๗. สุขสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ๗. สุขสูตร
จริงอยู่ พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว พระสูตรนี้พระผู้ มีพระภาคผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตปรารถนาสุข ๓ ประการนี้ พึงรักษาศีล ๓ ประการเป็นไฉน คือ บัณฑิตปรารถนาอยู่ว่า ขอความสรรเสริญจงมาถึงแก่เรา ๑ ขอโภคสมบัติ จงเกิดขึ้นแก่เรา ๑ เมื่อตายไป เราจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๑ พึงรักษาศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตปรารถนาสุข ๓ ประการนี้แล พึงรักษาศีล ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว ในพระสูตรนั้น พระผู้มีพระ ภาคตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ว่า นักปราชญ์ปรารถนาสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ ๑ การได้โภคทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ๑ ความบันเทิงในสวรรค์ใน โลกหน้า ๑ พึงรักษาศีล ถ้าว่าบุคคลแม้ไม่กระทำความชั่ว แต่เข้าไปเสพบุคคลผู้กระทำความชั่วอยู่ไซร้ บุคคลนั้น เป็น ผู้อันบุคคลพึงรังเกียจในเพราะความชั่ว และโทษของบุคคล ผู้เสพคนชั่วนี้ ย่อมงอกงาม บุคคลย่อมกระทำบุคคลเช่นใด ให้เป็นมิตร และย่อมเข้าไปเสพบุคคลเช่นใดบุคคลนั้นแล เป็นผู้เช่นกับด้วยบุคคลนั้น เพราะว่าการอยู่ร่วมกันเป็น เช่นนั้น คนชั่วซ่องเสพบุคคลอื่นผู้บริสุทธิ์โดยปรกติอยู่ ย่อมทำบุคคลอื่นผู้บริสุทธิ์โดยปรกติที่ซ่องเสพตน ให้ติด เปื้อนด้วยความชั่ว เหมือนลูกศรที่แช่ยาพิษ ถูกยาพิษติด เปื้อนแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรซึ่งไม่ติดเปื้อนแล้วให้ติด เปื้อนด้วยยาพิษฉะนั้น นักปราชญ์ไม่พึงเป็นผู้มีคนชั่วเป็น เพื่อนเลย เพราะความกลัวแต่การเข้าไปติดเปื้อน คนใด ห่อปลาเน่าไว้ด้วยใบหญ้าคา แม้หญ้าคาของคนนั้นย่อมมีกลิ่น เหม็นฟุ้งไปการเข้าไป ซ่องเสพคนพาล ย่อมเป็นเหมือน อย่างนั้น ส่วนคนใดห่อกฤษณาไว้ด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของ คนนั้นย่อมมีกลิ่นหอมฟุ้งไป การเข้าไปซ่องเสพนักปราชญ์ ย่อมเป็นเหมือนอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความ สำเร็จผลแห่งตนดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่พึงเข้าไปเสพอสัตบุรุษ พึงเสพสัตบุรุษ เพราะว่าอสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษ ย่อมให้ถึงสุคติ ฯ เนื้อความแม้นี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว ฉะนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๗
๗ วุตฺตํ เหตํ ภควตา วุตฺตมรหตาติ เม สุตํ ตีณิมานิ ภิกฺขเว สุขานิ ปตฺถยมาโน สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต กตมานิ ตีณิ ปสํสา เม อาคจฺฉตูติ สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต โภคา เม อุปฺปชฺชนฺตูติ สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสามีติ สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโต ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ สุขานิ ปตฺถยมาโน สีลํ รกฺเขยฺย ปณฺฑิโตติ ฯ เอตมตฺถํ ภควา อโวจ ฯ ตตฺเถตํ อิติ วุจฺจติ สีลํ รกฺเขยฺย เมธาวี ปตฺถยาโน ตโย สุเข ปสํสํ วิตฺตลาภญฺจ เปจฺจ สคฺเค ปโมทนํ ฯ อกโรนฺโตปิ เจ ปาปํ กโรนฺตมุปเสวติ สงฺกิโย โหติ ปาปสฺมึ อวณฺโณ จสฺส รูหติ ฯ ยาทิสํ กุรุเต มิตฺตํ ยาทิสํ จุปเสวติ ส เว ตาทิสโก โหติ สหวาโส หิ ตาทิโส ฯ เสวมาโน เสวมานํ สมฺผุฏฺโฐ สมฺผุสํ ปรํ สโร ทุฏฺโฐ กลาปํว อลิตฺตมุปลิมฺปติ ฯ อุปเลปภยา ธีโร เนว ปาปสขา สิยา ฯ ปูติมจฺฉํ กุสคฺเคน โย นโร อุปนยฺหติ กุสาปิ ปูติ วายนฺติ เอวํ พาลูปเสวนา ฯ ตคฺครญฺจ ปลาเสน โย นโร อุปนยฺหติ ปตฺตาปิ สุรภิ วายนฺติ เอวํ ธีรูปเสวนา ฯ ตสฺมา ปตฺตปูฏสฺเสว ญตฺวา สมฺปากมตฺตโน อสนฺเต นุปเสเวยฺย สนฺเต เสเวยฺย ปณฺฑิโต ฯ อสนฺโต นิรยํ เนนฺติ สนฺโต ปาเปนฺติ สุคตินฺติ ฯ อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนฺติ ฯ สตฺตมํ ฯ