This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

สาฬหสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๕๐๖พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต สาฬหสูตร

๕๐๖

๖๗. สมัยหนึ่ง ท่านพระนันทกะ อยู่ที่ปราสาทของนางวิสาขา มิคารมาตา ในปุพพาราม ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล นายสาฬหะหลาน ชายของมิคารเศรษฐี กับนายโรหนะหลานชายของเปขุณิยเศรษฐี ได้ชวนกันเข้า ไปหาท่านพระนันทกะจนถึงที่อยู่ กราบไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระนันทกะได้กล่าวว่า ดูกรสาฬหะและโรหนะ มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา ... สมณะนี้เป็นครูของเรา ดูกร สาฬหะและโรหนะ เมื่อใด ท่านพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์ แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้น ท่าน ทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญ ความในข้อนั้นเป็นไฉน ความโลภมีอยู่หรือ นายสาฬหะและนายโรหนะรับรองว่า มี ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ความข้อนี้เรากล่าวว่า อภิชฌาบุคคลผู้โลภ มากด้วยความอยากได้นี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคลผู้โลภย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ สา. จริงอย่างนั้น ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความโกรธมีอยู่หรือ ฯ สา. มี ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ความข้อนี้เรากล่าวว่า ความพยาบาท บุคคล ผู้ดุร้ายมีจิตพยาบาทนี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูดเท็จก็ได้ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ สิ้นกาลนาน บุคคล ผู้โกรธย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ สา. จริงอย่างนั้น ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความหลงมีอยู่หรือ ฯ สา. มี ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ความข้อนี้เรากล่าวว่า อวิชชา บุคคลผู้ หลงตกอยู่ในอำนาจอวิชชานี้ ย่อมฆ่าสัตว์ก็ได้ ลักทรัพย์ก็ได้ คบชู้ก็ได้ พูด เท็จก็ได้ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ สิ้นกาล นาน บุคคลผู้หลงย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นก็ได้ ฯ สา. จริงอย่างนั้น ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ฯ สา. เป็นอกุศล ขอรับ ฯ น. มีโทษหรือไม่มีโทษ ฯ สา. มีโทษ ขอรับ ฯ น. ท่านผู้รู้ติเตียนหรือท่านผู้รู้สรรเสริญ ฯ สา. ท่านผู้รู้ติเตียน ขอรับ ฯ น. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อทุกข์หรือหาไม่ ในข้อนี้ ท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร ฯ สา. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ในข้อนี้ ผมมีความเห็นอย่างนี้ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ เราได้กล่าวคำใดไว้ว่า ดูกรสาฬหะและ โรหนะ มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟัง มา ... อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่าน ทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรม เหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ผู้ใดสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ สิ่งไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรม เหล่านี้เสีย ดังนี้ เพราะอาศัยคำที่ได้กล่าวไว้แล้ว ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ดูกรสาฬหะและโรหนะ มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ายึดถือตามถ้อยคำ ที่ได้ยินได้ฟังมา ... อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่า สมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ผู้ใดสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึง ธรรมเหล่านั้นอยู่ ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน ความไม่โลภมีอยู่หรือ ฯ สา. มี ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ความข้อนี้เรากล่าวว่า อนภิชฌาบุคคลผู้ไม่ โลภไม่มากด้วยความอยากได้นี้ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดเท็จ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ไม่ โลภย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ฯ สา. จริงอย่างนั้น ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน ความไม่โกรธมีอยู่หรือ ฯ สา. มี ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ความข้อนี้เรากล่าวว่า ความไม่พยาบาท บุคคลผู้ไม่โกรธมีจิตใจไม่พยาบาทนี้ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่ พูดเท็จ สิ่งใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ ไม่โกรธย่อมชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ฯ สา. จริงอย่างนั้น ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ความไม่หลงมีอยู่หรือ ฯ สา. มี ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ความข้อนี้เรากล่าวว่า วิชชา บุคคลผู้ไม่ หลงถึงความรู้แจ้งนี้ ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่คบชู้ ไม่พูดเท็จ สิ่งใด ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขสิ้นกาลนาน บุคคลผู้ไม่หลง ย่อม ชักชวนผู้อื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้น ฯ สา. จริงอย่างนั้น ขอรับ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรมเหล่านี้เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ฯ สา. เป็นกุศล ขอรับ ฯ น. มีโทษหรือไม่มีโทษ ฯ สา. ไม่มีโทษ ขอรับ ฯ น. ท่านผู้รู้ติเตียนหรือท่านผู้รู้สรรเสริญ ฯ สา. ท่านผู้รู้สรรเสริญ ขอรับ ฯ น. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อ ความสุข หรือไม่เล่า ในข้อนี้ ท่านทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร ฯ สา. ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ขอรับ ในข้อนี้ ผมมีความเห็นเช่นนี้ ฯ น. ดูกรสาฬหะและโรหนะ เราได้กล่าวคำใดไว้ว่า ดูกรสาฬหะและ โรหนะ มาเถอะท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟัง มา อย่าได้ยึดถือถ้อยคำสืบๆ กันมา อย่าได้ยึดถือโดยความตื่นข่าวว่า เขาว่า อย่างนี้ อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ยึดถือโดยนึกเดาเอาเอง อย่าได้ยึดถือโดย คาดคะเน อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกัน กับทิฐิของตัว อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ยึดถือโดยความ นับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรม เหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ผู้ ใดสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่ ดังนี้ เพราะอาศัยคำที่ได้กล่าวไว้แล้วนั้น ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ดูกรสาฬหะและโรหนะ อริยสาวกนั้นปราศจาก ความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็ เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลกทั่ว สัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความ เป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วย กรุณา ... มีใจประกอบด้วยมุทิตา ... มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศ ๑ อยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบ ด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ พระอริยสาวกนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า ขันธ์ ๕ นี้มีอยู่ ธรรมชาติ ชนิดทรามมีอยู่ ธรรมชาติชนิดประณีตมีอยู่ การที่สัญญานี้สลัดสังขารทุกข์เสียได้ อย่างสูงมีอยู่ เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีโลภะ ข้อนั้นเป็นการ ไม่ดี บัดนี้ โลภะนั้นไม่มี ความไม่มีโลภะเป็นความดี เมื่อก่อนเรามีโทสะ ... เมื่อก่อนเรามีโมหะ ข้อนั้นเป็นการไม่ดี บัดนี้ โมหะนั้นไม่มี ความไม่มีโมหะ นั้นเป็นความดี เธอย่อมเป็นผู้ไม่มีความทะยานอยาก ดับสนิท เยือกเย็น เสวย สุข มีตนเป็นประหนึ่งพรหมอยู่ในปัจจุบัน ฯ

เอกํ สมยํ อายสฺมา นนฺทโก สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ฯ อถโข สาโฬฺห จ มิคารนตฺตา โรหโน จ เปขุณิยนตฺตา เยนายสฺมา นนฺทโก เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ นนฺทกํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข สาฬฺหํ มิคารนตฺตารํ อายสฺมา นนฺทโก เอตทโวจ เอถ ตุเมฺห สาฬฺหา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห สาฬฺหา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา อกุสลา อิเม ธมฺมา สาวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห สาฬฺหา ปชเหยฺยาถ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อตฺถิ โลโภติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๕๐๖.๑} อภิชฺฌาติ โข อหํ สาฬฺหา เอตมตฺถํ วทามิ ลุทฺโธ โข อยํ สาฬฺหา อภิชฺฌาลุ ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อตฺถิ โทโสติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ พฺยาปาโทติ โข อหํ สาฬฺหา เอตมตฺถํ วทามิ ทุฏฺโฐ โข อยํ สาฬฺหา พฺยาปนฺนจิตฺโต ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อตฺถิ โมโหติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ อวิชฺชาติ โข อหํ สาฬฺหา เอตมตฺถํ วทามิ มูโฬฺห โข อยํ สาฬฺหา อวิชฺชาคโต ปาณมฺปิ หนติ อทินฺนมฺปิ อาทิยติ ปรทารมฺปิ คจฺฉติ มุสาปิ ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วาติ ฯ อกุสลา ภนฺเต ฯ สาวชฺชา วา อนวชฺชา วาติ ฯ สาวชฺชา ภนฺเต ฯ วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปฺปสตฺถา วาติ ฯ วิญฺญุครหิตา ภนฺเต ฯ สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ โน วา กถํ วา เอตฺถ โหตีติ ฯ สมตฺตา ภนฺเต สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ เอวํ โน เอตฺถ โหตีติ ฯ {๕๐๖.๒} อิติ โข สาฬฺหา ยนฺตํ อโวจุมฺห เอถ ตุเมฺห สาฬฺหา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห สาฬฺหา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา อกุสลา อิเม ธมฺมา สาวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุครหิตา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห สาฬฺหา ปชเหยฺยาถาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๕๐๖.๓} เอถ ตุเมฺห สาฬฺหา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห สาฬฺหา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา กุสลา อิเม ธมฺมา อนวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุปฺปสตฺถา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห สาฬฺหา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อตฺถิ อโลโภติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๕๐๖.๔} อนภิชฺฌาติ โข อหํ สาฬฺหา เอตมตฺถํ วทามิ อลุทฺโธ โข อยํ สาฬฺหา อนภิชฺฌาลุ เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อตฺถิ อโทโสติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ อพฺยาปาโทติ โข อหํ สาฬฺหา เอตมตฺถํ วทามิ อทุฏฺโฐ โข อยํ สาฬฺหา อพฺยาปนฺนจิตฺโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อตฺถิ อโมโหติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ วิชฺชาติ โข อหํ สาฬฺหา เอตมตฺถํ วทามิ อมูโฬฺห โข อยํ สาฬฺหา วิชฺชาคโต เนว ปาณํ หนติ น อทินฺนํ อาทิยติ น ปรทารํ คจฺฉติ น มุสา ภณติ ปรมฺปิ ตถตฺตาย สมาทเปติ ยํส โหติ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญถ สาฬฺหา อิเม ธมฺมา กุสลา วา อกุสลา วาติ ฯ กุสลา ภนฺเต ฯ สาวชฺชา วา อนวชฺชา วาติ ฯ อนวชฺชา ภนฺเต ฯ วิญฺญุครหิตา วา วิญฺญุปฺปสตฺถา วาติ ฯ วิญฺญุปฺปสตฺถา ภนฺเต ฯ สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ โน วา กถํ วา เอตฺถ โหตีติ ฯ สมตฺตา ภนฺเต สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺติ เอวํ โน เอตฺถ โหตีติ ฯ {๕๐๖.๕} อิติ โข สาฬฺหา ยนฺตํ อโวจุมฺห เอถ ตุเมฺห สาฬฺหา มา อนุสฺสเวน มา ปรมฺปราย มา อิติกิราย มา ปิฏกสมฺปทาเนน มา ตกฺกเหตุ มา นยเหตุ มา อาการปริวิตกฺเกน มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา มา ภพฺพรูปตาย มา สมโณ โน ครูติ ยทา ตุเมฺห สาฬฺหา อตฺตนาว ชาเนยฺยาถ อิเม ธมฺมา กุสลา อิเม ธมฺมา อนวชฺชา อิเม ธมฺมา วิญฺญุปฺปสตฺถา อิเม ธมฺมา สมตฺตา สมาทินฺนา หิตาย สุขาย สํวตฺตนฺตีติ อถ ตุเมฺห สาฬฺหา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาถาติ อิติ ยนฺตํ วุตฺตํ อิทเมตํ ปฏิจฺจ วุตฺตํ ฯ {๕๐๖.๖} ส โข โส สาฬฺหา อริยสาวโก เอวํ วิคตาภิชฺโฌ วิคตพฺยาปาโท อสมฺมูโฬฺห สมฺปชาโน ปติสฺสโต เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ ... กรุณาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ โส เอวํ ปชานาติ อตฺถิ อิทํ อตฺถิ หีนํ อตฺถิ ปณีตํ อตฺถิ อิมสฺส สญฺญาคตสฺส อุตฺตรึ นิสฺสรณนฺติ ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ โส เอวํ ปชานาติ อหุ ปุพฺเพ โลโภ ตทหุ อกุสลํ โส เอตรหิ นตฺถิ อิจฺเจตํ กุสลํ อหุ ปุพฺเพ โทโส ... อหุ ปุพฺเพ โมโห ตทหุ อกุสลํ โส เอตรหิ นตฺถิ อิจฺเจตํ กุสลนฺติ อิติ โส ทิฏฺเฐว ธมฺเม นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต สุขปฏิสํเวที พฺรหฺมภูเตน อตฺตนา วิหรตีติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

สาฬหสูตร