๕. ปรมัฏฐกสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ปรมัฏฐกสูตรที่ ๕
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ปญฺจมํ ปรมฏฺฐกสุตฺตํ
บุคคลในโลกยึดถือในทิฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นอย่างยิ่ง ย่อมกระทำศาสดาเป็นต้นของตนให้เป็นผู้ประเสริฐ กล่าว ผู้อื่นนอกจากศาสดาเป็นต้นของตนนั้นว่า เลวทั้งหมด เพราะ เหตุนั้น บุคคลนั้นจึงไม่ล่วงพ้นความวิวาทไปได้ บุคคลนั้น เห็นอานิสงส์อันใดในตนกล่าวคือ ทิฐิ ที่เกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้ คือ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง ศีล พรต หรืออารมณ์ ที่ได้ทราบ บุคคลนั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฐิของตนนั้นแลว่า ประเสริฐที่สุด เห็นศาสดาอื่นทั้งหมดโดยความเป็นคนเลว อนึ่ง บุคคลผู้อาศัยศาสดาของตนแล้ว เห็นศาสดาอื่น เป็นคนเลว เพราะความเห็นอันใด ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย กล่าวความเห็นนั้นว่า เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้น แหละ ภิกษุไม่พึงยึดมั่นรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง อารมณ์ที่ได้ทราบ หรือศีลและพรต แม้ทิฐิก็ไม่พึงกำหนด ด้วยญาณ หรือแม้ด้วยศีลและพรตในโลก ไม่พึงนำตนเข้า ไปเปรียบว่า เป็นผู้เสมอเขา ไม่พึงสำคัญว่า เป็นผู้เลว กว่าเขา หรือว่าเป็นผู้วิเศษกว่าเขา ภิกษุนั้นละความเห็นว่า เป็นตนได้แล้ว ไม่ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่กระทำนิสัย (ตัณหา นิสัยและทิฐินิสัย) แม้ในญาณ ไม่เป็นผู้แล่นไปเข้าพวก ในสัตว์ทั้งหลายผู้แตกต่างกันด้วยอำนาจทิฐิต่างๆ ย่อมไม่ กลับมาแม้สู่ทิฐิอะไรๆ พราหมณ์ในโลกนี้ไม่มีตัณหาใน ส่วนสุดทั้ง ๒ มีผัสสะเป็นต้นเพื่อความเกิดบ่อยๆ ในโลกนี้ หรือในโลกอื่น ไม่มีความยึดมั่นอะไรๆ ไม่มีสัญญาอันปัจจัย กำหนดแล้วแม้แต่น้อย ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง หรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ ในโลกนี้ เพราะได้ตัดสินธรรม ที่ตนยึดถือแล้วในธรรมทั้งหลาย ใครๆ จะพึงกำหนดพราหมณ์ นั้นผู้ไม่ถือมั่นทิฐิ ด้วยการกำหนดด้วยตัณหาหรือด้วยการ กำหนดด้วยทิฐิอะไรๆ ในโลกนี้ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมไม่ กำหนดด้วยตัณหาหรือทิฐิ ย่อมไม่กระทำตัณหาและทิฐิไว้ใน เบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฐิทั้งหลาย พราหมณ์เหล่านั้นก็มิได้ ปกปิดไว้ พราหมณ์ผู้อันใครๆ จะพึงนำไปด้วยศีลและพรต ไม่ได้ ถึงฝั่ง คือ นิพพานแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่กลับมา หากิเลสทั้งหลายอีก ฉะนั้นแล ฯ จบปรมัฏฐกสูตรที่ ๕
|๔๑๒.๑๒๒๔| ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเก หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ฯ |๔๑๒.๑๒๒๕| ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ ทิฏฺเฐ สุเต สีลพฺพเต มุเต วา ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหาย นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญํ ฯ |๔๑๒.๑๒๒๖| ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺติ ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญํ ตสฺมา หิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺย ฯ |๔๑๒.๑๒๒๗| ทิฏฺฐิมฺปิ โลกสฺมึ น กปฺปเยยฺย ญาเณน วา สีลวเตน วาปิ สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺย หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปิ ฯ |๔๑๒.๑๒๒๘| อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโน ญาเณปิ โส นิสฺสยํ โน กโรติ ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารี ทิฏฺฐิมฺปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจิ ฯ |๔๑๒.๑๒๒๙| ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา นิเวสนา ยสฺส น สนฺติ เกจิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ |๔๑๒.๑๒๓๐| ตสฺสีธ ทิฏฺเฐ ว สุเต มุเต วา ปกปฺปิตา นตฺถิ อนูปิ สญฺญา ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานํ เกนีธ โลกสฺมึ วิกปฺปเยยฺย ฯ |๔๑๒.๑๒๓๑| น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโย ปารํ คโต น ปจฺเจติ ตาทีติ ฯ ปรมฏฺฐกสุตฺตํ ปญฺจมํ ฯ ---------------