This collection answers by quoting only — editions are set side by side, never summarised, interpreted, or scored for reliability

经典 ·

เล่ม ๒๕

本册其他条目

๑. สรณคมน์๒. ทสสิกขาบท๓. ทวัตติงสาการ๔. สามเณรปัญหา๕. มงคลสูตร๖. รตนสูตร๗. ติโรกุฑฑสูตร๘. นิธิกัณฑสูตร๙. เมตตสูตร๑. ยมกวรรค๒. อัปปมาทวรรค๓. จิตตวรรค๔. ปุปผวรรค๕. พาลวรรค๖. ปัณฑิตวรรค๗. อรหันตวรรค๘. สหัสสวรรค๙. ปาปวรรค๑๐. ทัณฑวรรค๑๑. ชราวรรค๑๒. อัตตวรรค๑๓. โลกวรรค๑๔. พุทธวรรค๑๕. สุขวรรค๑๖. ปิยวรรค๑๗. โกธวรรค๑๘. มลวรรค๑๙. ธัมมัฏฐวรรค๒๐. มัคควรรค๒๑. ปกิณณกวรรค๒๒. นิรยวรรค๒๓. นาควรรค๒๔. ตัณหาวรรค๒๕. ภิกขุวรรค๒๖. พราหมณวรรค๑. ปฐมโพธิสูตร๒. ทุติยโพธิสูตร๓. ตติยโพธิสูตร๔. นิหุหุงกสูตร๕. พราหมณสูตร๖. มหากัสสปสูตร๗. อชกลาปกสูตร๘. สังคามชิสูตร๙. ชฏิลสูตร๑๐. พาหิยสูตร๑. มุจจลินทสูตร๒. ราชสูตร๓. ทัณฑสูตร๔. สักการสูตร๕. อุปาสกสูตร๖. คัพภินีสูตร๗. เอกปุตตกสูตร๘. สุปปวาสาสูตร๙. วิสาขาสูตร๑๐. ภัททิยสูตร๑. กัมมวิปากชสูตร๒. นันทสูตร๓. ยโสชสูตร๔. สารีปุตตสูตร๕. มหาโมคคัลลานสูตร๖. ปิลินทวัจฉสูตร๗. สักกุทานสูตร๘. ปิณฑปาติกสูตร๙. สิปปสูตร๑๐. โลกสูตร๑. เมฆิยสูตร๒. อุทธตสูตร๓. โคปาลกสูตร๔. ยักขปหารสูตร๕. นาคสูตร๖. ปิณโฑลสูตร๗. สารีปุตตสูตร๘. สุนทรีสูตร๙. อุปเสนสูตร๑๐. สารีปุตตอุปสมสูตร๑. ปิยตรสูตร๒. อัปปายุกสูตร๓. สุปปพุทธกุฏฐิสูตร๔. กุมารกสูตร๕. อุโปสถสูตร๖. โสณสูตร๗. กังขาเรวตสูตร๘. สังฆเภทสูตร๙. สธายมานสูตร๑๐. จูฬปันถกสูตร๑. อายุสังขาโรสสัชชนสูตร๒. สัตตชฏิลสูตร๓. ปัจจเวกขณสูตร๔. ปฐมนานาติตถิยสูตร๕. ทุติยนานาติตถิยสูตร๖. ตติยนานาติตถิยสูตร๗. สุภูติสูตร๘. คณิกาสูตร๙. อุปาติธาวันติสูตร๑๐. อุปปัชชันติสูตร๑. ปฐมลกุณฏกภัททิยสูตร๒. ทุติยลกุณฏกภัททิยสูตร๓. ปฐมสัตตสูตร๔. ทุติยสัตตสูตร๕. อปรลกุณฏกภัททิยสูตร๖. ตัณหาสังขยสูตร๗. ปปัญจักขยสูตร๘. กัจจานสูตร๙. อุทปานสูตร๑๐. อุเทนสูตร๑. ปฐมนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๒. ทุติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๓. ตติยนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๔. จตุตถนิพพานปฏิสังยุตตสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปาฏลิคามิยสูตร๗. ทวิธาปถสูตร๘. วิสาขาสูตร๙. ปฐมทัพพสูตร๑๐. ทุติยทัพพสูตร๑. โลภสูตร๒. โทสสูตร๓. โมหสูตร๔. โกธสูตร๕. มักขสูตร๖. มานสูตร๗. สัพพปริญญาสูตร๘. มานปริญญาสูตร๙. โลภปริญญาสูตร๑๐. โทสปริญญาสูตร๑. โมหปริญญาสูตร๒. โกธปริญญาสูตร๓. มักขปริญญาสูตร๔. อวิชชานีวรณสูตร๕. ตัณหาสังโยชนสูตร๖. ปฐมเสขสูตร๗. ทุติยเสขสูตร๘. สังฆเภทสูตร๙. สังฆสามัคคีสูตร๑๐. ปทุฏฐจิตตสูตร๑. ปสันนจิตตสูตร๒. เมตตสูตร๓. อุภยัตถสูตร๔. อัฏฐิปุญชสูตร๕. มุสาวาทสูตร๖. ทานสูตร๗. เมตตาภาวนาสูตร๑. ทุกขวิหารสูตร๒. สุขวิหารสูตร๓. ตปนียสูตร๔. อตปนียสูตร๕. ปฐมสีลสูตร๖. ทุติยสีลสูตร๗. อาตาปีสูตร๘. ปฐมนกุหนสูตร๙. ทุติยนกุหนสูตร๑๐. โสมนัสสสูตร๑. วิตักกสูตร๒. เทสนาสูตร๓. วิชชาสูตร๔. ปัญญาปริหีนสูตร๕. สุกกธัมมสูตร๖. อชาตสูตร๗. นิพพานธาตุสูตร๘. ปฏิสัลลานสูตร๙. สิกขานิสังสสูตร๑๐. ชาคริยสูตร๑๑. อาปายิกสูตร๑๒. ทิฏฐิคตสูตร๑. มูลสูตร๒. ธาตุสูตร๓. ปฐมเวทนาสูตร๓. ปฐมเวทนาสูตร๕. ปฐมเอสนาสูตร๖. ทุติยเอสนาสูตร๗. ปฐมอาสวสูตร๘. ทุติยอาสวสูตร๙. ตัณหาสูตร๑๐. มารเธยยสูตร๑. ปุญญกิริยาวัตถุสูตร๒. จักขุสูตร๓. อินทริยสูตร๔. อัทธาสูตร๕. ทุจจริตสูตร๖. สุจริตสูตร๗. โสเจยยสูตร๘. โมเนยยสูตร๙. ปฐมราคสูตร๑๐. ทุติยราคสูตร๑. มิจฉาทิฏฐิกสูตร๒. สัมมาทิฏฐิกสูตร๓. นิสสรณิยสูตร๔. สันตตรสูตร๕. ปุตตสูตร๖. อวุฏฐิกสูตร๗. สุขปัตถนาสูตร๘. ภิทุรสูตร๙. ธาตุโสสังสันทนสูตร๑๐. ปริหานสูตร๑. วิตักกสูตร๒. สักการสูตร๓. เทวสัททสูตร๔. ปัญจปุพพนิมิตตสูตร๕. พหุชนหิตสูตร๖. อสุภานุปัสสีสูตร๗. ธัมมานุธัมมปฏิปันนสูตร๘. อันธกรณสูตร๙. อันตรามลสูตร๑๐. เทวทัตตสูตร๑. อัคคัปปสาทสูตร๒. ชีวกสูตร๓. สังฆาฏิกัณณสูตร๔. อัคคิสูตร๕. อุปปริกขสูตร๖. กามูปปัตติสูตร๗. กามโยคสูตร๘. กัลยาณสีลสูตร๙. ทานสูตร๑๐. เตวิชชสูตร๑. พราหมณธัมมยาคสูตร๒. สุลภสูตร๓. อาสวักขยสูตร๔. สมณพราหมณสูตร๕. สีลสัมปันนสูตร๖. ตัณหุปปาทสูตร๗. สพรหมกสูตร๘. พหุการสูตร๙. กุหสูตร๑๐. นทีโสตสูตร๑๑. จรสูตร๑๒. สัมปันนสีลสูตร๑๓. โลกสูตร๑. อุรคสูตร๒. ธนิยสูตร๓. ขัคควิสาณสูตร๔. กสิภารทวาชสูตร๕. จุนทสูตร๖. ปราภวสูตร๗. วสลสูตร๘. เมตตสูตร๙. เหมวตสูตร๑๐. อาฬวกสูตร๑๑. วิชยสูตร๑๒. มุนิสูตร๑. รตนสูตร๒. อามคันธสูตร๓. หิริสูตร๔. มงคลสูตร๕. สูจิโลมสูตร๖. ธัมมจริยสูตร๗. พราหมณธัมมิกสูตร๘. นาวาสูตร๙. กิงสีลสูตร๑๐. อุฏฐานสูตร๑๑. ราหุลสูตร๑๒. วังคีสสูตร๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร๑๔. ธัมมิกสูตร๑. ปัพพัชชาสูตร๒. ปธานสูตร๓. สุภาสิตสูตร๔. สุนทริกภารทวาชสูตร๕. มาฆสูตร๖. สภิยสูตร๗. เสลสูตร๘. สัลลสูตร๙. วาเสฏฐสูตร๑๐. โกกาลิกสูตร๑๑. นาลกสูตร๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร๑. กามสูตร๒. คุหัฏฐกสูตร๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร๔. สุทธัฏฐกสูตร๕. ปรมัฏฐกสูตร๖. ชราสูตร๗. ติสสเมตเตยยสูตร๘. ปสูรสูตร๙. มาคันทิยสูตร๑๐. ปุราเภทสูตร๑๑. กลหวิวาทสูตร๑๒. จูฬวิยูหสูตร๑๓. มหาวิยูหสูตร๑๔. ตุวฏกสูตร๑๕. อัตตทัณฑสูตร๑๖. สารีปุตตสูตรวัตถุกถา๑. อชิตมาณวกปัญหา๒. ติสสเมตเตยยมาณวกปัญหา๓. ปุณณกมาณวกปัญหา๔. เมตตคูมาณวกปัญหา๕. โธตกมาณวกปัญหา๖. อุปสีวมาณวกปัญหา๗. นันทมาณวกปัญหา๘. เหมกมาณวกปัญหา๙. โตเทยยมาณวกปัญหา๑๐. กัปปมาณวกปัญหา๑๑. ชตุกัณณิมาณวกปัญหา๑๒. ภัทราวุธมาณวกปัญหา๑๓. อุทยมาณวกปัญหา๑๔.โปสาลมาณวกปัญหา๑๕. โมฆราชมาณวกปัญหา๑๖. ปิงคิยมาณวกปัญหา

注释

经典

๒๔. ตัณหาวรรค

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

26 条1 个版本

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ

印本前页文字

๒๔. ตัณหาวรรค หมวดว่าด้วยตัณหา ๑. กปิลมัจฉวัตถุ เรื่องปลากปิละ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บริษัท ๔ ดังนี้)

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท เหมือนเถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่า เขาย่อมเร่ร่อนไปมา เหมือนวานรที่ต้องการผลไม้ เที่ยวเร่ร่อนไปมาในป่า ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ ท่านผู้ประเสริฐ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกผู้ลอยบาปได้แล้ว @(ขุ.ธ.อ. ๗/๑๖๒) @ ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ เป็นต้น ย่อมเป็นเครื่องประดับทำให้เกิดความงาม @และความสุขแก่คนทุกเพศทุกวัย ไม่มีล้าสมัยไร้ตำหนิ ต่างจากเครื่องประดับภายนอกที่ทำให้งามเฉพาะ @เพศหรือวัย ใครที่ใช้เครื่องประดับหรือเครื่องแต่งกายไม่เหมาะกับเพศหรือวัย ก็จะถูกตำหนิ และถูกสงสัยว่า @เป็นบ้าเสียสติ (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๖๒) @ ผู้ประพฤติประมาท หมายถึงผู้มีความเป็นอยู่ด้วยความประมาท ปราศจากสติ ไม่เจริญฌาน วิปัสสนา @มรรค และผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๓๗} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๒. สูกรโปติกาวัตถุ

ตัณหาที่เลวทรามซ่านไปในโลกนี้ ครอบงำบุคคลใดไว้ได้ ความโศกย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตกรดแล้วเจริญงอกงามขึ้น ฉะนั้น

ส่วนบุคคลใดครอบงำตัณหาที่เลวทรามนั้น ซึ่งล่วงได้ยากในโลกไว้ได้ ความโศกย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว ฉะนั้น

เพราะเหตุนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายที่ประชุมกันในที่นี้ จงมีความเจริญ ขอท่านทั้งหลายจงขุดรากเหง้าแห่งตัณหา เหมือนคนต้องการหญ้าแฝกขุดหญ้าแฝก มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลายอยู่ร่ำไป เหมือนกระแสน้ำระรานไม้อ้อ ฉะนั้น ๒. สูกรโปติกาวัตถุ เรื่องลูกสุกรตัวเมีย (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ต้นไม้ เมื่อรากยังแข็งแรง ยังไม่ถูกทำลาย แม้ลำต้นถูกตัดแล้ว ก็งอกขึ้นได้ใหม่ ฉันใด ความทุกข์นี้ เมื่อบุคคลขจัดตัณหานุสัยไม่ได้ขาด ก็ย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ ขุดรากเหง้า หมายถึงขุดรากเหง้าแห่งตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยอรหัตต- @มรรค (ขุ.ธ.อ. ๘/๗) @ ธรรมบทข้อ ๓๓๔-๓๓๗ นี้ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๓๙๙-๔๐๒/๔๐๘-๔๐๙ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๓๘} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๒. สูกรโปติกาวัตถุ

บุคคลใดยังมีกระแสตัณหาอันแรงกล้า ๓๖ สาย ที่มักไหลไปยังอารมณ์อันน่าพอใจ ความดำริเป็นอันมากที่อาศัยราคะ ย่อมนำบุคคลนั้นซึ่งมีความเห็นผิดไป

กระแสตัณหาทั้งหลายไหลไปในอารมณ์ทั้งหมด ตัณหาดุจเถาวัลย์ ก็งอกงามขึ้น พวกเธอ ครั้นเห็นตัณหาดุจเถาวัลย์ที่งอกงามนั้น จงตัดรากด้วยปัญญา

สัตว์โลกผู้มีแต่โสมนัสซาบซ่าน ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา มัวแต่จะแสวงหาความสุขสำราญกันอยู่ จึงต้องเข้าถึงชาติและชราร่ำไป

หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง หมู่สัตว์ผู้ถูกสังโยชน์และกิเลสเครื่องข้อง ผูกไว้แน่น ย่อมได้รับความทุกข์ร่ำไปชั่วกาลนาน @เชิงอรรถ : @ ตัณหา ๓๖ สาย ได้แก่ ตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) อาศัยอายตนะภายใน ๖ @(๓ x ๖ = ๑๘) อาศัยอายตนะภายนอก ๖ (๓ x ๖ = ๑๘) ได้กระแส ๓๖ สายที่ไหลไปในอารมณ์มีรูป @เป็นต้นที่น่าชอบใจ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐) @ ปัญญา หมายถึงปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑) @ ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา หมายถึงเปียกชุ่มด้วยยางเหนียว คือตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑) @ หมายถึงสังโยชน์ ๑๐ ประการ และกิเลสเครื่องข้อง ๗ ประการ มีราคะเป็นต้นผูกไว้หรือเกี่ยวไว้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๓๙} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๔. พันธนาคารวัตถุ

หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังให้ตนสิ้นราคะ ควรบรรเทาตัณหาที่ทำให้สะดุ้งเสีย ๓. วิพภันตกวัตถุ เรื่องภิกษุผู้กระสันจะสึก (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บริษัท ๔ ดังนี้)

บุคคลใดออกจากอาลัยแล้ว มีใจน้อมไปในป่า พ้นจากป่าแล้ว ยังแล่นเข้าไปสู่ป่านั้นอีก ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้น เขาพ้นจากเครื่องผูก ยังแล่นไปสู่เครื่องผูกตามเดิม ๔. พันธนาคารวัตถุ เรื่องเรือนจำ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เหล่าภิกษุผู้เห็นโจรถูกจองจำในเรือนจำ ดังนี้)

นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวถึงเครื่องจองจำ ที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้าปล้อง ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง แต่กล่าวถึง ความกำหนัดยินดีในต่างหูแก้วมณี และความใยดีในบุตรภรรยา ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง @เชิงอรรถ : @ อาลัย ในที่นี้หมายถึงความเป็นอยู่อย่างคฤหัสถ์ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕) @ ป่า ในที่นี้หมายถึงตบะ (ตโปวนะ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕) @ ป่า ในที่นี้หมายถึงตัณหาคือเครื่องผูกให้อยู่ครองเรือน (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๔๐} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๖. อุคคเสนเสฏฐิปุตตวัตถุ

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงความกำหนัด เครื่องจองจำที่มั่นคงนั้น ว่ามีปกติเหนี่ยวลง หย่อนยาน แต่แก้ให้หลุดยาก นักปราชญ์เหล่านั้นตัดเครื่องจองจำนั้นได้แล้ว ไม่ใยดี ละกามสุข ออกบวช ๕. เขมาเถรีวัตถุ เรื่องพระเขมาเถรี (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเขมาเถรี ดังนี้)

สัตว์ทั้งหลายผู้กำหนัดยินดีด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา เหมือนแมงมุมติดใยที่ตนถักไว้เอง นักปราชญ์ทั้งหลายตัดกระแสตัณหานั้นได้แล้ว หมดความใยดี ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไปได้ ๖. อุคคเสนเสฏฐิปุตตวัตถุ เรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นายอุคคเสน ดังนี้)

เธอจงเป็นผู้ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน จงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ เธอผู้มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว จักไม่เข้าถึงชาติ และชราอีกต่อไป @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๒๑/๑๔๐, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๐๑-๑๐๒/๕๕ @ หมายรวมถึงขุ่นเคืองเพราะโทสะ ลุ่มหลงเพราะโมหะด้วย (ขุ.ธ.อ. ๘/๒๑) @ หมายถึงปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ความทะยานอยากในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน @(ขุ.ธ.อ. ๘/๒๖) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๔๑} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๘. มารวัตถุ ๗. จูฬธนุคคหปัณฑิตวัตถุ เรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งผู้กระสันจะสึก ดังนี้)

บุคคลผู้ถูกวิตก ย่ำยี มีราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างามเสมอ ย่อมมีตัณหาพอกพูนมากขึ้นๆ บุคคลเช่นนั้นแลชื่อว่าสร้างเครื่องผูกมัดที่แน่นหนา

ส่วนผู้ใดยินดีในฌานเป็นที่ระงับวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภฌานอยู่ ผู้นั้นแล จักทำตัณหาให้สิ้นไปได้ จักตัดเครื่องผูกแห่งมาร ได้ ๘. มารวัตถุ เรื่องมาร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่มารผู้มีบาป ดังนี้)

ผู้บรรลุความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้งกลัว ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ตัดลูกศรที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว ร่างกายนี้จึงเป็นร่างกายสุดท้าย @เชิงอรรถ : @ วิตก หมายถึงความตรึกมี ๓ อย่าง คือ กามวิตก ความตรึกในทางกาม พยาบาทวิตก ความตรึกในทาง @พยาบาท วิหิงสาวิตก ความตรึกในทางเบียดเบียน (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๒) @ ฌานเป็นที่ระงับวิตก หมายถึงปฐมฌานที่มีอสุภะ ๑๐ ประการเป็นอารมณ์ สามารถเข้าไปสงบระงับ @มิจฉาวิตกได้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๒) @ ดูเชิงอรรถที่ ๓ หน้า ๓๕ ในเล่มนี้ @ ความสำเร็จ หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๔) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๔๒} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๙. อุปกาชีวกวัตถุ

ผู้ปราศจากตัณหา หมดความยึดมั่น ฉลาดในนิรุตติบท รู้หมวดหมู่และเบื้องต้นเบื้องปลายของอักษรทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่า ผู้มีร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย ผู้มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ ๙. อุปกาชีวกวัตถุ เรื่องอาชีวกชื่ออุปกะ (พระผู้มีพระภาคเมื่อแรกตรัสรู้ประทับนั่งที่ควงไม้โพธิ์ อาชีวกชื่ออุปกะเข้ามา ถามพระองค์ว่า บวชเพื่อใคร ใครเป็นศาสดา พระองค์จึงตรัสพระคาถา ดังนี้)

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละธรรมทั้งปวงได้ หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ตรัสรู้ยิ่งเองแล้วจะพึงกล่าวอ้างใครเล่า @เชิงอรรถ : @ นิรุตติบท หมายถึงนิรุตติปฏิสัมภิทา รวมทั้งปฏิสัมภิทาที่เหลืออีก ๓ อย่าง (อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา @และปฏิภาณปฏิสัมภิทา) (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๔) @ ธรรม หมายถึงธรรม ๓ ระดับ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๖) @ ธรรม หมายถึงธรรม ๔ ระดับ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๖) @ มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง หมายถึงไม่เปื้อนด้วยตัณหาและทิฏฐิในธรรม ๓ ระดับนั้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๖) @ ละธรรมทั้งปวงได้ หมายถึงละธรรม ๓ ระดับ กล่าวคือละธรรมชั้นกามาวจร ชั้นรูปาวจร และชั้น @อรูปาวจรได้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๗) @ หมายถึงเมื่อรู้เองได้อย่างนี้แล้ว จะต้องอ้างใครเป็นอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์อีกเล่า (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๗) และดู @วิ.ม. (แปล) ๔/๑๑/๑๗ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๔๓} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๑๑. อปุตตกเสฏฐิปุตตวัตถุ ๑๐. สักกเทวราชวัตถุ เรื่องท้าวสักกะจอมเทพ (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพและเหล่าเทวดา ดังนี้)

การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง ๑๑. อปุตตกเสฏฐิปุตตวัตถุ เรื่องอปุตตกเศรษฐีบุตร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ดังนี้)

โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมทำลายคนมีปัญญาทราม แต่จะไม่ทำลายคนที่แสวงหาฝั่ง เพราะความทะยานอยากในโภคทรัพย์ คนมีปัญญาทรามจึงทำลายตนเองดุจทำลายคนอื่น @เชิงอรรถ : @ การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง หมายถึงบุคคลจะให้หรือเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุข @ส่วนรวมได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังธรรม จนรู้ว่าคุณประโยชน์ของการให้หรือการเสียสละว่าดีอย่างไรเสียก่อน จึงจะ @ให้หรือเสียสละได้ หากไม่ได้ฟังธรรม การให้สิ่งอื่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย @รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง หมายถึงรสอื่นๆ เช่น รสสุธาโภชน์ของเทวดา ยังเป็นปัจจัยให้สัตว์ต้อง @เสวยทุกข์ในสังสารวัฏ แต่รสแห่งพระธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และโลกุตตรธรรม ๙ ประการ @เป็นรสแห่งความสุขที่ประเสริฐสุด @ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง หมายถึงความยินดีอื่นๆ เช่น ความยินดีบุตร ธิดา ทรัพย์สิน @สตรี หรือการขับร้อง ประโคมดนตรี ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยให้เสวยทุกข์ในสังสารวัฏ แต่การแสดงธรรม @การได้ฟังธรรม หรือการแนะนำธรรม ย่อมก่อให้เกิดปีติสุข และเป็นปัจจัยให้บรรลุอรหัตตผล สิ้นทุกข์ใน @สังสารวัฏได้ @ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง หมายถึงอรหัตตผลที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นตัณหานั้นเป็นสภาวะ @ที่ครอบงำตัดขาดทุกข์ในสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิง (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๙-๔๑) @ ฝั่ง หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๘/๔๕) {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๔๔} พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ๒๔. ตัณหาวรรค ๑๒. อังกุรวัตถุ ๑๒. อังกุรวัตถุ เรื่องอังกุรเทพบุตร (พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อังกุรเทพบุตร และอินทกเทพบุตร ดังนี้)

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีราคะเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากราคะ จึงมีผลมาก

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีโทสะเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโทสะ จึงมีผลมาก

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีโมหะเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโมหะ จึงมีผลมาก

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีความอยากเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากความอยาก จึงมีผลมาก (นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีตัณหาเป็นโทษ ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากตัณหา จึงมีผลมาก) ตัณหาวรรคที่ ๒๔ จบ {ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๑๔๕}

所用版本与授权

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · 证据核验于 2026-08-25

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้