This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

สจิตตสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๕๑พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต ปัณณาสก์ที่ ๒ สจิตตวรรคที่ ๑ สจิตตสูตร

ทุติยปณฺณาสโก สจิตฺตวคฺโค ปฐโม

๕๑

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มี- *พระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้- *มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่าภิกษุไม่เป็น ผู้ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาว่า เรา ทั้งหลายจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษา อย่างนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตนอย่างไร ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่อง ดูเงาหน้าของตนในคันฉ่องอันบริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส ถ้าเห็น ธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็พยายามเพื่อขจัดธุลีหรือจุดดำนั้นเสีย หากว่าเราไม่เห็น ธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมดีใจ มีความดำริอันบริบูรณ์ด้วยเหตุนั้นแลว่า เป็น ลาภของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การพิจารณาของภิกษุว่า เราเป็นผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมาก หรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็น ผู้มีอภิชฌาอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตพยาบาทอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราไม่ เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทอยู่โดยมาก เราเป็นผู้อันถีนมิทธะกลุ้มรุมอยู่โดยมากหรือ หนอ หรือว่าเราเป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะอยู่โดยมาก เราเป็นผู้ฟุ้งซ่านอยู่โดยมาก หรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีความสงสัยอยู่โดย มากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยได้โดยมาก เราเป็นผู้โกรธ อยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้ไม่โกรธอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตเศร้าหมอง อยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตไม่เศร้าหมองอยู่โดยมาก เราเป็น ผู้มีกายอันปรารภแรงกล้าอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีกายอันมิได้ ปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก เราเป็นผู้เกียจคร้านอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่า เราเป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่โดยมาก เราเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่โดยมากหรือหนอ หรือว่าเราเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่โดยมาก ดังนี้ ย่อมเป็นอุปการะมากในกุศลธรรม ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ มีอภิชฌาอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตพยาบาทอยู่โดยมาก เป็นผู้อันถีนมิทธะกลุ้มรุม อยู่โดยมาก เป็นผู้ฟุ้งซ่านอยู่โดยมาก เป็นผู้มีความสงสัยอยู่โดยมาก เป็น ผู้มีความโกรธอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตเศร้าหมองอยู่โดยมาก เป็นผู้มีกายอัน ปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก เป็นผู้เกียจคร้านอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นอยู่ โดยมาก ดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อ ละธรรมทั้งหลาย ที่เป็นบาปอกุศลเหล่านั้น ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีผ้าอันไฟไหม้ หรือมีศีรษะ อันไฟไหม้ พึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือ ไฟไหม้ศีรษะนั้น ฉันใด ภิกษุนั้น ก็พึงทำความพอใจ ความพยายาม ความ อุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อละธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปเป็นอกุศลเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าว่าภิกษุเมื่อพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ ไม่มีอภิชฌาอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาทอยู่โดยมาก เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ อยู่โดยมาก เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่านอยู่โดยมาก เป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยอยู่โดยมาก เป็นผู้ไม่โกรธอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตไม่เศร้าหมองอยู่โดยมาก เป็นผู้มีกายอันมิได้ ปรารภแรงกล้าอยู่โดยมาก เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่โดยมาก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นอยู่ โดยมากดังนี้ไซร้ ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นแล้ว พึงทำความเพียร เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายให้ยิ่งขึ้นไป ฯ จบสูตรที่ ๑

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิรหติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ โน เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปรจิตฺตปริยายกุสโล โหติ อถ สจิตฺตปริยายกุสลา ภวิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สจิตฺตปริยายกุสโล โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อิตฺถี วา ปุริโส วา ทหโร ยุวา มณฺฑนกชาติโก อาทาเส วา ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อจฺเฉ วา อุทกปตฺเต สกํ มุขนิมิตฺตํ ปจฺจเวกฺขมาโน สเจ ตตฺถ ปสฺสติ รชํ วา องฺคณํ วา ตสฺเสว รชสฺส วา องฺคณสฺส วา ปหานาย วายมติ โน จ ตตฺถ ปสฺสติ รชํ วา องฺคณํ วา เตเนวตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ลาภา วต เม ปริสุทฺธํ วต เมติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ปจฺจเวกฺขณา พหุการา โหติ กุสเลสุ ธมฺเมสุ อภิชฺฌาลุ นุ โข พหุลํ วิหรามิ อนภิชฺฌาลุ นุ โข พหุลํ วิหรามิ พฺยาปนฺนจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อพฺยาปนฺนจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ วิคตถีนมิทฺโธ นุ โข พหุลํ วิหรามิ อุทฺธโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อนุทฺธโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ วิจิกิจฺโฉ นุ โข พหุลํ วิหรามิ ติณฺณวิจิกิจฺโฉ นุ โข พหุลํ วิหรามิ โกธโน นุ โข พหุลํ วิหรามิ อกฺโกธโน นุ โข พหุลํ วิหรามิ สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ สารทฺธกาโย นุ โข พหุลํ วิหรามิ อสารทฺธกาโย นุ โข พหุลํ วิหรามิ กุสีโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ อารทฺธวิริโย นุ โข พหุลํ วิหรามิ อสมาหิโต นุ โข พหุลํ วิหรามิ สมาหิโต นุ โข พหุลํ วิหรามีติ ฯ {๕๑.๑} สเจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อภิชฺฌาลุ พหุลํ วิหรามิ พฺยาปนฺนจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ ถีนมิทฺธปริยุฏฺฐิโต พหุลํ วิหรามิ อุทฺธโต พหุลํ วิหรามิ วิจิกิจฺโฉ พหุลํ วิหรามิ โกธโน พหุลํ วิหรามิ สงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ สารทฺธกาโย พหุลํ วิหรามิ กุสีโต พหุลํ วิหรามิ อสมาหิโต พหุลํ วิหรามีติ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย อธิมตฺโต ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหิ จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ กรณียํ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อาทิตฺตเจโล วา อาทิตฺตสีโส วา ตสฺเสว เจลสฺส วา สีสสฺส วา นิพฺพาปนาย อธิมตฺตํ ฉนฺทญฺจ วายามญฺจ อุสฺสาหญฺจ อุสฺโสฬฺหิญฺจ อปฺปฏิวานิญฺจ สติญฺจ สมฺปชญฺญญฺจ กเรยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว เตน ภิกฺขุนา เตสํเยว ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย อธิมตฺโต ฉนฺโท จ วายาโม จ อุสฺสาโห จ อุสฺโสฬฺหิ จ อปฺปฏิวานี จ สติ จ สมฺปชญฺญญฺจ กรณียํ ฯ {๕๑.๒} สเจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปจฺจเวกฺขมาโน เอวํ ชานาติ อนภิชฺฌาลุ พหุลํ วิหรามิ อพฺยาปนฺนจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ วิคตถีนมิทฺโธ พหุลํ วิหรามิ อนุทฺธโต พหุลํ วิหรามิ ติณฺณวิจิกิจฺโฉ พหุลํ วิหรามิ อกฺโกธโน พหุลํ วิหรามิ อสงฺกิลิฏฺฐจิตฺโต พหุลํ วิหรามิ อสารทฺธกาโย พหุลํ วิหรามิ อารทฺธวิริโย พหุลํ วิหรามิ สมาหิโต พหุลํ วิหรามีติ เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา เตสุเยว กุสเลสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย อุตฺตรึ อาสวานํ ขยาย โยโค กรณีโยติ ฯ

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

สจิตตสูตร