This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 · พระสุตตันตปิฎก

๑๓. มหาวิยูหสูตร

仅原文 · 不作诠释ข้อ ๔๒๐พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต1 条2 个版本

巴利文与译文

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส เตรสมํ มหาวิยูหสุตฺตํ

๔๒๐

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งถือมั่นอยู่ในทิฐิ ย่อมโต้เถียงวิวาท กันว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง บุคคลทั้งหมดนั้น ย่อมนำความนินทา มาเนืองๆ หรือย่อมได้ความสรรเสริญในที่นั้นบ้าง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า บุคคลเหล่านั้นบางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผลคือความ สรรเสริญนั้นน้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบ เราย่อมกล่าวผล แห่งความวิวาทกัน ๒ ประการ คือ ความนินทาและความ สรรเสริญ บัณฑิตเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทแม้นี้แล้ว เห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาท ว่าเป็นธรรมเกษม ไม่พึง วิวาทกัน ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ทิฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก บัณฑิตผู้รู้แจ้งย่อมไม่เข้าไป ใกล้ทิฐิทั้งปวงนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้น เป็นผู้ไม่เข้าไปใกล้ จะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร จึงจะไม่ทำความชอบใจ ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรม อุดม จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม ชนเหล่านั้น สมาทานวัตรแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายควรศึกษา ความบริสุทธิ์ของศาสดานั้นในทิฐินี้เท่านั้น ชนเหล่านั้นอัน ภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ถ้าบุคคล เป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังกรรมให้ ผิดไปแล้วก็ไม่หวั่นไหว ยังคร่ำครวญและปรารถนาความ บริสุทธิ์อยู่ เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจาก พวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น อนึ่ง อริยสาวก ละศีล พรต ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้ แล้วไม่ ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์ เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือมั่นทิฐิ แล้วพึงเที่ยวไป ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย อาศัยทิฐินั้นหรือความเกลียดบาป แม้อนึ่ง อาศัยรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ฟังแล้ว หรือ อารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว ย่อมทอดถอน ถึงความบริสุทธิ์ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ก็ความดิ้นรนทั้งหลาย ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาความหวั่นไหว มีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว การจุติและการอุบัติในภพนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหวจะพึงดิ้นรนในอารมณ์ ไหนๆ เพราะเหตุอะไร ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใดว่า เป็นธรรมอย่างยิ่ง ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นกล่าวธรรมนั้นแหละว่า เป็นธรรม เลวทราม วาทะของสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนี้ วาทะอย่าง ไหนจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้แล เป็นผู้กล่าว อวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรมของตนนั่นแหละ ว่าเป็น ธรรมบริบูรณ์ แต่กลับกล่าวธรรมของผู้อื่น ว่าเป็นธรรม เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างยึดถือทิฐิแม้ ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน สมณพราหมณ์ ทั้งหลายกล่าวทิฐิของตนๆ ว่า เป็นของจริง ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ถ้าว่าบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะการติเตียนของบุคคลอื่น ไซร้ ใครๆ จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่า สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมกล่าวธรรมของบุคคลอื่น โดยความเป็นธรรมเลวทราม ในธรรมของตน กล่าวว่า เป็นธรรมมั่นคง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนิน ของตนอย่างใด การบูชาธรรมของตนของสมณพราหมณ์ เหล่านั้น ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้น หากว่าวาทะทั้งปวง จะพึงเป็นของแท้ไซร้ ความบริสุทธิ์ของสมณพราหมณ์ผู้ มีถ้อยคำต่างๆ กันเหล่านั้นก็จะเป็นผลเฉพาะตนๆ เท่านั้น ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์ การวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิทั้งหลายว่าข้อนี้แหละจริง ดังนี้แล้ว ยึดถือไว้ ไม่ มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงล่วงความวิวาท เสียได้ พราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความ เป็นธรรมประเสริฐเลย ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า เดียรถีย์บางพวกกล่าวอยู่ว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็น นี้ เป็นอย่างนั้นแล ดังนี้ จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฐิ ถ้าว่าเดียรถีย์ได้เห็นแล้วไซร้ ประโยชน์อะไรเล่าด้วยความ เห็นนั้นแก่ตน เพราะว่าเดียรถีย์ทั้งหลาย ก้าวล่วง อริยมรรคเสียแล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป และครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่ว ถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง และ โดยความเป็นสุข นรชนนั้น จะเห็นนามรูปมากหรือน้อย โดยความเป็นของเที่ยงและเป็นสุข ก็จริง ถึงกระนั้น ผู้ ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็น นั้นเลย ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ชนผู้ทำทิฐิที่ตนกำหนดไว้ในเบื้องหน้า มีปรกติกล่าวตาม ความมั่นใจ ไม่ใช่เป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงจะแนะนำได้ง่าย เลย ผู้นั้นอาศัยครูคนใดแล้ว ก็เป็นผู้กล่าวความดีงาม ในครูคนนั้น ผู้นั้นเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์ ได้เห็นความ ถ่องแท้ในทิฐิของตน ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า พราหมณ์รู้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือ ตัณหาและ ทิฐิ ไม่แล่นไปด้วยทิฐิ และไม่มีตัณหาทิฐิเครื่อง ผูกพันด้วยญาณ อนึ่ง พราหมณ์นั้น ได้รู้สมบัติ คือ ทิฐิ ทั้งหลายเป็นอันมากแล้ววางเฉย ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ ทิฐิเหล่านั้น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มุนีในโลกนี้ สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว เมื่อผู้อื่นเกิด วิวาทกัน ก็ไม่แล่นไปเข้าพวกเขา มุนีนั้นเป็นผู้สงบ เมื่อผู้อื่นไม่สงบ ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ท่านไม่มีการยึดถือ ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า มุนีละอาสวะเบื้องต้น (คือส่วนที่ล่วงแล้ว) เสีย ไม่ทำ อาสวะใหม่ (คือส่วนที่เป็นปัจจุบัน) ไม่เป็นผู้ลำเอียงเพราะ ความพอใจ อนึ่ง มุนีนั้นจะเป็นผู้ยึดมั่นกล่าวก็หาไม่ มุนีนั้น เป็นนักปราชญ์ หลุดพ้นแล้วจากทิฐิทั้งหลาย ไม่ติเตียน ตน ไม่ติดอยู่ในโลก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง คือ อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว หรือได้ ทราบแล้ว ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มี เครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา ฉะนี้แล ฯ จบมหาวิยูหสูตรที่ ๑๓

|๔๒๐.๑๓๒๓| ๑๓ เย เกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา อิทเมว สจฺจนฺติ วิวาทยนฺติ สพฺเพว เต นินฺทมนฺวานยนฺติ อโถ ปสํสมฺปิ ลภนฺติ ตตฺถ ฯ |๔๒๐.๑๓๒๔| อปฺปญฺหิ เอตํ น อลํ สมาย ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ พฺรูมิ เอตมฺปิ ทิสฺวาน วิวาทเยถ เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภูมึ ฯ |๔๒๐.๑๓๒๕| ยา กาจิมา สมฺมติโย ปุถุชฺชา สพฺพา ว เอตา น อุเปติ วิทฺวา อนูปโย โส อุปยํ กิเมยฺย ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน ฯ |๔๒๐.๑๓๒๖| สีลุตฺตมา สญฺญเมนาหุ สุทฺธึ วตฺตํ สมาทาย อุปฏฺฐิตาเส อิเธว สิกฺเขม อถสฺส สุทฺธึ ภวูปนีตา กุสลา วทานา ฯ |๔๒๐.๑๓๒๗| สเจ จุโต สีลวตาโต โหติ ปเวธตี กมฺม วิราธยิตฺวา ปชปฺปตี ปตฺถยตี จ สุทฺธึ สตฺถา ว หีโน ปวสํ ฆรมฺหา ฯ |๔๒๐.๑๓๒๘| สีลพฺพตํ วาปิ ปหาย สพฺพํ ธมฺมญฺจ สาวชฺชนวชฺชเมตํ สุทฺธี อสุทฺธีติ อปตฺถยาโน วิรโต จเร สนฺติมนุคฺคหาย ฯ |๔๒๐.๑๓๒๙| ตมูปนิสฺสาย ชิคุจฺฉิตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา อุทฺธํสรา สุทฺธิมนุตฺถุนนฺติ อวีตตณฺหาเส ภวาภเวสุ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๐| ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ ปเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสุ จุตูปปาโต อิธ ยสฺส นตฺถิ ส เกน เวเธยฺย กุหิญฺจิ ชปฺเป ฯ |๔๒๐.๑๓๓๑| ยมาหุ ธมฺมํ ปรมนฺติ เอเก ตเมว หีนนฺติ ปนาหุ อญฺเญ สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ สพฺเพว หีเม กุสลา วทานา ฯ |๔๒๐.๑๓๓๒| สกญฺหิ ธมฺมํ ปริปุณฺณมาหุ อญฺญสฺส ธมฺมํ ปน หีนมาหุ เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ สกํ สกํ สมฺมติมาหุ สจฺจํ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๓| ปรสฺส เจ วมฺภยิเตน หีโน น โกจิ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ปุถูหิ อญฺญสฺส วทนฺติ ธมฺมํ นิหีนโต สมฺหิ ทฬฺหํ วทานา ฯ |๔๒๐.๑๓๓๔| สธมฺมปูชา จ ปนา ตเถว ยถา ปสํสนฺติ สกายนานิ สพฺเพ ปวาทา ตถิวา ภเวยฺยุํ สุทฺธีหิ เนสํ ปจฺจตฺตเมว ฯ |๔๒๐.๑๓๓๕| น พฺราหฺมณสฺส ปรเนยฺยมตฺถิ ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ ตสฺมา วิวาทานิ อุปาติวตฺโต น หิ เสฏฺฐโต ปสฺสติ ธมฺมมญฺญํ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๖| ชานามิ ปสฺสามิ ตเถว เอตํ ทิฏฺฐิยา เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ อทฺทกฺขิ เจ กิญฺหิ ตุมสฺส เตน อติสิตฺวา อญฺเญน วทนฺติ สุทฺธึ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๗| ปสฺสํ นโร ทกฺขติ นามรูปํ ทิสฺวาน วาญฺญสฺสติ ตานิ เจว กามํ พาหุํ ปสฺสตุ อปฺปกํ วา น หิ เตน สุทฺธึ กุสลา วทนฺติ ฯ |๔๒๐.๑๓๓๘| นิวิสฺสวาที น หิ สุพฺพินาโย ปกปฺปิตํ ทิฏฺฐิ ปุเรกฺขราโน ยนฺนิสฺสิโต ตตฺถ สุภํวทาโน สุทฺธึวโท ตตฺถ ตถทฺทสา โส ฯ |๔๒๐.๑๓๓๙| น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ น ทิฏฺฐิสารี นปิ ญาณพนฺธุ ญตฺวา จ โส สมฺมติโย ปุถุชฺชา อุเปกฺขติ อุคฺคหณนฺติมญฺเญ ฯ |๔๒๐.๑๓๔๐| วิสชฺช คนฺถานิ มุนีธ โลเก วิวาทชาเตสุ น วคฺคสารี สนฺโต อสนฺเตสุ อุเปกฺขโก โส อนุคฺคโห อุคฺคหณนฺติมญฺเญ ฯ |๔๒๐.๑๓๔๑| ปุพฺพาสเว หิตฺวา นเว อกุพฺพํ น ฉนฺทคู นาปิ นิวิสฺสวาโท ส วิปฺปมุตฺโต ทิฏฺฐิคเตหิ ธีโร น ลิมฺปตี โลเก อนตฺตครหี ฯ |๔๒๐.๑๓๔๒| ส สพฺพธมฺเมสุ วิเสนิภูโต ยํ กิญฺจิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา สมฺปนฺนภาโร มุนิ วิปฺปมุตฺโต น กปฺปิโย นูปรโต น ปตฺถิโยติ ภควาติ ฯ มหาวิยูหสุตฺตํ เตรสมํ ------------

所用版本与授权

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-25

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · 证据核验于 2026-08-24

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย