This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก ·

เล่ม ๒๕ · ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

本册其他条目

๑. สรณคมน์๒. สิกขาบท ๑๐๓. อาการ ๓๒๔. สามเณรปัญหา๕. มงคลสูตร๖. รัตนสูตร๗. ติโรกุฑฑกัณฑ์๘. นิธิกัณฑ์๙. กรณียเมตตสูตร๑. ยมกวรรค๒. อัปปมาทวรรค๓. จิตตวรรค๔. ปุปผวรรค๕. พาลวรรค๖. ปัณฑิตวรรค๗. อรหันตวรรค๘. สหัสสวรรค๙. ปาปวรรค๑๐. ทัณฑวรรค๑๑. ชราวรรค๑๒. อัตตวรรค๑๓. โลกวรรค๑๔. พุทธวรรค๑๕. สุขวรรค๑๖. ปิยวรรค๑๗. โกธวรรค๑๘. มลวรรค๑๙. ธัมมัฏฐวรรค๒๐. มรรควรรค๒๑. ปกิณณกวรรค๒๒. นิรยวรรค๒๓. นาควรรค๒๔. ตัณหาวรรค๒๕. ภิกขุวรรค๒๖. พราหมณวรรค๑. โพธิสูตร ที่ ๑๒. โพธิสูตร ที่ ๒๓. โพธิสูตร ที่ ๓๔. อชปาลนิโครธสูตร๕. เถรสูตร๖. มหากัสสปสูตร๗. ปาวาสูตร๘. สังคามชิสูตร๙. ชฎิลสูตร๑๐. พาหิยสูตร๑. มุจจลินทสูตร๒. ราชสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. สักการสูตร๕. อุปาสกสูตร๖. คัพภินีสูตร๗. เอกปุตตสูตร๘. สุปปวาสาสูตร๙. วิสาขาสูตร๑๐. กาฬิโคธาภัททิยสูตร๑. กรรมสูตร๒. นันทสูตร๓. ยโสชสูตร๔. สารีปุตตสูตร๕. โกลิตสูตร๖. ปิลินทวัจฉสูตร๗. มหากัสสปสูตร๘. ปิณฑปาตสูตร๙. สิปปสูตร๑๐. โลกสูตร๑. เมฆิยสูตร๒. อุทธตสูตร๓. โคปาลสูตร๔. ชุณหสูตร๕. นาคสูตร๖. ปิณโฑลภารทวาชสูตร๗. สาริปุตตสูตร๘. สุนทรีสูตร๙. อุปเสนวังคันตปุตตสูตร๑๐. สาริปุตตสูตร๑. ราชสูตร๒. อัปปายุกาสูตร๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร๔. กุมารกสูตร๕. อุโปสถสูตร๖. โสณสูตร๗. กังขาเรวตสูตร๘. อานันทสูตร๙. สัททายมานสูตร๑๐. จูฬปันถกสูตร๑. อายุสมโอสัชชนสูตร๒. ปฏิสัลลานสูตร๓. อาหุสูตร๔. กิรสูตร ที่ ๑๕. กิรสูตร ที่ ๒๖. ติตถสูตร๗. สุภูติสูตร๘. คณิกาสูตร๙. อุปาติสูตร๑๐. อุปปัชชันติสูตร๑. ภัททิยสูตร ที่ ๑๒. ภัททิยสูตร ที่ ๒๓. กามสูตร ที่ ๑๔. กามสูตร ที่ ๒๕. ลกุณฐกภัททิยสูตร๖. ตัณหักขยสูตร๗. ปปัญจขยสูตร๘. มหากัจจานสูตร๙. อุทปานสูตร๑๐. อุเทนสูตร๑. นิพพานสูตร ที่ ๑๒. นิพพานสูตร ที่ ๒๓. นิพพานสูตร ที่ ๓๔. นิพพานสูตร ที่ ๔๕. จุนทสูตร๖. ปาฏลิคามิยสูตร๗. ทวิธาปถสูตร๘. วิสาขาสูตร๙. ทัพพสูตร ที่ ๑๑๐. ทัพพสูตร ที่ ๒๑. โลภสูตร๒. โทสสูตร๓. โมหสูตร๔. โกธสูตร๕. มักขสูตร๖. มานสูตร๗. สัพพสูตร๘. มานสูตร๙. โลภสูตร๑๐. โทสสูตร๑. โมหสูตร๒. โกธสูตร๓. มักขสูตร๔. โมหสูตร๕. กามสูตร๖. เสขสูตร ที่ ๑๗. เสขสูตร ที่ ๒๘. เภทสูตร๙. โมทสูตร๑๐. ปุคคลสูตร๑. จิตตฌายีสูตร๒. ปุญญสูตร๓. อุโภอัตถสูตร๔. เวปุลลปัพพตสูตร๕. สัมปชานมุสาวาทสูตร๖. ทานสูตร๗. เมตตาภาวสูตร๑. ภิกขุสูตร ที่ ๑๒. ภิกขุสูตร ที่ ๒๓. ตปนียสูตร๔. อตปนียสูตร๕. สีลสูตร ที่ ๑๖. สีลสูตร ที่ ๒๗. อาตาปีสูตร๘. นกุหนาสูตร ที่ ๑๙. นกุหนาสูตร ที่ ๒๑๐. โสมนัสสสูตร๑. วิตักกสูตร๒. เทศนาสูตร๓. วิชชาสูตร๔. ปัญญาสูตร๕. ธรรมสูตร๖. อชาตสูตร๗. ธาตุสูตร๘. สัลลานสูตร๙. สิกขาสูตร๑๐. ชาคริยสูตร๑๑. อปายสูตร๑๒. ทิฏฐิสูตร๑. อกุศลมูลสูตร๒. ธาตุสูตร๓. เวทนาสูตร ที่ ๑๔. เวทนาสูตร ที่ ๒๕. เอสนาสูตร ที่ ๑๖. เอสนาสูตร ที่ ๒๗. อาสวสูตร ที่ ๑๘. อาสวสูตร ที่ ๒๙. ตัณหาสูตร๑๐. มารเธยยสูตร๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร๒. จักขุสูตร๓. อินทรียสูตร๔. อัทธาสูตร๕. ทุจริตสูตร๖. สุจริตสูตร๗. สุจิสูตร๘. มุนีสูตร๙. ราคสูตร ที่ ๑๑๐. ราคสูตร ที่ ๒๑. มิจฉาทิฐิสูตร๒. สัมมาทิฐิสูตร๓. นิสสรณสูตร๔. รูปสูตร๕. ปุตตสูตร๖. อวุฏฐิกสูตร๗. สุขสูตร๘. ภินทนสูตร๙. ธาตุสูตร๑๐. ปริหานสูตร๑. วิตักกสูตร๒. สักการสูตร๓. สัททสูตร๔. จวมานสูตร๕. โลกสูตร๖. อสุภสูตร๗. ธรรมสูตร๘. อันธการสูตร๙. มลสูตร๑๐. เทวทัตตสูตร๑. ปสาทสูตร๒. ชีวิตสูตร๓. สังฆาฏิสูตร๔. อัคคิสูตร๕. อุปปริกขยสูตร๖. อุปปัตติสูตร๗. กามสูตร๘. กัลยาณสูตร๙. ทานสูตร๑๐. ธรรมสูตร๑. พราหมณสูตร๒. จัตตาริสูตร๓. ชานสูตร๔. สมณสูตร๕. สีลสูตร๖. ตัณหาสูตร๗. พรหมสูตร๘. พหุการสูตร๙. กุหนาสูตร๑๐. ปุริสสูตร๑๑. จรสูตร๑๒. สัมปันนสูตร๑๓. โลกสูตร๑. อุรคสูตร๒. ธนิยสูตร๓. ขัคควิสาณสูตร๔. กสิภารทวาชสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร๘. เมตตสูตร๙. เหมวตสูตร๑๐. อาฬวกสูตร๑๑. วิชยสูตร๑๒. มุนีสูตร๑. รตนสูตร๒. อามคันธสูตร๓. หิริสูตร๔. มงคลสูตร๕. สูจิโลมสูตร๖. ธรรมจริยสูตร๗. พราหมณธรรมิกสูตร๘. นาวาสูตร๙. กึสีลสูตร๑๐. อุฏฐานสูตร๑๑. ราหุลสูตร๑๒. วังคีสสูตร๑๓. สัมมาปริพพาชนิยสูตร๑๔. ธรรมิกสูตร๑. ปัพพชาสูตร๒. ปธานสูตร๓. สุภาษิตสูตร๔. สุนทริกสูตร๕. มาฆสูตร๖. สภิยสูตร๗. เสลสูตร๘. สัลลสูตร๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร๑. กามสูตร๒. คุหัฏฐกสูตร๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร๔. สุทธัฏฐกสูตร๕. ปรมัฏฐกสูตร๖. ชราสูตร๗. ติสสเมตเตยยสูตร๘. ปสูรสูตร๙. มาคันทิยสูตร๑๐. ปุราเภทสูตร๑๑. กลหวิวาทสูตร๑๒. จูฬวิยูหสูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร๑๔. ตุวฏกสูตร๑๕. อัตตทัณฑสูตร๑๖. สารีปุตตสูตรวัตถุกถา๑. อชิตปัญหา๒. ติสสเมตเตยยปัญหา๓. ปุณณกปัญหา๔. เมตตคูปัญหา๕. โธตกปัญหา๖. อุปสีวปัญหา๗. นันทปัญหา๘. เหมกปัญหา๙. โตเทยยปัญหา๑๐. กัปปปัญหา๑๑. ชตุกัณณีปัญหา๑๒. ภัทราวุธปัญหา๑๓. อุทยปัญหา๑๔. โปสาลปัญหา๑๕. โมฆราชปัญหา๑๖. ปิงคิยปัญหา

注释

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๖. สภิยสูตร

ข้อ ๓๖๔–๓๗๒พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต9 条2 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · Public domain (term expired) — operator determination

巴利文与译文

印本前页文字

สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส ฉฏฺฐํ สภิยสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สภิยสูตรที่ ๖

๓๖๔

๖ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส ปุราณสาโลหิตาย เทวตาย ปญฺหา อุทิฏฺฐา โหนฺติ โย เต สภิย สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา อิเม ปเญฺห ปุฏฺโฐ พฺยากโรติ ตสฺส สนฺติเก พฺรหฺมจริยํ จเรยฺยาสีติ ฯ {๓๖๔.๑} อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ตสฺสา เทวตาย สนฺติเก ปเญฺห อุคฺคเหตฺวา เย เต สมณพฺราหฺมณา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป มกฺขลิ โคสาโล อชิโต เกสกมฺพโล ปกุทฺโธ กจฺจายโน สญฺชโย เวฬฏฺฐปุตฺโต นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต เต อุปสงฺกมิตฺวา เต ปเญฺห ปุจฺฉติ ฯ เต สภิเยน ปริพฺพาชเกน ปเญฺห ปุฏฺฐา น สมฺปายนฺติ อสมฺปายนฺตา โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรนฺติ อปิ จ สภิยํ ปริพฺพาชกํ ปฏิปุจฺฉนฺติ ฯ {๓๖๔.๒} อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป ฯเปฯ นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต เต มยา ปเญฺห ปุฏฺฐา น สมฺปายนฺติ อสมฺปายนฺตา โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรนฺติ อปิ จ มญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉนฺติ ยนฺนูนาหํ หีนายาวตฺติตฺวา กาเม ปริภุญฺเชยฺยนฺติ ฯ อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ อยํ โข สมโณ โคตโม สงฺฆี เจว คณี จ คณาจริโย ญาโต ยสสฺสี ติตฺถกโร สาธุสมฺมโต พหุชนสฺส ฯ ยนฺนูนาหํ สมณํ โคตมํ อุปสงฺกมิตฺวา อิเม ปเญฺห ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ {๓๖๔.๓} อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ เย โข เต โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา ชิณฺณา วุฑฺฒา มหลฺลกา อทฺธคตา วโย อนุปฺปตฺตา เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆิโน คณิโน คณาจริยา ญาตา ยสสฺสิโน ติตฺถกรา สาธุสมฺมตา พหุชนสฺส เสยฺยถีทํ ปูรโณ กสฺสโป ฯเปฯ นิคนฺโถ นาฏปุตฺโต เตปิ มยา ปเญฺห ปุฏฺฐา น สมฺปายนฺติ อสมฺปายนฺตา โกปญฺจ โทสญฺจ อปฺปจฺจยญฺจ ปาตุกโรนฺติ อปิ จ มญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉนฺติ ฯ กึ ปน เม สมโณ โคตโม อิเม ปเญฺห ปุฏฺโฐ พฺยากริสฺสติ ฯ สมโณ หิ โคตโม ทหโร เจว ชาติยา นโว จ ปพฺพชฺชายาติ ฯ {๓๖๔.๔} อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ สมโณ โข โคตโม ทหโรติ น อุญฺญาตพฺโพ น ปริโภตพฺโพ ทหโรปิ เจ สมโณ โหติ โส จ มหิทฺธิโก โหติ มหานุภาโว ฯ ยนฺนูนาหํ สมณํ โคตมํ อุปสงฺกมิตฺวา อิเม ปเญฺห ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ {๓๖๔.๕} อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก เยน ราชคหํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน ราชคหํ เวฬุวนํ กลนฺทกนิวาโป เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทก นิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่าของ สภิยปริพาชก ได้แสดงปัญหาขึ้นว่า ดูกรสภิยะ สมณะหรือพราหมณ์ผู้ใด ท่าน ถามปัญหาเหล่านี้แล้วย่อมพยากรณ์ได้ ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของ สมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นเถิด ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชกเรียนปัญหาในสำนัก ของเทวดานั้นแล เข้าไปหาสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณา- *จารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ สญชัยเวฬัฏฐ- *บุตร นิครนถ์นาฏบุตร แล้วจึงถามปัญหาเหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นอัน สภิยปริพาชกถามปัญหาแล้ว แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถามสภิยปริพาชกอีก ครั้ง นั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้า คณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่อง ว่าดี คือ ปูรณกัสสป ฯลฯ นิครนถ์นาฏบุตร ถูกเราถามปัญหาแล้ว แก้ไม่ ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อมแสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ ปรากฏ ทั้งยังกลับถามเราในปัญหาเหล่านี้อีก ถ้ากระไร เราพึงละเพศกลับมา บริโภคกามอีกเถิด ครั้งนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า พระสมณโคดมนี้แล เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชน ส่วนมากยกย่องว่าดี ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมแล้วทูลถามปัญหา เหล่านี้เถิด ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชกมีความดำริว่า ท่านสมณพราหมณ์ ทั้งหลายเป็นผู้เก่าแก่ เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เป็นผู้เฒ่า รู้ราตรี นาน บวชมานาน เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป ฯลฯ นิครนถ์นาฏบุตร ท่านสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้นถูกเราถามปัญหาแล้วแก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ย่อม แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังกลับถาม เราในปัญหาเหล่านี้อีก ส่วนพระสมณโคดมถูกเราทูลถามแล้วจักทรงพยากรณ์ ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะพระสมณโคดมยังเป็นหนุ่มโดยพระชาติ ทั้งยัง เป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา ลำดับนั้น สภิยปริพาชกมีความดำริว่า พระสมณโคดมเรา ไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนว่า ยังเป็นหนุ่ม ถึงหากว่าพระสมณโคดมจะยังเป็นหนุ่ม แต่ท่านก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม แล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้เถิด ลำดับนั้น สภิยปริพาชกได้หลีกจาริกไปทางพระนคร ราชคฤห์ เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังพระวิหาร เวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้นแล้วปราศรัยกับพระผู้มี พระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

๓๖๕

|๓๖๕.๙๓๗| กงฺขี เวจิกิจฺฉี อาคมํ (อิติ สภิโย) ปเญฺห ปุจฺฉิตุํ อภิกงฺขมาโน เตสนฺตกโร ภวาหิ ปเญฺห เม ปุฏฺโฐ อนุปุพฺพํ อนุธมฺมํ พฺยากโรหิ เม ฯ |๓๖๕.๙๓๘| ทูรโต อาคโตสิ สภิยาติ ภควา ปเญฺห ปุจฺฉิตุํ อภิกงฺขมาโน เตสนฺตกโร ภวามิ ปเญฺห เต ปุฏฺโฐ อนุปุพฺพํ อนุธมฺมํ พฺยากโรมิ เต ฯ |๓๖๕.๙๓๙| ปุจฺฉ มํ สภิย ปญฺหํ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ตสฺส ตสฺเสว ปญฺหสฺส อหํ อนฺตํ กโรมิ เตติ ฯ

ข้าพระองค์ผู้มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง มาหวังจะ ทูลถามปัญหา พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามปัญหาแล้ว ขอ จงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ ธรรมเถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสภิยะ ท่านมาแต่ไกล หวังจะถามปัญหา เราอันท่านถาม ปัญหาแล้ว จะกระทำที่สุดแห่งปัญหาเหล่านั้น จะพยากรณ์ แก่ท่านตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ธรรม ดูกรสภิยะ ท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในใจ ก็เชิญถามเราเถิด เราจะกระทำที่สุดเฉพาะปัญหานั้นๆ แก่ท่าน ฯ

๓๖๖

อถ โข สภิยสฺส ปริพฺพาชกสฺส เอตทโหสิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ ยํ วตาหํ อญฺเญสุ สมณพฺราหฺมเณสุ โอกาสกมฺม- มตฺตมฺปิ นาลตฺถํ ตมฺเม อิทํ สมเณน โคตเมน โอกาสกมฺมํ กตนฺติ อตฺตมโน ปมุทิโต อุทคฺโค ปีติโสมนสฺสชาโต ภควนฺตํ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๖.๙๔๐| กึปตฺตินมาหุ ภิกฺขุนํ (อิติ สภิโย) โสรตํ เกน กถญฺจ ทนฺตมาหุ พุทฺโธติ กถํ ปวุจฺจติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๖.๙๔๑| ปชฺเชน กเตน อตฺตนา (สภิยาติ ภควา) ปรินิพฺพานคโต วิติณฺณกงฺโข วิภวญฺจ ภวญฺจ วิปฺปหาย วุสิตวา ขีณปุนพฺภโว ส ภิกฺขุ ฯ |๓๖๖.๙๔๒| สพฺพตฺถ อุเปกฺขโก สตีมา น โส หึสติ กญฺจิ สพฺพโลเก ติณฺโณ สมโณ อนาวิโล อุสฺสทา ยสฺส น สนฺติ โสรโต โส |๓๖๖.๙๔๓| ยสฺสินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก นิพฺพิชฺชิมํ ปรญฺจ โลกํ กาลํ กงฺขติ ภาวิโต ส ทนฺโต ฯ |๓๖๖.๙๔๔| กปฺปานิ วิเจยฺย เกวลานิ สํสารํ ทุภยํ จุตูปปาตํ วิคตรชมนงฺคณํ วิสุทฺธํ ปตฺตํ ชาติกฺขยํ ตมาหุ พุทฺธนฺติ ฯ

ลำดับนั้น สภิยปริพาชกดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมี มาเลยหนอ เราไม่ได้แม้เพียงให้โอกาสในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย พระสมณ- *โคดมได้ทรงให้โอกาสนี้แก่เราแล้ว สภิยปริพาชกมีใจชื่นชม เบิกบาน เฟื่องฟู เกิดปีติโสมนัส ได้กราบทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่าเป็นภิกษุ กล่าวบุคคลว่าผู้ สงบเสงี่ยมด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลว่าผู้ฝึกตนแล้ว อย่างไรและอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคลว่า ผู้รู้ ข้าแต่พระผู้ มีพระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัส พยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดถึงความดับกิเลสด้วยมรรคที่ตนอบรมแล้ว ข้ามความ สงสัยเสียได้ ละความไม่เป็นและความเป็นได้เด็ดขาด อยู่จบ พรหมจรรย์ มีภพใหม่สิ้นแล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าเป็นภิกษุ ผู้ใดวางเฉยในอารมณ์มีรูปเป็นต้นทั้งหมด มีสติ ไม่เบียด เบียนสัตว์ในโลกทั้งปวง ข้ามโอฆะได้แล้ว เป็นผู้สงบ ไม่ ขุ่นมัว ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้น ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้สงบ เสงี่ยม ผู้ใดอบรมอินทรีย์แล้ว แทงตลอดโลกนี้และโลก อื่น ทั้งภายในทั้งภายนอกในโลกทั้งปวง รอเวลาสิ้นชีวิตอยู่ อบรมตนแล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้ฝึกตนแล้ว ผู้พิจารณา สงสารทั้งสองอย่าง คือ จุติและอุปบัติ ตลอดกัปทั้งสิ้น แล้ว ปราศจากธุลี ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ผู้หมดจด ถึง ความสิ้นไปแห่งชาติ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้รู้ ฯ

๓๖๗

อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อตฺตมโน ปมุทิโต อุทคฺโค ปีติโสมนสฺสชาโต ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๗.๙๔๕| กึปตฺตินมาหุ พฺราหฺมณํ (อิติ สภิโย) สมณํ เกน กถญฺจ นฺหาตโกติ นาโคติ กถํ ปวุจฺจติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๗.๙๔๖| พาเหตฺวา สพฺพปาปกานิ (สภิยาติ ภควา) วิมโล สาธุสมาหิโต ฐิตตฺโต สํสารมติจฺจ เกวลี โส อนิสฺสิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ส พฺรหฺมา ฯ |๓๖๗.๙๔๗| สมิตาวิ ปหาย ปุญฺญปาปํ วิรโช ญตฺวา อิมํ ปรญฺจ โลกํ ชาติมรณํ อุปาติวตฺโต สมโณ ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๗.๙๔๘| นินฺนหาย สพฺพปาปกานิ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสสุ กปฺปิเยสุ กปฺปํ เนติ ตมาหุ นฺหาตโกติ ฯ |๓๖๗.๙๔๙| อาคุํ น กโรติ กิญฺจิ โลเก สพฺพสํโยเค วิสชฺช พนฺธนานิ สพฺพตฺถ น สชฺชตี วิปฺปมุตฺโต นาโค ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตาติ ฯ

ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มี พระภาคแล้ว มีใจชื่นชม เบิกบาน เฟื่องฟู เกิดปีติโสมนัส ได้ทูลถามปัญหา ข้อต่อไปกะพระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไรว่าเป็นพราหมณ์ กล่าวบุคคลว่า เป็นสมณะ ด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลผู้ล้างบาปอย่างไร และอย่างไรบัณฑิตจึงกล่าวบุคคลว่า เป็นนาค (ผู้ประเสริฐ) ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ผู้ใดลอยบาปทั้งหมดแล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน มีจิตตั้งมั่นดี ดำรงตนมั่น ก้าวล่วงสงสารได้แล้ว เป็นผู้สำเร็จกิจ (เป็น ผู้บริบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น) ผู้นั้นอันตัณหาและทิฐิไม่ อาศัยแล้ว เป็นผู้คงที่ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นพราหมณ์ ผู้ใดมี กิเลสสงบแล้ว ละบุญและบาปได้แล้ว ปราศจากกิเลสธุลี รู้โลกนี้และโลกหน้าแล้ว ล่วงชาติและมรณะได้ ผู้คงที่ เห็น ปานนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นสมณะ ผู้ใดล้างบาป ได้หมดใน โลกทั้งปวง คือ อายตนะภายในและภายนอกแล้ว ย่อม ไม่มาสู่กัปในเทวดาและมนุษย์ผู้สมควร ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว ว่าผู้ล้างบาป ผู้ใดไม่กระทำบาปอะไรๆ ในโลก สลัดออก ซึ่งธรรมเป็นเครื่องประกอบและเครื่องผูกได้หมด ไม่ข้องอยู่ ในธรรมเป็นเครื่องข้องมีขันธ์เป็นต้นทั้งปวง หลุดพ้นเด็ดขาด ผู้คงที่ เห็นปานนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นนาค ฯ

๓๖๘

อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ฯเปฯ ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๘.๙๕๐| กํ เขตฺตชินํ วทนฺติ พุทฺธา (อิติ สภิโย) กุสลํ เกน กถญฺจ ปณฺฑิโตติ มุนิ นาม กถํ ปวุจฺจติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๘.๙๕๑| เขตฺตานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) ทิพฺพํ มานุสกญฺจ พฺรหฺมเขตฺตํ (สพฺพ) เขตฺตมูลพนฺธนา ปมุตฺโต เขตฺตชิโน ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๘.๙๕๒| โกสานิ วิเจยฺย เกวลานิ ทิพฺพํ มานุสกญฺจ พฺรหฺมโกสํ (สพฺพ) โกสมูลพนฺธนา ปมุตฺโต กุสโล ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๘.๙๕๓| ทุภยานิ วิเจยฺย ปณฺฑรานิ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สุทฺธปญฺโญ กณฺหสุกฺกํ อุปาติวตฺโต ปณฺฑิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๘.๙๕๔| อสตญฺจ สตญฺจ ญตฺวา ธมฺมํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สพฺพโลเก เทวมนุสฺเสหิ ปูชิโย โส สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนีติ ฯ

ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไป กะพระผู้มีพระภาคว่า ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวใครว่าผู้ชนะเขต กล่าวบุคคลว่าเป็นผู้ ฉลาดด้วยอาการอย่างไร อย่างไรจึงกล่าวบุคคลว่าเป็นบัณฑิต และกล่าวบุคคลชื่อว่าเป็นมุนีด้วยอาการอย่างไร ข้าแต่พระผู้มี พระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้วขอจงตรัส พยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดพิจารณา (อายตนะหรือกรรม) เขตทั้งสิ้น คือ เขตที่ เป็นของทิพย์ เขตของมนุษย์และเขตของพรหมแล้ว เป็นผู้ หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งเขตทั้งหมด ผู้คงที่ เห็นปานนั้น ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นผู้ชนะเขต ผู้ ใดพิจารณากระเปาะฟอง (กรรม) ทั้งสิ้น คือ กระเปาะฟอง ที่เป็นของทิพย์ กระเปาะฟองของมนุษย์ และกระเปาะฟอง ของพรหมแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้า แห่งกระเปาะฟองทั้งหมด ผู้คงที่ เห็นปานนั้น ผู้นั้นท่านผู้รู้ ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นผู้ฉลาด ผู้ใดพิจารณาอายตนะทั้งสอง คือ อายตนะภายในและภายนอกแล้ว เป็นผู้มีปัญญาอัน บริสุทธิ์ ก้าวล่วงธรรมดำและธรรมขาวได้แล้ว ผู้คงที่ เห็น ปานนั้น ผู้นั้นท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นบัณฑิต ผู้ใดรู้ ธรรมของอสัตบุรุษและของสัตบุรุษในโลกทั้งปวง คือ ใน ภายในและภายนอก แล้วดำรงอยู่ ผู้นั้นอันเทวดาและมนุษย์ บูชา ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและข่าย คือ ตัณหาและทิฐิ แล้ว ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นมุนี ฯ

๓๖๙

อถ สภิโย โข ปริพฺพาชโก ฯเปฯ ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๖๙.๙๕๕| กึปตฺตินมาหุ เวทคุํ (อิติ สภิโย) อนุวิทิตํ เกน กถญฺจ วิริยวาติ อาชานิโย กินฺติ นาม โหติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๖๙.๙๕๖| เวทานิ วิเจยฺย เกวลานิ (สภิยาติ ภควา) สมณานํ ยานิปตฺถิ พฺราหฺมณานํ สพฺพเวทนาสุ วีตราโค สพฺพํ เวทมติจฺจ เวทคู โส ฯ |๓๖๙.๙๕๗| อนุวิจฺจ ปปญฺจนามรูปํ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ โรคมูลํ (สพฺพ) โรคมูลพนฺธนา ปมุตฺโต อนุวิทิโต ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๙.๙๕๘| วิรโต สพฺพปาปเกหิ นิรยทุกฺขมติจฺจ วิริยวา โส โส วิริยวา ปธานวา ธีโร ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ |๓๖๙.๙๕๙| ยสฺสสฺสุ ลูนานิ พนฺธนานิ อชฺฌตฺตํ พหิทฺธา จ สงฺคมูลํ สพฺพสงฺคมูลพนฺธนา ปมุตฺโต อาชานิโย ตาทิ ปวุจฺจเต ตถตฺตา ฯ

ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะ พระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไร ว่าผู้ถึงเวท กล่าวบุคคลว่าผู้รู้ ตามด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลผู้มีความเพียร ด้วยอาการ อย่างไร และบุคคลบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้ชื่อว่าอาชาไนยด้วย อาการอย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์อันข้าพระองค์ ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ ผู้ใดพิจารณาเวททั้งสิ้น อันเป็นของมีอยู่แห่งสมณะและ พราหมณ์ทั้งหลาย ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งปวง ผู้นั้นล่วงเวททั้งหมดแล้ว บัณฑิตกล่าวว่าผู้ถึงเวท ผู้ใด ใคร่ครวญธรรมอันเป็นเครื่องทำให้เนิ่นช้า และนามรูปอันเป็น รากเหง้าแห่งโรค ทั้งภายในทั้งภายนอกแล้ว เป็นผู้หลุดพ้น จากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งโรคทั้งปวง ผู้คงที่ เห็นปาน นั้น ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่าผู้รู้ตาม ผู้ใดงดเว้นจากบาปทั้งหมด ล่วงความทุกข์ในนรกได้แล้ว ดำรงอยู่ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า ผู้มีความเพียร ผู้นั้นมีความแกล้วกล้า มีความเพียร ผู้คงที่ เห็นปานนั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นนักปราชญ์ ผู้ใดตัดเครื่องผูก อันเป็นรากเหง้าแห่งธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งภายในทั้งภายนอก ได้แล้ว หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูกอันเป็นรากเหง้าแห่งธรรม เป็นเครื่องข้องทั้งปวง ผู้คงที่ เห็นปานนั้น ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว ว่าเป็นผู้ชื่อว่าอาชาไนย

๓๗๐

อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ฯเปฯ ภควนฺตํ อุตฺตรึ ปญฺหํ อปุจฺฉิ |๓๗๐.๙๖๐| กึปตฺตินมาหุ โสตฺติยํ (อิติ สภิโย) อริยํ เกน กถญฺจ จรณวาติ ปริพฺพาชโก กินฺติ นาม โหติ ปุฏฺโฐ เม ภควา พฺยากโรหิ ฯ |๓๗๐.๙๖๑| สุตวา สพฺพธมฺมํ อภิญฺญาย โลเก (สภิยาติ ภควา) สาวชฺชานวชฺชํ ยทตฺถิ กิญฺจิ อภิภุํ อกถงฺกถึ วิมุตฺตํ อนีฆํ สพฺพธิมาหุ โสตฺติโยติ ฯ |๓๗๐.๙๖๒| เฉตฺวา อาลยานิ อาสวานิ วิทฺวา โส น อุเปติ คพฺภเสยฺยํ สญฺญํ ติวิธํ ปนุชฺช ปงฺกํ กปฺปํ เนติ ตมาหุ อริโยติ ฯ |๓๗๐.๙๖๓| โย อิธ จรเณสุ ปตฺติปตฺโต กุสโล สพฺพทา อชานิ ธมฺมํ สพฺพตฺถ น สชฺชตี วิมุตฺตจิตฺโต ปฏิฆา ยสฺส น สนฺติ จรณวา โส ฯ |๓๗๐.๙๖๔| ทุกฺขเวปกฺกํ ยทตฺถิ กมฺมํ อุทฺธํ อโธ ติริยญฺจาปิ มชฺเฌ ปริพฺพาชยิตฺวา ปริญฺญจารี มายํ มานมโถปิ โลภโกธํ ปริยนฺตมกาสิ นามรูปํ ตํ ปริพฺพาชกมาหุ ปตฺติปตฺตนฺติ ฯ

ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ฯลฯ ได้ทูลถามปัญหาข้อต่อไปกะ พระผู้มีพระภาคว่า บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้บรรลุอะไร ว่าผู้ทรงพระสูตร กล่าว บุคคลว่าเป็นอริยะด้วยอาการอย่างไร กล่าวบุคคลว่าผู้มีจรณะ ด้วยอาการอย่างไร และบุคคลบัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้ชื่อว่า ปริพาชกด้วยอาการอย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า ดูกรสภิยะ บัณฑิตกล่าวบุคคลผู้ฟังแล้ว รู้ยิ่งธรรมทั้งมวล ครอบงำธรรม ที่มีโทษและไม่มีโทษอะไรๆ อันมีอยู่ในโลกเสียได้ ไม่มี ความสงสัย หลุดพ้นแล้ว ไม่มีทุกข์ในธรรมมีขันธ์และ อายตนะเป็นต้นทั้งปวง ว่าผู้ทรงพระสูตร บุคคลนั้นรู้แล้ว ตัดอาลัย (และ) อาสวะได้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงการนอนใน ครรภ์ บรรเทาสัญญา ๓ อย่าง และเปือกตม คือ กามคุณแล้ว ย่อมไม่มาสู่กัป บัณฑิตกล่าวว่าเป็นอริยะ ผู้ใดในศาสนานี้ เป็นผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะจรณะ เป็นผู้ฉลาด รู้ ธรรมได้ในกาลทุกเมื่อ ไม่ข้องอยู่ในธรรมมีขันธ์เป็นต้น ทั้งปวง มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีปฏิฆะ ผู้นั้นบัณฑิตกล่าวว่า ผู้มีจรณะ ผู้ใดขับไล่กรรมอันมีทุกข์เป็นผล ซึ่งมีอยู่ ทั้งที่ เป็นอดีต อนาคต และเป็นปัจจุบันได้แล้ว มีปรกติกำหนด ด้วยปัญญาเที่ยวไป กระทำมายากับทั้งมานะ ความโลภ ความโกรธ และนามรูปให้มีที่สุดได้แล้ว ผู้นั้นบัณฑิตกล่าว ว่าปริพาชก ผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุ ฯ

๓๗๑

อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อตฺตมโน อุทคฺโค ปมุทิโต ปีติโสมนสฺสชาโต อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ สมฺมุขา สารุปฺปาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ |๓๗๑.๙๖๕| ยานิ จ ตีณิ ยานิ จ สฏฺฐิ สมณปฺปวาทนิสฺสิตานิ ภูริปญฺญ สญฺญกฺขรสญฺญนิสฺสิตานิ โอสรณานิ วิเนยฺย โอฆตมคา ฯ |๓๗๑.๙๖๖| อนฺตคูสิ ปารคูสิ ทุกฺขสฺส อรหาสิ (สมฺมาสมฺพุทฺโธ) ขีณาสวํ ตํ มญฺเญ ชุติมา มติมา ปหุตปญฺโญ ทุกฺขสฺสนฺตกรํ อตาเรสิ มํ ฯ |๓๗๑.๙๖๗| ยํ เม กงฺขิตมญฺญาสิ วิจิกิจฺฉํ มํ อตารยิ นโม เต (มุนิ) โมนปเถสุ ปตฺติปตฺต อขิลาทิจฺจพนฺธุ โสรโตสิ ฯ |๓๗๑.๙๖๘| ยา เม กงฺขา ปุเร อาสิ ตมฺเม พฺยากาสิ จกฺขุมา อทฺธา มุนีสิ สมฺพุทฺโธ นตฺถิ นีวรณา ตว ฯ |๓๗๑.๙๖๙| อุปายาสา จ เต สพฺเพ วิทฺธสฺตา วินฬีกตา สีติภูโต ทมปฺปตฺโต ธิติมา สจฺจนิกฺกโม ฯ |๓๗๑.๙๗๐| ตสฺส เต นาคนาคสฺส มหาวีรสฺส ภาสโต สพฺเพ เทวา อนุโมทนฺติ อุโภ นารทปพฺพตา ฯ |๓๗๑.๙๗๑| นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เต ปฏิปุคฺคโล ฯ |๓๗๑.๙๗๒| ตุวํ พุทฺโธ ตุวํ สตฺถา ตุวํ มาราภิภู มุนิ ตุวํ อนุสเย เฉตฺวา ติณฺโณ ตาเรสิมํ ปชํ ฯ |๓๗๑.๙๗๓| อุปธี เต สมติกฺกนฺตา อาสวา เต ปทาลิตา สีโหสิ อนุปาทาโน ปหีนภยเภรโว |๓๗๑.๙๗๔| ปุณฺฑรีกํ ยถา วคฺคุ โตเย น อุปลิมฺปติ เอวํ ปุญฺเญ จ ปาเป จ อุภเย ตฺวํ น ลิมฺปสิ ปาเท วีร ปสาเรหิ สภิโย วนฺทติ สตฺถุโนติ ฯ

ลำดับนั้น สภิยปริพาชก ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล้ว มีใจชื่นชม เฟื่องฟู เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส ลุกจาก อาสนะ กระทำผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้วประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มี- *พระภาคประทับอยู่ ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาอันสมควรในที่เฉพาะ พระพักตร์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน พระองค์ทรงกำจัดทิฐิ ๓ และทิฐิ ๖๐ ที่อาศัยคัมภีร์อันเป็น วาทะเป็นประธานของสมณะผู้มีลัทธิอื่น ที่อาศัยอักขระคือ ความหมายรู้กัน (ว่าหญิงว่าชาย) และสัญญาอันวิปริต (ซึ่งเป็นที่ยึดถือ) ทรงก้าวล่วงความมืด คือ โอฆะได้แล้ว พระองค์เป็นผู้ถึงที่สุด ถึงฝั่งแห่งทุกข์ เป็นพระอรหันต์ (ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ) ทรงสำคัญพระองค์ว่าผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว มีความรุ่งเรือง มีความรู้ มีพระปัญญามาก ทรงช่วยข้าพระองค์ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ให้ข้ามได้แล้ว เพราะพระองค์ได้ทรง ทราบข้อที่ข้าพระองค์สงสัยแล้ว ทรงช่วยให้ข้าพระองค์ ข้ามพ้นความสงสัย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมุนี ผู้ทรงบรรลุ ธรรมที่ควรบรรลุในทางแห่งมุนี ผู้ไม่มีกิเลสดุจหลักตอ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นผู้สงบดีแล้ว พระองค์ผู้มีพระจักษุ ทรงพยากรณ์ ความสงสัยของข้าพระองค์ที่ได้มีแล้วในกาลก่อนแก่ข้าพระองค์ พระองค์เป็นมุนีผู้ตรัสรู้เองแน่แท้ พระองค์ไม่มีนิวรณ์ อนึ่ง อุปายาสทั้งหมด พระองค์ทรงกำจัดเสียแล้ว ถอนขึ้นได้แล้ว พระองค์เป็นผู้เยือกเย็น เป็นผู้ถึงการฝึกตน มีพระปัญญา เครื่องทรงจำ มีความบากบั่นเป็นนิตย์ในสัจจะ เทวดาทั้งปวง ทั้งสองพวก (คือ อากาสัฏฐเทวดา และภุมมัฏฐเทวดา) ที่อาศัยอยู่ในนารทบรรพต ย่อมชื่นชมต่อพระองค์ผู้ประเสริฐยิ่ง ผู้มีความเพียรใหญ่ ผู้แสดงธรรมเทศนา ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอันสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ บุคคลผู้เปรียบเสมอพระองค์ ไม่มีในโลก พร้อมทั้งเทวโลก พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นมุนีผู้ครอบงำมาร พระองค์ทรงตัดอนุสัย ข้ามโอฆะได้ เองแล้ว ทรงช่วยให้หมู่สัตว์นี้ข้ามได้ด้วย พระองค์ทรง ก้าวล่วงอุปธิ ทำลายอาสวะได้แล้ว พระองค์เป็นดังสีหะ ไม่มีอุปาทาน ทรงละความกลัวและความขลาดได้แล้ว ไม่ทรงติดอยู่ในบุญและบาปทั้งสองอย่าง เปรียบเหมือน ดอกบัวขาบที่งามไม่ติดอยู่ในน้ำฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้มี ความเพียร ขอเชิญพระองค์โปรดเหยียบพระบาทออกมาเถิด สภิยะจะขอถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ฯ

๓๗๒

อถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต เสยฺยถาปิ ภนฺเต นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺตีติ เอวเมวํ ภควตา อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ {๓๗๒.๑} โย โข สภิย อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อากงฺขติ ปพฺพชฺชํ อากงฺขติ อุปสมฺปทํ โส จตฺตาโร มาเส ปริวสติ จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน ปริวุฏฺฐปริวาสํ อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺติ อุปสมฺปาเทนฺติ ภิกฺขุภาวาย อปิ เจตฺถ ปุคฺคลเวมตฺตตา วิทิตาติ ฯ สเจ ภนฺเต อญฺญติตฺถิยปุพฺพา อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อากงฺขนฺตา ปพฺพชฺชํ อากงฺขนฺตา อุปสมฺปทํ จตฺตาโร มาเส ปริวสนฺติ จตุนฺนํ มาสานํ อจฺจเยน ปริวุฏฺฐปริวาเส อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺติ อุปสมฺปาเทนฺติ ภิกฺขุภาวาย ฯ อหํ จตฺตาริ วสฺสานิ ปริวสามิ จตุนฺนํ วสฺสานํ อจฺจเยน ปริวุฏฺฐปริวาสํ อารทฺธจิตฺตา ภิกฺขู ปพฺพาเชนฺตุ อุปสมฺปาเทนฺตุ ภิกฺขุภาวายาติ ฯ อลตฺถ โข สภิโย ปริพฺพาชโก ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ {๓๗๒.๒} อจิรุปสมฺปนฺโน โข ปนายสฺมา สภิโย เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต น จิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร โข ปนายสฺมา สภิโย อรหตํ อโหสีติ ฯ สภิยสุตฺตํ ฉฏฺฐมํ ฯ -----------

ลำดับนั้นแล สภิยปริพาชก หมอบลงแทบพระบาทของ พระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนหงายของ ที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาค กับทั้ง พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้ข้าพระองค์ พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด ฯ พ. ดูกรสภิยะ ผู้ใดเคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวังบรรพชาหวัง อุปสมบทในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือนไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายพอใจ จึงยังผู้นั้นผู้อยู่ปริวาสแล้ว ให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความ เป็นภิกษุ ก็แต่ว่าเรารู้ความต่างแห่งบุคคลในข้อนี้ ฯ ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน หวัง บรรพชา หวังอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน เมื่อล่วง ๔ เดือน ภิกษุทั้งหลายพอใจ จึงยังผู้นั้นผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็น ภิกษุไซร้ ข้าพระองค์จักอยู่ปริวาส ๔ ปี เมื่อล่วง ๔ ปีแล้ว ภิกษุทั้งหลายพอใจ ขอจงยังข้าพระองค์ผู้อยู่ปริวาสแล้วให้บรรพชาอุปสมบท เพื่อความเป็นภิกษุเถิด ฯ สภิยปริพาชก ได้บรรพชา อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้ว ครั้นท่านสภิยะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก ก็ท่านสภิยะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายฉะนี้แล ฯ จบสภิยสูตรที่ ๖

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย