This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๐

本册其他条目

๑. รูปาทิวรรค๒. นีวรณปหานวรรค๓. อกัมมนิยวรรค๔. อทันตวรรค๕. ปณิหิตอัจฉวรรค๖. อัจฉราสังฆาตวรรค๗. วีริยารัมภาทิวรรค๘. กัลยาณมิตตาทิวรรค๙. ปมาทาทิวรรค๑๐. ทุติยปมาทาทิวรรค๑๑. อธัมมวรรค๑๒. อนาปัตติวรรค๑๓. เอกปุคคลวรรค๑. ปฐมวรรค๒. ทุติยวรรค๓. ตติยวรรค๔. จตุตถวรรค๕. ปัญจมวรรค๖. ฉัฏฐวรรค๗. สัตตมวรรค๑. ปฐมวรรค๒. ทุติยวรรค๓. ตติยวรรค๑. ปฐมวรรค๒. ทุติยวรรค๓. ตติยวรรค๔. จตุตถวรรค๑๗. ปสาทกรธัมมวรรค ๑๘. อปรอัจฉราสังฆาตวรรค ๑๙. กายคตาสติวรรค ๒๐. อมตวรรค๑. วัชชสูตร ๒. ปธานสูตร ๓. ตปนียสูตร ๔. อตปนียสูตร ๕. อุปัญญาตสูตร ๖. สัญโญชนสูตร ๗. กัณหสูตร ๘. สุกกสูตร ๙. จริยสูตร ๑๐. วัสสูปนายิกสูตร๒. อธิกรณวรรค๓. พาลวรรค๔. สมจิตตวรรค๕. ปริสวรรค๑. ปุคคลวรรค๒. สุขวรรค๓. สนิมิตตวรรค๔. ธัมมวรรค๕. พาลวรรค๑. อาสาทุปปชหวรรค๒. อายาจนวรรค๓. ทานวรรค๔. สันถารวรรค๕. สมาปัตติวรรค๑. โกธเปยยาล ๒. อกุสลเปยยาล ๓. วินยเปยยาล ๔. ราคเปยยาล๑. ภยสูตร๒. ลักขณสูตร๓. จินตีสูตร๔. อัจจยสูตร๕. อโยนิโสสูตร๖. อกุสลสูตร๗. สาวัชชสูตร๘. สัพยาปัชฌสูตร๙. ขตสูตร๑๐. มลสูตร๑. ญาตสูตร๒. สารณียสูตร๓. อาสังสสูตร๔. จักกวัตติสูตร๕. ปเจตนสูตร๖. อปัณณกสูตร๗. อัตตพยาพาธสูตร๘. เทวโลกสูตร๙. ปฐมปาปณิกสูตร๑๐. ทุติยปาปณิกสูตร๑. สวิฏฐสูตร๒. คิลานสูตร๓. สังขารสูตร๔. พหุการสูตร๕. วชิรูปมสูตร๖. เสวิตัพพสูตร๗. ชิคุจฉิตัพพสูตร๘. คูถภาณีสูตร๙. อันธสูตร๑๐. อวกุชชสูตร๑. สพรหมกสูตร๒. อานันทสูตร๓. สารีปุตตสูตร๔. นิทานสูตร๕. หัตถกสูตร๖. เทวทูตสูตร ๗. ยมราชสูตร๘. จตุมหาราชสูตร๘. ทุติยจตุมหาราชสูตร๙. สุขุมาลสูตร๑๐. อาธิปเตยยสูตร๑. สัมมุขีภาวสูตร๒. ติฐานสูตร๓. อัตถวสสูตร๔. กถาปวัตติสูตร๕. ปัณฑิตสูตร๖. สีลวันตสูตร๗. สังขตลักขณสูตร๘. อสังขตลักขณสูตร๙. ปัพพตราชสูตร๑๐. อาตัปปกรณียสูตร๑๑. มหาโจรสูตร๑. ปฐมเทวพราหมณสูตร๒. ทุติยเทวพราหมณสูตร๓. อัญญตรพราหมณสูตร๔. ปริพพาชกสูตร๕. นิพพุตสูตร๖. ปโลกสูตร๗. วัจฉโคตตสูตร๘. ติกัณณสูตร๙. ชานุสโสณิสูตร๑๐. สังคารวสูตร๑. ติตถายตนสูตร๒. ภยสูตร๓. เวนาคปุรสูตร๔. สรภสูตร๕. เกสปุตติสูตร [กาลามสูตร]๖. สาฬหสูตร๗. กถาวัตถุสูตร๘. อัญญติตถิยสูตร๙. อกุสลมูลสูตร๑๐. อุโปสถสูตร๑. ฉันนสูตร๒. อาชีวกสูตร๓. มหานามสักกสูตร๔. นิคัณฐสูตร๕. นิเวสกสูตร๖. ปฐมภวสูตร๗. ทุติยภวสูตร๘. สีลัพพตสูตร๙. คันธชาตสูตร๑๐. จูฬนิกาสูตร๑. สมณสูตร๒. คัทรภสูตร๓. เขตตสูตร๔. วัชชีปุตตสูตร๕. เสกขสูตร๖. ปฐมสิกขาสูตร๗. ทุติยสิกขาสูตร๘. ตติยสิกขาสูตร๙. ปฐมสิกขัตตยสูตร๑๐. ทุติยสิกขัตตยสูตร๑๑. ปังกธาสูตร๑. อัจจายิกสูตร๒. ปวิเวกสูตร๓. สรทสูตร๔. ปริสาสูตร๕. ปฐมอาชานียสูตร๖. ทุติยอาชานียสูตร๗. ตติยอาชานียสูตร๘. โปตถกสูตร๙. โลณผลสูตร๑๐. ปังสุโธวกสูตร๑๑. นิมิตตสูตร๑. ปุพเพวสัมโพธสูตร๒. ปฐมอัสสาทสูตร๓. ทุติยอัสสาทสูตร๔. สมณพราหมณสูตร๕. รุณณสูตร๖. อติตติสูตร๗. อรักขิตสูตร๘. พยาปันนสูตร๙. ปฐมนิทานสูตร๑๐. ทุติยนิทานสูตร๑. อาปายิกสูตร๒. ทุลลภสูตร๓. อัปปเมยยสูตร๔. อาเนญชสูตร๕. วิปัตติสัมปทาสูตร๖. อปัณณกสูตร๗. กัมมันตสูตร๘. ปฐมโสเจยยสูตร๙. ทุติยโสเจยยสูตร๑๐. โมเนยยสูตร๑. กุสินารสูตร๒. ภัณฑนสูตร๓. โคตมกเจติยสูตร๔. ภรัณฑุกาลามสูตร๕. หัตถกสูตร๖. กฏุวิยสูตร๗. ปฐมอนุรุทธสูตร๘. ทุติยอนุรุทธสูตร๙. ปฏิจฉันนสูตร๑๐. เลขสูตร๑. โยธาชีวสูตร๒. ปริสาสูตร๓. มิตตสูตร๔. อุปปาทาสูตร๕. เกสกัมพลสูตร๖. สัมปทาสูตร๗. วุฑฒิสูตร๘. อัสสขลุงกสูตร๙. อัสสสทัสสสูตร๑๐. อัสสาชานียสูตร๑๑. ปฐมโมรนิวาปสูตร๑๒. ทุติยโมรนิวาปสูตร๑๓. ตติยโมรนิวาปสูตร๑. อกุสลสูตร๒. สาวัชชสูตร๓. วิสมสูตร๔. อสุจิสูตร๕. ปฐมขตสูตร๖. ทุติยขตสูตร๗. ตติยขตสูตร๘. จตุตถขตสูตร๙. วันทนาสูตร๑๐. ปุพพัณหสูตร๖. อเจลกวรรค ๗. กัมมปถเปยยาล ๘. ราคเปยยาล

经典

๑๐. ทุติยปมาทาทิวรรค

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

34 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๑๐. ทุติยปมาทาทิวรรค หมวดว่าด้วยความประมาทเป็นต้น หมวดที่ ๒

๙๘

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะพูดถึงองค์ประกอบภาย ใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือน ความประมาทนี้ ความประมาทย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๑)

๙๙

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่าง หนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนความไม่ประมาทนี้ ความไม่ประมาทย่อมเป็น ไปเพื่อประโยชน์มาก (๒)

๑๐๐

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่าง หนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือนความเกียจคร้านนี้ ความเกียจคร้านย่อม เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๓) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๖} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๐. ทุติยปมาทาทิวรรค

๑๐๑

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่าง หนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนการปรารภความเพียรนี้ การปรารภความ เพียรย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๔)

๑๐๒

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมักมากย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๕)

๑๐๓

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมักน้อยย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๖)

๑๐๔

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความไม่สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๗)

๑๐๕

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความสันโดษย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๘)

๑๐๖

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ อโยนิโสมนสิการย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๙)

๑๐๗

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ โยนิโสมนสิการย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๑๐)

๑๐๘

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความไม่มีสัมปชัญญะย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๑๑)

๑๐๙

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมีสัมปชัญญะย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๑๒)

๑๑๐

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายนอก เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือนความมีปาปมิตรนี้ ความมีปาปมิตรย่อม เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๑๓)

๑๑๑

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายนอก เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนความมีกัลยาณมิตรนี้ ความมีกัลยาณมิตร ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๑๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๗} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๐. ทุติยปมาทาทิวรรค

๑๑๒

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่าง หนึ่งที่เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มากเหมือนการประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ และการ ไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ นี้ การประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์มาก (๑๕)

๑๑๓

เพราะพูดถึงองค์ประกอบภายใน เราไม่เห็นองค์ประกอบอื่นแม้อย่าง หนึ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์มากเหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ ประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ นี้ การประกอบกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบ อกุศลธรรมเนืองๆ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์มาก (๑๖)

๑๑๔

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไป แห่งสัทธรรม เหมือนความประมาทนี้ ความประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๑๗)

๑๑๕

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรมเหมือนความไม่ประมาทนี้ ความไม่ประมาทย่อมเป็นไปเพื่อความ ดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๑๘)

๑๑๖

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไป แห่งสัทธรรมเหมือนความเกียจคร้านนี้ ความเกียจคร้านย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๑๙)

๑๑๗

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรมเหมือนการปรารภความเพียรนี้ การปรารภความเพียร ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๒๐)

๑๑๘

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมักมากย่อมเป็นไปเพื่อ ความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๒๑) @เชิงอรรถ : @ สัทธรรม หมายถึงธรรมอันดี หรือศาสนา มี ๓ ประการ คือ ปริยัติสัทธรรม ปฏิบัติสัทธรรม และ @อธิคมสัทธรรม (วิ.อ. ๒/๔๓๘/๔๒๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๘} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๐. ทุติยปมาทาทิวรรค

๑๑๙

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมักน้อยย่อมเป็นไปเพื่อ ความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๒๒)

๑๒๐

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความไม่สันโดษย่อมเป็นไปเพื่อ ความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๒๓)

๑๒๑

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความสันโดษย่อมเป็นไปเพื่อ ความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๒๔)

๑๒๒

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ อโยนิโยมนสิการย่อมเป็นไป เพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๒๕)

๑๒๓

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ โยนิโสมนสิการย่อมเป็นไปเพื่อ ความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๒๖)

๑๒๔

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความไม่มีสัมปชัญญะย่อมเป็น ไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๒๗)

๑๒๕

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมีสัมปชัญญะย่อมเป็นไป เพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๒๘)

๑๒๖

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมีปาปมิตรย่อมเป็นไป เพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม (๒๙)

๑๒๗

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ ความมีกัลยาณมิตรย่อมเป็นไป เพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๓๐)

๑๒๘

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ฯลฯ การประกอบอกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบกุศลธรรมเนืองๆ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่ง สัทธรรม (๓๑)

๑๒๙

เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นไปเพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อม สูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรมเหมือนการประกอบกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบ อกุศลธรรมเนืองๆ นี้ การประกอบกุศลธรรมเนืองๆ และการไม่ประกอบอกุศลธรรม เนืองๆ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่น ไม่เสื่อมสูญ ไม่หายไปแห่งสัทธรรม (๓๒) (จตุกโกฏิกะ จบ) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๙} พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ๑๑. อธัมมวรรค

๑๓๐

ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่า “เป็นธรรม” ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อไม่เกื้อกูลแก่ คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุขแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสพ สิ่งที่ไม่ใช่ บุญเป็นอันมาก และทำให้สัทธรรมนี้สูญหายไป (๓๓) [๑๓๑-๑๓๙] ภิกษุพวกที่แสดงธรรมว่า “เป็นอธรรม” ฯลฯ แสดงสิ่งที่มิใช่ วินัยว่า “เป็นวินัย” ฯลฯ แสดงวินัยว่า “มิใช่วินัย” ฯลฯ แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้” ฯลฯ แสดงสิ่งที่ตถาคต ภาษิตไว้ กล่าวไว้ว่า “ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้” ฯลฯ แสดงกรรมที่ ตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมาว่า “ตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมา” ฯลฯ แสดงกรรม ที่ตถาคตได้ประพฤติปฏิบัติมาว่า “ตถาคตไม่ได้ประพฤติปฏิบัติมา” ฯลฯ แสดงสิ่งที่ ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้ว่า “ตถาคตได้บัญญัติไว้” ฯลฯ แสดงสิ่งที่ตถาคตได้บัญญัติไว้ ว่า “ตถาคตไม่ได้บัญญัติไว้” ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อไม่เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่สุข แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่ใช่ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นย่อมประสพสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก และทำให้ สัทธรรมนี้สูญหายไป (๔๒) ทุติยปมาทาทิวรรคที่ ๑๐ จบ ๑๑. อธัมมวรรค หมวดว่าด้วยธรรมและอธรรม

๑๔๐

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพวกที่แสดงอธรรมว่า “เป็นอธรรม” ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อ ประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุ เหล่านั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมาก และดำรงสัทธรรมนี้ไว้ได้ (๑) @เชิงอรรถ : @ ประสพ (ปสวนฺติ) หมายถึงได้รับผลตอบ (ปฏิลภนฺติ) (องฺ.ติก.อ. ๒/๔๖/๑๕๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๒๐}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้