๑๑. อัปปมาทสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ๑๑. อัปปมาทสูตร
ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึง นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ มีอยู่หรือหนอแล พระผู้มี- *พระภาคตรัสว่า ดูกรพราหมณ์ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม ยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ใน สัมปรายภพมีอยู่ ฯ อัญญ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มาก แล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ ในสัมปรายภพ เป็นไฉน พ. ดูกรพราหมณ์ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึด ถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาท ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนรอยเท้าชนิดใดชนิดหนึ่งของ สัตว์ทั้งหลาย ผู้สัญจรไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้นทั้งปวงย่อมรวมลงในรอย เท้าช้าง รอยเท้าช้างชาวโลกกล่าวว่าเป็นเยี่ยมกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะรอยเท้า ช้างเป็นรอยเท้าใหญ่ ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึด ถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ใน สัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาท ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรพราหมณ์ เปรียบ เหมือนกลอนชนิดใดชนิดหนึ่งแห่งเรือนยอด กลอนเหล่านั้นทั้งปวงย่อมโน้มน้อม รวมเข้าหายอดเรือน ยอดเรือนชาวโลกกล่าวว่าเป็นเยี่ยม (ที่รวม) แห่งกลอน เหล่านั้น ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ... ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนบุรุษผู้เกี่ยวหญ้า เกี่ยวหญ้าแล้ว จับที่ยอด ถือคว่ำลง สลัดฟาดที่ต้นไม้ ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ... ฉันนั้น เหมือนกัน ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนเมื่อพวงผลมะม่วงถูกตัดที่ต้นขั้ว ผล- *มะม่วงลูกใดลูกหนึ่งที่ติดอยู่กับต้นขั้ว ผลมะม่วงเหล่านั้นทั้งปวง ย่อมเป็นของติด ไปกับต้นขั้ว ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ... ฉันนั้น เหมือนกัน ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนพระราชาผู้ครองประเทศเล็ก พระองค์ใด พระองค์หนึ่ง พระราชาเหล่านั้นทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ขึ้นตรงต่อพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิ ชาวโลกกล่าวว่าเป็นเยี่ยมกว่าพระราชาเหล่านั้น ฉันใด ธรรม ข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ... ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรพราหมณ์ เปรียบเหมือนแสงสว่างชนิดใดชนิดหนึ่งแห่งดาวทั้งหลาย แสงสว่างเหล่านั้นทั้งปวง ย่อมไม่ถึงส่วนที่สิบหกแห่งแสงสว่างพระจันทร์ แสงสว่างพระจันทร์ชาวโลกกล่าวว่า เป็นเยี่ยมกว่าแสงสว่างแห่งดาวเหล่านั้น ฉันใด ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และ ประโยชน์ในสัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาท ฉันนั้นเหมือนกัน ดูกรพราหมณ์ ธรรมข้อหนึ่งซึ่งเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยึดถือประโยชน์ทั้ง ๒ ไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ คือ ความไม่ประมาทนี้แล ฯ พราหมณ์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่ม แจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระ โคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็น ต้นไป ฯ จบสูตรที่ ๑๑
๕๓ อถโข อญฺญตโร พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ นุโข โภ โคตม เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโกติ อตฺถิ โข พฺราหฺมณ เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโกติ {๓๒๔.๑} กตโม ปน โภ โคตม เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโกติ อปฺปมาโท โข พฺราหฺมณ เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโก เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ยานิ กานิจิ ชงฺคลานํ ปาณานํ ปทชาตานิ สพฺพานิ ตานิ หตฺถิปเท สโมธานํ คจฺฉนฺติ หตฺถิปทํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ยทิทํ มหนฺตตฺเตน เอวเมว โข พฺราหฺมณ อปฺปมาโท เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโก {๓๒๔.๒} เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ กูฏาคารสฺส ยา กาจิ โคปานสิโย สพฺพา ตา กูฏงฺคมา กูฏนินฺนา กูฏสโมสรณา กูฏํ ตาสํ อคฺคมกฺขายติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ปพฺพชลายโก ปพฺพชํ ลายิตฺวา อคฺเค คเหตฺวา โอธุนาติ นิธุนาติ นิจฺฉาเทติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ อมฺพปิณฺฑิยา วณฺฏจฺฉินฺนาย ยานิ กานิจิ อมฺพานิ วณฺโฏปนิพนฺธนานิ สพฺพานิ ตานิ ตทนฺวยานิ ภวนฺติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ เย เกจิ ขุทฺทกราชาโน สพฺเพ เต รญฺโญ จกฺกวตฺติสฺส อนุยุตฺตา ภวนฺติ ราชา เตสํ จกฺกวตฺติ อคฺคมกฺขายติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ ฯเปฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ยา กาจิ ตารกรูปานํ ปภา สพฺพา ตา จนฺทสฺส ปภาย กลฺลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ จนฺทปฺปภา ตาสํ อคฺคมกฺขายติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ อปฺปมาโท เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโก {๓๒๔.๓} อยํ โข พฺราหฺมณ เอโก ธมฺโม ภาวิโต พหุลีกโต โย อุโภ อตฺเถ สมธิคฺคยฺห ติฏฺฐติ ทิฏฺฐธมฺมิกญฺเจว อตฺถํ โย จ อตฺโถ สมฺปรายิโกติ ฯ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณํ คตนฺติ ฯ