สังคารวสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สังคารวสูตร
ครั้งนั้นแล สังคารวพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน ไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้ เจริญ พวกข้าพระองค์ชื่อว่าพราหมณ์ ย่อมบูชายัญเองบ้าง ให้คนอื่นบูชาบ้าง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น ผู้ที่บูชายัญเองและผู้ที่ใช้ให้ คนอื่นบูชาทุกคน ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาเป็นเหตุให้เกิดบุญ อันมียัญเป็นเหตุ ซึ่งมีกำเนิดแต่สรีระเป็นอันมาก อนึ่ง ผู้ใดออกจากสกุลใด บวชเป็นบรรพชิต ฝึกแต่คนเดียว ทำตนให้สงบแต่คนเดียว ทำตนให้ดับไปแต่คนเดียว เมื่อเป็น เช่นนี้ ผู้นั้นชื่อว่ามีปฏิปทาเป็นเหตุให้เกิดบุญอันมีบรรพชาเป็นเหตุ ซึ่งมีกำเนิด แต่สรีระอันเดียว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ถ้ากระนั้นเราจักขอถาม ท่านในข้อนี้ ท่านจงเฉลยปัญหานั้นตามที่ท่านเห็นควร ดูกรพราหมณ์ ท่านจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระตถาคตเสด็จอุบัติในโลกนี้ เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า เราดำเนินไปแล้วตามมรรคนี้ ตามปฏิปทานี้ ทำธรรม อันยอดเยี่ยมซึ่งเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนประชาชนให้รู้ตาม มาเถิด ถึงท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอาการที่ท่านทั้งหลาย ปฏิบัติได้แล้ว ก็จักทำธรรมอันยอดเยี่ยมซึ่งเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ให้แจ้งชัด ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนแล้ว เข้าถึงอยู่ พระศาสดาพระองค์นี้ทรงแสดงธรรมไว้ ดังนี้ ทั้งผู้อื่นต่างปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น ก็ผู้แสดงและผู้ปฏิบัตินั้น มีมาก กว่าร้อย มีมากกว่าพัน มีมากกว่าแสน ดูกรพราหมณ์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน เมื่อเป็นดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ปุญปฏิปทาซึ่งมีบรรพชาเป็นเหตุนั้น ย่อมจะมีกำเนิดแต่สรีระเดียว หรือมีกำเนิดแต่สรีระเป็นอันมาก ฯ สัง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นดังตรัสมาฉะนี้ ปุญปฏิปทาที่ มีบรรพชาเป็นเหตุนี้ ย่อมมีกำเนิดแต่สรีระเป็นอันมาก ฯ เมื่อสังคารวพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้ถามสังคารว พราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาปฏิปทา ๒ อย่างนี้ ท่านชอบใจปฏิปทาอย่างไหน ซึ่งมีความต้องการน้อยกว่า มีความริเริ่มน้อยกว่า แต่ว่ามีผลและอานิสงส์มากมาย เมื่อท่านพระอานนท์ถามอย่างนี้ สังคารวพราหมณ์ได้กล่าวว่า ท่านพระโคดมฉันใด ท่านพระอานนท์ก็ฉันนั้น ท่านทั้ง ๒ นี้ เราควรบูชา เราควรสรรเสริญ แม้ครั้ง ที่ ๒ ท่านพระอานนท์ได้ถามว่า ดูกรพราหมณ์ เรามิได้ถามท่านอย่างนี้ว่า ท่าน ควรบูชาใคร หรือว่าท่านควรสรรเสริญใคร แต่เราถามท่านอย่างนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาปฏิปทา ๒ อย่างนี้ ท่านชอบปฏิปทาอย่างไหน ซึ่งมีความต้องการน้อยกว่า มีความริเริ่มน้อยกว่า แต่ว่ามีผลและอานิสงส์มากมาย ถึงครั้งที่ ๒ สังคารวพราหมณ์ ก็ได้กล่าวว่า ท่านพระโคดมฉันใด ท่านพระอานนท์ก็ฉันนั้น ท่านทั้ง ๒ นี้ เรา ควรบูชา เราควรสรรเสริญ แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกร- *พราหมณ์ เรามิได้ถามท่านอย่างนี้ว่า ท่านควรบูชาใคร ท่านควรสรรเสริญใคร แต่เราถามท่านอย่างนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ บรรดาปฏิปทา ๒ อย่างนี้ ท่านชอบ ปฏิปทาอย่างไหน ซึ่งมีความต้องการน้อยกว่า มีความริเริ่มน้อยกว่า แต่ว่ามีผลและ อานิสงส์มากมาย ถึงครั้งที่ ๓ สังคารวพราหมณ์ก็ได้กล่าวว่า ท่านพระโคดมฉันใด ท่านพระอานนท์ก็ฉันนั้น ท่านทั้ง ๒ นี้ เราควรบูชา เราควรสรรเสริญ ลำดับ นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงดำริว่า สังคารวพราหมณ์ถูกอานนท์ถามปัญหาที่ ชอบแล้ว นิ่งเสีย ไม่เฉลยถึง ๓ ครั้งแล ถ้ากระไร เราควรจะช่วยเหลือ จึงได้ ตรัสถามสังคารวพราหมณ์ว่า ดูกรพราหมณ์ วันนี้ พวกที่มานั่งประชุมกันใน ราชบริษัทในราชสำนัก ได้พูดสนทนากันขึ้นในระหว่างว่าอย่างไร สังคารวพราหมณ์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วันนี้ พวกที่มานั่งประชุมกันในราชบริษัท ในราชสำนัก ได้พูดสนทนากันขึ้นในระหว่างว่า เขาว่าเมื่อก่อนภิกษุที่แสดงอิทธิ- *ปาฏิหาริย์ได้มีน้อยมาก และอุตริมนุษยธรรมมีมากมาย ทุกวันนี้ ภิกษุที่แสดง ปาฏิหาริย์ได้มีมากมาย และอุตริมนุษยธรรมมีน้อยมาก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ทุกวันนี้ พวกที่มานั่งประชุมกันในราชบริษัทในราชสำนักได้พูดสนทนากันขึ้นใน ระหว่างว่าดังนี้แล ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ อิทธิ- *ปาฏิหาริย์ ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ ๑ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ดักใจเป็นอัศจรรย์ ๑ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนเป็นอัศจรรย์ ๑ ดูกรพราหมณ์ ก็อิทธิปาฏิหาริย์เป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้ หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลง แม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนดินก็ได้ เหาะไป ในไปอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมาก ด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรพราหมณ์ นี้เรียก ว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ดูกรพราหมณ์ ก็อาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ ภิกษุบาง รูปในธรรมวินัยนี้ พูดดักใจได้โดยนิมิตว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่าน เป็นแม้ด้วยประการฉะนี้ จิตของท่านเป็นแม้ด้วยประการฉะนี้ว่า ถึงหากเธอจะ พูดดักใจกะคนเป็นอันมากก็ดี คำที่เธอพูดนั้นก็เป็นเช่นนั้น หาเป็นอย่างอื่นไปไม่ ดูกรพราหมณ์ ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พูดดักใจโดยนิมิตไม่ได้เลย ก็แต่ ว่าพอได้ยินเสียงมนุษย์ อมนุษย์ หรือเทวดาเข้าแล้ว ย่อมพูดดักใจได้ว่า ใจของ ท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นแม้ด้วยประการฉะนี้ จิตของท่านเป็นแม้ด้วย ประการฉะนี้ ถึงหากเธอจะพูดดักใจกะคนเป็นอันมากก็ดี คำที่เธอพูดนั้นก็เป็น เช่นนั้น หาเป็นอย่างอื่นไม่ ดูกรพราหมณ์ ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พูดดักใจ โดยนิมิตไม่ได้เลย ถึงได้ยินเสียงมนุษย์ อมนุษย์ หรือเทวดาเข้าแล้ว ก็พูด ดักใจไม่ได้เลย แต่ว่าพอได้ยินเสียงวิตกวิจารของบุคคลผู้ตรึกตรองเข้าแล้ว ย่อม พูดดักใจได้ว่า ใจของท่านเป็นอย่างนี้ ใจของท่านเป็นแม้ด้วยประการฉะนี้ จิต ของท่านเป็นแม้ด้วยประการฉะนี้ ถึงหากเธอจะพูดดักใจกะคนเป็นอันมากก็ดี คำที่ เธอพูดนั้นก็เป็นเช่นนั้น หาเป็นอย่างอื่นไปไม่ ดูกรพราหมณ์ ก็ภิกษุบางรูปใน ธรรมวินัยนี้ พูดดักใจโดยนิมิตไม่ได้เลย ถึงได้ยินเสียงมนุษย์ อมนุษย์หรือเทวดา เข้าแล้ว ก็พูดดักใจไม่ได้ ถึงได้ยินเสียงวิตกวิจารของบุคคลผู้ตรึกตรองเข้าแล้ว ก็พูดดักใจไม่ได้ ก็แต่ว่า กำหนดรู้ใจของผู้ที่เข้าสมาธิ อันไม่มีวิตกวิจาร ด้วยใจ ของตนว่า ท่านผู้นี้ตั้งมโนสังขารไว้ด้วยประการใด จักตรึกวิตกชื่อโน้นในลำดับจิต นี้ด้วยประการนั้น ถึงหากเธอจะพูดดักใจกะคนเป็นอันมากก็ดี คำที่เธอพูดนั้นก็ เป็นเช่นนั้น หาเป็นอย่างอื่นไปไม่ ดูกรพราหมณ์ นี้เรียกว่าอาเทสนาปาฏิหาริย์ ฯ ดูกรพราหมณ์ ก็อนุสาสนีปาฏิหาริย์เป็นไฉน ดูกรพราหมณ์ ภิกษุบางรูป ในธรรมวินัยนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนี้ จง มนสิการอย่างนี้ อย่าได้มนสิการอย่างนี้ จงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่ ดูกรพราหมณ์ นี้เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ดูกรพราหมณ์ ปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้แล ดูกรพราหมณ์ บรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ อย่างนี้ ท่านชอบปาฏิหาริย์อย่างไหน ซึ่งงามกว่าและ ประณีตกว่า ฯ สัง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บรรดาปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนั้น ปาฏิหาริย์ที่ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ฯลฯ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดังนี้นั้น ผู้ใดแสดงอิทธิปาฏิหาริย์นี้ได้ แสดงฤทธิ์เป็นอันมาก ผู้นั้นย่อมชอบใจปาฏิหาริย์นั้น ปาฏิหาริย์ที่ผู้ใดแสดงได้ และเป็นของผู้นั้นนี้ ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือน กับรูปลวง ปาฏิหาริย์ที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้พูดดักใจได้ยินโดยนิมิตว่า ใจ ของท่านเป็นเช่นนี้ ใจของท่านเป็นแม้ด้วยประการฉะนี้ จิตของท่านเป็นแม้ด้วย ประการฉะนี้ ถึงเธอจะพูดดักใจกะชนเป็นอันมากก็ดี คำที่เธอพูดนั้นก็เป็นเช่นนั้น หาเป็นอย่างอื่นไม่ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พูดดักใจ โดยนิมิตไม่ได้เลย ... แต่ว่าพอได้ยินเสียงมนุษย์ อมนุษย์หรือเทวดาเข้าแล้ว ก็พูดดักใจได้ ... แม้ว่าได้ยินเสียงมนุษย์ อมนุษย์ หรือเทวดาเข้าแล้ว พูดดักใจ ไม่ได้ แต่ว่าได้ยินเสียงวิตกวิจารของบุคคลผู้ตรึกตรองเข้าแล้ว ก็พูดดักใจได้ ... ถึงได้ยินเสียงวิตกวิจารของบุคคลผู้ตรึกตรองเข้าแล้ว ก็พูดดักใจไม่ได้ แต่ว่า กำหนดรู้ใจของผู้อื่นที่เข้าสมาธิ อันไม่มีวิตกวิจารด้วยใจของตนว่า ท่านผู้นี้ตั้ง มโนสังขารด้วยประการใด จักตรึกวิตกชื่อโน้นในลำดับจิตนี้ด้วยประการนั้น ถึงหาก เธอจะพูดดักใจกะคนเป็นอันมากก็ดี คำที่เธอพูดนั้นก็เป็นเช่นนั้น หาเป็นอย่างอื่น ไปไม่ ผู้ใดแสดงปาฏิหาริย์นี้ได้ ผู้นั้นย่อมชอบใจปาฏิหาริย์นั้น ปาฏิหาริย์ที่ผู้ใด แสดงได้ และเป็นของผู้นั้นนี้ ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนกับรูปลวง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บรรดาปาฏิหาริย์ทั้ง ๓ อย่างนี้ ปาฏิหาริย์ที่ภิกษุบางรูปใน ธรรมวินัยนี้ พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนี้ จงมนสิการ อย่างนี้ อย่าได้มนสิการอย่างนี้ จงละสิ่งนี้เสีย จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่ ควรแก่ข้า- *พระองค์ ทั้งดีกว่าและประณีตกว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ที่ท่านพระโคดมตรัสดีแล้ว และข้าพระองค์จะจำไว้ว่า ท่านพระโคดมประกอบ ด้วยปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ เพราะท่านพระโคดมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก ฯลฯ ใช้ อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ เพราะท่านพระโคดมกำหนดรู้ใจของผู้ที่เข้า สมาธิ อันไม่มีวิตกวิจารด้วยใจของพระองค์ว่า ท่านผู้นี้ตั้งมโนสังขารไว้ด้วยประ การใด จักตรึกวิตกชื่อโน้นในลำดับจิตนี้ด้วยประการนั้น เพราะท่านพระโคดมทรง พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าได้ตรึกอย่างนี้ จงมนสิการอย่างนี้ อย่า มนสิการอย่างนี้ จงละสิ่งนี้เสีย จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ท่านได้กล่าววาจาที่ควรนำไปใกล้เราแน่แท้เทียวแล เออก็เราจักพยากรณ์แก่ท่านว่า เพราะเราแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก ฯลฯ ใช้อำนาจ ทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ดูกรพราหมณ์ เพราะเรากำหนดรู้ใจของผู้ที่เข้า สมาธิ อันไม่มีวิตกวิจารด้วยใจของตนว่า ท่านผู้นี้ตั้งมโนสังขารไว้ด้วยประการใด จักตรึกวิตกชื่อโน้นในลำดับจิตนี้ด้วยประการนั้น เพราะเราพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ว่า จงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึกอย่างนี้ จงมนสิการอย่างนี้ อย่ามนสิการอย่างนี้ จงละสิ่ง นี้เสีย จงเข้าถึงสิ่งนี้อยู่ ฯ สัง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็แม้ภิกษุอื่นรูปหนึ่งผู้ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ นอกจากท่านพระโคดม มีอยู่หรือ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ไม่ใช่มีร้อยเดียว ไม่ใช่สองร้อย ไม่ใช่สามร้อย ไม่ใช่สี่ร้อย ไม่ใช่ห้าร้อย ที่แท้ภิกษุผู้ประกอบด้วยปาฏิหาริย์ ๓ อย่างนี้ มีอยู่ มากมายทีเดียว ฯ สัง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็บัดนี้ ภิกษุเหล่านั้นอยู่ไหน ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ อยู่ในหมู่ภิกษุนี้เองแหละ ฯ สัง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดย อเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้ หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักมองเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรมและ พระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบพราหมณวรรคที่ ๑ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ชนสูตรที่ ๑ ๒. ชนสูตรที่ ๒ ๓. พราหมณสูตร ๔. ปริพาชกสูตร ๕. นิพพุตสูตร ๖. ปโลภสูตร ๗. ชัปปสูตร ๘. ติกรรณสูตร ๙. ชานุสโสณี สูตร ๑๐. สังคารวสูตร ฯ -----------------------------------------------------
๖๑ อถโข สงฺคารโว พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สงฺคารโว พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ มยมสฺสุ โภ โคตม พฺราหฺมณา นาม ยญฺญํ ยชามปิ ยชาเปมปิ ตตฺร โภ โคตม โย เจว ยญฺญํ ยชติ โย จ ยชาเปติ สพฺเพ เต อเนกสารีริกํ ปุญฺญปฏิปทํ ปฏิปนฺนา โหนฺติ ยทิทํ ยญฺญาธิกรณํ โย ปนายํ โภ โคตม ยสฺส วา ตสฺส วา กุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต เอกมตฺตานํ ทเมติ เอกมตฺตานํ สเมติ เอกมตฺตานํ ปรินิพฺพาเปติ เอวมสฺสายํ เอกสารีริกา ปุญฺญปฏิปทา โหติ ยทิทํ ปพฺพชฺชาธิกรณนฺติ ฯ {๕๐๐.๑} เตนหิ พฺราหฺมณ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส เอวมาห เอตฺถายํ มคฺโค อยํ ปฏิปทา ยถา ปฏิปนฺโน อหํ อนุตฺตรํ พฺรหฺมจริโยคธํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทมิ เอถ ตุเมฺหปิ ตถา ปฏิปชฺชถ ยถา ปฏิปนฺนา ตุเมฺหปิ อนุตฺตรํ พฺรหฺมจริโยคธํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสถาติ อิติ อยํ เจว สตฺถา ธมฺมํ เทเสติ ปเร จ ตถตฺตาย ปฏิปชฺชนฺติ ตานิ โข ปน โหนฺติ อเนกานิปิ สตานิ อเนกานิปิ สหสฺสานิ อเนกานิปิ สตสหสฺสานิ ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ อิจฺจายํ เอวํ สนฺเต เอกสารีริกา วา ปุญฺญปฏิปทา โหติ อเนกสารีริกา วา ยทิทํ ปพฺพชฺชาธิกรณนฺติ ฯ {๕๐๐.๒} อิจฺจายํปิ โภ โคตม เอวํ สนฺเต อเนกสารีริกา ปุญฺญปฏิปทา โหติ ยทิทํ ปพฺพชฺชาธิกรณนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อานนฺโท สงฺคารวํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ อิมาสํ เต พฺราหฺมณ ทฺวินฺนํ ปฏิปทานํ กตมา ปฏิปทา ขมติ อปฺปฏฺฐตรา จ อปฺปสมารมฺภตรา จ มหปฺผลตรา จ มหานิสํสตรา จาติ ฯ เอวํ วุตฺเต สงฺคารโว พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เสยฺยถาปิ ภวํ โคตโม ภวญฺจานนฺโท เอเต เม ปุชฺชา เอเต เม ปาสํสาติ ฯ {๕๐๐.๓} ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา อานนฺโท สงฺคารวํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ น โข ตฺยาหํ พฺราหฺมณ เอวํ ปุจฺฉามิ เก วา เต ปุชฺชา เก วา เต ปาสํสาติ เอวญฺจ โข ตฺยาหํ พฺราหฺมณ ปุจฺฉามิ อิมาสํ เต พฺราหฺมณ ทฺวินฺนํ ปฏิปทานํ กตมา ปฏิปทา ขมติ อปฺปฏฺฐตรา จ อปฺปสมารมฺภตรา จ มหปฺผลตรา จ มหานิสํสตรา จาติ ฯ ทุติยมฺปิ โข สงฺคารโว พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เสยฺยถาปิ ภวํ โคตโม ภวญฺจานนฺโท เอเต เม ปุชฺชา เอเต เม ปาสํสาติ ฯ {๕๐๐.๔} ตติยมฺปิ โข อายสฺมา อานนฺโท สงฺคารวํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ น โข ตฺยาหํ พฺราหฺมณ ปุจฺฉามิ เก วา เต ปุชฺชา เก วา เต ปาสํสาติ เอวญฺจ โข ตฺยาหํ พฺราหฺมณ ปุจฺฉามิ อิมาสํ เต พฺราหฺมณ ทฺวินฺนํ ปฏิปทานํ กตมา ปฏิปทา ขมติ อปฺปฏฺฐตรา จ อปฺปสมารมฺภตรา จ มหปฺผลตรา จ มหานิสํสตรา จาติ ฯ ตติยมฺปิ โข สงฺคารโว พฺราหฺมโณ อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ เอตทโวจ เสยฺยถาปิ ภวํ โคตโม ภวญฺจานนฺโท เอเต เม ปุชฺชา เอเต เม ปาสํสาติ ฯ อถโข ภควโต เอตทโหสิ ยาวตติยมฺปิ โข สงฺคารโว พฺราหฺมโณ อานนฺเทน สหธมฺมิกํ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ สํสาเทติ โน วิสฺสชฺเชติ ยนฺนูนาหํ ปริโมเจยฺยนฺติ ฯ อถโข ภควา สงฺคารวํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ กานุชฺช พฺราหฺมณ ราชนฺเตปุเร ราชปริสายํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อนฺตรากถา อุทปาทีติ ฯ อยํ ขฺวชฺช โภ โคตม ราชนฺเตปุเร ราชปริสายํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อนฺตรากถา อุทปาทิ ปุพฺพสฺสุทํ อปฺปตรา เจว ภิกฺขู อเหสุํ พหุตรา จ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา อิทฺธิปาฏิหาริยํ ทสฺเสสุํ เอตรหิ โข พหุตรา เจว ภิกฺขู อปฺปตรา จ อุตฺตริมนุสฺสธมฺมา อิทฺธิปาฏิหาริยํ ทสฺเสนฺตีติ อยํ ขฺวชฺช โภ โคตม ราชนฺเตปุเร ราชปริสายํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อนฺตรากถา อุทปาทีติ ฯ {๕๐๐.๕} ตีณิ โข อิมานิ พฺราหฺมณ ปาฏิหาริยานิ กตมานิ ตีณิ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อาเทสนาปาฏิหาริยํ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ ฯ กตมญฺจ พฺราหฺมณ อิทฺธิปาฏิหาริยํ อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ อาวิภาวํ ติโรภาวํ ติโรกุฑฺฑํ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมาโน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ อากาเส ปฐวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมุชฺชํ กโรติ เสยฺยถาปิ อุทเก อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ ปฐวิยา อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน กมติ เสยฺยถาปิ ปกฺขิสกุโณ อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปริมสติ ปริมชฺชติ ยาวพฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ อิทฺธิปาฏิหาริยํ ฯ {๕๐๐.๖} กตมญฺจ พฺราหฺมณ อาเทสนาปาฏิหาริยํ อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ นิมิตฺเตน อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน พฺราหฺมณ เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ อปิจ โข มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน พฺราหฺมณ เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ นปิ มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิจ โข วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน พฺราหฺมณ เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ นปิ มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ นปิ วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิจ โข อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาปนฺนสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ยถา อิมสฺส โภโต มโนสงฺขารา ปณิหิตา อิมสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺกิสฺสตีติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ อาเทสนาปาฏิหาริยํ ฯ {๕๐๐.๗} กตมญฺจ พฺราหฺมณ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ เอวํ อนุสาสติ เอวํ วิตกฺเกถ มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ เอวํ มนสิกโรถ มา เอวํ มนสากตฺถ อิทํ ปชหถ อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถาติ อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ อนุสาสนีปาฏิหาริยํ ฯ อิมานิ โข พฺราหฺมณ ตีณิ ปาฏิหาริยานิ ฯ อิเมสํ เต พฺราหฺมณ ติณฺณํ ปาฏิหาริยานํ กตมํ ปาฏิหาริยํ ขมติ อภิกฺกนฺตตรญฺจ ปณีตตรญฺจาติ ฯ {๕๐๐.๘} ตตฺร โภ โคตม ยมิทํ ปาฏิหาริยํ อิเธกจฺโจ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ ฯเปฯ ยาวพฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตตีติ อิทํ โภ โคตม ปาฏิหาริยํ โย จ นํ กโรติ โส จ นํ ปฏิสํเวเทติ โย จ นํ กโรติ ตสฺส เจว ตํ โหติ อิทํ เม โภ โคตม ปาฏิหาริยํ มายาสหธมฺมรูปํ วิย ขายติ ยมฺปิทํ โภ โคตม ปาฏิหาริยํ อิเธกจฺโจ นิมิตฺเตน อาทิสติ เอวมฺปิ เต มโน อิตฺถมฺปิ เต มโน อิติปิ เต จิตฺตนฺติ {๕๐๐.๙} โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถา อิธ ปน โภ โคตม เอกจฺโจ น เหว โข นิมิตฺเตน อาทิสติ อปิจ โข มนุสฺสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ ... นปิ มนุสสานํ วา อมนุสฺสานํ วา เทวตานํ วา สทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิจ โข วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ ... นปิ วิตกฺกยโต วิจารยโต วิตกฺกวิจารสทฺทํ สุตฺวา อาทิสติ อปิจ โข อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาปนฺนสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ยถา อิมสฺส โภโต มโนสงฺขารา ปณิหิตา อิมสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺกิสฺสตีติ โส พหุญฺเจปิ อาทิสติ ตเถว ตํ โหติ โน อญฺญถาติ อิทมฺปิ โภ โคตม ปาฏิหาริยํ โย จ นํ กโรติ โส จ นํ ปฏิสํเวเทติ โย จ นํ กโรติ ตสฺส เจว ตํ โหติ อิทมฺปิ เม โภ โคตม ปาฏิหาริยํ มายาสหธมฺมรูปํ วิย ขายติ ยญฺจ โข อิทํ โภ โคตม ปาฏิหาริยํ อิเธกจฺโจ เอวํ อนุสาสติ เอวํ วิตกฺเกถ มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ เอวํ มนสิกโรถ มา เอวํ มนสากตฺถ อิทํ ปชหถ อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถาติ อิทํ เม โภ โคตม ปาฏิหาริยํ ขมติ อิเมสํ ติณฺณํ ปาฏิหาริยานํ อภิกฺกนฺตตรญฺจ ปณีตตรญฺจ ฯ {๕๐๐.๑๐} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม ยาว สุภาสิตญฺจิทํ โภตา โคตเมน อิเมหิ จ มยํ ตีหิ ปาฏิหาริเยหิ สมนฺนาคตํ ภวนฺตํ โคตมํ ธาเรม ภวญฺหิ โคตโม อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ ฯเปฯ ยาวพฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ภวญฺหิ โคตโม อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาปนฺนสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ ยถา อิมสฺส โภโต มโนสงฺขารา ปณิหิตา อิมสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺกิสฺสตีติ ภวญฺหิ โคตโม เอวํ อนุสาสติ เอวํ วิตกฺเกถ มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ เอวํ มนสิกโรถ มา เอวํ มนสากตฺถ อิทํ ปชหถ อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถาติ ฯ {๕๐๐.๑๑} อทฺธา โข ตฺยาหํ พฺราหฺมณ อาสชฺช อุปนียวาจา ภาสิตา อปิจ ตฺยาหํ พฺยากริสฺสามิ อหญฺหิ พฺราหฺมณ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภมิ ฯเปฯ ยาวพฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตมิ อหญฺหิ พฺราหฺมณ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธึ สมาปนฺนสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานามิ ยถา อิมสฺส โภโต มโนสงฺขารา ปณิหิตา อิมสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อมุนฺนาม วิตกฺกํ วิตกฺกิสฺสตีติ อหญฺหิ พฺราหฺมณ เอวํ อนุสาสามิ เอวํ วิตกฺเกถ มา เอวํ วิตกฺกยิตฺถ เอวํ มนสิกโรถ มา เอวํ มนสากตฺถ อิทํ ปชหถ อิทํ อุปสมฺปชฺช วิหรถาติ ฯ {๕๐๐.๑๒} อตฺถิ ปน โภ โคตม อญฺโญ เอกภิกฺขุปิ โย อิเมหิ ตีหิ ปาฏิหาริเยหิ สมนฺนาคโต อญฺญตฺร โภตา โคตเมนาติ ฯ น โข พฺราหฺมณ เอกํเยว สตํ น เทฺว สตานิ น ตีณึ สตานิ น จตฺตาริ สตานิ น ปญฺจ สตานิ อถโข ภิยฺโยว เย ภิกฺขู อิเมหิ ตีหิ ปาฏิหาริเยหิ สมนฺนาคตาติ ฯ กหํ ปน โภ โคตม เอตรหิ เต ภิกฺขู วิหรนฺตีติ ฯ อิมสฺมึเยว โข พฺราหฺมณ ภิกฺขุสงฺเฆติ ฯ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม เสยฺยถาปิ โภ โคตม นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ โภตา โคตเมน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภวนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ พฺราหฺมณวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ เทฺว ชนา พฺราหฺมณา เจว ปริพฺพาชเกน นิพฺพุตํ ปโลภชปฺโป ติกณฺโณ โสณิ สงฺคารเวน จาติ ฯ -------------