This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๖. นิโรธสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๖๖พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๖. นิโรธสูตร

๑๖๖

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ บ้าง ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ ถ้าเธอไม่พึงบรรลุอรหัตผลในปัจจุบันไซร้ เธอ ก็ก้าวล่วงความเป็นสหายเหล่าเทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา เข้าถึงเหล่าเทพผู้มี ฤทธิ์ทางใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ บ้าง ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่าน พระอุทายีได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร ข้อที่ภิกษุก้าวล่วง ความเป็นสหายเหล่าเทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา เข้าถึงเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ทาง ใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง นั้นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ผู้ถึงพร้อมด้วย ปัญญา พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้ ถ้าเธอไม่พึงบรรลุอรหัตผลในปัจจุบันไซร้ เธอก็ก้าวล่วง ความเป็นสหายเหล่าเทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา เข้าถึงเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ทาง ใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตร ว่า ดูกรท่านพระสารีบุตร ข้อที่ภิกษุก้าวล่วงความเป็นสหายเหล่าเทพผู้มีกวฬิง การาหารเป็นภักษา เข้าถึงเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ทางใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิต- *นิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง นั่นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ข้อ นั้นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ครั้งนั้นท่านพระสารีบุตรได้คิดว่า ท่านพระอุทายีคันค้าน เราถึง ๓ ครั้ง และภิกษุบางรูปก็ไม่อนุโมทนา (ภาษิต) เรา ผิฉะนั้น เราพึง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถึงพร้อม ด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ ถ้าเธอไม่พึงบรรลุ อรหัตผลในปัจจุบันไซร้ เธอก็ก้าวล่วงความเป็นสหายเหล่าเทพผู้มีกวฬิงการาหาร เป็นภักษา เข้าถึงเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ทางใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อท่านพระสารี- *บุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่าน พระสารีบุตร ข้อที่ภิกษุก้าวล่วงความเป็นสหายเหล่าเทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็น ภักษา เข้าถึงเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ทางใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึง ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง นั้นมิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ข้อนั้นไม่เป็นฐานะ ที่จะมีได้ แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอุทายี ... ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตร ได้คิดว่า ท่านพระอุทายีคัดค้านเราถึง ๓ ครั้ง แม้เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มี พระภาค และภิกษุบางรูปก็ไม่อนุโมทนาต่อเรา ผิฉะนั้น เราพึงนิ่งเสีย ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรได้นิ่งอยู่ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระอุทายีว่า ดูกรอุทายี ก็เธอย่อมหมายถึงเหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ทางใจเหล่าไหน ท่านพระอุทายีได้ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์หมายถึงเหล่าเทพชั้นอรูปที่สำเร็จ ด้วยสัญญา พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอุทายี ไฉนเธอผู้เป็นพาล ไม่ฉลาด จึงได้กล่าวอย่างนั้น เธอเองย่อมเข้าใจคำที่เธอควรพูด ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ไฉนพวกเธอจักวางเฉย (ดูดาย) ภิกษุผู้เถระซึ่งถูกเบียดเบียนอยู่ เพราะว่า แม้ความการุณจักไม่มีในภิกษุผู้ฉลาดซึ่ง ถูกเบียดเบียนอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร- *ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ... ข้อนั้นเป็นฐานะที่จะมี ได้ พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงเสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปยัง พระวิหาร ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จไปแล้วไม่นาน ท่านพระอานนท์ได้เข้าไป หาท่านพระอุปวาณะ แล้วกล่าวว่า ดูกรท่านอุปวาณะ ภิกษุเหล่าอื่นในพระศาสนา นี้ ย่อมเบียดเบียนภิกษุทั้งหลายผู้เถระ พวกเราจะไม่ถามหาภิกษุเหล่านั้น การที่ พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น จักทรงปรารภเหตุนั้นยกขึ้น แสดง เหมือนดังที่จะพึงตรัสกะท่านอุปวาณะโดยเฉพาะในเหตุนั้น ข้อนั้นไม่เป็น ของอัศจรรย์ บัดนี้ ความน้อยใจได้เกิดขึ้นแก่พวกเรา ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็นแล้ว เสด็จเข้าไปนั่งที่อุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบน อาสนะที่ได้ตบแต่งไว้ แล้วจึงตรัสถามท่านพระอุปวาณะว่า ดูกรอุปวาณะ ภิกษุ ผู้เถระประกอบด้วยธรรมเท่าไรหนอแล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ท่านพระอุปวาณะได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม ๕ ประการ เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล ฯลฯ ศึกษาอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลาย ๑ เธอเป็นพหุสูต ฯลฯ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ๑ เธอเป็นผู้มีวาจา ไพเราะ มีถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาชาวเมืองอันสละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้เนื้อความได้แจ่มแจ้ง ๑ เธอเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ เธอย่อม ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เถระ ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ฯ พ. ดีละๆ อุปวาณะ ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนพรหมจรรย์ ถ้าหากว่าธรรม ๕ ประการนี้ ไม่พึงมีแก่ภิกษุผู้เถระไซร้ เพื่อนพรหมจรรย์พึง สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเธอ โดยความเป็นผู้มีฟันหัก มีผมหงอก มี หนังย่น อะไรกัน แต่เพราะธรรม ๕ ประการนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เถระ ฉะนั้น เพื่อนพรหมจรรย์จึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเธอ ฯ จบสูตรที่ ๖

ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ ฯเปฯ อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานํ โน เจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญํ อาราเธยฺย อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ อฏฺฐานํ โข เอตํ อาวุโส สารีปุตฺต อนวกาโส ยํ โส ภิกฺขุ อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ นตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ {๑๖๖.๑} ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานํ โน เจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญํ อาราเธยฺย อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ {๑๖๖.๒} ตติยมฺปิ โข อายสฺมา อุทายิ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ อฏฺฐานํ โข เอตํ อาวุโส สารีปุตฺต อนวกาโส ยํ โส ภิกฺขุ อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ นตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ ยาวตติยมฺปิ โข เม อายสฺมา อุทายิ ปฏิกฺโกสติ น จ เม โกจิ ภิกฺขุ อนุโมทติ ยนฺนูนาหํ เยน ภควา เตนุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ {๑๖๖.๓} อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานํ โน เจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญํ อาราเธยฺย อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ {๑๖๖.๔} เอวํ วุตฺเต อายสฺมา อุทายิ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ อฏฺฐานํ โข เอตํ อาวุโส สารีปุตฺต อนวกาโส ยํ โส ภิกฺขุ อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ นตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธาวุโส ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานํ โน เจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญํ อาราเธยฺย อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ {๑๖๖.๕} ตติยมฺปิ โข อายสฺมา อุทายิ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ อฏฺฐานํ โข เอตํ อาวุโส สารีปุตฺต อนวกาโส ยํ โส ภิกฺขุ อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ นตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ อถโข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ ภควโตปิ โข เม สมฺมุขา อายสฺมา อุทายิ ยาวติยกํ ปฏิกฺโกสติ น จ เม โกจิ ภิกฺขุ อนุโมทติ ยนฺนูนาหํ ตุณฺหี อสฺสนฺติ ฯ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ {๑๖๖.๖} อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อุทายึ อามนฺเตสิ กํ ปน ตฺวํ อุทายิ มโนมยํ กายํ ปจฺเจสีติ ฯ เย เต ภนฺเต เทวา อรูปิโน สญฺญามยาติ กึ นุ โข ตุยฺหํ อุทายิ พาลสฺส อพฺยตฺตสฺส ภณิเตน ตฺวํปิ นาม ภณิตพฺพํ มญฺญสีติ ฯ อถโข ภควา อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ อตฺถิ นาม อานนฺท เถรํ ภิกฺขุํ วิเหสิยมานํ อชฺฌุเปกฺขิสฺสถ น หิ นาม อานนฺท การุญฺญํปิ ภวิสฺสติ พฺยตฺตมฺหิ ภิกฺขุมฺหิ วิเหสิยมานมฺหีติ ฯ {๑๖๖.๗} อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานํ โน เจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อญฺญํ อาราเธยฺย อติกฺกมฺเมว กพฬึ การาหารภกฺขานํ เทวานํ สหพฺยตํ อญฺญตรํ มโนมยํ กายํ อุปปนฺโน สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปชฺเชยฺยปิ วุฏฺฐเหยฺยปิ อตฺเถตํ ฐานนฺติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อุฏฺฐายาสนา วิหารํ ปาวิสิ ฯ {๑๖๖.๘} อถโข อายสฺมา อานนฺโท อจิรปกฺกนฺตสฺส ภควโต เยนายสฺมา อุปวาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ อุปวานํ เอตทโวจ อิธาวุโส อุปวาน อญฺเญ เถเร ภิกฺขู วิเหเสนฺติ มยนฺเต น ปุจฺฉาม อนจฺฉริยํ โข ปเนตํ อาวุโส อุปวาน ยํ ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เอตเทว อารพฺภ อุทาหเรยฺย ยถา อายสฺมนฺตญฺเญเวตฺถ อุปวานํ ปฏิภาเสยฺย อิทาเนว อมฺหากํ สารชฺชํ โอกฺกนฺตนฺติ ฯ อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน อุปฏฺฐานสาลา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ อุปวานํ เอตทโวจ {๑๖๖.๙} กตีหิ นุ โข อุปวาน ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต เถโร ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปิโย จ โหติ มนาโป จ ครุ จ ภาวนีโย จาติ ฯ ปญฺจหิ ภนฺเต ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต เถโร ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปิโย จ โหติ มนาโป จ ครุ จ ภาวนีโย จ กตเมหิ ปญฺจหิ อิธ ภนฺเต เถโร ภิกฺขุ สีลวา โหติ ฯเปฯ สิกฺขติ สิกฺขาปเทสุ พหุสฺสุโต โหติ ฯเปฯ ทิฏฺฐิยา สุปฺปฏิวิทฺธา กลฺยาณวาโจ โหติ กลฺยาณวากฺกรโณ โปริยา วาจาย สมนฺนาคโต วิสฺสฏฺฐาย อเนลคฬาย อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา จตุนฺนํ ฌานานํ อาภิเจตสิกานํ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารานํ นิกามลาภี โหติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิเมหิ โข ภนฺเต ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต เถโร ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปิโย จ โหติ มนาโป จ ครุ จ ภาวนีโย จาติ ฯ {๑๖๖.๑๐} สาธุ สาธุ อุปวาน อิเมหิ โข อุปวาน ปญฺจหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต เถโร ภิกฺขุ สพฺรหฺมจารีนํ ปิโย จ โหติ มนาโป จ ครุ จ ภาวนีโย จ อิเม เจ อุปวาน ปญฺจ ธมฺมา เถรสฺส ภิกฺขุโน น สํวิชฺเชยฺยุํ เกน นํ สพฺรหฺมจารี สกฺกเรยฺยุํ ครุกเรยฺยุํ มาเนยฺยุํ ปูเชยฺยุํ ขณฺฑิจฺเจน ปาลิจฺเจน วลฺลิตฺตจตาย ยสฺมา จ โข อุปวาน อิเม ปญฺจ ธมฺมา เถรสฺส ภิกฺขุโน สํวิชฺชนฺติ ตสฺมา ตํ สพฺรหฺมจารี สกฺกโรนฺติ ครุกโรนฺติ มาเนนฺติ ปูเชนฺตีติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

๖. นิโรธสูตร