This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

สรภสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๕๐๔พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สรภสูตร

๕๐๔

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ปริพาชกชื่อสรภะหลีกไปจากธรรมวินัยนี้ไม่ นาน เขาพูดในบริษัท ณ พระนครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตร เรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เรา จึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาต ยังพระนครราชคฤห์ ภิกษุเหล่านั้นได้ยินสรภปริพาชกกำลังพูดอยู่ในบริษัท ณ นครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตร เรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละ เพราะรู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกไปเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวบิณฑบาต ในพระนครราชคฤห์ เวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้พากันเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปริพาชกชื่อสรภะได้หลีกไปจากธรรมวินัยนี้ไม่นาน เขาพูดในบริษัท ณ พระ นครราชคฤห์อย่างนี้ว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็เพราะรู้ธรรม ของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่ หลีกมาจากธรรมวินัยนั้นเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงพระกรุณาเสด็จไปหาสรภปริพาชกยังปริพาชการาม ฝั่งแม่ น้ำสัปปินีเถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยดุษณีภาพ ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่พักผ่อน เสด็จไปหาสรภปริพาชกยังปริพาชการาม ฝั่งแม่น้ำสัปปินี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูไว้ ครั้นแล้วตรัสถามสรภปริพาชกว่า ดูกรสรภะ ท่านพูดว่า ธรรมของพวกสมณศากยบุตรเรารู้ทั่วถึงแล้ว ก็แหละเพราะ รู้ธรรมของพวกสมณศากยบุตรทั่วถึงแล้ว เราจึงได้หลีกมาเสีย ถ้ามิเช่นนั้น เราก็จะไม่หลีกมาจากธรรมวินัยนั้น ดังนี้ จริงหรือ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถาม เช่นนั้น สรภปริพาชกได้นิ่งเสีย พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะสรภปริพาชกเป็น ครั้งที่ ๒ ว่า จงพูดเถิดสรภะธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึงแล้วว่า อย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ เราก็จักช่วยทำให้บริบูรณ์ ถ้า ความรู้ของท่านจักบริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๒ สรภปริพาชกก็ได้ นิ่งเสีย แม้ครั้งที่ ๓ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสรภะ ธรรมของพวกสมณ ศากยบุตรเราบัญญัติไว้ จงพูดเถิดสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่ว ถึงแล้วว่าอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ เราก็จักช่วยทำให้ บริบูรณ์ ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักบริบูรณ์ เราก็จักอนุโมทนา แม้ครั้งที่ ๓ สรภปริพาชกก็ได้นิ่งเสีย ครั้งนั้นแล ปริพาชกพวกนั้น ได้กล่าวกะสรภปริพาชก ว่า ดูกรอาวุโสสรภะ พระสมณโคดมทรงประทานโอกาสแก่ท่านทุกคราวที่เธอ ขอพระองค์ท่าน จงพูดเถิดอาวุโสสรภะ ธรรมของพวกสมณศากยบุตรท่านรู้ทั่วถึง แล้วอย่างไร ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักยังไม่บริบูรณ์ พระสมณโคดมก็จักช่วย ทำให้บริบูรณ์ แต่ถ้าความรู้ทั่วถึงของท่านจักบริบูรณ์ พระสมณโคดมก็จักอนุโมทนา เมื่อปริพาชกเหล่านั้นได้พูดเช่นนี้แล้ว สรภปริพาชกนั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สรภปริพาชก นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ จึงได้ตรัสกะปริพาชก เหล่านั้นว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแลพึงกล่าวกะเราอย่างนี้ว่า ท่านผู้ปฏิญาณ ตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมเหล่านี้ เราพึงไต่ถาม ซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในธรรมนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถามซักไซ้ ไล่เลียงเป็นอย่างดี จะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบ เกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความ เสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือน กับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใด แล พึงกล่าวกะเราเช่นนี้ว่า ท่านผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระขีณาสพ มีอาสวะเหล่านี้ ยังไม่สิ้นแล้ว เราพึงไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงผู้นั้นในเรื่องอาสวะนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถาม ซักไซ้ไล่เลียงเป็นอย่างดี เขาจะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือพูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับสรภปริพาชก ๑ ข้อนี้มิใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ดูกรปริพาชกทั้งหลาย ผู้ใดแล พึงกล่าวกะเราเช่นนี้ว่า ก็ท่าน แสดงธรรมเพื่อประโยชน์อันใด ธรรมที่ท่านแสดงแล้วนั้น ไม่นำออกเพื่อความ สิ้นทุกข์ โดยชอบแก่ผู้ทำตามได้จริง เราพึงไต่ถาม ซักไซ้ ไล่เลียงผู้นั้นใน เรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี ผู้นั้นแล เมื่อถูกเราไต่ถาม ซักไซ้ ไล่เลียงเป็นอย่างดี จะไม่พึงถึงฐานะ ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พูดกลบเกลื่อนเสีย หรือ พูดนอกเรื่องนอกราว ๑ ทำความโกรธ ความขัดเคือง และความเสียใจให้ ปรากฏ ๑ นั่งนิ่ง เก้อ คอตก หน้าคว่ำ ซบเซา หมดปฏิภาณ เหมือนกับ สรภปริพาชก ๑ ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงบันลือสีหนาท ณ ปริพาชการาม ฝั่งแม่น้ำสัปปินี ๓ ครั้งแล้ว เสด็จไปสู่เวหาส ลำดับนั้น พวกปริพาชกนั้น เมื่อ พระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ต่างช่วยกันเอาปฏัก คือ วาจาทิ่มแทง สรภปริพาชกรอบข้างว่า ดูกรสรภะ สุนัขจิ้งจอกแก่ในป่าใหญ่คิดว่า จักบันลือ สีหนาท มันคงบันลือเป็นสุนัขจิ้งจอกอยู่นั่นเอง บันลือไม่ต่างสุนัขจิ้งจอกไปได้เลย แม้ฉันใด ตัวเธอก็ฉันนั้นเหมือนกัน คิดว่า นอกจากพระสมณโคดม เราก็บันลือ สีหนาทได้ บันลือได้เหมือนสุนัขจิ้งจอก บันลือไม่ต่างสุนัขจิ้งจอกไปได้เลย ดูกรสรภะ ลูกไก่ตัวเมียคิดว่า จักขันให้เหมือนพ่อไก่ มันคงขันได้อย่างลูกไก่ ตัวเมียอยู่นั่นเอง แม้ฉันใด ตัวท่านก็ฉันนั้นเหมือนกันแล คิดว่า นอกจากพระสมณ โคดม เราจักขันได้เหมือนพ่อไก่ แต่ก็ขันได้เหมือนลูกไก่ตัวเมียอยู่นั้นเอง ดูกร สรภะ โคผู้ย่อมเข้าใจว่า ในโรงโคที่ว่างเปล่า ตนต้องบันลือได้อย่างลึกซึ้ง แม้ ฉันใด ตัวท่านก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเข้าใจว่า นอกจากพระสมณโคดม ตน ต้องบันลือได้อย่างลึกซึ้ง ครั้งนั้นแล ปริพาชกพวกนั้นต่างช่วยกันเอาปฏัก คือ วาจาทิ่มแทงสรภปริพาชกรอบข้าง ฯ

๖๕ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน สรโภ นาม ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต โหติ อิมสฺมา ธมฺมวินยา โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ อถโข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ฯ อสฺโสสุํ โข เต ภิกฺขู สรภสฺส ปริพฺพาชกสฺส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสมานสฺส อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ สรโภ นาม ภนฺเต ปริพฺพาชโก อจิรปกฺกนฺโต อิมสฺมา ธมฺมวินยา โส ราชคเห ปริสติ เอวํ วาจํ ภาสติ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ สาธุ ภนฺเต ภควา เยน สปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เยน สรโภ ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทายาติ ฯ อธิวาเสสิ ภควา ตุณฺหีภาเวน ฯ {๕๐๔.๑} อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน สปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เยน สรโภ ปริพฺพาชโก เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตฺวํ สรภ เอวํ วเทสิ อญฺญาโต มยา สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม อญฺญาย จ ปนาหํ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺมํ เอวาหํ ตสฺมา ธมฺมวินยา อปกฺกนฺโตติ ฯ เอวํ วุตฺเต สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ วเทหิ สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ ปริปูเรสฺสามิ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ อนุโมทิสฺสามีติ ฯ ทุติยมฺปิ โข สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจ มยา โข สรภ ปญฺญายติ สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม วเทหิ สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ ปริปูเรสฺสามิ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ อหํ อนุโมทิสฺสามีติ ฯ ตติยมฺปิ โข สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหี อโหสิ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา สรภํ ปริพฺพาชกํ เอตทโวจุํ ยเทว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ สมณํ โคตมํ ยาเจยฺยาสิ ตเทว เต สมโณ โคตโม ปวาเรติ วเทหิ อาวุโส สรภ กินฺติ เต อญฺญาโต สมณานํ สกฺยปุตฺติยานํ ธมฺโม สเจ เต อปริปูรํ ภวิสฺสติ สมโณ โคตโม ปริปูเรสฺสติ สเจ ปน เต ปริปูรํ ภวิสฺสติ สมโณ โคตโม อนุโมทิสฺสตีติ ฯ {๕๐๔.๒} เอวํ วุตฺเต สรโภ ปริพฺพาชโก ตุณฺหีภูโต มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิ ฯ อถโข ภควา สรภํ ปริพฺพาชกํ ตุณฺหีภูตํ มงฺกุภูตํ ปตฺตกฺขนฺธํ อโธมุขํ ปชฺฌายนฺตํ อปฺปฏิภาณํ วิทิตฺวา เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจ โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต อิเม ธมฺมา อนภิสมฺพุทฺธาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย ขีณาสวสฺส เต ปฏิชานโต อิเม อาสวา อปริกฺขีณาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโก {๕๐๔.๓} โย โข มํ ปริพฺพาชกา เอวํ วเทยฺย ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ธมฺโม เทสิโต โส น นิยฺยาติ ตกฺกรสฺส สมฺมาทุกฺขกฺขยายาติ ตมหํ ตตฺถ สาธุกํ สมนุยุญฺเชยฺยํ สมนุคฺคาเหยฺยํ สมนุภาเสยฺยํ โส วต มยา สาธุกํ สมนุยุญฺชิยมาโน สมนุคฺคาหิยมาโน สมนุภาสิยมาโน อฏฺฐานเมตํ อนวกาโส ยํ โส ติณฺณํ ฐานานํ นาญฺญตรํ ฐานํ นิคจฺเฉยฺย อญฺเญน วา อญฺญํ ปฏิจริสฺสติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมสฺสติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกริสฺสติ ตุณฺหีภูโต วา มงฺกุภูโต ปตฺตกฺขนฺโธ อโธมุโข ปชฺฌายนฺโต อปฺปฏิภาโณ นิสีทิสฺสติ เสยฺยถาปิ สรโภ ปริพฺพาชโกติ ฯ {๕๐๔.๔} อถโข ภควา สปฺปินิยา ตีเร ปริพฺพาชการาเม ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทิตฺวา เวหาสํ ปกฺกามิ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต สรภํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิโตทเกน สญฺชมฺภรึ อกํสุ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ พฺรหารญฺเญ ชรสิคาโล สีหนาทํ นทิสฺสามีติ เสคาลกํเยว นทติ เภรณฺฑกํเยว นทติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน สีหนาทํ นทิสฺสามีติ เสคาลกํเยว นทสิ เภรณฺฑกํเยว นทสิ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ อมฺพกมทฺทรี ปุสฺสกรวิตํ รวิสฺสามีติ อมฺพกมทฺทรีรวิตํเยว รวติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน ปุสฺสกรวิตํ รวิสฺสามีติ อมฺพกมทฺทรีรวิตํเยว รวสิ เสยฺยถาปิ อาวุโส สรภ อุสโภ สุญฺญาย โคสาลาย คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญติ เอวเมว โข ตฺวํ อาวุโส สรภ อญฺญเตฺรว สมเณน โคตเมน คมฺภีรํ นทิตพฺพํ มญฺญสีติ ฯ อถโข เต ปริพฺพาชกา สรภํ ปริพฺพาชกํ สมนฺตโต วาจาย สนฺนิโตทเกน สญฺชมฺภรึ อกํสูติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

สรภสูตร