สิลายูปสูตร ที่ ๒
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต สิลายูปสูตรที่ ๒
สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระจันทิกาบุตรอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล ท่าน พระจันทิกาบุตรกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตย่อม แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุ อบรมจิตด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้น แล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็น อย่างนี้มิได้มี ฯ เมื่อท่านพระจันทิกาบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าว กะท่านพระจันทิกาบุตรว่า ดูกรอาวุโสจันทิกาบุตร พระเทวทัตมิได้แสดงธรรมแก่ ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิต ด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ดูกรอาวุโสจันทิกาบุตร แต่พระเทวทัตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ แม้ครั้งที่ ๒ ... ฯ แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระจันทิกาบุตรกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย พระเทวทัตย่อมแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุ นั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จ แล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระสารีบุตรได้กล่าว กะท่านพระจันทิกาบุตรว่า ดูกรอาวุโสจันทิกาบุตร พระเทวทัตมิได้แสดงธรรมแก่ ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิต ด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ดูกรอาวุโสจันทิกาบุตร แต่พระเทวทัตแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ในกาลใดแล ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยจิต ในกาลนั้น ควรพยากรณ์ภิกษุนั้นว่า ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ ดูกรอาวุโส ก็ภิกษุอบรมจิตให้ดีด้วยจิตอย่างไร คือ อบรมจิตให้ดีด้วย จิตอย่างนี้ว่า จิตของเราปราศจากราคะแล้ว จิตของเราปราศจากโทสะแล้ว จิต ของเราปราศจากโมหะแล้ว จิตของเราไม่มีราคะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มี โทสะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่มีโมหะเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาใน กามภพเป็นธรรมดา จิตของเราไม่เวียนมาในรูปภพเป็นธรรมดา จิตของเราไม่ เวียนมาในอรูปภพเป็นธรรมดา ดูกรอาวุโส ถึงแม้รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอย่าง หยาบๆ ผ่านมาทางคลองจักษุแห่งภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ รูปเหล่า นั้นก็ครอบงำจิตเธอไม่ได้ จิตของเธอไม่เจือด้วยรูปเหล่านั้น เป็นจิตมั่น ถึงความ ไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปนั้น ถึงแม้เสียงที่จะ พึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจมูก ฯลฯ รสที่พึงจะรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ อย่างหยาบๆ ผ่านมาทางคลองใจแห่งภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ ธรรมารมณ์นั้นก็ครอบงำจิตของเธอไม่ได้ จิตของเธอไม่เจือด้วยธรรมารมณ์นั้น เป็นจิตมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่ง ธรรมารมณ์นั้น ดูกรอาวุโส เปรียบเหมือนเสาหิน ยาว ๑๖ ศอก หยั่งลงไป ในหลุม ๘ ศอก ข้างบนหลุม ๘ ศอก ถึงแม้ลมพายุอย่างแรงพัดมาทางทิศบูรพา เสาหินนั้นไม่พึงสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ถึงแม้ลมพายุอย่างแรงพัดมาทางทิศ ประจิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ เสาหินนั้นก็ไม่พึงสะเทื้อนสะท้านหวั่นไหว ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะหลุมลึกและเพราะเสาหินฝังลึก ฉันใด ดูกรอาวุโส ฉันนั้นเหมือนกันแล ถึงแม้รูปที่จะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุอย่างหยาบๆ ผ่านมาทางคลอง จักษุแห่งภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำจิตของเธอไม่ได้ จิตของเธอ ไม่เจือด้วยรูปเหล่านั้น เป็นจิตมั่นถึงความไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็น ความเสื่อมไปแห่งรูปนั้น ถึงแม้เสียงที่จะพึงรู้แจ้งด้วยหู ฯลฯ กลิ่นที่จะพึงรู้แจ้ง ด้วยจมูก ฯลฯ รสที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้น ฯลฯ โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ฯลฯ ธรรมารมณ์ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจอย่างหยาบๆ ผ่านมาทางคลองใจแห่งภิกษุผู้มีจิต หลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำจิตของเธอไม่ได้ จิตของเธอไม่เจือด้วย ธรรมารมณ์นั้น เป็นจิตมั่น ถึงความไม่หวั่นไหว และเธอย่อมพิจารณาเห็นความ เสื่อมไปแห่งธรรมารมณ์นั้น ฯ จบสูตรที่ ๖
๒๖ เอกํ สมยํ อายสฺมา จ สารีปุตฺโต อายสฺมา จ จนฺทิกาปุตฺโต ราชคเห วิหรนฺติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ ตตฺร โข อายสฺมา จนฺทิกาปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ เทวทตฺโต อาวุโส ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ จนฺทิกาปุตฺตํ เอตทโวจ น โข อาวุโส จนฺทิกาปุตฺต เทวทตฺโต ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ เอวญฺจ โข อาวุโส จนฺทิกาปุตฺต เทวทตฺโต ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ {๒๓๐.๑} ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา จนฺทิกาปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ เทวทตฺโต อาวุโส ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ จนฺทิกาปุตฺตํ เอตทโวจ น โข อาวุโส จนฺทิกาปุตฺต เทวทตฺโต ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ เอวญฺจ โข อาวุโส จนฺทิกาปุตฺต เทวทตฺโต ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ {๒๓๐.๒} ตติยมฺปิ โข อายสฺมา จนฺทิกาปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ เทวทตฺโต อาวุโส ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ตติยมฺปิ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ จนฺทิกาปุตฺตํ เอตทโวจ น โข อาวุโส จนฺทิกาปุตฺต เทวทตฺโต ภิกฺขูนํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ เอวญฺจ โข อาวุโส จนฺทิกาปุตฺต เทวทตฺโต ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสติ ยโต โข อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ ตสฺเสตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ เวยฺยากรณาย ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาตีติ ฯ {๒๓๐.๓} กถญฺจ อาวุโส ภิกฺขุโน เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ วีตราคํ เม จิตฺตนฺติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ วีตโทสํ เม จิตฺตนฺติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ วีตโมหํ เม จิตฺตนฺติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อสราคธมฺมํ เม จิตฺตนฺติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อสโทสธมฺมํ เม จิตฺตนฺติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อสโมหธมฺมํ เม จิตฺตนฺติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อนาวตฺติธมฺมํ เม จิตฺตํ กามภวายาติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อนาวตฺติธมฺมํ เม จิตฺตํ รูปภวายาติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ อนาวตฺติธมฺมํ เม จิตฺตํ อรูปภวายาติ เจตสา จิตฺตํ สุปริจิตํ โหติ เอวํ สมฺมาวิมุตฺตจิตฺตสฺส โข อาวุโส ภิกฺขุโน ภุสา เจปิ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ เนวสฺส จิตฺตํ ปริยาทิยนฺติ อมิสฺสีกตเมวสฺส จิตฺตํ โหติ ฐิตํ อาเนญฺชปฺปตฺตํ วยญฺจสฺสานุปสฺสติ ภุสา เจปิ โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฯเปฯ ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺยา ธมฺมา มนสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ เนวสฺส จิตฺตํ ปริยาทิยนฺติ อมิสฺสีกตเมวสฺส จิตฺตํ โหติ ฐิตํ อาเนญฺชปฺปตฺตํ วยญฺจสฺสานุปสฺสติ เสยฺยถาปิ อาวุโส สิลายูโป โสฬสกุกฺกุตสฺส อฏฺฐ กุกฺกู เหฏฺฐาเนมงฺคมา อฏฺฐ กุกฺกู อุปริ เนมสฺส อถ ปุรตฺถิมาย เจปิ ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ภุสา วาตวุฏฺฐิ เนว นํ สํกมฺเปยฺย น สมฺปกมฺเปยฺย น สมฺปเวเธยฺย อถ ปจฺฉิมาย ... อถ อุตฺตราย ... อถ ทกฺขิณาย เจปิ ทิสาย อาคจฺเฉยฺย ภุสา วาตวุฏฺฐิ เนว นํ สํกมฺเปยฺย น สมฺปกมฺเปยฺย น สมฺปเวเธยฺย ตํ กิสฺส เหตุ คมฺภีรตฺตา อาวุโส เนมสฺส สุนิขาตตฺตา สิลายูปสฺส เอวเมว โข อาวุโส เอวํ สมฺมาวิมุตฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน ภุสา เจปิ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ เนวสฺส จิตฺตํ ปริยาทิยนฺติ อมิสฺสีกตเมวสฺส จิตฺตํ โหติ ฐิตํ อาเนญฺชปฺปตฺตํ วยญฺจสฺสานุปสฺสติ ภุสา เจปิ โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฯเปฯ ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา ฯเปฯ มโนวิญฺเญยฺยา ธมฺมา มนสฺส อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ เนวสฺส จิตฺตํ ปริยาทิยนฺติ อมิสฺสีกตเมวสฺส จิตฺตํ โหติ ฐิตํ อาเนญฺชปฺปตฺตํ วยญฺจสฺสานุปสฺสตีติ ฯ