This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

อุคคสูตร ที่ ๒

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๑๑๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต อุคคสูตรที่ ๒

๑๑๒

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บ้านหัตถีคาม ใน แคว้นวัชชี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม ว่าเป็นผู้ประกอบ ด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ พระผู้มีพระภาคผู้สุคต ครั้นได้ ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว เสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปสู่พระวิหาร ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุรูปหนึ่ง นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยัง นิเวศน์ของอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม ครั้นแล้วจึงนั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้ ลำดับนั้น อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามได้เข้าไปหาภิกษุนั้น ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วภิกษุนั้นได้กล่าวกะอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคาม ว่า ดูกรคฤหบดี พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ท่านว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ ดูกรคฤหบดี ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่ เคยมีมา ๘ ประการเป็นไฉน ฯ อุคคคฤหบดีกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่ทราบเลยว่า พระผู้มี พระภาคทรงพยากรณ์กระผมว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคย มีมา ๘ ประการเป็นไฉน แต่ขอท่านได้โปรดฟังธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้ที่มีอยู่ จงใส่ใจให้ดี กระผมจักเรียนถวาย ภิกษุนั้นรับคำอุคคคฤหบดี ชาวบ้านหัตถีคามแล้ว ฯ อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในคราวที่ กระผมเที่ยวอยู่ในสวนนาควัน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคแต่ไกลเป็นครั้งแรก พร้อม กับการเห็นนั้นเอง จิตของกระผมก็เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค เมาสุราอยู่ก็หาย เมา นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๑ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมมีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มี พระภาค พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอนุปุพพิกถาโปรดกระผม คือ ทรงประกาศ ทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษของกามอันต่ำทรามเศร้าหมอง และอานิสงส์ ในเนกขัมมะ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบว่า กระผมมีจิตควร อ่อน ปราศจากนิวรณ์ บันเทิง ผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศสามุกังสิกาธรรมเทศนา แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เปรียบเหมือนผ้า ที่บริสุทธิ์ ไม่หมองดำ จะพึงรับน้ำย้อมได้ดี แม้ฉันใด ธรรมจักษุอันปราศจาก ธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแล้วแก่กระผม ณ ที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมี ความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมได้เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรม แจ้งแล้ว หยั่งซึ้งถึงธรรมแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความ เคลือบแคลงแล้ว ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ในสัตถุศาสน์ ได้ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ สมาทานสิกขาบท อันมีพรหมจรรย์เป็นที่ ๕ แล้ว ณ ที่นั่งนั้นนั่นแล นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๒ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมได้มีปชาบดีรุ่นสาวอยู่ ๔ คน ได้เข้าไปหา ปชาบดีเหล่านั้น แล้วได้กล่าวกะเธอเหล่านั้นว่า ดูกรน้องหญิงทั้งหลาย ฉัน สมาทานสิกขาบทอันมีพรหมจรรย์เป็นที่ ๕ ผู้ใดปรารถนา ผู้นั้นจงใช้โภคะเหล่านี้ และทำบุญได้ หรือจะไปสู่ตระกูลญาติของตัวก็ได้ หรือประสงค์ชายอื่น ฉันก็จะ มอบให้แก่เขา เมื่อกระผมกล่าวอย่างนี้แล้ว ปชาบดีคนแรกได้พูดกะกระผมว่า ขอท่านได้กรุณามอบดิฉันให้แก่ชายชื่อนี้เจ้าค่ะ กระผมให้เชิญชายผู้นั้นมา เอามือซ้ายจับปชาบดี มือขวาจับเต้าน้ำ หลั่งน้ำมอบให้ชายคนนั้น ก็เมื่อบริจาค ปชาบดีสาวเป็นทาน กระผมไม่รู้สึกว่าจิตแปรปรวนเป็นอย่างอื่นเลย นี้แลเป็น ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๔ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ในตระกูลของกระผมมีโภคทรัพย์อยู่มาก และ โภคทรัพย์เหล่านั้นกระผมได้แจกจ่ายทั่วไปกับท่านผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม นี้แล เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๔ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมเข้าไปหาภิกษุรูปใด กระผมก็เข้าไปด้วยความ เคารพทีเดียว ไม่ใช่เข้าไปหาด้วยความไม่เคารพ หากท่านผู้มีอายุนั้นแสดงธรรม แก่กระผม กระผมก็ฟังโดยเคารพแท้ๆ ไม่ใช่ฟังโดยไม่เคารพ หากท่านผู้มีอายุ นั้นไม่แสดงธรรมแก่กระผม กระผมก็แสดงธรรมแก่ท่านผู้มีอายุนั้น นี้แลเป็น ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๕ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เมื่อกระผมนิมนต์สงฆ์แล้วเทวดา ทั้งหลายเข้ามาบอกว่า ดูกรคฤหบดี ภิกษุรูปโน้นเป็นอุภโตภาควิมุต รูปโน้น เป็นปัญญาวิมุต รูปโน้นเป็นกายสักขี รูปโน้นเป็นทิฏฐิปัตตะ รูปโน้นเป็นสัทธา วิมุต รูปโน้นเป็นธัมมานุสารี รูปโน้นเป็นสัทธานุสารี รูปโน้นเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม รูปโน้นเป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมอังคาส สงฆ์อยู่ก็ไม่รู้สึกว่า ยังจิตให้เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า จะถวายแก่ท่านรูปนี้น้อย หรือ จะถวายแก่ท่านรูปนี้มาก แท้ที่จริง กระผมมีจิตเสมอกัน นี้แลเป็นธรรมที่น่า อัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๖ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ที่เทวดาทั้งหลายเข้ามาหากระผมแล้ว บอกว่า ดูกรคฤหบดี ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว เมื่อเทวดาทั้งหลาย กล่าวอย่างนี้แล้ว กระผมจึงพูดกะเทวดาเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านจะพึงบอกอย่างนี้ หรือไม่พึงบอกอย่างนี้ก็ตาม แท้ที่จริง ธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว แต่กระ ผมก็ไม่รู้สึกเลยว่า ความฟูใจจะมีมาแต่เหตุนั้น เทวดาทั้งหลายเข้ามาหากระผม หรือกระผมได้ปราศรัยกับเทวดาทั้งหลาย นี้แลเป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมี มาข้อที่ ๗ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็หากว่ากระผมจะพึงทำกาละก่อนพระผู้มีพระภาค ก็ไม่น่าอัศจรรย์ที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า สังโยชน์อันเป็น เครื่องประกอบให้อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามพึงกลับมาสู่โลกนี้อีกไม่มี นี้แล เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาข้อที่ ๘ ของกระผมที่มีอยู่ ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้แล ของกระผมที่มีอยู่ แต่กระผมก็ไม่รู้ว่า พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์กระผมว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการเป็นไฉน ฯ ลำดับนั้น ภิกษุนั้นรับบิณฑบาตในนิเวศน์ของอุคคคฤหบดีชาวบ้าน หัตถีคามแล้ว ลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป ภายหลังภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น แล้ว ได้กราบทูลคำสนทนาปราศรัยกับอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามนั้นทั้งหมด แด่พระผู้มีพระภาค ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ ถูกแล้วๆ อุคคคฤหบดีชาวบ้าน หัตถีคาม เมื่อจะพยากรณ์ พึงพยากรณ์ตามนั้นโดยชอบ ดูกรภิกษุ เราพยากรณ์ อุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคย มีมา ๘ ประการนี้แล และเธอทั้งหลายจงทรงจำอุคคคฤหบดีชาวบ้านหัตถีคามว่า เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการนี้ ฯ จบสูตรที่ ๒

๒๒ เอกํ สมยํ ภควา วชฺชีสุ วิหรติ หตฺถิคาเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อฏฺฐหิ ภิกฺขเว อจฺฉริเยหิ อพฺภุตธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ อุคฺคํ คหปตึ หตฺถิคามกํ ธาเรถาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อุฏฺฐายาสนา วิหารํ ปาวิสิ ฯ อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน อุคฺคสฺส คหปติโน หตฺถิคามกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถโข อุคฺโค คหปติ หตฺถิคามโก เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อุคฺคํ คหปตึ หตฺถิคามกํ โส ภิกฺขุ เอตทโวจ อฏฺฐหิ โข ตฺวํ คหปติ อจฺฉริเยหิ อพฺภุตธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภควตา พฺยากโต กตเม เต คหปติ อฏฺฐ อจฺฉริยา อพฺภุตธมฺมา เยหิ ตฺวํ สมนฺนาคโต ภควตา พฺยากโตติ ฯ {๑๑๒.๑} น โข อหํ ภนฺเต ชานามิ กตเมหิ อฏฺฐหิ อจฺฉริเยหิ อพฺภุตธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภควตา พฺยากโต อปิ จ ภนฺเต เย เม อฏฺฐ อจฺฉริยา อพฺภุตธมฺมา สํวิชฺชนฺติ เต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ คหปตีติ โข โส ภิกฺขุ อุคฺคสฺส คหปติโน หตฺถิคามกสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อุคฺโค คหปติ หตฺถิคามโก เอตทโวจ ยทาหํ ภนฺเต นาควเน ปริจรนฺโต ภควนฺตํ ปฐมํ ทูรโตว อทฺทสํ สห ทสฺสเนเนว เม ภนฺเต ภควโต จิตฺตํ ปสีทิ สุรามโท จ ปหิยฺยิ อยํ โข เม ภนฺเต ปฐโม อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๒} โส โข อหํ ภนฺเต ปสนฺนจิตฺโต ภควนฺตํ ปยิรุปาสึ ตสฺส เม ภควา อนุปุพฺพีกถํ กเถสิ เสยฺยถีทํ ทานกถํ สีลกถํ สคฺคกถํ กามานํ อาทีนวํ โอการํ สงฺกิเลสํ เนกฺขมฺเม อานิสํสํ ปกาเสสิ ยทา มํ ภควา อญฺญาสิ กลฺลจิตฺตํ มุทุจิตฺตํ วินีวรณจิตฺตํ อุทคฺคจิตฺตํ ปสนฺนจิตฺตํ อถ ยา พุทฺธานํ สามุกฺกํสิกา ธมฺมเทสนา ตํ ปกาเสสิ ทุกฺขํ สมุทยํ นิโรธํ มคฺคํ เสยฺยถาปิ นาม สุทฺธวตฺถํ อปคตกาฬกํ สมฺมเทว รชนํ ปฏิคฺคเณฺหยฺย เอวเมว โข เม ตสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ โส โข อหํ ภนฺเต ทิฏฺฐธมฺโม ปตฺตธมฺโม วิทิตธมฺโม ปริโยคาฬฺหธมฺโม ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิคตกถํกโถ เวสารชฺชปฺปตฺโต อปรปฺปจฺจโย สตฺถุ สาสเน ตตฺเถว พุทฺธญฺจ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ สรณํ อคมาสึ พฺรหฺมจริยปญฺจมานิ จ สิกฺขาปทานิ สมาทยึ อยํ โข เม ภนฺเต ทุติโย อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๓} ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต จตสฺโส โกมาริโย ปชาปติโย อเหสุํ อถขฺวาหํ ภนฺเต เยน ตา ปชาปติโย เตนุปสงฺกมึ อุปสงฺกมิตฺวา ตา ปชาปติโย เอตทโวจํ มยา โข ภคินิโย พฺรหฺมจริยปญฺจมานิ สิกฺขาปทานิ สมาทินฺนานิ ยา อิจฺฉติ สา อิเมว โภเค ภุญฺชตุ ปุญฺญานิ จ กโรตุ สกานิ วา ญาติกุลานิ คจฺฉตุ โหติ วา ปน ปุริสาธิปฺปาโย กสฺส โว ทมฺมีติ เอวํ วุตฺเต สา ภนฺเต เชฏฺฐา ปชาปติ มํ เอตทโวจ อิตฺถนฺนามสฺส มํ อยฺยปุตฺต ปุริสสฺส เทหีติ อถโข อหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ ปกฺโกสาเปตฺวา วาเมน หตฺเถน ปชาปตึ คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน ภิงฺคารํ คเหตฺวา ตสฺส ปุริสสฺส โอโณเชสึ โกมารึ โข ปนาหํ ภนฺเต ทานํ ปริจฺจชนฺโต นาภิชานามิ จิตฺตสฺส อญฺญถตฺตํ อยํ โข เม ภนฺเต ตติโย อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ สํวิชฺชนฺติ โข ปน เม ภนฺเต กุเล โภคา เต จ โข อปฺปฏิวิภตฺตา สีลวนฺเตหิ กลฺยาณธมฺเมหิ อยํ โข เม ภนฺเต จตุตฺโถ อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๔} ยํ โข ปนาหํ ภนฺเต ภิกฺขุํ ปยิรุปาสามิ สกฺกจฺจํเยว ปยิรุปาสามิ โน อสกฺกจฺจํ โส เจ เม อายสฺมา ธมฺมํ เทเสสิ สกฺกจฺจํเยว สุณามิ โน อสกฺกจฺจํ โน เจ เม อายสฺมา ธมฺมํ เทเสสิ อหมสฺส ธมฺมํ เทเสมิ อยํ โข เม ภนฺเต ปญฺจโม อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๕} อนจฺฉริยํ โข ปน เม ภนฺเต สงฺเฆ นิมนฺติเต เทวตา อุปสงฺกมิตฺวา อาโรเจนฺติ อโสโก คหปติ ภิกฺขุ อุภโตภาควิมุตฺโต อโสโก ปญฺญาวิมุตฺโต อโสโก กายสกฺขิ อโสโก ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อโสโก สทฺธาวิมุตฺโต อโสโก ธมฺมานุสารี อโสโก สทฺธานุสารี อโสโก สีลวา กลฺยาณธมฺโม อโสโก ทุสฺสีโล ปาปธมฺโมติ สงฺฆํ โข ปนาหํ ภนฺเต ปริวิสนฺโต นาภิชานามิ เอวํ จิตฺตํ อุปฺปาเทนฺโต อิมสฺส วา โถกํ เทมิ อิมสฺส วา พหุกนฺติ อถขฺวาหํ ภนฺเต สมจิตฺโตว เทมิ อยํ โข เม ภนฺเต ฉฏฺโฐ อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๖} อนจฺฉริยํ โข ปน มํ ภนฺเต เทวตา อุปสงฺกมิตฺวา อาโรเจนฺติ สฺวากฺขาโต คหปติ ภควตา ธมฺโมติ เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต ตา เทวตา เอวํ วทามิ วเทยฺยาถ วา เอวํ โข ตุเมฺห เทวเต โน วา วเทยฺยาถ อถโข สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโมติ น โข ปนาหํ ภนฺเต อภิชานามิ ตโตนิทานํ จิตฺตสฺส อุณฺณนฺติ มํ วา เทวตา อุปสงฺกมนฺติ อหํ วา เทวตาหิ สทฺธึ สลฺลปามิ อยํ โข เม ภนฺเต สตฺตโม อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๗} สเจ โข ปนาหํ ภนฺเต ภควตา ปฐมตรํ กาลํ กเรยฺยํ อนจฺฉริยํ โข ปเนตํ ยมฺมํ ภควา เอวํ พฺยากเรยฺย นตฺถิ ตํ สํโยชนํ เยน สํโยชเนน สํยุตฺโต อุคฺโค คหปติ หตฺถิคามโก ปุน อิมํ โลกํ อาคจฺเฉยฺยาติ อยํ โข เม ภนฺเต อฏฺฐโม อจฺฉริโย อพฺภุตธมฺโม สํวิชฺชติ ฯ {๑๑๒.๘} อิเม โข ภนฺเต อฏฺฐ อจฺฉริยา อพฺภุตธมฺมา สํวิชฺชนฺติ น จ โข อหํ ชานามิ กตเมหิ จาหํ อฏฺฐหิ อจฺฉริเยหิ อพฺภุตธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภควตา พฺยากโตติ ฯ {๑๑๒.๙} อถโข โส ภิกฺขุ อุคฺคสฺส คหปติโน หตฺถิคามกสฺส นิเวสเน ปิณฺฑปาตํ คเหตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกามิ อถโข โส ภิกฺขุ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ยาวตโก อโหสิ อุคฺเคน คหปตินา หตฺถิคามเกน สทฺธึ กถาสลฺลาโป ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ สาธุ สาธุ ภิกฺขุ ยถา ตํ อุคฺโค คหปติ หตฺถิคามโก สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย อิเมเหว โข ภิกฺขุ อฏฺฐหิ อจฺฉริเยหิ อพฺภุตธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อุคฺโค คหปติ หตฺถิคามโก มยา พฺยากโต อิเมหิ จ ปน ภิกฺขุ อฏฺฐหิ อจฺฉริเยหิ อพฺภุตธมฺเมหิ สมนฺนาคตํ อุคฺคํ คหปตึ หตฺถิคามกํ ธาเรถาติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

อุคคสูตร ที่ ๒