ภริยาสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต ภริยาสูตร
ครั้งนั้น เมื่อเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือ บาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ประทับนั่งบน อาสนะที่ปูลาดแล้ว ก็สมัยนั้นมนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิก- *เศรษฐีส่งเสียงอื้ออึง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส ถามว่า ดูกรคฤหบดี เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านจึงส่งเสียง อื้ออึง เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน อนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดาคนนี้ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ใน เรือน นางไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี แม้แต่พระผู้มีพระภาคนางก็ไม่ สักการะเคารพนับถือบูชา ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกนางสุชาดาหญิง สะใภ้ในเรือนว่า มานี่แน่ะนางสุชาดา นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้ มีพระภาคแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้ ๗ จำพวกเป็นไฉน คือ ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ เสมอด้วยโจร ๑ เสมอด้วยนาย ๑ เสมอด้วยแม่ ๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ เสมอด้วยเพื่อน ๑ เสมอด้วยทาสี ๑ ดูกรนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่รู้ทั่วถึง ความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระ องค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่ หม่อมฉัน โดยที่หม่อมฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาค ตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ พ. ดูกรนางสุชาดา ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัส พระพุทธพจน์นี้ว่า ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต สามีของหญิงประกอบด้วย ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยา ปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของ บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร ภริยา ที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของ บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษา สามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วย มารดา ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพใน สามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยา ของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาว น้องสาว ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือน เพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า สขีภริยา ภริยาเสมอด้วยเพื่อน ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไป ตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา ภริยาเสมอด้วยทาสี ภริยาที่เรียกว่าวธกาภริยา ๑ โจรี ภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็น คนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑ ทาสีภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ ดูกรนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวก ไหน ใน ๗ จำพวกนั้น ฯ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาค โปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี ฯ จบสูตรที่ ๑๐
อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส นิเวสเน มนุสฺสา อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา โหนฺติ ฯ อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ กึ นุ เต คหปติ นิเวสเน มนุสฺสา อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา เกวฏฺโฏ มญฺเญ มจฺเฉ วิโลเปตีติ ฯ อยํ ภนฺเต สุชาตา ฆรสุณฺหา อฑฺฒา กุลา อานีตา สา เนว สสฺสุํ อาทิยติ น สสฺสุรํ อาทิยติ น สามิกํ อาทิยติ ภควนฺตมฺปิ น สกฺกโรติ น ครุกโรติ น มาเนติ น ปูเชตีติ ฯ อถโข ภควา สุชาตํ ฆรสุณฺหํ อามนฺเตสิ เอหิ สุชาเตติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุชาตา ฆรสุณฺหา ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๖๐.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข สุชาตํ ฆรสุณฺหํ ภควา เอตทโวจ สตฺต โข อิมา สุชาเต ปุริสสฺส ภริยา กตมา สตฺต วธสมา โจรสมา อยฺยสมา มาตุสมา ภคินิสมา สขีสมา ทาสีสมา อิมา โข สุชาเต สตฺต ปุริสสฺส ภริยา ตาสํ ตฺวํ กตมาติ ฯ นาหํ ภนฺเต อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถาหํ อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ เตนหิ สุชาเต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุชาตา ฆรสุณฺหา ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ ปทุฏฺฐจิตฺตา อหิตานุกมฺปินี อญฺเญสุ รตฺตา อติมญฺญเต ปตึ ธเนน กีตสฺส วธาย อุสฺสุกา ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา วธกา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ ยํ อิตฺถิยา วินฺทติ สามิโก ธนํ สิปฺปํ วณิชฺชญฺจ กสิมธิฏฺฐหิ อปฺปมฺปิ ตสฺมา อปหาตุมิจฺฉติ ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา โจรา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ อกมฺมกามา อลสา มหคฺฆสา ผรุสา จ จณฺฑี จ ทุรุตฺตวาทินี อุฏฺฐายกานํ อภิภุยฺย วตฺตติ ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา อยฺยา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ ยา สพฺพทา โหติ หิตานุกมฺปินี มาตาว ปุตฺตํ อนุรกฺขเต ปตึ ตโต ธนํ สมฺภตมสฺส รกฺขติ ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา มาตา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ ยถาปิ เชฏฺฐา ภคินี กนิฏฺฐา สคารวา โหติ สกมฺหิ สามิเก หิรีมนา ภตฺตุวสานุวตฺตินี ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา ภคินี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ ยาจีธ ทิสฺวาน ปตึ ปโมทติ สขี สขารํว จิรสฺสมาคตํ โกเลยฺยกา สีลวตี ปติพฺพตา ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา สขี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ อกฺกุทฺธสนฺตา วธทณฺฑตชฺชิตา อรุทฺธจิตฺตา ปติโน ติติกฺขติ อกฺโกธนา ภตฺตุวสานุวตฺตินี ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา ทาสี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ ยาจีธ ภริยา วธกาติ วุจฺจติ โจรี จ อยฺยาติ จ สา ปวุจฺจติ ทุสฺสีลรูปา ผรุสา อนาทรา กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ตา ฯ ยาจีธ มาตา ภคินี สขี จ ทาสี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ สีเล ฐิตตฺตา จิรรตฺตสํวุตา กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ตาติ ฯ อิมานิ โข สุชาเต สตฺต ปุริสสฺส ภริยา ตาสํ ตฺวํ กตมาติ ฯ อชฺชตคฺเค มํ ภนฺเต ภควา ทาสีสมํ สามิกสฺส ภริยํ ธาเรตูติ ฯ