หัตถกสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต หัตถกสูตร
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บนที่ลาดใบไม้ ใน สีสปาวัน ข้างทางโค ใกล้เมืองอาฬวี ครั้งนั้นแล หัตถกราชกุมารชาวเมือง อาฬวี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ เมื่อกำลังเดินพักผ่อน ได้เห็นพระผู้มีพระภาค ประทับนั่งอยู่บนที่ลาดใบไม้ในป่าสีสปาวันข้างทางโค ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ พระองค์ทรงเป็นสุข ดีหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกุมาร ฉันอยู่เป็นสุขดี ก็แหละฉัน เป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่เป็นสุขในโลก ฯ ห. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีฤดูเหมันต์เยือกเย็น ระหว่าง ๘ วัน เป็น สมัยหิมะตก พื้นดินแข็งแตกระแหง ที่ลาดใบไม้บาง ใบต้นไม้ห่าง ผ้ากาสายะ เย็น ทั้งลมเวรัมพวาตอันเยือกเย็นก็กำลังพัด ฯ ก็แหละลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอย่างนี้ว่า อย่างนั้นกุมาร ฉันเป็นสุขดี ก็แหละฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่อยู่เป็นสุขในโลก แล้วตรัส ต่อไปว่า ดูกรกุมาร ถ้าเช่นนั้นฉันจักย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านพึงพยากรณ์ ปัญหานั้นตามที่ท่านชอบใจ ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีในโลกนี้ พึงมีเรือนยอดที่เขาฉาบทาทั้งภายในภายนอก ลมพัดเข้าไม่ได้ มีบานประตูมิดชิด มีหน้าต่างปิดสนิท ในเรือนยอดนั้นพึงมี บัลลังก์ ซึ่งลาดด้วยผ้าลาดมีขนยาว ลาดด้วยเครื่องลาดขาว ทอด้วยขนสัตว์ยาว ลาดด้วยเครื่องลาดขาวด้วยดอกไม้ ลาดด้วยเครื่องลาดชั้นสูงคือหนังชะมด ข้างบน มีเพดาน มีหมอนสีแดงวางไว้ทั้งสองข้าง ตามประทีปน้ำมันไว้สว่างไสว ปชาบดี สี่นางพึงบำรุงบำเรอด้วยวิธีที่น่าชอบอกชอบใจ ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อ นั้นเป็นไฉน คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น อยู่เป็นสุขหรือหาไม่ หรือท่านมี ความคิดเห็นเป็นไฉนในเรื่องนี้ ฯ ห. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น พึงอยู่เป็นสุข และเขาเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่อยู่เป็นสุขในโลก ฯ พ. ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คฤหบดีหรือบุตร คฤหบดี พึงเกิดความเร่าร้อนที่เป็นไปทางกายหรือทางจิต ซึ่งเกิดแต่ราคะอันเป็น เหตุทำให้ผู้ที่ถูกมันเผาอยู่เป็นทุกข์มิใช่หรือ ห. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกุมาร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น ถูกความเร่าร้อนอันเกิดแต่ ราคะใดแผดเผาอยู่ จึงอยู่เป็นทุกข์ ราคะนั้นตถาคตละได้เด็ดขาดแล้ว ถอนราก ขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่เป็นสุข ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น พึงเกิดความเร่าร้อนที่เป็นไปทางกายหรือทางจิต ซึ่ง เกิดแต่โทสะ ฯลฯ ซึ่งเกิดแต่โมหะ อันเป็นเหตุทำให้ผู้ที่ถูกมันเผาอยู่เป็นทุกข์ มิใช่หรือ ฯ ห. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรกุมาร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น ถูกความเร่าร้อนอันเกิดแต่ โทสะ ฯลฯ เกิดแต่โมหะใดแผดเผาอยู่ จึงอยู่เป็นทุกข์ โทสะ โมหะนั้น ตถาคตละได้เด็ดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่เป็นสุข ฯ พราหมณ์ผู้ดับกิเลสได้แล้ว อยู่สบายทุกเมื่อแล ผู้ใดไม่ติด อยู่ในกาม ผู้นั้นเป็นผู้เยือกเย็นหมดอุปธิ ตัดธรรมชาติ เครื่องมาข้องเสียทุกอย่าง ปราบปรามความกระวนกระวายใน หทัยได้ เข้าไปสงบแล้ว ถึงความสงบใจอยู่สบาย ฯ
๓๕ เอกํ สมยํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ โคมคฺเค สึสปาวเน ปณฺณสนฺถเร ฯ อถโข หตฺถโก อาฬวโก ชงฺฆาวิหารํ อนุจงฺกมมาโน อนุวิจรมาโน อทฺทส ภควนฺตํ โคมคฺเค สึสปาวเน ปณฺณสนฺถเร นิสินฺนํ ทิสฺวาน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข หตฺถโก อาฬวโก ภควนฺตํ เอตทโวจ กจฺจิ ภนฺเต ภควา สุขมสยิตฺถาติ ฯ เอวํ กุมาร สุขมสยิตฺถํ เย จ ปน โลเก สุขํ เสนฺติ อหํ เตสํ อญฺญตโรติ ฯ สีตา ภนฺเต เหมนฺติกา รตฺติ อนฺตรฏฺฐโก หิมปาตสมโย ขรา โคกณฺฏกหตา ภูมิ ตนุโก ปณฺณสนฺถโร วิรฬานิ รุกฺขสฺส ปตฺตานิ สีตานิ กาสายานิ วตฺถานิ สีโต จ เวรมฺพวาโต วาตีติ ฯ {๔๗๔.๑} อถ จ ปน ภควา เอวมาห เอวํ กุมาร สุขมสยิตฺถํ เย จ ปน โลเก สุขํ เสนฺติ อหํ เตสํ อญฺญตโรติ ฯ เตนหิ กุมาร ตํเยเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร อิธสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา กูฏาคารํ อุลฺลิตฺตาวลิตฺตํ นิวาตํ ผุสิตคฺคฬํ ปิหิตวาตปานํ ตตฺรสฺส ปลฺลงฺโก โคณกตฺถโต ปฏิกตฺถโต ปฏลิกตฺถโต กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรโณ สอุตฺตรจฺฉโท อุภโตโลหิตกุปธาโน เตลปฺปทีโป เจตฺถ ฌาเยยฺย จตสฺโส ปชาปติโย มนาปมนาเปน ปจฺจุปฏฺฐิตา อสฺสุ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร สุขํ วา โส สเยยฺย โน วา กถํ วา เต เอตฺถ โหตีติ ฯ สุขํ โส ภนฺเต สเยยฺย เย จ โลเก สุขํ เสนฺติ โส เตสํ อญฺญตโรติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร อปินุ ตสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา อุปฺปชฺเชยฺยุํ ราคชา ปริฬาหา กายิกา วา เจตสิกา วา เยหิ โส ราคเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๔๗๔.๒} เยหิ โข โส กุมาร คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา ราคเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺย โส ราโค ตถาคตสฺส ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ตสฺมาหํ สุขมสยิตฺถํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร อปินุ ตสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา อุปฺปชฺเชยฺยุํ โทสชา ปริฬาหา ฯเปฯ โมหชา ปริฬาหา กายิกา วา เจตสิกา วา เยหิ โส โมหเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เยหิ โข โส กุมาร คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา โมหเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺย โส โมโห ตถาคตสฺส ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ตสฺมาหํ สุขมสยิตฺถนฺติ ฯ สพฺพทา เว สุขํ เสติ พฺราหฺมโณ ปรินิพฺพุโต โย น ลิปฺปติ กาเมสุ สีติภูโต นิรูปธิ สพฺพา อาสตฺติโย เฉตฺวา วิเนยฺย หทเย ทรํ อุปสนฺโต สุขํ เสติ สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตโสติ ฯ