This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๔. โยธาชีววรรค

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๘๑–๑๙๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต10 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต โยธาชีววรรคที่ ๔

โยธาชีววคฺโค จตุตฺโถ

๑๘๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบประกอบด้วยองค์ ๔ จึงเป็นผู้ควรแก่ พระราชา เป็นผู้ควรที่พระราชาใช้สอย ย่อมถึงซึ่งการนับว่าเป็นอังคาพยพของ พระราชาทีเดียว องค์ ๔ เป็นไฉน คือ นักรบในโลกนี้เป็นผู้ฉลาด ๑ เป็นผู้ยิง ได้ไกล ๑ เป็นผู้ยิงได้เร็ว ๑ ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นักรบประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นผู้ควรแก่พระราชา เป็นผู้ควรที่ พระราชาใช้สอย ย่อมถึงการนับว่าเป็นอังคาพยพของพระราชาทีเดียว ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อม เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรทำ อัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๑ เป็นผู้ยิงได้ไกล ๑ เป็นผู้ยิงได้เร็ว ๑ ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในฐานะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุ เป็นผู้ยิงได้ไกลอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเห็นด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ทั้งไกลและใกล้ รูปทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมเห็นด้วยปัญญา อันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ... สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง ... สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็น อดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลว หรือประณีต ทั้งไกลและใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยิงได้ไกลอย่างนี้แล ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ยิงได้เร็วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความ เป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับ ทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยิงได้เร็วอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ภิกษุเป็นผู้ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้อย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำลายกอง อวิชชาใหญ่เสียได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้อย่างนี้ แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ควร ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ

จตูหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคโต โยธาชีโว ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ กตเมหิ จตูหิ อิธ ภิกฺขเว โยธาชีโว ฐานกุสโล จ โหติ ทูเรปาตี จ อกฺขณเวธี จ มหโต จ กายสฺส ปทาเลตา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต โยธาชีโว ราชารโห โหติ ราชโภคฺโค รญฺโญ องฺคนฺเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ปาหุเนยฺโย ทกฺขิเณยฺโย อญฺชลิกรณีโย อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส กตเมหิ จตูหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฐานกุสโล จ โหติ ทูเรปาตี จ อกฺขณเวธี จ มหโต จ กายสฺส ปทาเลตา ฯ {๑๘๑.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฐานกุสโล โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ ฯเปฯ สมาทาย สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฐานกุสโล โหติ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ทูเรปาตี โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ยากาจิ เวทนา ... ยากาจิ สญฺญา ... เยเกจิ สงฺขารา ... ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ทูเรปาตี โหติ ฯ {๑๘๑.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขณเวธี โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อกฺขณเวธี โหติ ฯ {๑๘๑.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มหโต กายสฺส ปทาเลตา โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ มหนฺตํ อวิชฺชากฺขนฺธํ ปทาเลติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภกฺขุ มหโต กายสฺส ปทาเลตา โหติ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อาหุเนยฺโย โหติ ฯเปฯ อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ฯ

๑๘๒

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีใครๆ จะเป็นสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดผู้หนึ่งในโลก ที่จะรับรองธรรม ๔ ประการได้ ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือไม่มีใครๆ ... ที่จะรับรองว่า สิ่งที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่ ไม่มีใครๆ ... ที่จะรับรองว่า สิ่งที่มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา อย่าเจ็บไข้ ไม่มี ใครๆ ... ที่จะรับรองว่า สิ่งที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าตาย อนึ่ง ไม่มี ใครๆ ... ที่จะรับรองว่า วิบากแห่งกรรมอันลามก เศร้าหมอง ให้เกิดในภพใหม่ มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก มีชาติ ชราและมรณะต่อไป อย่าบังเกิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีใครๆ จะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ที่จะรับรองธรรม ๔ ประการนี้แล ฯ

จตุนฺนํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ นตฺถิ โกจิ ปาฏิโภโค สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ กตเมสํ จตุนฺนํ ชราธมฺมํ มา ชิรีติ นตฺถิ โกจิ ปาฏิโภโค สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ ฯ พฺยาธิธมฺมํ มา พฺยาธิยีติ นตฺถิ โกจิ ปาฏิโภโค สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ ฯ มรณธมฺมํ มา มิยฺยีติ นตฺถิ โกจิ ปาฏิโภโค สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ ฯ ยานิ โข ปน ตานิ ปาปกานิ กมฺมานิ สํกิเลสิกานิ โปโนพฺภวิกานิ สทรานิ ทุกฺขวิปากานิ อายตึชาติชรามรณิกานิ เตสํ วิปาโก มา นิพฺพตฺตีติ นตฺถิ โกจิ ปาฏิโภโค สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ ฯ อิเมสํ โข ภิกฺขเว จตุนฺนํ ธมฺมานํ นตฺถิ โกจิ ปาฏิโภโค สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมินฺติ ฯ

๑๘๓

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล วัสการพราหมณ์ผู้เป็น มหาอำมาตย์ในแคว้นมคธ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามี วาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งย่อมกล่าวสิ่งที่ตนเห็นว่า เราเห็นอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งย่อมกล่าวสิ่งที่ตนได้ฟังมาว่า เราได้ฟังมาอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งย่อมกล่าวสิ่งที่ตนทราบ (ทางจมูก ลิ้น กาย) ว่า เราทราบอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งย่อมกล่าวสิ่งที่ตนรู้แจ้ง (ทางใจ) ว่า เรารู้แจ้งอย่างนี้ โทษแต่การพูดนั้นไม่มี ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ เราไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่เห็นทั้งหมดว่า ไม่ควรกล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่ได้ฟัง ทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดว่า ไม่ควรกล่าว เราไม่ กล่าวสิ่งที่ทราบทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่ทราบทั้งหมดว่า ไม่ควร กล่าว เราไม่กล่าวสิ่งที่รู้แจ้งทั้งหมดว่า ควรกล่าว และไม่กล่าวสิ่งที่รู้แจ้งทั้งหมด ว่า ไม่ควรกล่าว ดูกรพราหมณ์ แท้จริง เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นอันใด อกุศล- *ธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็นเห็นปานนั้นว่า ไม่ควรกล่าว แต่เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้เห็นอันใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวสิ่งที่ได้เห็นเห็นปานนั้นว่า ควรกล่าว ดูกรพราหมณ์ เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้ ฟังมาอันใด ... สิ่งที่ได้ทราบอันใด ... สิ่งที่รู้แจ้งมาอันใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมไป เรากล่าวสิ่งที่ได้ฟังมาเห็นปานนั้น ... สิ่งที่ได้ทราบมาเห็น ปานนั้น ... สิ่งที่รู้แจ้งเห็นปานนั้นว่า ไม่ควรกล่าว แต่เมื่อบุคคลกล่าวสิ่งที่ได้ฟัง มาอันใด ... สิ่งที่ได้ทราบมาอันใด ... สิ่งที่รู้แจ้งอันใด อกุศลธรรมเสื่อมไป กุศลธรรมเจริญขึ้น เรากล่าวสิ่งที่ได้ฟังมาเห็นปานนั้น ... สิ่งที่ได้ทราบมาเห็น ปานนั้น ... สิ่งที่รู้แจ้งเห็นปานนั้นว่า ควรกล่าว ครั้งนั้นแล วัสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ในแคว้นมคธ ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจาก อาสนะแล้วหลีกไป ฯ

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถโข วสฺสกาโร พฺราหฺมโณ มคธมหามตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข วสฺสกาโร พฺราหฺมโณ มคธมหามตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ มยํ หิ โภ โคตม เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี โยโกจิ ทิฏฺฐํ ภาสติ เอวํ เม ทิฏฺฐนฺติ นตฺถิ ตโต โทโส โยโกจิ สุตํ ภาสติ เอวํ เม สุตนฺติ นตฺถิ ตโต โทโส โยโกจิ มุตํ ภาสติ เอวํ เม มุตนฺติ นตฺถิ ตโต โทโส โยโกจิ วิญฺญาตํ ภาสติ เอวํ เม วิญฺญาตนฺติ นตฺถิ ตโต โทโสติ ฯ {๑๘๓.๑} นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ทิฏฺฐํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ทิฏฺฐํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ สุตํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ สุตํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ มุตํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ มุตํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ วิญฺญาตํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ วิญฺญาตํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยํ หิ พฺราหฺมณ ทิฏฺฐํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ ทิฏฺฐํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ ทิฏฺฐํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยํ หิ พฺราหฺมณ สุตํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ สุตํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ {๑๘๓.๒} ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ สุตํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ สุตํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยํ หิ พฺราหฺมณ มุตํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ มุตํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ มุตํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ มุตํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยํ หิ พฺราหฺมณ วิญฺญาตํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ กุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ เอวรูปํ วิญฺญาตํ น ภาสิตพฺพนฺติ วทามิ ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ วิญฺญาตํ ภาสโต อกุสลา ธมฺมา ปริหายนฺติ กุสลา ธมฺมา อภิวฑฺฒนฺติ เอวรูปํ วิญฺญาตํ ภาสิตพฺพนฺติ วทามีติ ฯ อถโข วสฺสกาโร พฺราหฺมโณ มคธมหามตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามีติ ฯ

๑๘๔

ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อชานุโสณีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึง กันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า สัตว์ผู้มีความตาย เป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ไม่มี ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย มีอยู่ สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย มีอยู่ ดูกรพราหมณ์ ก็สัตว์ผู้มีความตาย เป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตายเป็นไฉน บุคคลบางคน ในโลกนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตก อย่างนี้ว่า กามอันเป็นที่รักจักละเราไปเสียละหนอ และเราก็จะต้องละกามอัน เป็นที่รักไป เขาย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบากใจ ย่อมร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหล ดูกรพราหมณ์ บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อม กลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความ กำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจาก ความกระหาย ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความทะยานอยาก ในกาย มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใด อย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กายอันเป็นที่รักจักละเราไป ละหนอ และเราก็จักละกายอันเป็นที่รักไป เขาย่อมเศร้าโศก...ดูกรพราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้ทำความดีไว้ ไม่ได้ ทำกุศลไว้ ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัวไว้ ทำแต่บาป ทำแต่กรรมที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรค หนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เราไม่ได้ทำ ความดีไว้ ไม่ได้ทำกุศลไว้ ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัวไว้ ทำแต่บาป ทำแต่กรรมที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง ดูกรผู้เจริญ คติของคนไม่ได้ทำ ความดี ไม่ได้ทำกุศล ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัว ทำแต่บาป ทำแต่กรรม ที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง มีประมาณเท่าใด เราละไปแล้วย่อมไปสู่ คตินั้น เขาย่อมเศร้าโศก...ดูกรพราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล ผู้มีความตาย เป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความสงสัยเคลือบแคลง ไม่ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เรามี ความสงสัยเคลือบแคลง ไม่ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม เขาย่อมเศร้าโศก ...ดูกรพราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความ สะดุ้งต่อความตาย ดูกรพราหมณ์ บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ ดูกรพราหมณ์ บุคคลมีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ไม่ถึงความ สะดุ้งต่อความตาย เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจาก ความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย มีโรคหนักอย่างใด อย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมไม่ มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายอันเป็นที่รักจักละเราไปเสียละหนอ และ เราก็จักละกามอันเป็นที่รักไป เขาย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบาก ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอก คร่ำครวญ ไม่ถึงความหลงใหล ดูกรพราหมณ์ บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็น- *ธรรมดา ย่อมไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความ เร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในกาย มีโรคหนักอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อ เขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีปริวิตกอย่างนี้ว่า กายอัน เป็นที่รักจักละเราไปละหนอ และเราก็จักละกายอันเป็นที่รักนี้ไป เขาย่อม ไม่เศร้าโศก...ดูกรพราหมณ์ บุคคลแม้นี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อม ไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่ได้กระทำบาป ไม่ได้ ทำกรรมที่หยาบช้า ไม่ได้ทำกรรมที่เศร้าหมอง เป็นผู้ทำความดีไว้ ทำกุศลไว้ ทำกรรมเครื่องป้องกันความกลัวไว้ มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อ เขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เราไม่ ได้ทำกรรมอันเป็นบาป ไม่ได้ทำกรรมหยาบช้า ไม่ได้ทำกรรมที่เศร้าหมอง เป็นผู้ทำกรรมดีไว้ ทำกุศลไว้ ทำกรรมเครื่องป้องกันความกลัวไว้ คติของบุคคล ผู้ไม่ได้ทำบาปไว้ ไม่ได้ทำกรรมหยาบช้า ไม่ได้ทำกรรมที่เศร้าหมอง ทำกรรม ดีไว้ ทำกุศลไว้ ทำกรรมเครื่องป้องกันความกลัวไว้เพียงใด เราละไปแล้ว จักไปสู่คตินั้น เขาย่อมไม่เศร้าโศก...ดูกรพราหมณ์ แม้บุคคลนั้นแล มีความ ตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีความสงสัย ไม่มี ความเคลือบแคลง ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่ง ถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตก อย่างนี้ว่า เราไม่มีความสงสัย ไม่มีความเคลือบแคลง ถึงความตกลงใจในพระ สัทธรรม เขาย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่ร่ำไร ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ ถึงความหลงใหล ดูกรพราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อม ไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ดูกรพราหมณ์ บุคคล ๔ จำพวกนี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ พราหมณ์ชานุโสณีได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ- *พระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

อถโข ชานุสฺโสณี พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ขานุสฺโสณี พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ มยํ หิ โภ โคตม เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี นตฺถิ โย โส มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺสาติ ฯ {๑๘๔.๑} อตฺถิ พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน ภายติ สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส อตฺถิ ปน พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส กตโม จ พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน ภายติ สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ กาเมสุ อวีตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวิคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส เอวํ โหติ ปิยา วต มํ กามา ชหิสฺสนฺติ ปิเย จาหํ กาเม ชหิสฺสามีติ โส โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน ภายติ สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๒} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ กาเย อวีตราโค โหติ อวิคตจฺฉนฺโท อวิคตเปโม อวิคตปิปาโส อวิคตปริฬาโห อวิคตตโณฺห ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส เอวํ โหติ ปิโย วต มํ กาโย ชหิสฺสติ ปิยญฺจาหํ กายํ ชหิสฺสามีติ โส โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํปิ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน ภายติ สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๓} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ อกตกลฺยาโณ โหติ อกตกุสโล อกตภีรุตฺตาโณ กตปาโป กตลุทฺโท กตกิพฺพิโส ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส เอวํ โหติ อกตํ วต เม กลฺยาณํ อกตํ กุสลํ อกตํ ภีรุตฺตาณํ กตํ ปาปํ กตํ ลุทฺทํ กตํ กิพฺพิสํ ยาวตา โภ อกตกลฺยาณานํ อกตกุสลานํ อกตภีรุตฺตาณานํ กตปาปานํ กตลุทฺทานํ กตกิพฺพิสานํ คติ ตํ คตึ เปจฺจ คจฺฉามีติ โส โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํปิ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน ภายติ สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๔} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ กงฺขี โหติ วิจิกิจฺฉี อนิฏฺฐํ คโต สทฺธมฺเม ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส เอวํ โหติ กงฺขี วตมฺหิ วิจิกิจฺฉี อนิฏฺฐํ คโต สทฺธมฺเมติ โส โสจติ กิลมติ ปริเทวติ อุรตฺตาฬี กนฺทติ สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํปิ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน ภายติ สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ อิเม โข พฺราหฺมณ จตฺตาโร มรณธมฺมา สมานา ภายนฺติ สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๕} กตโม จ พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ กาเมสุ วีตราโค โหติ วิคตจฺฉนฺโท วิคตเปโม วิคตปิปาโส วิคตปริฬาโห วิคตตโณฺห ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส น เอวํ โหติ ปิยา วต มํ กามา ขหิสฺสนฺติ ปิเย จาหํ กาเม ชหิสฺสามีติ โส น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๖} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ กาเย วีตราโค โหติ วิคตจฺฉนฺโท วิคตเปโม วิคตปิปาโส วิคตปริฬาโห วิคตตโณฺห ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส น เอวํ โหติ ปิโย วต มํ กาโย ชหิสฺสติ ปิยญฺจาหํ กายํ ชหิสฺสามีติ โส น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํปิ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๗} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ อกตปาโป โหติ อกตลุทฺโท อกตกิพฺพิโส กตกลฺยาโณ กตกุสโล กตภีรุตฺตาโณ ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส เอวํ โหติ อกตํ วต เม ปาปํ อกตํ ลุทฺทํ อกตํ กิพฺพิสํ กตํ กลฺยาณํ กตํ กุสลํ กตํ ภีรุตฺตาณํ ยาวตา โภ อกตปาปานํ อกตลุทฺทานํ อกตกิพฺพิสานํ กตกลฺยาณานํ กตกุสลานํ กตภีรุตฺตาณานํ คติ ตํ คตึ เปจฺจ คจฺฉามีติ โส น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํปิ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ {๑๘๔.๘} ปุน จปรํ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ อกงฺขี โหติ อวิจิกิจฺฉี นิฏฺฐํ คโต สทฺธมฺเม ตเมนํ อญฺญตโร คาโฬฺห โรคาตงฺโก ผุสติ ตสฺส อญฺญตเรน คาเฬฺหน โรคาตงฺเกน ผุฏฺฐสฺส เอวํ โหติ อกงฺขี วตมฺหิ อวิจิกิจฺฉี นิฏฺฐํ คโต สทฺธมฺเมติ โส น โสจติ น กิลมติ น ปริเทวติ น อุรตฺตาฬี กนฺทติ น สมฺโมหํ อาปชฺชติ อยํปิ โข พฺราหฺมณ มรณธมฺโม สมาโน น ภายติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ มรณสฺส ฯ อิเม โข พฺราหฺมณ จตฺตาโร มรณธมฺมา สมานา น ภายนฺติ น สนฺตาสํ อาปชฺชนฺติ มรณสฺสาติ ฯ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ

๑๘๕

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้ พระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล ปริพาชกผู้มีชื่อเสียงมากด้วยกัน คือ ปริพาชก ชื่ออันนภาระ ชื่อวธระ ชื่อสกุลุทายี และปริพาชกผู้มีชื่อเสียงเหล่าอื่น อาศัย อยู่ในปริพาชการามริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจาก ที่เร้นในเวลาเย็น แล้วเสด็จเข้าไปทางปริพาชการามริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี สมัยนั้น แล ปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านั้น กำลังนั่งประชุมสนทนากันอยู่ว่า สัจจะ ของพราหมณ์แม้อย่างนี้ๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาปริพาชกเหล่า นั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามปริพาชกเหล่านั้น ว่า ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่อง อะไรหนอ และท่านทั้งหลายกำลังนั่งสนทนาอะไรกันค้างอยู่ ปริพาชกเหล่านั้น กราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายกำลังนั่งประชุมสนทนากันอยู่ว่า สัจจะของพราหมณ์ แม้อย่างนี้ๆ ฯ พ. ดูกรปริพาชกทั้งหลาย สัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการนี้ อันเรา กระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ๔ ประการเป็นไฉน คือ พราหมณ์ บางคนในโลกนี้ กล่าวอย่างนี้ว่า สัตว์ทั้งปวงไม่ควรฆ่า เมื่อพราหมณ์กล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาไม่สำคัญตัวว่า เรา เป็นสมณะ เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เราเป็นผู้เสมอกับเขา เราเป็นผู้เลวกว่าเขา อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัตินั้นแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อ เอ็นดูอนุเคราะห์เหล่าสัตว์นั้นแหละ ฯ อีกประการหนึ่ง พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า กามทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เมื่อพราหมณ์กล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่ กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาย่อมไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ ... อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัตินั้นแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ คลายกำหนัด เพื่อดับกามทั้งหลายนั่นแหละ ฯ อีกประการหนึ่ง พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า ภพทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เมื่อพราหมณ์กล่าวดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่ กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาย่อมไม่สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ ... อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัตินั้นแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับภพทั้งหลายนั่นแหละ ฯ อีกประการหนึ่ง พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า เราย่อมไม่มีในอะไรๆ เราย่อมไม่มีในความเป็นอะไรๆ ของใครๆ อนึ่ง ใครๆ ย่อมไม่มีในอะไรๆ ความเป็นอะไรๆ ของใครๆ ย่อมไม่มีในความเป็นอะไรๆ ของเรา เมื่อเขากล่าว ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวจริง มิใช่กล่าวเท็จ และด้วยการกล่าวจริงนั้น เขาย่อมไม่ สำคัญตัวว่า เราเป็นสมณะ เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา เราเป็นผู้เสมอเขา เราเป็นผู้เลวกว่าเขา อนึ่ง เขารู้ยิ่งสัจจะในความปฏิบัติ นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ดำเนินปฏิปทาอันหาความกังวลมิได้ทีเดียว ดูกรปริพาชก ทั้งหลาย สัจจะของพราหมณ์ ๔ ประการนี้แล อันเราทำให้แจ้งด้วยปัญญา อันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ฯ

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา ปริพฺพาชกา สปฺปินิยา ตีเร ปริพฺพาชการาเม ปฏิวสนฺติ เสยฺยถีทํ อนฺนภาโร วธโร สกุลุทายี จ ปริพฺพาชโก อญฺเญ จ อภิญฺญาตา อภิญฺญาตา ปริพฺพาชกา ฯ อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน สปฺปินิยา ตีรํ ปริพฺพาชการาโม เตนุปสงฺกมิ ฯ {๑๘๕.๑} เตน โข ปน สมเยน เตสํ อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อยมนฺตรากถา อุทปาทิ อิติปิ พฺราหฺมณสจฺจานิ อิติปิ พฺราหฺมณสจฺจานีติ ฯ อถโข ภควา เยน เต ปริพฺพาชกา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา เต ปริพฺพาชเก เอตทโวจ กายนุตฺถ ปริพฺพาชกา เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา กา จ ปน โว อนฺตรากถา วิปฺปกตาติ ฯ อิธ โภ โคตม อมฺหากํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อยมนฺตรากถา อุทปาทิ อิติปิ พฺราหฺมณสจฺจานิ อิติปิ พฺราหฺมณสจฺจานีติ ฯ {๑๘๕.๒} จตฺตารีมานิ ปริพฺพาชกา พฺราหฺมณสจฺจานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อิธ ปริพฺพาชกา พฺราหฺมโณ เอวมาห สพฺเพ ปาณา อวชฺฌาติ อิติ วทํ พฺราหฺมโณ สจฺจํ อาห โน มุสา โส เตน น สมโณติ มญฺญติ น พฺราหฺมโณติ มญฺญติ น เสยฺโยหมสฺมีติ มญฺญติ น สทิโสหมสฺมีติ มญฺญติ น หีโนหมสฺมีติ มญฺญติ อปิจ ยเทว ตตฺถ สจฺจํ ตทภิญฺญาย ปาณานํเยว อนุทยาย อนุกมฺปาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ {๑๘๕.๓} ปุน จปรํ ปริพฺพาชกา พฺราหฺมโณ เอวมาห สพฺเพ กามา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ อิทํ วทํ พฺราหฺมโณ สจฺจํ อาห โน มุสา โส เตน น สมโณติ มญฺญติ น พฺราหฺมโณติ มญฺญติ น เสยฺโยหมสฺมีติ มญฺญติ น สทิโสหมสฺมีติ มญฺญติ น หีโนหมสฺมีติ มญฺญติ อปิจ ยเทว ตตฺถ สจฺจํ ตทภิญฺญาย กามานํเยว นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ {๑๘๕.๔} ปุน จปรํ ปริพฺพาชกา พฺราหฺมโณ เอวมาห สพฺเพ ภวา อนิจฺจา ทุกฺขา วิปริณามธมฺมาติ อิติ วทํ พฺราหฺมโณ สจฺจํ อาห โน มุสา โส เตน น สมโณติ มญฺญติ น พฺราหฺมโณติ มญฺญติ น เสยฺโยหมสฺมีติ มญฺญติ น สทิโสหมสฺมีติ มญฺญติ น หีโนหมสฺมีติ มญฺญติ อปิจ ยเทว ตตฺถ สจฺจํ ตทภิญฺญาย ภวานํ เยว นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ ฯ {๑๘๕.๕} ปุน จปรํ ปริพฺพาชกา พฺราหฺมโณ เอวมาห นาหํ กฺวจินิ กสฺสจิ กิญฺจนตสฺมึ น จ มม กฺวจินิ กตฺถจิ กิญฺจินตฺถีติ อิติ วทํ พฺราหฺมโณ สจฺจํ อาห โน มุสา โส เตน น สมโณติ มญฺญติ น พฺราหฺมโณติ มญฺญติ น เสยฺโยหมสฺมีติ มญฺญติ น สทิโสหมสฺมีติ มญฺญติ น หีโนหมสฺมีติ มญฺญติ อปิจ ยเทว ตตฺถ สจฺจํ ตทภิญฺญาย อากิญฺจญฺญํเยว ปฏิปทํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯ อิมานิ โข ปริพฺพาชกา จตฺตาริ พฺราหฺมณสจฺจานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ

๑๘๖

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลกอันอะไรหนอแลนำไป โลกอัน อะไรชักมา และบุคคลย่อมลุอำนาจของอะไรที่บังเกิดขึ้นแล้ว พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาของเธอหลักแหลม ปฏิภาณของเธอดีจริง ปริปุจฉาของเธอเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า โลกอันอะไรหนอแลนำไป โลกอัน อะไรชักมา และบุคคลย่อมลุอำนาจของอะไรที่บังเกิดขึ้นแล้ว ดังนี้หรือ ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุ โลกอันจิตแลนำไป อันจิตชักมา และบุคคลย่อมลุ อำนาจของจิตที่บังเกิดขึ้นแล้ว ฯ ภิกษุนั้นชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลเป็น- *พหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไร หนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ฯ พ. ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาของเธอหลักแหลม ปฏิภาณของเธอดีจริง ปริปุจฉาของเธอเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้ ด้วยเหตุ เพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้หรือ ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุ เราแสดงธรรมเป็นอันมาก คือ สุตตะ...เวทัลละ ถ้า แม้ภิกษุรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งคาถา ๔ บาทแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมไซร้ ก็ควรเรียกว่า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ฯ ภิกษุนั้นชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลผู้สดับ มีปัญญาชำแรกกิเลส ผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลส ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ พ. ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาของเธอหลักแหลม ปฏิภาณของเธอดีจริง ปริปุจฉาของเธอเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลส ผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลส ดังนี้ ด้วยเหตุ เพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลส ดังนี้หรือ ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับว่า นี้ทุกข์ และเห็นแจ้ง แทงตลอดเนื้อความแห่งคำที่สดับนั้นด้วยปัญญา ได้สดับว่า นี้ทุกขสมุทัย และ ได้เห็นแจ้งแทงตลอดเนื้อความแห่งคำที่สดับนั้นด้วยปัญญา ได้สดับว่า นี้ทุกข นิโรธ และเห็นแจ้งแทงตลอดเนื้อความแห่งคำที่สดับนั้นด้วยปัญญา ได้สดับว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา และเห็นแจ้งแทงตลอดเนื้อความแห่งคำที่สดับนั้นด้วย ปัญญา ดูกรภิกษุ บุคคลเป็นผู้สดับมีปัญญาชำแรกกิเลสอย่างนี้แล ฯ ภิกษุนั้นชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลผู้เป็น- *บัณฑิตมีปัญญามาก ผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ฯ พ. ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาของเธอหลักแหลม ปฏิภาณของเธอ ดีจริง ปริปุจฉาของเธอเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก บุคคลผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ดังนี้ ด้วยเหตุ เพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นบัณฑิตมีปัญญามาก ดังนี้หรือ ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุ บุคคลผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญามากในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่ คิดเพื่อเบียดเบียนตน ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่คิดเพื่อเบียดเบียน ตนและผู้อื่น เมื่อคิด ย่อมคิดเพื่อเกื้อกูลแก่ตน เกื้อกูลแก่ผู้อื่น เกื้อกูลแก่ตน และผู้อื่น และเกื้อกูลแก่โลกทั้งหมดทีเดียว ดูกรภิกษุ บุคคลเป็นบัณฑิต มีปัญญามากอย่างนี้แล ฯ

อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ เกน นุ โข ภนฺเต โลโก นียติ เกน โลโก ปริกสฺสติ กสฺส จ อุปฺปนฺนสฺส วสํ คจฺฉตีติ ฯ {๑๘๖.๑} สาธุ สาธุ ภิกฺขุ ภทฺทโก โข เต ภิกฺขุ อุมฺมงฺโค ภทฺทกํ ปฏิภาณํ กลฺยาณี ปริปุจฺฉา เอวํ หิ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุจฺฉสิ เกน นุ โข ภนฺเต โลโก นียติ เกน โลโก ปริกสฺสติ กสฺส จ อุปฺปนฺนสฺส วสํ คจฺฉตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ จิตฺเตน โข ภิกฺขุ โลโก นียติ จิตฺเตน ปริกสฺสติ จิตฺตสฺส อุปฺปนฺนสฺส วสํ คจฺฉตีติ ฯ สาธุ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ พหุสฺสุโต ธมฺมธโร พหุสฺสุโต ธมฺมธโรติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โหตีติ ฯ {๑๘๖.๒} สาธุ สาธุ ภิกฺขุ ภทฺทโก โข เต ภิกฺขุ อุมฺมงฺโค ภทฺทกํ ปฏิภาณํ กลฺยาณี ปริปุจฺฉา เอวํ หิ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุจฺฉสิ พหุสฺสุโต ธมฺมธโร พหุสฺสุโต ธมฺมธโรติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต พหุสฺสุโต ธมฺมธโร โหตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ พหู โข ภิกฺขุ มยา ธมฺมา เทสิตา สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภุตธมฺมํ เวทลฺลํ จตุปฺปทาย เจปิ ภิกฺขุ คาถาย อตฺถมญฺญาย ธมฺมมญฺญาย ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน โหติ พหุสฺสุโต ธมฺมธโรติ อลํ วจนายาติ ฯ สาธุ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญ สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญ โหตีติ ฯ {๑๘๖.๓} สาธุ สาธุ ภิกฺขุ ภทฺทโก โข เต ภิกฺขุ อุมฺมงฺโค ภทฺทกํ ปฏิภาณํ กลฺยาณี ปริปุจฺฉา เอวํ หิ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุจฺฉสิ สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญ สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญ โหตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ อิธ ภิกฺขุ ภิกฺขุโน อิทํ ทุกฺขนฺติ สุตํ โหติ ปญฺญาย จสฺส อตฺถํ อติวิชฺฌ ปสฺสติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ สุตํ โหติ ปญฺญาย จสฺส อตฺถํ อติวิชฺฌ ปสฺสติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ สุตํ โหติ ปญฺญาย จสฺส อตฺถํ อติวิชฺฌ ปสฺสติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ สุตํ โหติ ปญฺญาย จสฺส อตฺถํ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เอวํ โข ภิกฺขุ สุตวา นิพฺเพธิกปญฺโญ โหตีติ ฯ สาธุ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ ปณฺฑิโต มหาปญฺโญ ปณฺฑิโต มหาปญฺโญติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ปณฺฑิโต มหาปญฺโญ โหตีติ ฯ {๑๘๖.๔} สาธุ สาธุ ภิกฺขุ ภทฺทโก โข เต ภิกฺขุ อุมฺมงฺโค ภทฺทกํ ปฏิภาณํ กลฺยาณี ปริปุจฺฉา เอวํ หิ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุจฺฉสิ ปณฺฑิโต มหาปญฺโญ ปณฺฑิโต มหาปญฺโญติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ปณฺฑิโต มหาปญฺโญ โหตีติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ อิธ ภิกฺขุ ปณฺฑิโต มหาปญฺโญ เนวตฺตพฺยาพาธาย เจเตติ น ปรพฺยาพาธาย เจเตติ น อุภยพฺยาพาธาย เจเตติ อตฺตหิตํ ปรหิตํ อุภยหิตํ สพฺพโลกหิตเมว จินฺตยมาโน จินฺเตติ เอวํ โข ภิกฺขุ ปณฺฑิโต มหาปญฺโญ โหตีติ ฯ

๑๘๗

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน- *กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล วัสการพราหมณ์มหา อำมาตย์ของแคว้นมคธ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับ- *พระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อสัตบุรุษจะพึงรู้อสัตบุรุษด้วยกันได้หรือหนอว่า ท่านผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ พระผู้มี พระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้อสัตบุรุษด้วยกันว่า ท่าน ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ดังนี้ ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสที่จะเป็นได้เลย ฯ ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อสัตบุรุษจะพึงรู้สัตบุรุษได้หรือหนอว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้สัตบุรุษว่า ท่านผู้นี้เป็นสัต- *บุรุษ ดังนี้ ก็ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสจะพึงเป็นได้ ฯ ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตบุรุษพึงรู้สัตบุรุษด้วยกันได้หรือหนอแลว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่สัตบุรุษพึงรู้สัตบุรุษด้วยกันว่า ท่านผู้นี้เป็น สัตบุรุษ ดังนี้ เป็นฐานะเป็นโอกาสที่มีได้ ฯ ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตบุรุษพึงรู้อสัตบุรุษได้หรือหนอว่า ท่าน ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ พ. ดูกรพราหมณ์ แม้ข้อที่สัตบุรุษพึงรู้อสัตบุรุษว่า ท่านผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ดังนี้ ก็เป็นฐานะเป็นโอกาสที่มีได้ ฯ ว. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว ข้าแต่พระ โคดมผู้เจริญ ข้อที่พระโคดมตรัส ชอบแล้วว่า ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้อสัตบุรุษด้วย กันว่า ท่านผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ดังนี้ ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่โอกาสที่จะเป็นได้ ข้อที่ อสัตบุรุษจะพึงรู้สัตบุรุษว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ดังนี้ ก็ไม่ใช่ฐานะไม่ใช่โอกาส ที่จะเป็นได้ ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้สัตบุรุษด้วยกันว่า ท่านผู้นี้เป็นสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นฐานะเป็นโอกาสที่มีได้ และข้อที่สัตบุรุษ จะพึงรู้อสัตบุรุษว่า ท่านผู้นี้เป็น อสัตบุรุษ ดังนี้ ก็เป็นฐานะเป็นโอกาสที่มีได้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมัยหนึ่ง ในบริษัทของโตเทยยพราหมณ์ พวกบริษัทกล่าวติเตียนผู้อื่นว่า พระเจ้าเอเฬยยะ ผู้ทรงเลื่อมใสยิ่งนักในสมณรามบุตร เป็นพาล ทรงกระทำความเคารพอย่างยิ่ง เห็นปานนี้ คือ ทรงอภิวาท ทรงลุกรับ ทรงกระทำอัญชลีกรรม และสามีจิกรรม ในสมณรามบุตร แม้ข้าราชบริพารของพระเจ้าเอเฬยยะเหล่านี้ คือ ยมกะ โมคคัลละ อุคคะ นาวินากี คันธัพพะ และอัคคิเวสสะ ผู้เลื่อมใสยิ่งนักใน สมณรามบุตร ก็เป็นพาล และกระทำความเคารพอย่างยิ่งเห็นปานนี้ คือ อภิวาท ลุกรับ อัญชลีกรรม และสามีจิกรรม ในสมณรามบุตร ส่วนโตเทยยพราหมณ์- *แนะนำบริษัทเหล่านั้นโดยนัยนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย จะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน พระเจ้าเอเฬยยะเป็นบัณฑิต ทรงสามารถเล็งเห็นประโยชน์ยิ่งกว่าผู้สามารถ เล็งเห็นประโยชน์ ในกิจที่ควรทำและกิจที่ควรทำอันยิ่ง ในคำที่ควรพูดและคำที่ ควรพูดอันยิ่ง พวกบริวารรับว่า เป็นอย่างนั้น ท่านผู้เจริญ โตเทยยพราหมณ์ กล่าวต่อไปว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เพราะเหตุที่สมณรามบุตรเป็นผู้ฉลาดกว่า พระเจ้าเอเฬยยะ เป็นผู้สามารถเล็งเห็นประโยชน์ยิ่งกว่า ฉะนั้น พระเจ้า เอเฬยยะจึงทรงเลื่อมใสยิ่งนักในสมณรามบุตร และทรงกระทำความเคารพอย่างยิ่ง เห็นปานนี้ คือ ทรงอภิวาท ทรงลุกรับ ทรงทำอัญชลีกรรม และสามีจิกรรม ในสมณรามบุตร ท่านผู้เจริญทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้าราชบริพาร ของพระเจ้าเอเฬยยะ คือ ยมกะ โมคคัลละ อุคคะ นาวินากี คันธัพพะ อัคคิเวสสะ เป็นผู้ฉลาดสามารถเล็งเห็นประโยชน์ยิ่งกว่าผู้สามารถเล็งเห็น ประโยชน์ ในกิจที่ควรทำและกิจที่ควรทำอันยิ่ง ในคำที่ควรพูดและคำที่ควรพูด อันยิ่ง พวกบริวารรับว่าเป็นอย่างนั้นท่านผู้เจริญ โตเทยยพราหมณ์กล่าวต่อไปว่า เพราะเหตุที่สมณรามบุตร เป็นบัณฑิตยิ่งกว่าข้าราชบริพารผู้เป็นบัณฑิตของพระเจ้า เอเฬยยะ เป็นผู้สามารถเล็งเห็นประโยชน์ยิ่งกว่าผู้สามารถเล็งเห็นประโยชน์ ใน กิจที่ควรทำและกิจที่ควรทำอันยิ่ง ในคำที่ควรพูดและคำที่ควรพูดอันยิ่ง ฉะนั้น พวกข้าราชบริพารของพระเจ้าเอเฬยยะ จึงเลื่อมใสยิ่งนักในสมณรามบุตร และ กระทำความเคารพอย่างยิ่งเห็นปานนี้ คือ อภิวาท ลุกรับ อัญชลีกรรม และ สามีจิกรรม ในสมณรามบุตร ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา แล้ว ข้อที่พระโคดมผู้เจริญตรัสนั้นชอบแล้ว...ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ บัดนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายขอทูลลาไป ข้าพระองค์ทั้งหลายมีกิจมาก มีกรณียะมาก ฯ พ. ดูกรพราหมณ์ ท่านจงรู้กาลอันควรในบัดนี้เถิด ฯ ครั้งนั้นแล วัสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้นมคธ ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะแล้วหลีกไป ฯ

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถโข วสฺสกาโร พฺราหฺมโณ มคธมหามตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข วสฺสกาโร พฺราหฺมโณ มคธมหามตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ชาเนยฺย นุ โข โภ โคตม อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ อฏฺฐานํ โข เอตํ พฺราหฺมณ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ ชาเนยฺย ปน โภ โคตม อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ เอตมฺปิ โข พฺราหฺมณ อฏฺฐานํ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ ชาเนยฺย นุ โข โภ โคตม สปฺปุริโส สปฺปุริสํ สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ ฐานํ โข เอตํ พฺราหฺมณ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ ชาเนยฺย ปน โภ โคตม สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ เอตมฺปิ โข พฺราหฺมณ ฐานํ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ {๑๘๗.๑} อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม ยาว สุภาสิตญฺจิทํ โภตา โคตเมน อฏฺฐานํ โข เอตํ พฺราหฺมณ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ เอตมฺปิ โข พฺราหฺมณ อฏฺฐานํ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฐานํ โข เอตํ พฺราหฺมณ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ เอตมฺปิ โข พฺราหฺมณ ฐานํ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ {๑๘๗.๒} เอกมิทํ โภ โคตม สมยํ โตเทยฺยสฺส พฺราหฺมณสฺส ปริสติ ปรูปารมฺภํ วตฺเตนฺติ พาโล อยํ ราชา เอเฬยฺโย โย สมเณ รามปุตฺเต อภิปฺปสนฺโน สมเณ จ ปน รามปุตฺเต เอวรูปํ ปรมนิปจฺจการํ กโรติ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ อิเมปิ รญฺโญ เอเฬยฺยสฺส ปริหารกา พาลา ยมโก โมคฺคํลฺโล อุคฺโค นาวินากี คนฺธพฺโพ อคฺคิเวสฺโส เย สมเณ รามปุตฺเต อภิปฺปสนฺนา สมเณ จ ปน รามปุตฺเต เอวรูปํ ปรมนิปจฺจการํ กโรนฺติ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมนฺติ ตฺยสฺสุทํ โตเทยฺโย พฺราหฺมโณ อิมินา นเยน เนติ ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต ปณฺฑิโต ราชา เอเฬยฺโย กรณียาธิกรณีเยสุ วจนียาธิวจนีเยสุ วจนีเยสุ อลมตฺถทสตเรหิ อลมตฺถทสตโรติ เอวํ โภ ปณฺฑิโต ราชา เอเฬยฺโย กรณียาธิกรณีเยสุ วจนียาธิวจนีเยสุ อลมตฺถทสตเรหิ อลมตฺถทสตโรติ ยสฺมา โข โภ สมโณ รามปุตฺโต รญฺญา เอเฬยฺเยน ปณฺฑิเตน ปณฺฑิตตโร กรณียาธิกรณีเยสุ วจนียาธิวจนีเยสุ อลมตฺถทสตเรน อลมตฺถทสตโร {๑๘๗.๓} ตสฺมา ราชา เอเฬยฺโย สมเณ รามปุตฺเต อภิปฺปสนฺโน สมเณ จ ปน รามปุตฺเต เอวรูปํ ปรมนิปจฺจการํ กโรติ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมํ ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต ปณฺฑิตา รญฺโญ เอเฬยฺยสฺส ปริหารกา ยมโก โมคฺคลฺโล อุคฺโค นาวินากี คนฺธพฺโพ อคฺคิเวสฺโส กรณียาธิกรณีเยสุ วจนียาธิวจนีเยสุ อลมตฺถทสตเรหิ อลมตฺถทสตโรติ เอวํ โภ ปณฺฑิตา รญฺโญ เอเฬยฺยสฺส ปริหารกา ยมโก โมคฺคลฺโล อุคฺโค นาวินากี คนฺธพฺโพ อคฺคิเวสฺโส กรณียาธิกรณีเยสุ วจนียาธิวจนีเยสุ อลมตฺถทสตโรติ ยสฺมา โข โภ สมโณ รามปุตฺโต รญฺโญ เอเฬยฺยสฺส ปริหารเกหิ ปณฺฑิเตหิ ปณฺฑิตตโร กรณียาธิกรณีเยสุ วจนียาธิวจนีเยสุ อลมตฺถทสตเรหิ อลมตฺถทสตโร ตสฺมา รญฺโญ เอเฬยฺยสฺส ปริหารกา สมเณ รามปุตฺเต อภิปฺปสนฺนา สมเณ จ ปน รามปุตฺเต เอวรูปํ ปรมนิปจฺจการํ กโรนฺติ ยทิทํ อภิวาทนํ ปจฺจุฏฺฐานํ อญฺชลิกมฺมํ สามีจิกมฺมนฺติ อจฺฉริยํ โภ โคตม อพฺภุตํ โภ โคตม ยาว สุภาสิตญฺจิทํ โภตา โคตเมน อฏฺฐานํ โข เอตํ พฺราหฺมณ อนวกาโส ยํ อสปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ {๑๘๗.๔} เอตมฺปิ โข พฺราหฺมณ อฏฺฐานํ อนวกาโส ยํ สปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฐานํ โข เอตํ พฺราหฺมณ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส สปฺปุริสํ ชาเนยฺย สปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ เอตํ โข พฺราหฺมณ ฐานํ วิชฺชติ ยํ สปฺปุริโส อสปฺปุริสํ ชาเนยฺย อสปฺปุริโส อยํ ภวนฺติ ฯ หนฺทจทานิ มยํ โภ โคตม คจฺฉาม พหุกิจฺจา มยํ พหุกรณียาติ ฯ ยสฺสทานิ ตฺวํ พฺราหฺมณ กาลํ มญฺญสีติ ฯ อถโข วสฺสกาโร พฺราหฺมโณ มคธมหามตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามีติ ฯ

๑๘๘

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล อุปกมัณฑิกาบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิ อย่างนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งกล่าวติเตียนผู้อื่น ผู้นั้นทั้งหมดย่อมไม่อาจให้กุศลกรรม เกิดขึ้นได้ เมื่อไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นผู้ถูกครหาติเตียน พระผู้ มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอุปกะ ถ้าบุคคล กล่าวติเตียนผู้อื่น เมื่อเขากล่าวติเตียน ผู้อื่นอยู่ ย่อมไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นผู้ถูกครหาติเตียนไซร้ ดูกรอุปกะ ท่านนั่นแหละกล่าวติเตียนผู้อื่น ย่อม ไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ เมื่อไม่อาจให้กุศลกรรมเกิดขึ้นได้ ย่อมเป็นผู้ถูก ครหาติเตียน ฯ อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลพึงจับปลาที่พอผุดขึ้นเท่านั้นด้วยแห ใหญ่ แม้ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน พอเอ่ยขึ้นเท่านั้น พระผู้มีพระภาค ก็ทรงจับด้วยบ่วงคือวาทะอันใหญ่ ฯ พ. ดูกรอุปกะ เราบัญญัติแล้วว่า นี้เป็นอกุศลแล บท พยัญชนะ ธรรมเทศนาของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า นี้เป็นอกุศลแม้เพราะเหตุนี้ อนึ่ง เราบัญญัติว่า อกุศลนี้นั้นแล ควรละเสีย บท พยัญชนะ ธรรมเทศนา ของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ อกุศลนี้ควรละเสีย อนึ่ง เราบัญญัติไว้แล้วว่า นี้เป็นกุศลแล บท พยัญชนะ ธรรมเทศนา ของตถาคตในข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า นี้เป็นกุศลแม้เพราะเหตุนี้ อนึ่ง เรา บัญญัติว่า กุศลนี้นั้นแลควรบำเพ็ญ บท พยัญชนะ ธรรมเทศนาของตถาคตใน ข้อนั้น หาประมาณมิได้ว่า กุศลนี้ควรบำเพ็ญแม้เพราะเหตุนี้ ฯ ลำดับนั้นแล อุปกมัณฑิกาบุตรชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท กระทำประทักษิณแล้ว เข้าไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน มคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหีบุตร ครั้นแล้วได้กราบทูลการสนทนาปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาคทั้งหมดนั้น แก่พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหีบุตร เมื่ออุปกมัณฑิกาบุตรกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตศัตรู เวเทหีบุตรทรงกริ้ว ไม่ทรงพอพระทัย ได้ตรัสกะอุปกมัณฑิกาบุตรว่า เจ้าเด็ก ลูกชาวนาเกลือนี่อวดดี ปากกล้า บังอาจ จักสำคัญพระผู้มีพระภาคอรหันต- *สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่าควรรุกราน เจ้าอุปกะจงหลีกไป จงพินาศ ฉัน อย่าได้เห็นเจ้าเลย ฯ

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ อถโข อุปโก มณฺฑิกาปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุปโก มณฺฑิกาปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อหํ หิ ภนฺเต เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี โยโกจิ ปรูปารมฺภํ วตฺเตติ ปรูปารมฺภํ วตฺเตนฺโต สพฺโพ โส น อุปฺปาเทติ อนุปฺปาเทนฺโต คารโยฺห โหติ อุปวชฺโชติ ฯ {๑๘๘.๑} ปรูปารมฺภํ เจ อุปก วตฺเตติ ปรูปารมฺภํ วตฺเตนฺโต น อุปฺปาเทติ อนุปฺปาเทนฺโต คารโยฺห โหติ อุปวชฺโช ตฺวํ โข อุปก ปรูปารมฺภํ วตฺเตสิ ปรูปารมฺภํ วตฺเตนฺโต น อุปฺปาเทสิ อนุปฺปาเทนฺโต คารโยฺหสิ อุปวชฺโชติ ฯ เสยฺยถาปิ ภนฺเต อุมฺมุชฺชมานกํเยว มหตา ปาเสน พนฺเธยฺย เอวเมว โข อหํ ภนฺเต อุมฺมุชฺชมานโกเยว ภควตา มหตา วาทปาเสน พทฺโธติ ฯ {๑๘๘.๒} อิทํ อกุสลนฺติ โข อุปก มยา ปญฺญตฺตํ ตตฺถ อปริมาณา ปทา อปริมาณา พฺยญฺชนา อปริมาณา ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนา อิติปีทํ อกุสลนฺติ ตํ โข ปนิทํ อกุสลํ ปหาตพฺพนฺติ โข อุปก มยา ปญฺญตฺตํ ตตฺถ อปริมาณา ปทา อปริมาณา พฺยญฺชนา อปริมาณา ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนา อิติปีทํ อกุสลํ ปหาตพฺพนฺติ อิทํ กุสลนฺติ โข อุปก มยา ปญฺญตฺตํ ตตฺถ อปริมาณา ปทา อปริมาณา พฺยญฺชนา อปริมาณา ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนา อิติปีทํ กุสลนฺติ ตํ โข ปนิทํ กุสลํ ภาเวตพฺพนฺติ โข อุปก มยา ปญฺญตฺตํ ตตฺถ อปริมาณา ปทา อปริมาณา พฺยญฺชนา อปริมาณา ตถาคตสฺส ธมฺมเทสนา อิติปีทํ กุสลํ ภาเวตพฺพนฺติ ฯ {๑๘๘.๓} อถโข อุปโก มณฺฑิกาปุตฺโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน ราชา มาคโธ อชาตสตฺตุ เวเทหิปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ยาวตโก อโหสิ ภควตา สทฺธึ กถาสลฺลาโป ตํ สพฺพํ รญฺโญ มาคธสฺส อชาตสตฺตุสฺส เวเทหิปุตฺตสฺส อาโรเจสิ ฯ เอวํ วุตฺเต ราชา มาคโธ อชาตสตฺตุ เวเทหิปุตฺโต กุปิโต อนตฺตมโน อุปกํ มณฺฑิกาปุตฺตํ เอตทโวจ ยาวธํสีวตายํ โลณการกทารโก ยาวมุขโร ยาวปคพฺโภ ยตฺร หิ นาม ตํ ภควนฺตํ อรหนฺตํ สมฺมาสมฺพุทฺธํ อปสาเทตพฺพํ มญฺญิสฺสติ อเปหิ ตฺวํ อุปก วินสฺส มา ตํ อทฺทสนฺติ ฯ

๑๘๙

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้ง ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยกายก็มี ที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยสติก็มี ที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยจักษุก็มี ที่ควรกระทำให้ แจ้งด้วยปัญญาก็มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยกายเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๘ ควรกระทำให้แจ้งด้วยกาย ก็ธรรมที่ควรกระทำให้ แจ้งด้วยสติเป็นไฉน ปุพเพนิวาสควรกระทำให้แจ้งด้วยสติ ก็ธรรมที่ควรกระทำ ให้แจ้งด้วยจักษุเป็นไฉน การจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ควรกระทำให้แจ้ง ด้วยจักษุ ก็ธรรมที่ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาเป็นไฉน ความสิ้นอาสวะ ทั้งหลาย ควรกระทำให้แจ้งด้วยปัญญา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรกระทำ ให้แจ้ง ๔ ประการนี้แล ฯ

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว สจฺฉิกรณียา ธมฺมา กตเม จตฺตาโร อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน สจฺฉิกรณียา อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา สติยา สจฺฉิกรณียา อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา จกฺขุนา สจฺฉิกรณียา อตฺถิ ภิกฺขเว ธมฺมา ปญฺญาย สจฺฉิกรณียา กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา กาเยน สจฺฉิกรณียา อฏฺฐ โมกฺขา ภิกฺขเว กาเยน สจฺฉิกรณียา กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา สติยา สจฺฉิกรณียา ปุพฺเพนิวาโส ภิกฺขเว สติยา สจฺฉิกรณีโย กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา จกฺขุนา สจฺฉิกรณียา สตฺตานํ จุตุปปาโต ภิกฺขเว จกฺขุนา สจฺฉิกรณีโย กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา ปญฺญาย สจฺฉิกรณียา อาสวานํ ขโย ภิกฺขเว ปญฺญาย สจฺฉิกรณีโย อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สจฺฉิกรณียา ธมฺมาติ ฯ

๑๙๐

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพารามปราสาท ของมิคารมารดา ใกล้พระนครสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับนั่งในวันอุโบสถ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงตรวจดูภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นผู้นิ่งเงียบแล้ว ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย บริษัทนี้เงียบ ปราศจากเสียงสนทนา บริสุทธิ์ ตั้งอยู่ในสาระ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทเช่นใดที่บุคคลหาได้ยาก แม้เพื่อจะเห็น ในโลก ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทนี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทเช่นใดเป็นผู้ ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งไปกว่า ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทนี้ ก็เป็นเช่นนั้น แม้ของน้อยที่เขาให้ในบริษัทเช่นใด ย่อมเป็นของมาก ของมากที่เขา ให้ในบริษัทเช่นใด ย่อมเป็นของมากยิ่งกว่า ภิกษุสงฆ์นี้ก็เป็นเช่นนั้น บริษัทนี้ก็ เป็นเช่นนั้น การไปเพื่อจะดูบริษัทเช่นใด แม้จะนับด้วยโยชน์ ถึงจะต้องเอาเสบียง ทางไปก็ควรภิกษุสงฆ์นี้ ก็เป็นเช่นนั้น ภิกษุสงฆ์นี้เห็นปานนั้น คือ ในภิกษุสงฆ์นี้ ภิกษุทั้งหลายที่ถึงความเป็นเทพก็มี ภิกษุทั้งหลายที่ถึงความเป็นพรหมก็มี ภิกษุ ทั้งหลายที่ถึงชั้นอเนญชาก็มี ภิกษุทั้งหลายที่ถึงความเป็นอริยะก็มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าถึงความเป็นเทพ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน ฯลฯ บรรลุทุติยฌาน ฯลฯ บรรลุตติยฌาน ฯลฯ บรรลุ จตุตถฌาน ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าถึงความเป็นเทพ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าถึงความเป็นพรหม ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็ เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่ว สัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็น ใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ มีใจประกอบด้วย กรุณา...มีใจประกอบด้วยมุทิตา...มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปสู่ทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่สอง ทิศที่สาม ทิศที่สี่ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบ ด้วยอุเบกขาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มี ความเบียดเบียนอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุจึงชื่อว่าถึงความเป็นพรหม ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่า ถึงชั้นอเนญชา ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะดับสิ้นปฏิฆสัญญา เพราะไม่ มนสิการถึงนานัตตสัญญา บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่าอากาศ ไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญ- *จายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่าวิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยบริกรรมว่า อะไรๆ ไม่มี เพราะล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน- *ฌาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลภิกษุจึงชื่อว่าถึงชั้นอเนญชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อย่างไรภิกษุจึงชื่อว่าถึงความเป็นอริยะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความ จริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แลภิกษุจึงชื่อว่าถึงความเป็นอริยะ ฯ จบโยธาชีววรรคที่ ๔ -----------------------------------------------------

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ตทหุโปสเถ ภิกฺขุสงฺฆ- ปริวุโต นิสินฺโน โหติ ฯ อถโข ภควา ตุณฺหีภูตํ ตุณฺหีภูตํ ภิกฺขุสงฺฆํ อนุวิโลเกตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อปฺปลาปายํ ภิกฺขเว ปริสา นิปฺปลาปายํ ภิกฺขเว ปริสา สุทฺธา สาเร ปติฏฺฐิตา ตถารูโป อยํ ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปายํ ภิกฺขเว ปริสา ยถารูปา ปริสา ทุลฺลภา ทสฺสนายปิ โลกสฺมึ ตถารูโป อยํ ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปายํ ภิกฺขเว ปริสา ยถารูปา ปริสา อาหุเนยฺยา ปาหุเนยฺยา ทกฺขิเณยฺยา อญฺชลิกรณียา อนุตฺตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺส ตถารูโป อยํ ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปายํ ภิกฺขเว ปริสา ยถารูปาย ปริสาย อปฺปมฺปิ ทินฺนํ พหุํ โหติ พหุํ ทินฺนํ พหุตรํ ตถารูโป อยํ ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ ตถารูปายํ ภิกฺขเว ปริสา ยถารูปํ ปริสํ อลํ โยชนคณนานิปิ ทสฺสนาย คนฺตุํ อปิ ปุฏํเสนาปิ ตถารูโป อยํ ภิกฺขเว ภิกฺขุสงฺโฆ สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ เทวปฺปตฺตา วิหรนฺติ สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ พฺรหฺมปฺปตฺตา วิหรนฺติ สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ อาเนญฺชปฺปตฺตา วิหรนฺติ สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ อริยปฺปตฺตา วิหรนฺติ ฯ {๑๙๐.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เทวปฺปตฺโต โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารนํ วูปสมา ฯเปฯ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เทวปฺปตฺโต โหติ ฯ {๑๙๐.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ พฺรหฺมปฺปตฺโต โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ กรุณาสหคเตน เจตสา ... มุทิตาสหคเตน เจตสา ... อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหรติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ พฺรหฺมปฺปตฺโต โหติ ฯ {๑๙๐.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาเนญฺชปฺปตฺโต โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาเนญฺชปฺปตฺโต โหติ ฯ {๑๙๐.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริยปฺปตฺโต โหติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริยปฺปตฺโต โหตีติ ฯ โยธาชีววคฺโค จตุตฺโถ ฯ ----------------

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย