพทฺทํ ยุญฺชิตฺวา เอตทโวจ อญฺฉ ภทฺร วหสฺสุ ภทฺราติ ฯ อถโข ภิกฺขเว นนฺทิวิสาโล พลิพทฺโท สกฏสตํ อติพทฺธํ ปวฏฺเฏสิ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว. พราหมณ์คนหนึ่งในเมืองตักกสิลา มีโคถึกตัวหนึ่งชื่อนันทิวิสาล. ครั้งนั้นโคถึกชื่อนันทิวิสาล ได้กล่าวคำนี้กะพราหมณ์นั้นว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ท่านจงไปพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้า จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย จึงพราหมณ์นั้นได้ทำการพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพราหมณ์ได้ผูกเกวียน ๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึก นันทิวิสาลเสร็จแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า จงฉุดไป เจ้าโคโกง จงลากไป เจ้าโคโกง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โคถึกนันทิวิสาลได้ยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พราหมณ์นั้นแพ้พนัน เสียทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์แล้ว ได้ซบเซา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต่อมา โคถึกนันทิวิสาลได้ถามพราหมณ์นั้นว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เหตุไรท่านจึงซบเซา? พ. ก็เพราะเจ้าทำให้เราต้องแพ้ เสียทรัพย์ไป ๑,๐๐๐ กษาปณ์ นั่นละซิ เจ้าตัวดี. น. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ท่านมาเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกงทำไมเล่า? ขอท่านจงไปอีกครั้งหนึ่ง จงพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้า จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้ แต่อย่าเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นแล พราหมณ์นั้นได้พนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้. ครั้นแล้วได้ผูกเกวียน ๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึกนันทิวิสาลแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า เชิญฉุดไปเถิด พ่อรูปงาม เชิญลากไปเถิด พ่อรูปงาม. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียน ๑๐๐ เล่ม ซึ่งผูกเนื่องกัน ไปได้แล้ว.

๑๘๔

มนาปเมว ภาเสยฺย นามนาปํ กุทาจนํ มนาปํ ภาสมานสฺส ครุภารํ อุทพฺพหิ ธนญฺจ นํ อลพฺเภสิ เตน จตฺตมโน อหูติ ฯ

บุคคลกล่าวควรแต่ถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ, ไม่ควรกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นที่จำเริญใจ ในกาลไหน ๆ. เพราะเมื่อพราหมณ์กล่าวถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ, โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียนหนักไป, ยังพราหมณ์นั้นให้ได้ทรัพย์, และได้ดีใจเพราะพราหมณ์ ได้ทรัพย์โดยการกระทำของตนนั้นแล.

๑๘๕

ตทาปิ เม ภิกฺขเว อมนาปา ขุํสนา วมฺภนา กิมงฺคํ ปเนตรหิ มนาปา ภวิสฺสติ ขุํสนา วมฺภนา เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๑๘๕.๑} โอมสวาเท ปาจิตฺติยนฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งนั้น คำด่า คำสบประมาทก็มิได้เป็นที่พอใจของเรา ไฉน ในบัดนี้ คำด่า คำสบประมาท จักเป็นที่พอใจเล่า? การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:- พระบัญญัติ ๕๑. ๒. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะโอมสวาท. เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ. สิกขาบทวิภังค์

๑๘๖

โอมสวาโท นาม ทสหิ อากาเรหิ โอมสติ ชาติยาปิ นาเมนปิ โคตฺเตนปิ กมฺเมนปิ สิปฺเปนปิ อาพาเธนปิ ลิงฺเคนปิ กิเลเสนปิ อาปตฺติยาปิ อกฺโกเสนปิ ฯ

ที่ชื่อว่า โอมสวาท ได้แก่คำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจด้วยอาการ ๑๐ อย่าง คือ ชาติ ๑ ชื่อ ๑ โคตร ๑ การงาน ๑ ศิลป ๑ โรค ๑ รูปพรรณ ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑ คำด่า ๑. บทภาชนีย์

๑๘๗

ชาติ นาม เทฺว ชาติโย หีนา จ ชาติ อุกฺกฏฺฐา จ ชาติ ฯ หีนา นาม ชาติ จณฺฑาลชาติ เวณชาติ เนสาทชาติ รถการชาติ ปุกฺกุสชาติ เอสา หีนา นาม ชาติ ฯ อุกฺกฏฺฐา นาม ชาติ ขตฺติยชาติ พฺราหฺมณชาติ เอสา อุกฺกฏฺฐา นาม ชาติ ฯ

ที่ชื่อว่า ชาติ ได้แก่ชาติ ๒ คือ ชาติทราม ๑ ชาติอุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า ชาติทราม ได้แก่ชาติคนจัณฑาล ชาติคนจักสาน ชาติพราน ชาติคน ช่างหนัง ชาติคนเทดอกไม้ นี้ชื่อว่าชาติทราม. ที่ชื่อว่า ชาติอุกฤษฏ์ ได้แก่ชาติกษัตริย์ ชาติพราหมณ์ นี้ชื่อว่าชาติอุกฤษฏ์.

๑๘๘

นามํ นาม เทฺว นามานิ หีนญฺจ นามํ อุกฺกฏฺฐญฺจ นามํ ฯ หีนํ นาม นามํ อวกณฺณกํ ชวกณฺณกํ ธนิฏฺฐกํ สวิฏฺฐกํ กุลวฑฺฒกํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม นามํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม นามํ พุทฺธปฏิสํยุตฺตํ ธมฺมปฏิสํยุตฺตํ สงฺฆปฏิสํยุตฺตํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม นามํ ฯ

ที่ชื่อว่า ชื่อ ได้แก่ชื่อ ๒ คือ ชื่อทราม ๑ ชื่ออุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า ชื่อทราม ได้แก่ ชื่ออวกัณณกะ ชวกัณณกะ ธนิฏฐกะ สวิฏฐกะ กุลวัฑฒกะ, ก็หรือชื่อที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบท นั้นๆ นี้ชื่อว่าชื่อทราม. ชื่อว่า ชื่ออุกฤษฏ์ ได้แก่ชื่อที่เกี่ยวเนื่องด้วยพุทธะ ธัมมะ สังฆะ, ก็หรือชื่อที่เขา ไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่า ชื่ออุกฤษฏ์.

๑๘๙

โคตฺตํ นาม เทฺว โคตฺตานิ หีนญฺจ โคตฺตํ อุกฺกฏฺฐญฺจ โคตฺตํ ฯ หีนํ นาม ภารทฺวาชโคตฺตํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม โคตฺตํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม โคตฺตํ โคตมโคตฺตํ โมคฺคลฺลานโคตฺตํ กจฺจายนโคตฺตํ วาเสฏฺฐโคตฺตํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม โคตฺตํ ฯ

ที่ชื่อว่า โคตร ได้แก่วงศ์ตระกูล มี ๒ คือ วงศ์ตระกูลทราม ๑ วงศ์ตระกูล อุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า วงศ์ตระกูลทราม ได้แก่วงศ์ตระกูลภารทวาชะ, ก็หรือวงศ์ตระกูลที่เขา เย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าวงศ์ตระกูล ทราม. ที่ชื่อว่า วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์ ได้แก่วงศ์ตระกูลโคตมะ วงศ์ตระกูลโมคคัลลานะ วงศ์ตระกูลกัจจายนะ วงศ์ตระกูลวาเสฏฐะ, ก็หรือวงศ์ตระกูลที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่า วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์.

๑๙๐

กมฺมํ นาม เทฺว กมฺมานิ หีนญฺจ กมฺมํ อุกฺกฏฺฐญฺจ กมฺมํ ฯ หีนํ นาม กมฺมํ โกฏฺฐกกมฺมํ ปุปฺผฉฑฺฑกกมฺมํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม กมฺมํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม กมฺมํ กสิ วณิชฺชา โครกฺขา เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม กมฺมํ ฯ

ที่ชื่อว่า การงาน ได้แก่งานที่ทำ มี ๒ คือ งานทราม ๑ งานอุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า งานทราม ได้แก่งานช่างไม้ งานเทดอกไม้, ก็หรืองานที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกัน ในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่างานทราม. ที่ชื่อว่า งานอุกฤษฏ์ ได้แก่ งานทำนา งานค้าขาย งานเลี้ยงโค, ก็หรืองานที่เขา ไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่า งาน อุกฤษฏ์.

๑๙๑

สิปฺปํ นาม เทฺว สิปฺปานิ หีนญฺจ สิปฺปํ อุกฺกฏฺฐญฺจ สิปฺปํ ฯ หีนํ นาม สิปฺปํ นฬการสิปฺปํ กุมฺภการสิปฺปํ เปสการสิปฺปํ จมฺมการสิปฺปํ นหาปิตสิปฺปํ เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ โอญฺญาตํ อวญฺญาตํ หีฬิตํ ปริภูตํ อจิตีกตํ เอตํ หีนํ นาม สิปฺปํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม สิปฺปํ มุทฺธา คณนา เลขา เตสุ เตสุ วา ปน ชนปเทสุ อโนญฺญาตํ อนวญฺญาตํ อหีฬิตํ อปริภูตํ จิตีกตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม สิปฺปํ ฯ

ที่ชื่อว่า ศิลปะ ได้แก่วิชาการช่าง มี ๒ คือ วิชาการช่างทราม ๑ วิชาการ ช่างอุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า วิชาการช่างทราม ได้แก่ วิชาการช่างจักสาน, วิชาการช่างหม้อ วิชาการ ช่างหูก วิชาการช่างหนัง วิชาการช่างกัลบก, ก็หรือวิชาการช่างที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าวิชาการช่างทราม. ที่ชื่อว่า วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ได้แก่วิชาการช่างนับ วิชาการช่างคำนวณ วิชาการ ช่างเขียน, ก็หรือวิชาการช่างที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้นๆ นี้ชื่อว่าวิชาการช่างอุกฤษฏ์.

๑๙๒

สพฺเพปิ อาพาธา หีนา นาม อปิจ มธุเมโห อาพาโธ อุกฺกฏฺโฐ ฯ

โรค แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม, แต่โรคเบาหวาน ชื่อว่าโรคอุกฤษฏ์.

๑๙๓

ลิงฺคํ นาม เทฺว ลิงฺคานิ หีนญฺจ ลิงฺคํ อุกฺกฏฺฐญฺจ ลิงฺคํ ฯ หีนํ นาม ลิงฺคํ อติทีฆํ อติรสฺสํ อติกณฺหํ อจฺโจทาตํ เอตํ หีนํ นาม ลิงฺคํ ฯ อุกฺกฏฺฐํ นาม ลิงฺคํ นาติทีฆํ นาติรสฺสํ นาติกณฺหํ นาจฺโจทาตํ เอตํ อุกฺกฏฺฐํ นาม ลิงฺคํ ฯ

ที่ชื่อว่า รูปพรรณ ได้แก่รูปพรรณมี ๒ คือ รูปพรรณทราม ๑ รูปพรรณ อุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า รูปพรรณทราม คือ สูงเกินไป ต่ำเกินไป, ดำเกินไป ขาวเกินไป นี้ชื่อว่ารูปพรรณทราม. ที่ชื่อว่า รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก นี้ชื่อว่า รูปพรรณอุกฤษฏ์.

๑๙๔

สพฺเพปิ กิเลสา หีนา ฯ

กิเลส แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม.

๑๙๕

สพฺพาปิ อาปตฺติโย หีนา อปิจ โสตาปตฺติ สมาปตฺติ อุกฺกฏฺฐา ฯ

อาบัติ แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม, แต่โสดาบัติ สมาบัติ ชื่อว่า อาบัติอุกฤษฏ์

๑๙๖

อกฺโกโส นาม เทฺว อกฺโกสา หีโน จ อกฺโกโส อุกฺกฏฺโฐ จ อกฺโกโส ฯ หีโน นาม อกฺโกโส โอฏฺโฐสิ เมณฺโฑสิ โคโณสิ คทฺรโภสิ ติรจฺฉานคโตสิ เนรยิโกสิ นตฺถิ ตุยฺหํ สุคติ ทุคฺคติเยว ตุยฺหํ ปาฏิกงฺขาติ ยกาเรน วา ภกาเรน วา กาฏโกฏจิกาย วา เอโส หีโน นาม อกฺโกโส ฯ อุกฺกฏฺโฐ นาม อกฺโกโส ปณฺฑิโตสิ พฺยตฺโตสิ เมธาวีสิ พหุสฺสุโตสิ ธมฺมกถิโกสิ นตฺถิ ตุยฺหํ ทุคฺคติ สุคติเยว ตุยฺหํ ปาฏิกงฺขาติ เอโส อุกฺกฏฺโฐ นาม อกฺโกโส ฯ

ที่ชื่อว่า คำด่า ได้แก่คำด่า มี ๒ คือ คำด่าทราม ๑ คำด่าอุกฤษฏ์ ๑. ที่ชื่อว่า คำด่าทราม ได้แก่คำด่าว่า เป็นอูฐ, เป็นแพะ, เป็นโค, เป็นลา, เป็น สัตว์ดิรัจฉาน, เป็นสัตว์นรก, สุคติของท่านไม่มี, ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ, คำด่าว่าที่เกี่ยวด้วย ยะอักษร ภะอักษร, หรือนิมิตของชายและนิมิตของหญิง นี้ชื่อว่าคำด่าทราม. ที่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฏ์ ได้แก่ คำด่าว่า เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก, ทุคติของท่านไม่มี, ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ, นี้ชื่อว่าคำด่าอุกฤษฏ์.

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย