ปฏิปทาสูตร ที่ ๒
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ปฏิปทาสูตรที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา แต่ไม่มีศีลอย่างนี้ เธอ ชื่อว่าเป็นผู้ยังไม่บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึงเป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุ เป็นผู้มีศรัทธาและมีศีล เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล แต่ไม่เป็นพหูสูต ฯลฯ เป็นพหูสูต แต่ไม่ เป็นธรรมกถึก ฯลฯ เป็นธรรมกถึก แต่ไม่เข้าสู่บริษัท ฯลฯ เข้าสู่บริษัทได้ แต่ไม่แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ฯลฯ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท และ ถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย แต่ไม่กระทำ ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ อย่างนี้ เธอชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ ด้วยองค์นั้น เธอพึงบำเพ็ญองค์นั้นให้บริบูรณ์ด้วยคิดว่า อย่างไรหนอ เราพึง มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดง ธรรมแก่บริษัท และพึงถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะ อาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุเป็นผู้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก เข้าสู่บริษัทได้ แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัทและถูกต้องวิโมกข์อันสงบ ไม่มีรูป เพราะล่วงรูปเสียได้ ด้วยนามกาย ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้า ถึงอยู่ เมื่อนั้น เธอชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยองค์นั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล เป็นผู้ให้ก่อเกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และ บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ฯ จบสูตรที่ ๒
๗๙ สทฺโธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โหติ โน สีลวา เอวํ โส เตน องฺเคน อปริปูโร โหติ เตน ตํ องฺคํ ปริปูเรตพฺพํ กินฺนาหํ สทฺโธ จ อสฺสํ สีลวา จาติ ยโต จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺโธ จ โหติ สีลวา จ เอวํ โส เตน องฺเคน ปริปูโร โหติ ฯ {๑๖๙.๑} สทฺโธ จ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โหติ สีลวา จ โน พหุสฺสุโต ฯเปฯ พหุสฺสุโต จ โน ธมฺมกถิโก ฯเปฯ ธมฺมกถิโก จ โน ปริสาวจโร ฯเปฯ ปริสาวจโร จ โน วิสารโท ปริสาย ธมฺมํ เทเสติ ฯเปฯ วิสารโท จ ปริสาย ธมฺมํ เทเสติ เย จ เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อรูปา เต กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ โน อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํ โส เตน องฺเคน อปริปูโร โหติ เตน ตํ องฺคํ ปริปูเรตพฺพํ กินฺนาหํ สทฺโธ จ อสฺสํ สีลวา จ พหุสฺสุโต จ ธมฺมกถิโก จ ปริสาวจโร จ วิสารโท จ ปริสาย ธมฺมํ เทเสยฺยํ เย จ เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อรูปา เต กาเยน ผุสิตฺวา วิหเรยฺยํ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยนฺติ {๑๖๙.๒} ยโต จ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺโธ จ โหติ สีลวา จ พหุสฺสุโต จ ธมฺมกถิโก จ ปริสาวจโร จ วิสารโท จ ปริสาย ธมฺมํ เทเสติ เย จ เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อรูปา เต กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ อาสวานํ ขยา ฯเปฯ สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ เอวํ โส เตน องฺเคน ปริปูโร โหติ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว อฏฺฐหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ สมนฺตปาสาทิโก จ โหติ สพฺพาการปริปูโร จาติ ฯ