๑๖. สารีปุตตสูตร
巴利文与译文
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต สารีปุตตสูตรที่ ๑๖ (ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า)
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส โสฬสมํ สารีปุตฺตสุตฺตํ
พระศาสดาผู้มีพระวาจาไพเราะอย่างนี้ เสด็จมาแต่ชั้นดุสิต สู่แผ่นดิน ข้าพระองค์ยังไม่ได้เห็นหรือไม่ได้ยินต่อใครๆ ใน กาลก่อนแต่นี้เลย พระองค์ผู้มีพระจักษุ ย่อมปรากฏแก่มนุษย์ ทั้งหลาย เหมือนปรากฏแก่โลกพร้อมด้วยเทวดา ฉะนั้น พระองค์ผู้เดียวบรรเทาความมืดได้ทั้งหมด ทรงถึงความยินดี ในเนกขัมมะ ศิษย์ทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นเป็นอันมาก มา เฝ้าพระองค์ผู้เป็นพุทธะ ผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้ คงที่ ไม่หลอกลวง เสด็จมาแล้วสู่แผ่นดิน ณ เมืองสังกัสสะ นี้ ด้วยปัญหามีอยู่ เมื่อภิกษุเกลียดชังแต่ทุกข์มีชาติเป็นต้น อยู่ เสพที่นั่งอันสงัด คือ โคนไม้ ป่าช้า หรือที่นั่งอันสงัด ในถ้ำแห่งภูเขา ในที่นอนอันเลวและประณีต ความขลาด กลัวซึ่งเป็นเหตุจะไม่ทำให้ภิกษุหวั่นไหว ในที่นอนและที่นั่ง อันไม่มีเสียงกึกก้องนั้น มีประมาณเท่าไร อันตรายในโลก ของภิกษุผู้จะไปยังทิศที่ไม่เคยไป ซึ่งภิกษุจะพึงครอบงำเสีย ในที่นอนและที่นั่งอันสงัด มีประมาณเท่าไร ภิกษุนั้นพึงมี ถ้อยคำอย่างไร พึงมีโคจรในโลกนี้อย่างไร ภิกษุผู้มีใจเด็ด เดี่ยว พึงมีศีลและวัตรอย่างไร สมาทานสิกขาอะไร จึงเป็น ผู้มีจิตแน่วแน่ มีปัญญารักษาตน มีสติ พึงกำจัดมลทิน ของตน เหมือนนายช่างทองกำจัดมลทินของทอง ฉะนั้น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ถ้าว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญ และธรรมที่สมควรนี้ใด ของภิกษุผู้เกลียดชังแต่ทุกข์มีชาติเป็นต้น ผู้ใคร่จะตรัสรู้ เสพอยู่ซึ่งที่นั่งและที่นอนอันสงัดมีอยู่ไซร้ เราจะกล่าวธรรม เป็นเครื่องอยู่สำราญและธรรมที่สมควรนั่นตามที่รู้ แก่เธอ ภิกษุผู้เป็นปราชญ์ มีสติ ประพฤติอยู่ในเขตแดนของตน ไม่พึงกลัวแต่ภัย ๕ อย่าง คือ เหลือบ ยุง สัตว์เสือกคลาน ผัสสะแห่งมนุษย์ (มีมนุษย์ผู้เป็นโจรเป็นต้น) สัตว์สี่เท้า ภิกษุผู้แสวงหากุศลธรรมอยู่เนืองๆ ไม่พึงสะดุ้งแม้ต่อเหล่า- ชนผู้ประพฤติธรรมอื่นนอกจากสหธรรมิก แม้ได้เห็นเหตุ การณ์อันนำมาซึ่งความขลาดเป็นอันมากของชนเหล่านั้น และ อันตรายเหล่าอื่น ก็พึงครอบงำเสียได้ ภิกษุอันผัสสะแห่งโรค คือ ความหิว เย็นจัด ร้อนจัด ถูกต้องแล้ว พึงอดกลั้นได้ ภิกษุนั้นเป็นผู้อันโรคเหล่านั้นถูกต้องแล้วด้วยอาการต่างๆ ก็ มิได้ทำโอกาสให้แก่อภิสังขารเป็นต้น พึงบากบั่นกระทำความ เพียรให้มั่นคงไม่พึงกระทำการขโมย ไม่พึงกล่าวคำมุสา พึง แผ่เมตตาไปยังหมู่สัตว์ทั้งที่สะดุ้งและมั่นคง ในกาลใด พึง รู้เท่าความที่ใจเป็นธรรมชาติขุ่นมัว ในกาลนั้น พึงบรรเทา เสียด้วยคิดว่า นี้เป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมดำ ไม่พึงลุอำนาจแห่ง ความโกรธและการดูหมิ่นผู้อื่น พึงขุดรากเหง้าแห่งความโกรธ และการดูหมิ่นผู้อื่นเหล่านั้นแล้วดำรงอยู่ เมื่อจะครอบงำ ก็พึงครอบงำความรักหรือความไม่รักเสียโดยแท้ ภิกษุผู้ประ- กอบด้วยปีติอันงาม มุ่งบุญเป็นเบื้องหน้าพึงข่มอันตรายเหล่า นั้นเสีย พึงครอบงำความไม่ยินดีในที่นอนอันสงัด พึงครอบงำ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไรทั้ง ๔ อย่าง ผู้เป็นเสขะ ไม่มี ความกังวลเที่ยวไป พึงปราบวิตกอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่ำไร เหล่านี้ว่าเราจักบริโภคอะไร หรือว่าเราจักบริโภคที่ไหน เมื่อ คืนนี้เรานอนเป็นทุกข์นัก ค่ำวันนี้เราจักนอนที่ไหน ภิกษุนั้น ได้ข้าวและที่อยู่ในกาลแล้วพึงรู้จักประมาณ (ในกาลรับและ ในกาลบริโภค) เพื่อความสันโดษในศาสนานี้ ภิกษุนั้น คุ้มครองแล้วในปัจจัยเหล่านั้น สำรวมระวังเที่ยวไปในบ้าน ถึงใครๆ ด่าว่าเสียดสีก็ไม่พึงกล่าววาจาหยาบ พึงเป็นผู้มีจักษุ ทอดลงและไม่พึงโลเลด้วยเท้า พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นผู้ตื่นอยู่โดยมาก ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่นดี พึงตัดเสีย ซึ่งธรรมเป็นที่อยู่แห่งวิตกและความคะนอง ภิกษุผู้อัน อุปัชฌายะเป็นต้นตักเตือนแล้วด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติยินดี รับคำตักเตือนนั้น พึงทำลายตะปู คือความโกรธในสพรหม- จารีทั้งหลาย พึงเปล่งวาจาอันเป็นกุศล ไม่ให้ล่วงเวลา ไม่ พึงคิดในการกล่าวติเตียนผู้อื่น ต่อแต่นั้น พึงเป็นผู้มีสติ ศึกษาเพื่อปราบธุลี ๕ อย่างในโลก ครอบงำความกำหนัดยินดี ในรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ ครั้นปราบความ พอใจในธรรมเหล่านี้ได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ มีจิตหลุดพ้น ด้วยดี พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ โดยกาลอันสมควร มีจิตแน่วแน่ พึงกำจัดความมืดเสียได้ ฉะนี้แล ฯ จบสารีปุตตสูตรที่ ๑๖ จบอัฏฐกวรรคที่ ๔ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กามสูตร ๒. คุหัฏฐกสูตร ๓. ทุฏฐัฏฐสูตร ๔. สุทธัฏฐกสูตร ๕. ปรมัฏฐกสูตร ๖. ชราสูตร ๗. ติสสเมตเตยยสูตร ๘. ปสูรสูตร ๙. มาคันทิยสูตร ๑๐. ปุราเภทสูตร ๑๑. กลหวิวาทสูตร ๑๒. จูฬวิยูหสูตร ๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๔. ตุวฏกสูตร ๑๕. อัตตทัณฑสูตร ๑๖. สารีปุตตสูตร พระสูตรเหล่านี้ทั้งหมดมี ๘ วรรค ด้วยประการฉะนี้ ฯ -----------------------------------------------------
|๔๒๓.๑๓๘๓| ๑๖ นเม ทิฏฺโฐ อิโต ปุพฺเพ (อิจฺจายสฺมา สารีปุตฺโต) น สุโต อุท กสฺสจิ เอวํ วคฺคุวโท สตฺถา ตุสิตา คณิมาคโต ฯ |๔๒๓.๑๓๘๔| สเทวกสฺส โลกสฺส ยถา ทิสฺสติ จกฺขุมา สพฺพนฺตมํ วิโนเทตฺวา เอโกว รติมชฺฌคา ฯ |๔๒๓.๑๓๘๕| ตํ พุทฺธํ อสิตํ ตาทึ อกุหํ คณิมาคตํ พหุนฺนมิธ พทฺธานํ อตฺถี ปเญฺหน อาคมํ |๔๒๓.๑๓๘๖| ภิกฺขุโน วิชิคุจฺฉโต ภชโต ริตฺตมาสนํ รุกฺขมูลํ สุสานํ วา ปพฺพตานํ คุหาสุ วา |๔๒๓.๑๓๘๗| อุจฺจาวเจสุ สยเนสุ คีวนฺโต ตตฺถ เภรวา เยหิ ภิกฺขุ น เวเธยฺย นิคฺโฆเส สยนาสเน ฯ |๔๒๓.๑๓๘๘| กตี ปริสฺสยา โลเก คจฺฉโต อคตํ ทิสํ เย ภิกฺขุ อภิสมฺภเว ปนฺตมฺหิ สยนาสเน ฯ |๔๒๓.๑๓๘๙| กฺยาสฺส พฺยปถโย อสฺสุ กฺยสฺสสฺสุ อิธ โคจรา กานิ สีลพฺพตานสฺส ปหิตตฺตสฺส ภิกฺขุโน |๔๒๓.๑๓๙๐| กํ โส สิกฺขํ สมาทาย เอโกทิ นิปโก สโต กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโน ฯ |๔๒๓.๑๓๙๑| วิชิคุจฺฉมานสฺส ยทิทํ ผาสุ (สารีปุตฺตาติ ภควา) ริตฺตาสนํ สยนํ เสวโต เจ สมฺโพธิกามสฺส ยถานุธมฺมํ ตนฺเต ปวกฺขามิ ยถา ปชานํ ฯ |๔๒๓.๑๓๙๒| ปญฺจนฺน ธีโร ภยานํ น ภาเย ภิกฺขุ สโต ส ปริยนฺตจารี ฑํสาธิปาตานํ สิรึสปานํ มนุสฺสผสฺสานํ จตุปฺปทานํ |๔๒๓.๑๓๙๓| ปรธมฺมิกานมฺปิ น สนฺตเสยฺย ทิสฺวาปิ เตสํ พหุเภรวานิ อถาปรานิ อภิสมฺภเวยฺย ปริสฺสยานิ กุสลานุเอสี ฯ |๔๒๓.๑๓๙๔| อาตงฺกผสฺเสน ขุทาย ผุฏฺโฐ สีตํ อจฺจุณฺหํ อธิวาสเยยฺย โส เตหิ ผุฏฺโฐ พหุธา อโนโก วิริยํ ปรกฺกมฺม ทฬฺหํ กเรยฺย ฯ |๔๒๓.๑๓๙๕| เถยฺยํ น กเรยฺย น มุสา ภเณยฺย เมตฺตาย ผสฺเส ตสถาวรานิ ยทาวิลตฺตํ มนโส วิชญฺญา กณฺหสฺส ปกฺโขติ วิโนทเยยฺย ฯ |๔๒๓.๑๓๙๖| โกธาติมานสฺส วสํ น คจฺเฉ มูลมฺปิ เตสํ ปลิขญฺญ ติฏฺเฐ อถปฺปิยํ วา ปน อปฺปิยํ วา อทฺธา ภวนฺโต อภิสมฺภเวยฺย ฯ |๔๒๓.๑๓๙๗| ปญฺญํ ปุรกฺขตฺวา กลฺยาณปีติ วิกฺขมฺภเย ตานิ ปริสฺสยานิ อรตึ สเหถ สยนมฺหิ ปนฺเต จตุโร สเหถ ปริเทวธมฺเม |๔๒๓.๑๓๙๘| กึสู อสิสฺสามิ กุวํ วา อสฺสิสฺสํ ทุกฺขํ วต เสตฺถ กุวชฺชเสสฺสํ เอเต วิตกฺเก ปริเทวเนยฺเย วินเยถ เสกฺโข อนิเกตสารี ฯ |๔๒๓.๑๓๙๙| อนฺนญฺจ ลทฺธา วสนญฺจ กาเล มตฺตํ โส ชญฺญา อิธ โตสนตฺถํ โส เตสุ คุตฺโต ยตจาริ คาเม รุสิโตปิ วาจํ ผรุสํ น วชฺชา ฯ |๔๒๓.๑๔๐๐| โอกฺขิตฺตจกฺขุ น จ ปาทโลโล ฌานานุยุตฺโต พหุชาครสฺส อุเปกฺขมารพฺภ สมาหิตตฺโต ตกฺกาสยํ กุกฺกุจฺจิยูปฉินฺเท ฯ |๔๒๓.๑๔๐๑| จุทิโต วจีภิ สติมาภินนฺเท สพฺรหฺมจารีสุ ขิลํ ปภินฺเท วาจํ ปมุญฺเจ กุสลํ นาติเวลํ ชนวาทธมฺมาย น เจตเยยฺย ฯ |๔๒๓.๑๔๐๒| อถาปรํ ปญฺจ รชานิ โลเก เยสํ สติมา วินยาย สิกฺเข รูเปสุ สทฺเทสุ อโถ รเสสุ คนฺเธสุ ผสฺเสสุ สเหถ ราคํ ฯ |๔๒๓.๑๔๐๓| เอเตสุ ธมฺเมสุ วิเนยฺย ฉนฺทํ ภิกฺขุ สติมา สุวิมุตฺตจิตฺโต กาเลน โส สมฺมาธมฺมํ ปริวีมํสมาโน เอโกทิภูโต วิหเน ตมํ โสติ ภควาติ ฯ สารีปุตฺตสุตฺตํ โสฬสมํ ฯ อฏฺฐกวคฺโค จตุตฺโถ ฯ ตสฺสุทฺทานํ กามคุหญฺจ ทุฏฺฐา จ สุทฺธญฺจ ปรมํ ชรา เมตฺเตยฺโย จ ปสูโร จ มาคนฺที ปุรเภทนํ กลหํ เทฺว จ พฺยูหานิ ปุนเรว ตุวฏฺฏกํ อตฺตทณฺฑวรํ สุตฺตํ เตน สารีปุตฺเตน โสฬส อิติ เอตานิ สุตฺตานิ สพฺพานฏฺฐกวคฺคิกาติ ฯ