๑๐. อุเทนสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๑๐. อุเทนสูตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนคร โกสัมพี ก็สมัยนั้นแล เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ภายใน พระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทำกาละ ครั้ง นั้นแล เป็นเวลาเช้า ภิกษุมากรูปด้วยกันนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาต ยังพระนครโกสัมพี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครโกสัมพี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ภายใน พระราชวังถูกไฟไหม้ หญิง ๕๐๐ มีพระนางสามาวดีเป็นประมุขทำกาละ คติ แห่งอุบาสิกาเหล่านั้นเป็นอย่างไร ภพหน้าเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัส ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาอุบาสิกาเหล่านั้น อุบาสิกาที่เป็นพระโสดาบันมีอยู่ เป็นพระสกทาคามินีมีอยู่ เป็นพระอนาคามินีมีอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุบาสิกา ทั้งหมดนั้นเป็นผู้ไม่ไร้ผลทำกาละ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่ง อุทานนี้ในเวลานั้นว่า สัตว์โลกมีโมหะเป็นเครื่องผูกพัน ย่อมปรากฏเหมือน สมบูรณ์ด้วยเหตุ คนพาลมีอุปธิเป็นเครื่องผูกพัน ถูก ความมืดหุ้มห่อไว้ ย่อมปรากฏเหมือนว่าเที่ยงยั่งยืน กิเลส เครื่องกังวลย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นอยู่ ฯ จบสูตรที่ ๑๐ จบจูฬวรรคที่ ๗ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ภัททิยสูตรที่ ๑ ๒. ภัททิยสูตรที่ ๒ ๓. กามสูตรที่ ๑ ๔. กามสูตรที่ ๒ ๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร ๖. ตัณหักขยสูตร ๗. ปปัญจขย- *สูตร ๘. มหากัจจานสูตร ๙. อุทปานสูตร ๑๐. อุเทนสูตร ฯ -----------------------------------------------------
๑๐ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน รญฺโญ อุเทนสฺส อุยฺยานคตสฺส อนฺเตปุรํ ทฑฺฒํ โหติ ปญฺจ อิตฺถิสตานิ กาลกตานิ โหนฺติ สามาวตีปมุขานิ ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย โกสมฺพึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ โกสมฺพิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๑๕๗.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต รญฺโญ อุเทนสฺส อุยฺยานคตสฺส อนฺเตปุรํ ทฑฺฒํ ปญฺจ อิตฺถิสตานิ กาลกตานิ โหนฺติ สามาวตีปมุขานิ ตาสํ ภนฺเต อุปาสิกานํ คติ โก อภิสมฺปราโยติ ฯ สนฺเตตฺถ ภิกฺขเว อุปาสิกาโย โสตาปนฺนา สนฺติ สกทาคามินิโย สนฺติ อนาคามินิโย สพฺพา ตา ภิกฺขเว อุปาสิกาโย อนิปฺผลา กาลกตาติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ โมหสมฺพนฺธโน โลโก ภพฺพรูโปว ทิสฺสติ อุปธิพนฺธโน พาโล ตมสา ปริวาริโต สสฺสโตริว ขายติ ปสฺสโต นตฺถิ กิญฺจนนฺติ ฯ ทสมํ ฯ จูฬวคฺโค สตฺตโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ โหนฺติ ทุเว ตถา ภทฺทิยา โหนฺติ ทุเว กาเมสุ สตฺตา ลกุณฺโฐ ตณฺหาขโย จ ปปญฺจขโย จ กจฺจาโน อุทปานํ อุเทโนติ ฯ -----------