๑๑. วิชยสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต วิชยสูตรที่ ๑๑
สุตฺตนิปาเต อุรควคฺคสฺส เอกาทสมํ วิชยสุตฺตํ
ถ้าว่าบุคคลเที่ยวไป ยืนอยู่ นั่ง นอน คู้เข้าหรือเหยียดออก นั่นเป็นความเคลื่อนไหวของกาย กายประกอบแล้วด้วย กระดูกและเอ็นฉาบด้วยหนังและเนื้อ ปกปิดด้วยผิว เต็ม ด้วยไส้ อาหาร มีก้อนตับ มูตร หัวใจ ปอด ม้าม ไต น้ำมูก น้ำลาย เหงื่อ มันข้น เลือด ไขข้อ ดี เปลวมัน อันปุถุชนผู้เป็นพาล ย่อมไม่เห็นตามความเป็นจริง อนึ่ง ของ อันไม่สะอาดย่อมไหลออกจากช่องทั้งเก้าของกายนี้ทุกเมื่อ คือ ขี้ตาจากตา ขี้หูจากหู และน้ำมูกจากจมูก บางคราวย่อม สำรอกออกจากปาก ดีและเสลดย่อมสำรอกออก เหงื่อและ หนองฝีซึมออกจากกาย อนึ่ง อวัยวะเบื้องสูงของกายนี้เป็น โพลง เต็มด้วยมันสมอง คนพาลถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ย่อม สำคัญกายนั้นโดยความเป็นของสวยงาม ก็เมื่อใด เขาตาย ขึ้นพอง มีสีเขียว ถูกทิ้งไว้ในป่า เมื่อนั้น ญาติทั้งหลาย ย่อมไม่ห่วงใย สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก หมาป่า หมู่หนอน กา แร้ง และสัตว์เหล่าอื่น ย่อมกัดกินกายนั้น ภิกษุ ในศาสนานี้ ได้ฟังพระพุทธพจน์แล้ว มีความรู้ชัด เธอ ย่อมกำหนดรู้กายนี้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริงทีเดียว สรีระ ที่มีวิญญาณนี้เหมือนสรีระที่ตายแล้วนั่น สรีระที่ตายแล้วนั้น เหมือนสรีระที่มีวิญญาณนี้ ภิกษุพึงคลายความพอใจในกาย เสียทั้งภายในและภายนอก ภิกษุนั้นมีความรู้ชัดในศาสนา นี้ ไม่ยินดีแล้วด้วยฉันทราคะ ได้บรรลุอมฤตบท สงบ ดับไม่จุติ กายนี้มีสองเท้า ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น อันบุคคล บริหารอยู่ เต็มไปด้วยซากศพต่างๆ ถ่ายของไม่สะอาด มีน้ำลายและน้ำมูกเป็นต้นให้ไหลออกจากทวารทั้งเก้า และ ขับเหงื่อไคลให้ไหลออกจากขุมขนนั้นๆ ผู้ใดพึงสำคัญเพื่อ ยกย่องตัวหรือพึงดูหมิ่นผู้อื่น จักมีอะไร นอกจากการไม่เห็น อริยสัจ ฯ จบวิชยสูตรที่ ๑๑
|๓๑๒.๖๑๘| ๑๑ จรํ วา ยทิ วา ติฏฺฐํ นิสินฺโน อุท วา สยํ สมฺมิญฺเชติ ปสาเรติ เอสา กายสฺส อิญฺชนา ฯ |๓๑๒.๖๑๙| อฏฺฐินฺหารูหิ สํยุตฺโต ตจมํสาวเลปโน ฉวิยา กาโย ปฏิจฺฉนฺโน ยถาภูตํ น ทิสฺสติ |๓๑๒.๖๒๐| อนฺตปูโร อุทรปูโร ยกเปฬสฺส วตฺถิโน หทยสฺส ปปฺผาสสฺส วกฺกสฺส ปิหกสฺส จ |๓๑๒.๖๒๑| สิงฺฆาณิกาย เขลสฺส เสทสฺส จ เมทสฺส จ โลหิตสฺส ลสิกาย ปิตฺตสฺส จ วสาย จ ฯ |๓๑๒.๖๒๒| อถสฺส นวหิ โสเตหิ อสุจี สวติ สพฺพทา อกฺขิมฺหา อกฺขิคูถโก กณฺณมฺหา กณฺณคูถโก |๓๑๒.๖๒๓| สิงฺฆาณิกา จ นาสโต มุเขน วมเตกทา ปิตฺตํ เสมฺหํ จ วมติ กายมฺหา เสทชลฺลิกา ฯ |๓๑๒.๖๒๔| อถสฺส สุสิรํ สีสํ มตฺถลุงฺคสฺส ปูริตํ สุภโต นํ มญฺญติ พาโล อวิชฺชาย ปุรกฺขโต ฯ |๓๑๒.๖๒๕| ยทา จ โส มโต เสติ อุทฺธุมาโต วินีลโก อปวิฏฺโฐ สุสานสฺมึ อนเปกฺขา โหนฺติ ญาตโย ฯ |๓๑๒.๖๒๖| ขาทนฺติ นํ สุวาณา จ สิงฺคาลา จ วกา กิมี กากา คิชฺฌา จ ขาทนฺติ เย จญฺเญ สนฺติ ปาณิโน ฯ |๓๑๒.๖๒๗| สุตฺวาน พุทฺธวจนํ ภิกฺขุ ปญฺญาณวา อิธ โส โข นํ ปริชานาติ ยถาภูตญฺหิ ปสฺสติ ฯ |๓๑๒.๖๒๘| ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ กาเย ฉนฺทํ วิราชเย ฯ |๓๑๒.๖๒๙| ฉนฺทราควิรตฺโต โส ภิกฺขุ ปญฺญาณวา อิธ อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานปทมจฺจุตํ ฯ |๓๑๒.๖๓๐| ทิปาทโกยํ อสุจิ ทุคฺคนฺโธ ปริหีรติ นานากุณปปริปูโร วิสฺสวนฺโต ตโต ตโต ฯ |๓๑๒.๖๓๑| เอตาทิเสน กาเยน โย มญฺเญ อุณฺณเมตเว ปรํ วา อวชาเนยฺย กิมญฺญตฺร อทสฺสนาติ ฯ วิชยสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ -----------