This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๓ · อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

本册其他条目

อัปปิยสูตร ที่ ๑อัปปิยสูตร ที่ ๒พลสูตร ที่ ๑พลสูตร ที่ ๒ธนสูตร ที่ ๑ธนสูตร ที่ ๒อุคคสูตรสังโยชนสูตรปหานสูตรมัจฉริยสูตรอนุสยสูตร ที่ ๑อนุสยสูตร ที่ ๒กุลสูตรปุคคลสูตรอุทกูปมสูตรอนิจจาสูตรทุกขสูตรนิททสวัตถุสูตรสารันททสูตรวัสสการสูตรภิกขุสูตรกรรมสูตรสัทธิยสูตรโพธิยสูตรสัญญาสูตรเสขสูตรหานิสูตรวิปัตติสัมภวสูตรอัปปมาทสูตรหิรีมาสูตรสุวจสูตร ที่ ๑สุวจสูตร ที่ ๒สขสูตร ที่ ๑สขสูตร ที่ ๒ปฏิสัมภิทาสูตร ที่ ๑ปฏิสัมภิทาสูตร ที่ ๒วสสูตร ที่ ๑วสสูตร ที่ ๒นิททสสูตร ที่ ๑นิททสสูตร ที่ ๒จิตตสูตรปริกขารสูตรอัคคิสูตร ที่ ๑อัคคิสูตร ที่ ๒สัญญาสูตร ที่ ๑สัญญาสูตร ที่ ๒เมถุนสูตรสังโยคสูตรทานสูตรมาตาสูตรอัพยากตสูตรปุริสคติสูตรติสสสูตรสีหสูตรรักขิตสูตรกิมมิลสูตรสัตตธรรมสูตรโมคคัลลานสูตรปุญญวิปากสูตรภริยาสูตรโกธนาสูตรหิริสูตรสุริยสูตรนครสูตรธัมมัญญูสูตรปาริฉัตตกสูตรสักกัจจสูตรภาวนาสูตรอัคคิขันธูปมสูตรสุเนตตอนุสาสนีสูตรอรกานุสาสนีสูตร๓. วินัยวรรคพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรคเมตตสูตรปัญญาสูตรอัปปิยสูตร ที่ ๑อัปปิยสูตร ที่ ๒โลกธรรมสูตรโลกวิปัตติสูตรเทวทัตตสูตรอุตตรสูตรนันทสูตรกรัณฑวสูตรเวรัญชสูตรสีหสูตรอาชัญญสูตรขฬุงคสูตรมลสูตรทูตสูตรพันธนสูตร ที่ ๑พันธนสูตร ที่ ๒ปหาราทสูตรอุโปสถสูตรอุคคสูตร ที่ ๑อุคคสูตร ที่ ๒หัตถกสูตร ที่ ๑หัตถกสูตร ที่ ๒มหานามสูตรชีวกสูตรพลสูตร ที่ ๑พลสูตร ที่ ๒อักขณสูตรอนุรุทธสูตรทานสูตร ที่ ๑ทานสูตร ที่ ๒ทานวัตถุสูตรเขตตสูตรทานูปปัตติสูตรปุญญกิริยาวัตถุสูตรสัปปุริสสูตร ที่ ๑สัปปุริสสูตร ที่ ๒ปุญญาภิสันทสูตร๑๐. สัพพลหุสสูตรสังขิตตสูตรวิตถตสูตรวิสาขสูตรวาเสฏฐสูตรโพชฌาสูตรอนุรุทธสูตรวิสาขสูตรนกุลสูตรอิธโลกสูตร ที่ ๑อิธโลกสูตร ที่ ๒โคตมีสูตรโอวาทสูตรสังขิตตสูตรทีฆชาณุสูตรอุชชยสูตรภยสูตรอาหุเนยยสูตร ที่ ๑อาหุเนยยสูตร ที่ ๒อัฏฐปุคคลสูตร ที่ ๑อัฏฐปุคคลสูตร ที่ ๒อิจฉาสูตรอลํสูตร ที่ ๑-๘สังขิตตสูตรคยาสูตรอภิภายตนสูตรวิโมกขสูตรโวหารสูตร ที่ ๑โวหารสูตร ที่ ๒ปริสสูตรภูมิจาลสูตรปฏิปทาสูตร ที่ ๑ปฏิปทาสูตร ที่ ๒ปฏิปทาสูตร ที่ ๓ปฏิปทาสูตร ที่ ๔ปฏิปทาสูตร ที่ ๕ปฏิปทาสูตร ที่ ๖อิจฉาสูตรลัจฉาสูตร ที่ ๑-๘ปริหานสูตรกุสีตวัตถุสูตรสติสูตรปุณณิยสูตรมูลสูตรโจรสูตร ที่ ๑-๒สมณสูตรยสสูตรปัตตสูตร ที่ ๑-๒อัปปสาทสูตรปฏิสารณียสูตร ที่ ๑-๒วัตตสูตรสัมโพธิสูตรนิสสยสูตรเมฆิยสูตรนันทกสูตรพลสูตรเสวนาสูตรสุตวาสูตรสัชฌสูตรปุคคลสูตรอาหุเนยยสูตรวุฏฐิสูตรสอุปาทิเสสสูตรโกฏฐิตสูตรสมิทธิสูตรคัณฑสูตรสัญญาสูตรกุลสูตรสัตตสูตรเทวตาสูตรเวลามสูตรฐานสูตรขฬุงคสูตรตัณหาสูตรววัตถสัญญาสูตรสิลายูปสูตร ที่ ๑สิลายูปสูตร ที่ ๒เวรสูตร ที่ ๑เวรสูตร ที่ ๒อาฆาตสูตร ที่ ๑อาฆาตสูตร ที่ ๒อนุปุพพนิโรธสูตรวิหารสูตร ที่ ๑วิหารสูตร ที่ ๒นิพพานสูตรคาวีสูตรฌานสูตรอานันทสูตรพราหมณสูตรเทวสูตรนาคสูตรตปุสสสูตรปัญจาลสูตรกามเหสสูตร ที่ ๑กามเหสสูตร ที่ ๒กามเหสสูตร ที่ ๓สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๑สันทิฏฐิกสูตร ที่ ๒นิพพานสูตรปรินิพพานสูตรตทังคสูตรทิฏฐธัมมิกสูตรเขมสูตรเขมปัตตสูตรอมตสูตรอมตปัตตสูตรอภยสูตรอภยปัตตสูตรปัสสัทธิสูตรอนุปุพพปัสสัทธิสูตรนิโรธสูตรอนุปุพพนิโรธสูตรธรรมปหายภัพพสูตรสิกขาสูตรนิวรณสูตรกามคุณสูตรอุปาทานขันธสูตรโอรัมภาคิยสูตรคติสูตรมัจฉริยสูตรอุทธัมภาคิยสูตรเจโตขีลสูตรวินิพันธสูตร๓. สัมมัปปธานวรรค๔. อิทธิปาทวรรค๕. วรรค ที่ ๕

经典 · พระสุตตันตปิฎก

กรัณฑวสูตร

ข้อ ๑๐๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต1 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต กรัณฑวสูตร

๑๐๐

๑๐ เอกํ สมยํ ภควา จมฺปายํ วิหรติ คคฺคราย โปกฺขรณิยา ตีเร ฯ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู ภิกฺขุํ อาปตฺติยา โจเทนฺติ โส ภิกฺขุ ภิกฺขูหิ อาปตฺติยา โจทิยมาโน อญฺเญนาญฺญํ ปฏิจรติ พหิทฺธา กถํ อปนาเมติ โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรติ ฯ {๑๐๐.๑} อถโข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ นิทฺธมเถตํ ภิกฺขเว ปุคฺคลํ นิทฺธมเถตํ ภิกฺขเว ปุคฺคลํ อปเนยฺโย ภิกฺขเว ปุคฺคโล กึ ปรปุตฺโต วิเหเฐติ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ {๑๐๐.๒} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สมฺปนฺเน ยวกรเณ ยวทูสี ชาเยถ ยวปลาโป ยวกรณฺฑโว ตสฺส ตาทิสํเยว มูลํ โหติ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ยวานํ ตาทิสํเยว นาลํ โหติ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ยวานํ ตาทิสํเยว ปลาสํ โหติ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ยวานํ ยาวสฺส สีสํ น นิพฺพตฺตติ ยโต จ ขฺวสฺส สีสํ นิพฺพตฺตติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ ยวทูสีวายํ ยวปลาโป ยวกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา สมูลํ อุปฺปาเฏตฺวา พหิทฺธา ยวกรณสฺส ฉฑฺเฑนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเกเยว ทูเสสีติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ {๑๐๐.๓} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มหโต ธญฺญราสิสฺส ผุสยมานสฺส ตตฺถ ยานิ ตานิ ธญฺญานิ ทฬฺหานิ สารวนฺตานิ ตานิ เอกมนฺตํ ปุญฺชํ โหติ ยานิ ปน ตานิ ธญฺญานิ ทุพฺพลานิ ปลาปานิ ตานิ วาโต เอกมนฺตํ อปวหติ ตเมนํ สามิกา สมฺมชฺชนึ คเหตฺวา ภิยฺโยโส มตฺตาย อปสมฺมชฺชนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ธญฺเญ ทูเสสีติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ {๑๐๐.๔} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อุทปานนาฬิยตฺถิโก ติณฺหํ กุธารึ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตนฺตเทว รุกฺขํ กุธาริปาเสน อาโกเฏติ ตตฺถ ยานิ ตานิ รุกฺขานิ ทฬฺหานิ สารวนฺตานิ ตานิ กุธาริปาเสน อาโกฏิตานิ กกฺขฬํ ปฏินทนฺติ ยานิ ปน ตานิ รุกฺขานิ อนฺโตปูตีนิ อวสฺสุตานิ กสมฺพุชาตานิ ตานิ กุธาริปาเสน อาโกฏิตานิ ททฺทรํ ปฏินทนฺติ ตเมนํ มูเล ฉินฺทติ มูเล ฉินฺทิตฺวา อคฺเค ฉินฺทติ อคฺเค ฉินฺทิตฺวา อนฺโต สุวิโสธิตํ วิโสเธติ อนฺโต สุวิโสธิตํ วิโสเธตฺวา อุทปานนาฬึ โยเชติ เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺจสฺส ปุคฺคลสฺส ตาทิสํเยว โหติ อภิกฺกนฺตํ ปฏิกฺกนฺตํ อาโลกิตํ วิโลกิตํ สมฺมิญฺชิตํ ปสาริตํ สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารณํ เสยฺยถาปิ อญฺเญสํ ภทฺทกานํ ภิกฺขูนํ ยาวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ น ปสฺสนฺติ ยโต จ ขฺวสฺส ภิกฺขู อาปตฺตึ ปสฺสนฺติ ตเมนํ เอวํ ชานนฺติ สมณทูสีวายํ สมณปลาโป สมณกรณฺฑโวติ ตเมนํ อิติ วิทิตฺวา พหิทฺธา นาเสนฺติ ตํ กิสฺส เหตุ มา อญฺเญ ภทฺทเก ภิกฺขู ทูเสสีติ ฯ สํวาสาย วิชาเนถ ปาปิจฺฉโกธโน อิติ มกฺขี ถมฺภี ปลาสี จ อิสฺสุกี มจฺฉรี สโฐ สณฺหวาโจ ชนวติ สมโณ วิย ภาสติ รโห กโรติ กรณํ ปาปทิฏฺฐิ อนาทโร สํสปฺปี จ มุสาวาที ตํ วิทิตฺวา ยถากถํ สพฺเพ สมคฺคา หุตฺวาน อภินิพฺพชฺชยาถ นํ การณฺฑวํ นิทฺธมวา กสมฺพุํ อปกสฺสวา ตโต ปลาเป วาเหถ อสฺสมเณ สมณมานิเน นิทฺธมิตฺวา ปาปิจฺฉํ ปาปลาจารโคจเร สุทฺธาสุทฺเธหิ สํวาสํ กปฺปยโวฺห ปฏิสฺสตา ตโต สมคฺคา นิปกา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถาติ ฯ เมตฺตาวคฺโค ปฐโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ เมตฺตปญฺญา จ เทฺว จ ปิเย เทฺว จาปฺปิเย เทฺว จ โลกโลกวิปตฺติโย เทวทตฺโต จ อุตฺตโร นนฺโท การณฺฑเวน จาติ ฯ ------------

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัครา ใกล้นครจัมปา สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วยอาบัติ ภิกษุที่ถูกภิกษุ ทั้งหลายโจทด้วยอาบัตินั้นเอาเรื่องอื่นๆ มาพูดกลบเกลื่อน ชักเรื่องไปนอกทางเสีย แสดงความโกรธเคืองและความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป จงกำจัด บุคคลนั้นออกไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนชนิดนี้ต้องขับออก เป็นลูกนอกคอก กวนใจกระไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การ ถอยกลับ การแล การเหลียว การคู้ การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และ จีวร เหมือนภิกษุผู้เจริญเหล่าอื่น ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติของเขา แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่าง นี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จัก อย่างนี้แล้ว ย่อมนาสนะออกไปให้พ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่าภิกษุนี้ อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนหญ้าชนิด หนึ่งที่ทำลายต้นข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง พึงเกิด ขึ้นในนาข้าวที่สมบูรณ์ ราก ก้าน ใบของมันเหมือนกับข้าวที่ดีเหล่าอื่น ตราบ เท่าที่มันยังไม่ออกรวง แต่เมื่อใด มันออกรวง เมื่อนั้นจึงทราบกันว่า หญ้านี้ ทำลายข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง ครั้นทราบอย่างนี้ แล้ว เขาจึงถอนมันพร้อมทั้งราก เอาไปทิ้งให้พ้นที่นา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ คิดว่า หญ้าชนิดนี้อย่าทำลายข้าวที่ดีอื่นๆ เลย ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกัน บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ ฯลฯ เพราะ คิดว่า ภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน กองข้าวเปลือกกองใหญ่ที่เขากำลังสาดอยู่ ในข้าวเปลือกกองนั้น ข้าวเปลือกที่ เป็นตัว แกร่ง เป็นกองอยู่ส่วนหนึ่ง ส่วนที่หัก ลีบ ลมย่อมพัดไปไว้ส่วนหนึ่ง เจ้าของย่อมเอาไม้กวาดวีข้าวที่หักและลีบออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า มันอย่าปนข้าวเปลือกที่ดีอื่นๆ เลย ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ ฯลฯ เพราะคิดว่าภิกษุนี้ อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลต้อง การกระบอกตักน้ำ ถือขวานอันคมเข้าไปในป่า เขาเอาสันขวานเคาะต้นไม้นั้นๆ บรรดาต้นไม้เหล่านั้น ต้นไม้ที่แข็ง มีแก่น ซึ่งถูกเคาะด้วยสันขวาน ย่อมมีเสียง หนัก ส่วนต้นไม้ที่ผุใน น้ำชุ่ม เกิดยุ่ยขึ้น ถูกเคาะด้วยสันขวาน ย่อมมีเสียงก้อง เขาจึงตัดต้นไม้ที่ผุในนั้นที่โคน ครั้นตัดโคนแล้ว จึงตัดปลาย ครั้นตัดปลายแล้ว จึงคว้านข้างในให้เรียบร้อย แล้วทำเป็นกระบอกตักน้ำ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน แลบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ การ แล การเหลียว การคู้ การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร เหมือน ของภิกษุที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยังไม่เห็นอาบัติของเขา แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็น ผู้ประทุษร้ายสมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้ว ย่อมนาสนะออกไปให้พ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ภิกษุนี้อย่าประทุษร้าย ภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ฯ เพราะการอยู่ร่วมกัน พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบลู่ หัวดื้อ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด บางคนในท่ามกลางประชุมชน พูดไพเราะ ดังพระสมณะ พูดปิดบังความชั่วที่ตัวทำ มีความเห็นลามกไม่เอื้อเฟื้อ พูด เลอะเลือน พูดเท็จ เธอทั้งหลายทราบบุคคลนั้นว่าเป็นอย่าง ไรแล้ว จงพร้อมใจกันทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย จงกำจัด บุคคลที่เป็นดังหยากเหยื่อ จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย แต่นั้น จงนำคนแกลบ ผู้มิใช่สมณะแต่ยังนับว่าเป็นสมณะ ออกเสีย เธอทั้งหลาย เมื่อต้องอยู่ร่วมกับคนดีและคนไม่ดี ครั้นกำจัดคนที่มีความปรารถนาลามก มีอาจาระและโคจร ลามกออกแล้ว จงเป็นผู้มีสติ แต่นั้น เธอทั้งหลายเป็น ผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตน จักกระทำที่สุด ทุกข์ได้ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบเมตตาวรรคที่ ๑ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. เมตตสูตร ๒. ปัญญาสูตร ๓. อัปปิยสูตรที่ ๑ ๔. อัปปิยสูตร ที่ ๒ ๕. โลกธรรมสูตร ๖. โลกวิปัตติสูตร ๗. เทวทัตตสูตร ๘. อุตตร- *สูตร ๙. นันทสูตร ๑๐. กรัณฑวสูตร -----------------------------------------------------

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย